“คุณๆ มาอยู่บ้านเดียวกันไหม”

นี่ไม่ใช่ประโยคเชิญชวนในฐานะครอบครัวหรือคู่รักแต่อย่างใด เมื่อราว 10 ปีก่อน บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด ผู้พัฒนาและออกแบบโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ใช้แนวคิดนี้ชวนคนแปลกหน้ามาออกแบบบ้านกับเพื่อนบ้านในอนาคต ร่วมกับสถาปนิกตั้งแต่เป็นผืนดินเปล่า จนวันนี้อยู่อาศัยร่วมรั้วเดียวกัน มีที่จอดรถ สวนหน้าบ้าน และระเบียงไม้หลังบ้านที่เชื่อมต่อถึงกันแบบแทบไม่มีอะไรกั้น 

เมื่อมองจากภายนอก เหมือนเป็นบ้านหลังใหญ่บ้านเดียวกัน

อาจฟังดูแปลก ในยุคสมัยที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกนิยม ผู้คนแสวงหาหมู่บ้านจัดสรรสำเร็จรูปหรือคอนโดฯ พร้อมอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาทำความรู้จักทักทายเพื่อนบ้านห้องข้างเคียง ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องคุยกัน

แต่ทางอาศรมศิลป์เชื่อว่า ยังมีคนที่ปรารถนาการอยู่ร่วมกันกับใครสักคนที่แตกต่าง และหากออกแบบบ้านเรือนที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ ย่อมเกิดผลดีต่อทั้งจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

พวกเขาจึงทวนกระแส นำคอนเซปต์ Co-housing มาออกแบบสร้างบ้านเดียวกัน 1 และ 2 ให้แต่ละบ้านมีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมที่ผ่านการออกแบบและตกลงแบ่งปันดูแลร่วมกัน

10 กว่าปีผ่านไป ยาวนานเพียงพอต่อการพิสูจน์แนวคิด เรานัดหมาย 3 ตัวแทนหมู่บ้านที่ร่วมสร้างบ้านเดียวกันในวันนั้น มาพูดคุยถึงแนวคิดเบื้องหลังและชีวิตที่เปลี่ยนไปจากบ้านลักษณะนี้

คนแรก ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด ผู้ดูแลโครงการผู้มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสมาชิกของบ้านเดียวกัน 1

สอง อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกของบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด และสมาชิกของบ้านเดียวกัน 1 ผู้ออกแบบบ้านเดียวกัน 2

และ อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี อดีตอาจารย์ประจำสถาบันอาศรมศิลป์ สมาชิกผู้อยู่อาศัยบ้านเดียวกัน 2 ที่ร่วมออกแบบตั้งแต่วันเริ่มโครงการ

ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร สถาบันอาศรมศิลป์, อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์, อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี แห่งสถาบันอาศรมศิลป์
อาชวิน ดุงศรีแก้ว อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี และ ภาณุมาศ ชเยนทร์

แม้ทั้งสามคนเล่าความท้าทายในระหว่างทาง ทั้งระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการสร้างบ้านจัดสรรทั่วไป และบทสนทนากับเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยได้พบตามการซื้อบ้านที่ไหน ถึงอย่างนั้น ทุกคนเห็นพ้องกันว่า สำหรับใครที่ชื่นชอบ วิถีแบบนี้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้แน่

ศึกษาดูแล้ว ความหมายคำว่าบ้านของคุณอาจเปลี่ยนไป เผลอๆ จะอยากชวนใครสักคนมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเสียเลย

บ้านคือความไม่อ้างว้าง

แนวคิดแบบ Co-housing ที่จริงมีมานานแล้ว เริ่มเห็นชัดในประเทศเดนมาร์กช่วง ค.ศ. 1970 เมื่อมีสถาปนิกและครอบครัวเล็งเห็นว่า การอยู่อาศัยสมัยใหม่ทำให้ผู้คนห่างเหินกัน พอชราแล้วไร้เพื่อนฝูงให้พบเจอ จึงสร้างโครงการ Sættedammen ที่มีบ้าน 27 หลังอยู่ใกล้กัน

ข้อดีคือ บริหารทรัพยากรร่วมกันได้ มีอะไรก็แบ่งปันกันใช้ ไม่ต้องซื้อใหม่หมด และมีพื้นที่ส่วนกลางให้แต่ละครอบครัวมาร่วมกิจกรรมพร้อมหน้า ดูแลเกื้อกูลกัน ต่อมาแนวคิดนี้จึงได้รับการเผยแพร่ไปที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

“เราเคยไปดูงานกันที่ญี่ปุ่น พบว่าคนเข้าคิวรออยู่แบบนี้เลยนะ สังคมเขามีความเครียดสูง ต่างคนต่างมา ไม่รู้จักกัน แต่ตามหาบางอย่างเหมือนกัน” อาชวินเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าในไทยก็น่าทำ และหากทำได้คงมีคนต้องการเหมือนกัน

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
เฉลียงริมคลองด้านหลังบ้านที่ทอดยาวและเดินเชื่อมต่อถึงกันได้ ส่วนนี้จะช่วยสร้างปฎิสัมพันธ์ของคนในรั้วบ้านเดียวกัน

สังคมไทยสมัยก่อนอยู่กันแบบครอบครัวขนาดใหญ่ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน เราแยกย้ายกันแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมือง เกิดเป็นความอ้างว้างหรือหยุดนึกถึงสังคมรอบตัวไปบ้าง อาจด้วยภาระความจำเป็นที่หนักอึ้ง หรือไม่ได้ใส่ใจ

ในขณะเดียวกัน บริษัทอสังหาริมทรัพย์เริ่มพัฒนาบ้านที่เป็นแพตเทิร์น เพื่อรองรับครอบครัวเดี่ยวที่มีมากขึ้น และลดต้นทุนการสร้างในเชิงธุรกิจ

แต่อาชวินและภาณุมาศเชื่อว่ามนุษย์ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ และ Co-housing น่าจะตอบโจทย์ พวกเขาจึงเริ่มอยู่อาศัยภายใต้แนวคิดนี้ด้วยตัวเอง ที่บ้านเดียวกัน 1 บริเวณโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งออกแบบคล้ายหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป แต่ชวนเพื่อนๆ ผู้ปกครองของนักเรียนที่สนใจ มาผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนร่วมกัน และทำพื้นที่บางยูนิตในหมู่บ้านให้อยู่ใกล้ชิดกัน

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ช่วงปลาย พ.ศ. 2554 นี้ พวกเขาคิดสร้างบ้านเดียวกันขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เพื่อให้บ้านลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ประจวบเหมาะกับการเจอที่ดินรูปสามเหลี่ยมขนาด 355 ตารางวา หน้าโรงเรียนรุ่งอรุณ ทางอาศรมศิลป์จึงซื้อที่ดินมาโดยยังไม่มีแบบบ้านใดๆ ในใจ 

เพราะโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อไป พวกเขารอชวนเชิญผู้อยู่อาศัยมาร่วมออกแบบตั้งแต่ต้น

บ้านคือพื้นที่เกื้อกูลแลกเปลี่ยน (กับเพื่อนบ้านบ้าง)

“สิ่งที่ต่างจากบ้านจัดสรรปกติคือทุกคนเริ่มคิดด้วยกัน” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เล่าสิ่งที่ทำให้บ้านนี้ไม่เหมือนใคร

“มันไม่ได้เริ่มจากว่าคุณอยากได้บ้านแบบไหน แต่เราชวนคนที่สนใจให้มาทั้งครอบครัว เอาอาหารที่ตัวเองชอบมานั่งกินข้าวด้วยกันกับคนอื่นก่อน คุยกันว่าชีวิตเป็นยังไง อยากอยู่ร่วมกันไหม แค่นี้เลย แล้วค่อยเตรียมมาว่าอยากอยู่บ้านแบบไหน จัดแบบนี้หลายๆ ครั้ง” สถาปนิกเสริม 

กระบวนการนี้ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายสุด เพราะต้องหาสมาชิกที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน พร้อมอยู่ในรั้วเดียวกัน บางคนเข้ามาในกระบวนการแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ไม่ถูกใจเพื่อนบ้าน ก็เดินจากไปทันที

และถึงมีครอบครัวที่ตกลงปลงใจแล้ว แต่กว่าจะคุยให้เห็นพ้องกันทุกฝ่ายว่าจะใช้พื้นที่ร่วมกันแบบใด ต้องอาศัยเวลานานเป็นปี

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“หนึ่งในเรื่องที่เราคุยกันนานคือสุนัข” อาจารย์สุรพลเล่าบ้าง

“เพราะมีคนที่เลี้ยงสุนัขเช่นผม กับคนที่ไม่ชอบมาอยู่ในรั้วเดียวกัน วันที่กินข้าวร่วมกันผมก็ต้องจูงสุนัขมาให้ทุกคนรู้จัก และสื่อสารว่าถ้าต้องอยู่กับเขา เราอยู่กันได้ไหม” ผู้ผ่านกระบวนการจริงยกตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบ 

บทสนทนาเหล่านี้แม้ใช้เวลา แต่ข้อดีอีกอย่าง คือทำให้เกิดการวางกติกา เรียนรู้และปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยร่วมกัน

“เราคุยกันต่อว่าใครเจออุจจาระสุนัข เรียกให้เพื่อนบ้านที่เลี้ยงสุนัขคนไหนมาดูแลได้เลย ไม่เกี่ยงกัน แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเรารู้ว่ามีคนไม่ชอบสุนัข เราจะไม่ปล่อยให้มันเดินเพ่นพ่าน บ้านไหนเลี้ยงตัวใหญ่ก็ทำกรงกั้นไว้” 

สุรพลอธิบายต่ออีกว่ายังมีหลายเรื่องที่พวกเขาคำนึงถึงคนอื่น และช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องรีรอบอกกล่าว เช่น ช่วยเก็บผ้าให้อีกบ้านเมื่อฝนตก ล้างรถเพื่อนบ้านที่ต้องการ ช่วยดูแลลูกแทน

เพราะจากกระบวนการนั้น ทุกคนตระหนักดีว่าจะเพิกเฉย แบ่งรั้วบ้านฉันบ้านเธอเหมือนทั่วไปไม่ได้อีกแล้ว

และเมื่อมีเหตุการณ์ชวนขัดแย้ง เช่น สุนัขกัดกัน แต่ละฝ่ายจะเห็นปฏิกิริยาเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจบด้วยการขอโทษ ให้อภัย และปรับเปลี่ยนบางอย่างใหม่ 

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
จุดเด่นของโครงการอีกอย่าง คือการใช้พื้นที่หน้าบ้านร่วมกัน กลายเป็นพื้นสีเขียวส่วนรวมขนาดใหญ่

“คนที่อยู่แบบ Co-housing เขาคงไม่ได้คิดแค่ว่าจะได้อะไรจากชุมชนนี้ แต่ต้องพร้อมแชร์อะไรให้เพื่อนด้วย” อาชวินสรุปคุณสมบัติข้อสำคัญของสมาชิกในหมู่บ้านเล็กๆ รั้วเดียวกันแห่งนี้

ในระหว่างการตามหาสมาชิก ภาณุมาศใช้ประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเมินราคา ขนาดบ้าน และแบ่งโฉนดให้เหมาะสม จนลงตัวที่บ้านแบบทาวน์เฮาส์ 2 – 3 ชั้น ติดกัน 5 หลัง หนึ่งชั้นมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 50 ตารางเมตร และบ้านเดี่ยวอีก 1 หลัง ระหว่างบ้านสองแบบนี้ มีพื้นที่ให้มานั่งเล่นหรือทานอาหารร่วมกัน

หลังชักชวน หารือระหว่างมื้ออาหารอย่างยาวนาน พวกเขาเจอสมาชิกที่ใจตรงกันครบถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่มีลูกอยู่โรงเรียนรุ่งอรุณ และเป็นครอบครัวที่มีทิศทางชีวิตชัดเจน ในขณะเดียวกันก็พร้อมแลกเปลี่ยนพูดคุยกับบ้านข้างซ้าย ข้างขวา

บ้านคือกายภาพ ผู้คนคือหัวใจ

เมื่อรับฟังความต้องการของแต่ละคนครบถ้วน สถาปนิกแปรสิ่งเหล่านั้นเป็นการออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสม ก่อนทำเป็นแบบจำลองกลับไปนำเสนอ โดยมีโจทย์ที่ต้องใส่ใจเพิ่มเป็นพิเศษคือ พื้นที่ภายนอกบ้าน

“ตอนแรกเราแบ่งพื้นที่สามเหลี่ยมให้เป็นรูปบูมเมอแรงสำหรับแต่ละบ้าน ทุกบ้านมีที่จอดรถส่วนตัว หลายคนชอบเลย แต่พอลองเอามาคุยกับ พี่แบน (ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์) เขาเสนอให้ทำเป็นที่จอดรถรวม” อาชวินเล่าถึงโจทย์ที่ฟังเหมือนง่ายแต่อธิบายยาก เพราะการออกแบบเช่นนี้ แม้ทำให้ทุกคนมีสนามข้างหน้ากว้างเหมือนอยู่บ้าน 100 ตารางวา และมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ร่วมกันมากขึ้น แต่ก็ขัดกับความเคยชินของผู้อยู่อาศัยที่ถนัดเข้าซองจอดรถในบ้านตัวเอง และกลายเป็นประเด็นที่ถกกันอยู่นาน (อีกแล้ว) แต่จบลงได้ เมื่อทุกคนเห็นแปลนตัวอย่าง ซึ่งทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าคิดว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
ที่จอดรถรวม ทำให้มีพื้นที่สีเขียวส่วนกลางที่เปิดทะลุถึงกันเพิ่มขึ้น

โฉนดบ้านแต่ละหลังจึงกลายเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมที่น้อยลงกว่าแบบแรก แต่มีพื้นที่สีเขียวขจีร่มรื่นใจเพิ่มขึ้นอีกมาก เมื่อเปิดประตูรั้วที่ติดถนน จะมีที่จอดรถรวมหน้าบ้าน เป็นภาระจำยอมที่ถือร่วมกันทุกบ้านกับทางบริษัท หากใครจะยกเลิกการใช้งาน ก็ต้องยกเลิกร่วมกัน 

เสริมด้วยพื้นที่ส่วนรวมอีก 2 จุด คือ สวนหน้าบ้านที่มีซุ้มประตูทางเข้าหลักทางเดียว ทุกคนต้องผ่านก่อนแยกย้ายเข้าบ้านตัวเอง และหลังบ้าน เป็นระเบียงไม้ติดริมคลองที่เชื่อมยาวต่อทุกบ้าน

เหล่านี้คือพื้นที่ให้บังเอิญเจอและทักทายกัน โดยแต่ละบ้านจะปลูกต้นไม้เป็นกำแพงเสริมรอบๆ แบ่งความเป็นส่วนตัวชัดเจน และอาศัยการเคารพกันและกัน

“พวกนี้ทำให้เรารู้ด้วยตัวเองว่าถ้าเราไม่อยากให้เขาทำอะไรกับเรา เราจะไม่ไปทำกับเพื่อนบ้าน เป็นทักษะการอยู่ร่วมกันที่จะติดตัวไปในที่ทำงานและสังคมอื่นๆ ด้วย” อาจารย์สุรพลเสริมอีกหนึ่งข้อดีที่เล็งเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่หมู่บ้านนี้มอบพื้นที่ให้มากเป็นพิเศษ

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
ทางเข้าบ้าน พร้อมสวนที่ปกคลุมด้วยแมกไม้อย่างร่มรื่น
บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

นอกจากนี้ ในการออกแบบ อาชวินยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของแต่ละบ้านด้วย เช่น ถ้าบ้านนี้เปิดหน้าต่างตรงนี้ จะส่งผลรบกวนอีกหลังหนึ่งหรือไม่ ควรตากผ้าตรงไหนเพื่อไม่ให้ประเจิดประเจ้อ

“สิ่งสำคัญ โครงการนี้ออกแบบการอยู่อาศัยร่วมกันมากกว่า คือออกแบบพื้นที่ทั้งส่วนตัวและส่วนกลางให้อยู่ร่วมกันได้สบาย ส่วนความน่าอยู่สวยงาม ตามกรอบทางกายภาพเป็นที่เราต้องทำอยู่แล้วในทุกงาน” สถาปนิกออธิบายแนวคิดหลังในการออกแบบอย่างเห็นภาพ

ในที่สุด บ้านเดียวกัน 2 ก็สร้างเสร็จจริง ใน พ.ศ. 2556 

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นบ้านปูนหลังงาม ติดไม้แท้บนเปลือกอาคาร เรียงแบบการตีไม้บ้านไทยโบราณ โดยสลับเอาการตีโครงด้านในมาไว้ด้านนอก เกิดเป็นภาษาสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ซ่อนกิมมิกที่ทำให้บ้านดูร่วมสมัยเสมอ แม้ผ่านเวลายาวนานกว่า 10 ปี รวมถึงเลือกใช้สีสันกลมกลืนกับบ้านของชุมชนบริเวณใกล้เคียง แต่ละหลังอยู่ยักเยื้องกันเล็กน้อย ภายในและภายนอกตรงตามความต้องการของส่วนตัวและส่วนรวม 

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

บ้านคือความเป็นไปได้

“วิธีนี้ยากกว่าปกติแน่นอน ถ้าตอนนั้นเอาผังไปขายตามปกติ เชื่อว่าขายไม่ออก มันไม่ได้เหมือนบ้านจัดสรรที่คิดมาให้เสร็จสรรพ” อาชวินชี้ โมเดลแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากขาดผู้พัฒนาโครงการที่มองเห็นศักยภาพเชิงธุรกิจแบบอาศรมศิลป์

“ถ้าเราพัฒนาพื้นที่ให้ดีในราคาที่เหมาะสม คนที่มองเห็นข้อดีของคอนเซปต์น่าจะอยากอยู่ อย่างบ้านเดียวกัน 2 เรามีกำไร เพราะไม่ต้องเสียงบการตลาดมาก อยู่หน้าโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีคนเกี่ยวข้องหลายร้อย

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“เราเชื่อว่ามันมีจุดขาย และหลายคนอยากอยู่แบบนี้ แต่ยังไม่มีโอกาส เราตัดสินใจว่าลองทำให้เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างก่อน” แม้การพัฒนาโครงการจะใช้เวลานานในการพูดคุยและขาย ไม่ได้กำไรมากเท่าโครงการบ้านจัดสรรทั่วไป แต่ภาณุมาศ เชื่อว่าบ้านแบบ Co-housing นี้มีคุณค่าสำหรับใครบางคน

สาเหตุที่ต้องคำนึงถึงกำไรด้วย เพราะแม้สถาบันอาศรมศิลป์เป็นองค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไร (Not for Profit Organization) แต่กำไรทั้งหมดจะมอบให้มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้นอกจากมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานแล้ว การใช้จ่ายแต่ละครั้งจึงต้องคำนึงให้ถี่ถ้วน โดยบ้านเดียวกัน 2 ผ่านขั้นตอนการคิดนั้นอย่างละเอียด

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน
บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

พอ 10 ปีผ่านไป โครงการประเภท Co-housing ยังน่าสนใจสำหรับพวกเขาอยู่หรือเปล่า เราสงสัย

“น่าเริ่มลองทำดูอีกครั้ง เพราะสื่อสารเข้าถึงคนง่ายกว่าสมัยก่อนที่โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย ถ้าเราสื่อสารตอนนี้ คนอาจรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ก็ได้ และอยากกลับมาอยู่ร่วมกัน” ภาณุมาศตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ยังมีความท้าทายอยู่เยอะเหมือนกัน” อาจารย์สุรพลเสริมในฐานะผู้อยู่อาศัย “แต่เรามีบทเรียนจากบ้านเดียวกัน 2 ว่าสิ่งที่เป็นจุดขาย หนึ่งคือ บ้านมีพื้นที่สาธารณะ ร่มรื่น สะดวกในการช่วยเหลือกัน สองคือ กระบวนการมีส่วนร่วม ทำความรู้จักกัน ของเดิมใช้เวลานาน แต่ทำให้กระชับขึ้นได้ สุดท้ายมีเพื่อนบ้านที่ดี คิดว่าเป็นโมเดลที่มีตลาดและน่าสนใจมาก” 

คนบ้านเดียวกัน

เราเดินรอบบ้านเดียวกัน 2 อยู่สักพัก สมาชิกแต่ละบ้านและน้องหมา เดินออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง รวมถึง วรรณ ธรรมร่มดี ลูกชายของอาจารย์สุรพล ผู้อยู่ร่วมกระบวนการออกแบบบ้านเดียวกันนี้ในวัยเด็ก และปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้ว

“การอยู่บ้านแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องรอให้ใครทำอะไร อะไรที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่เสียเวลามาก ทำไปเลย มีขอบเขต แต่แบ่งปันกัน” วรรณเล่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถอยู่ร่วมกับคนรุ่นก่อนในบ้านแบบนี้

“อยู่ที่ทัศนคติ แต่คนรุ่นใหม่อาจต้องมีจิ๊กซอว์เพิ่มขึ้นหนึ่งตัว คนรุ่นเก่าสนิทกันเพราะโตมาด้วยสิ่งที่สนใจร่วมกัน ถ้าเรามีกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์ที่ใกล้กัน คงช่วยให้เราอยู่ด้วยกันง่ายขึ้น”

บ้านเดียวกัน โครงการ Co-housing ของอาศรมศิลป์ที่ชวนคนอยู่มาออกแบบชีวิตในรั้วเดียวกัน

“ผลดีอีกอย่างที่เกิดขึ้นคือ เด็กในบ้านที่เจอคนสามช่วงวัย คือวัยพ่อแม่และวัยปู่ย่าตายาย เขาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่สืบทอดจากคนรุ่นก่อน คุยกับผู้ใหญ่เป็น เกิดการยึดโยงกัน และมีความเข้มแข็งในชุมชน” ภาณุมาศเสริมว่าทั้งสองฝ่ายจากต่างวัยจะได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้นด้วย

“สิบปีที่ผ่านมามันให้ความรู้สึกของการเป็นบ้านเดียวกันจริงๆ แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่เราผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้น” อาชวินเล่าพลางนึกย้อนความหลัง

เมื่ออยู่กันไปสักพัก แน่นอนว่าต้องมีคนแยกย้ายตามความจำเป็น เช่นอาชวินที่เตรียมกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อุดรธานี และขายบ้านในบ้านเดียวกัน 1 ให้คนอื่นต่อ โมเดลของบ้านจึงคิดเพื่อการนี้ที่ไม่ยึดติดว่าผู้อยู่ต้องเป็นคนคนนี้เท่านั้น แต่จะเป็นใครก็ได้ที่เชื่อเหมือนกัน

หากมีว่าที่สมาชิกสนใจเข้ามาอยู่ร่วมกัน สิ่งที่พวกเขาจะทำอย่างแรกๆ คือการพามาทานอาหาร

เพื่อช่วยตัดสินใจว่า

เราพร้อมอยู่ร่วมบ้านเดียวกันแล้วหรือยัง

ภาณุมาศ ชเยนทร์ กรรมการบริหาร สถาบันอาศรมศิลป์, อาชวิน ดุงศรีแก้ว อดีตสถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์, อาจารย์สุรพล ธรรมร่มดี แห่งสถาบันอาศรมศิลป์

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด หรือย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ 3 สิ่งที่ต้องมีคือ หนึ่ง ความสุข สอง ความสะดวกสบาย สาม ความปลอดภัย”

กรุงเทพมหานคร เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศที่มีประชากรเยอะ และจะเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ ‘โอกาสดี ๆ’ มากมายกระจุกกันอยู่ที่เมืองนี้ ตราบใดที่ยังเป็นเช่นนั้น ประเด็นที่ว่า ‘อะไรคือคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบฉบับของคนในเมืองที่วุ่นวาย’ และ ‘ทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตแบบนั้นเกิดขึ้นจริง’ ก็เป็นโจทย์สำคัญที่โครงการคอนโดมิเนียมทั้งหลายจะต้องคำนึงถึง

วันนี้ พัชร์ธนิน ภัคไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และ รวิศชา วัฒนเลิศอุดม จาก ‘Artisan Ratchada’ คอนโดใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จะมานั่งคุยกับเราเกี่ยวกับการอยู่อาศัยที่ดีในมุมมองของพวกเขา

บทสนทนาเริ่มต้นในห้องตัวอย่างบรรยากาศสบาย ๆ ห้องหนึ่งในโครงการ

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

“กลุ่มที่พัฒนาเป็นชาวต่างชาติ เป็นคนจีนทางฮ่องกง เขาเริ่มวางแนวคิดของโครงการจากการใช้ชีวิตในฮ่องกง” พัชร์ธนินเริ่มเล่าที่มาที่ไปเป็นอันดับแรก

“ถ้าเราได้ไปเที่ยวฮ่องกง จะรู้สึกว่าชีวิตค่อนข้างสะดวกสบาย ทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การเดินทาง และการจับจ่ายใช้สอยต่าง ๆ เขาก็เอาข้อดีเหล่านั้นมาย่อส่วนอยู่ในโครงการนี้”

Artisan Ratchada เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ยึดคอนเซ็ปต์ว่า ‘Craft Your Living, Connect Everything’ โดย Craft Your Living หมายถึง ผู้พักอาศัยจะได้ออกแบบการใช้ชีวิตที่เป็นตัวเองมากที่สุด และ Connect Everything หมายถึง การเชื่อมต่อทั้งในด้านทำเลและไลฟ์สไตล์ที่ลื่นไหล ไร้ข้อจำกัด ใช้ชีวิตได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกล

นอกจากความ ‘ครบถ้วน’ และ ‘ครบวงจร’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผู้บริหารยังตั้งใจสร้างชุมชนให้เป็นหมู่บ้านที่อบอุ่น ไม่แข็งกระด้างไปตามเมืองใหญ่ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดี พร้อมสนับสนุนลูกบ้านและชุมชนโดยรอบในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ

เรียกว่าเป็นทีมงานคนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นพัฒนาโครงการให้เข้าถึงหัวใจของการอยู่อาศัย ทั้งด้านฟังก์ชันที่ใช้ชีวิตอยู่ (อย่างมีประสิทธิภาพ) ได้จริง และด้านหัวจิตหัวใจ กับสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งต้องการจาก ‘บ้าน’ สักหลังที่เขาเลือก

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

ลงเสาเอก

ก่อนอื่นเราคงต้องแนะนำให้รู้จัก ‘RISLAND’ ซึ่งเป็น Developer ที่ดำเนินธรุกิจในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ไทย ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และอเมริกา โดยโครงการพักอาศัยจะถูกพัฒนาให้เหมาะสม ตามโครงสร้างพื้นฐานและบริบทของประเทศนั้น ๆ

สำหรับที่ไทย ตอนนี้ RISLAND เปิดตัวไปแล้ว 7 โครงการ มีหมู่บ้าน Lake Serene ที่พระราม 2 คอนโด Cloud ทองหล่อ-เพชรบุรี คอนโด Skyrise Avenue สุขุมวิท 64 คอนโด Cloud Residences ที่สุขุมวิท 23 และคอนโด The Livin เพชรเกษมและรามคำแหง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคอนโด High Rise ใกล้ BTS และ MRT

“มาถึง Artisan Ratchada” พัชร์ธนินเล่ามาถึงโครงการที่เรามาดูกันในวันนี้ “ที่ดินแปลงนี้ค่อนข้างใหญ่ เพราะฉะนั้นตอนพัฒนา เราก็เลยมองว่า ถ้าคนกลุ่มหนึ่งมาอยู่ตรงนี้จะอยากได้อะไรบ้าง”

อย่างที่เราได้เล่าไปตอนต้นว่า ทางผู้พัฒนามุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย และการเชื่อมต่อของไลฟ์สไตล์ Artisan Ratchada จึงออกมาในลักษณะโครงการมิกซ์ยูส 34 ชั้น มีห้องพัก 1,337 ห้อง ชั้น 5 – 34 แยกเป็น 4 ทาวเวอร์ พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้พักอาศัยแต่ละทาวเวอร์ใช้ร่วมกันที่ชั้น 4 รวมถึงส่วนพลาซ่าที่รวบรวมร้านต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน และส่วนสำนักงานที่ ชั้น 1 – 3

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

“ในพื้นที่ส่วนกลาง เรามีห้องสมุดขนาดใหญ่ คนที่อยู่ในห้องแล้วเบื่อก็ไปอ่านหนังสือในห้องสมุดได้ จะทำงานเราก็มีห้องประชุม หากต้องการใช้ก็จองกับทางนิติฯ ได้ หรือคนที่มีลูก อยากพาลูกมาเดินเล่น เราก็มีห้อง Kids Zone ที่มีเครื่องเล่นเด็ก”

สำหรับเราซึ่งเป็นผู้มาเยือนชั่วคราว แอบนึกภาพว่าหากได้อยู่ที่นี่ ห้องสมุดคงเป็นส่วนที่จะมาใช้เวลาในวันสบาย ๆ หยิบหนังสือสักเล่มสองเล่มลงมาจากห้อง แล้วปักหลักที่โต๊ะสักตัว

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

“ส่วน Outdoor ของเราก็บรรยากาศดีมาก” ไม่เกินจริงทีเดียว ทันทีที่เปิดประตูออกไปสูดอากาศภายนอกอาคาร ลมเย็นแรง ๆ ก็พัดมาปะทะ ชนิดที่ว่าหากใส่หมวก หมวกก็อาจจะหนีจากหัวไปง่าย ๆ ให้อารมณ์เหมือนเวลาไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด

“ที่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับคนโสดหรือ Single Family เท่านั้น คนมีลูกหลายคนก็อยู่ได้”

ทั้งคู่บอกกับเราว่า พื้นที่ส่วนกลางของที่นี่เน้นว่าต้อง ‘ใช้ได้จริง’ สระว่ายน้ำก็ยาวระดับ Half Olympic ออกกำลังกายได้จริงจัง ห้องซาวน่า-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก็กว้างขวาง เข้าไปใช้งานได้โดยไม่ต้องแย่งกัน

สำหรับโซนพลาซ่า ชั้นแรกเป็นร้านอาหาร ร้านทำเล็บ ร้านทำผม ร้านสะดวกซื้อ และร้านกาแฟ ชั้นสองเป็นคลินิก ออฟฟิศสำนักงาน และเอกซ์เพรสต่างๆ ส่วนชั้นสามเป็นออฟฟิศสำนักงานของบริษัทอื่น ๆ ซึ่งความเชื่อมต่อของไลฟ์สไตล์ก็คือทั้งหมดที่กล่าวมานี่แหละ

“เหมือนเราอยู่บ้านแล้วอยากซื้อของ ก็ไม่ต้องแต่งตัวมากเหมือนไปห้าง แค่ลงไปข้างล่างก็มีร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านทำผม ร้านกาแฟพร้อม” เธอเล่าข้อดีของความครบวงจรนี้ “เท่าที่เห็น ลูกบ้านก็แฮปปี้กับเรื่องนี้นะ เราเห็นคนใส่ชุดนอน ใส่สลิปเปอร์ลงมาเหมือนเขาอยู่ในบ้านเลย”

พลาซ่าชั้น 1 – 3 นี้ นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้ผู้อยู่อาศัยแล้ว ผู้คนในละแวกใกล้เคียงหรือคนที่สัญจรผ่านไปมาก็เข้ามาใช้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะมีแต่ลูกบ้านที่ขึ้นทาวเวอร์พักอาศัยได้ และต้องใช้การ์ดแตะไปที่ชั้นของตัวเองอย่างเจาะจงด้วย

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

นอกจากนี้ ‘เชื่อมต่อ’ ยังหมายถึงทำเลเชื่อมต่อกับภายนอกได้ดี เนื่องจากโครงการอยู่ใจกลางย่านรัชดา ซึ่งเข้าออกได้ 2 ทาง คือทางถนนเทียมร่วมมิตรและทางซอยประชาอุทิศ 24

ในส่วนขนส่งสาธารณะ ก็ใกล้กับ MRT ถึง 3 สถานี คือพระราม 9 ห้วยขวาง และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยทางโครงการจะมีรถตู้รับ-ส่งไปถึงสถานี

แม้จะไม่ใช่ ‘ใจกลางเมือง’ แบบสีลม สาทร หรือสุขุมวิท แต่ก็มีห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน สถานศึกษา และโรงพยาบาลชั้นนำมากมายอยู่ในโซนนี้ อีกทั้งถือเป็นจุดที่เชื่อมเข้าไปกลางเมืองได้ง่ายด้วยถนนและทางด่วนหลายเส้น

ชีวิตดี ๆ ที่ออกแบบได้เอง

วาร์ปกลับมาที่ห้องพักของโครงการกันอีกครั้ง

ห้องพักที่นี่มียูนิตน้อย เพียง 8 – 12 ยูนิตต่อชั้น ขนาดตั้งแต่ 28 – 77 ตารางเมตร เหมาะสำหรับคนเมืองสมัยนี้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเปิดประตูออกไปที่ระเบียง ก็ไม่รู้สึกว่าระเบียงห้องอื่นอยู่ใกล้ชิดกันจนเกินพอดี

“ระเบียงเรากว้างด้วยนะครับ” รวิศชาพูดพลางเลื่อนประตูออกไปหาทิวทัศน์ด้านนอก ซึ่งไม่มีอาคารสูงโดยรอบมาบดบังสายตา “หยิบคอมพิวเตอร์ไปนั่งชมวิวตอนกลางคืน พิมพ์งานได้สบายเลย”

“นี่ลูกบ้านเราย่างหมูกระทะกินกันด้วยนะ” พัชร์ธนินเสริมขึ้นมากลั้วหัวเราะ “เรางงเลย เห็นเขาเอาไปลงไอจี นี่ระเบียงเรานี่”

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

นอกจากนี้ ห้องพักยังเป็นส่วนที่อธิบายคอนเซ็ปต์ Craft Your Living ได้เป็นอย่างดี

Artisan Ratchada ใช้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ได้รับการยอมรับในไทยและต่างประเทศอย่าง IKEA โดยห้องตัวอย่างของแต่ละประเภท A, B, C, D, E และ F ตกแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จาก IKEA ในสไตล์ที่แตกต่างกัน บ้างดูขี้เล่น บ้างก็ดูขรึม บ้างคลาสสิกหรูหรา ซึ่งเวลาขาย จะขายเป็นห้องเปล่า สมมติว่าลูกค้าต้องการห้องลักษณะและขนาดแบบ A แต่ตกแต่งแบบ D ก็ซื้อห้อง A และขอลิสต์เฟอร์นิเจอร์ห้อง D จากฝ่ายขายได้ ซึ่ง Interior Designer จะมาให้คำแนะนำและช่วยดูความเหมาะสมในการจัดห้องอีกที

Artisan Ratchada คอนโดที่ให้ลูกบ้านตั้งแต่ที่พัก จนถึงห้างที่ใส่ชุดนอนมาเดินได้

“ในการขายคอนโด Pain Point หนึ่งที่เจอคือ ลูกค้านึกไม่ออกว่าจะตกแต่งยังไง วางโซฟายังไง เราก็เลยตกแต่งให้ดูทุกห้อง ในสไตล์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เพื่อให้ลูกค้าได้ไอเดียในการตกแต่ง” รวิศชากล่าว

จากที่เราได้เดินตามทั้งคู่ไปเยี่ยมชมห้องแต่ละประเภท ก็เข้าใจได้เลยว่า ลูกค้าคงจะได้เลือกสรรสไตล์ที่เหมาะกับตัวเองกันอย่างสนุกสนานไม่น้อย

“แต่ละคนมีความต้องการในการอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน” เขาพูดต่อ “เราอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่คุณได้ออกแบบพื้นที่เอง เข้ามาในห้องก็ต้องรู้สึกถึง Space ว่าที่นี่แหละคือ Place ของเรา รู้สึกว่าน่าอยู่จังเลย เป็นห้องที่จะทำอะไรก็ได้ที่เป็นตัวเรา ในเวอร์ชันที่เราชอบที่สุด”

ถัดไปจาก IKEA ทาง Artisan Ratchada ยังได้ Karmakamet แบรนด์เครื่องหอมชั้นนำของไทยมาออกแบบกลิ่นในแต่ละห้อง

“อย่างในห้องนี้จะมี 3 กลิ่น ห้องนั่งเล่นก็กลิ่นหนึ่ง ห้องนอนกลิ่นหนึ่ง ห้องนอนเล็กที่เป็นห้องเด็กก็กลิ่นหนึ่ง แต่ละห้องจะแตกต่างกัน”

อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน

นอกจากนี้ รวิศชายังชี้ชวนให้เรามองไปที่งานศิลปะบนผนังห้อง เป็นผลงานของ Illustrator คนไทย ซึ่งทางโครงการเลือกมาตกแต่งห้องตัวอย่าง เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกซื้อภาพสวย ๆ เหล่านี้ไปติดที่ห้อง ถือเป็นการสนับสนุนผลงานของคนไทยกันเอง

สิ่งเหล่านี้ เรามองว่าเป็นความพิถีพิถันของทีมงาน ในการส่งมอบประสบการณ์ดี ๆ ของการอยู่อาศัยให้ลูกบ้าน ทั้งทำให้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวเอง อบอวลอยู่ในกลิ่นที่ชื่นชอบ และสุนทรีไปกับงานศิลปะ ใครได้เข้ามาสัมผัสก็น่าจะประทับใจได้ไม่ยาก

อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน
อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน

ใจส่งถึงใจ

‘ความสัมพันธ์’ เป็นสิ่งที่ทางทีมงาน Artisan Ratchada ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จึงได้มีการร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อเข้าถึงหัวใจของทุกคนให้มากขึ้น

ตอนที่ซื้อห้อง ลูกค้าจะได้ Gift Voucher จากหลายแบรนด์เป็นของขวัญ ซึ่งลูกค้าเลือกไม่รับ แล้วไปรับสิทธิพิเศษอย่างอื่นแทนได้ตามความสมัครใจ

หลายครั้งทีมงานก็มอบของขวัญให้กับลูกบ้านในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งของขวัญล้วนเป็นแบรนด์ที่ทีมงาน ‘ตั้งใจเลือก’ มาอย่างดี เช่น เป็นผลงานดีไซเนอร์คนไทย หรือเป็นของดีที่อุดหนุนมาจากชุมชน

อย่าง ‘Moreover’ แบรนด์ของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลจากดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ ก็มีการออกแบบกิฟต์เซ็ตแม่เหล็กเสริมฮวงจุ้ยมอบให้แก่ลูกบ้าน ทั้งยังเคยร่วมมือกับ Green Corner ซึ่งเป็นแบรนด์ต้นไม้ของคนไทย ออกแบบโซนสีเขียวบริเวณระเบียงห้องให้ลูกบ้าน หรือหากมีใครชอบทำอาหาร Glass House ก็เคยออกแบบแปลนห้องยูนิตพิเศษ กั้นโซนครัวเพื่อตอบโจทย์โดยเฉพาะ

“ไม่เฉพาะของตกแต่งนะคะ บางทีก็เป็นของกิน” พัชร์ธนินเล่าเพิ่มเติม “เช่น กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์จากชุมชน ปลูกแบบไม่ได้ใช้สารเคมี และมีกระบวนการที่พิถีพิถัน ซึ่งเราก็เล่าสตอรี่ตรงนี้ให้ลูกบ้านฟังด้วย

“เวลาที่เรามอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ลูกบ้านหรือลูกค้า เราจะอธิบายถึงที่มาที่ไปของของขวัญอย่างละเอียด ถือเป็นการสนับสนุนแบรนด์ไปในตัว”

อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน

“ในช่วงโควิด เราอุดหนุนสินค้าของลูกบ้าน แล้วนำมาแจกจ่ายให้ชุมชนรอบ ๆ โครงการ” รวิศชาเล่าย้อนไปถึงช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดกำลังหนักหน่วง

ช่วงวิกฤตแบบนี้มีคนได้รับผลกระทบกันเยอะ ลูกบ้านของ Artisan Ratchada เองก็เช่นกัน หากลูกบ้านคนไหนมีสินค้าที่อยากบริจาคให้ชุมชน หรือแม้แต่ให้ทางโครงการช่วยอุดหนุนธุรกิจขายข้าวกล่องหรือเครื่องดื่มเพื่อนำไปบริจาคก็ติดต่อได้ ซึ่งชุมชนที่เคยได้รับน้ำใจ ได้แก่ บริเวณปากซอยประชาอุทิศ 24 ชุมชนตรงถนนเพชรบุรี และชุมชนพระราม 9 ที่ใต้ทางด่วน

“ก่อนซื้อหรือหลังซื้อ เขาก็ยังเป็นลูกค้าของเรา เป็นคนสำคัญของเรา ฝ่ายขายจะไม่ตัดจบ แบบซื้อไปแล้วเท ไม่สนใจว่าเขาเจอปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น ติดต่อฝ่ายขายได้ เราช่วยเต็มที่” เขาประกาศเจตนารมณ์

“ถ้าอยู่ในตึกแล้วมีอาชีพอะไรที่อยากให้เราช่วยประชาสัมพันธ์ หรือมีอะไรที่เราเป็นกระบอกเสียงได้ เราก็จะทำตรงนั้น”

เขาบอกว่า อยากให้ Artisan Ratchada เป็นที่ที่ทุกคนรู้สึกสบายใจเมื่อได้อาศัยอยู่

เหมือนเป็นหมู่บ้านแนวตั้งเลย เราออกความเห็น นึกภาพชุมชนที่ทุกคนเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี

อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน

ความสุขที่ไม่หยุดนิ่ง

“เราพยายามพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยตลอดเวลา ฉะนั้นลูกค้าก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ” รวิศชาพูดต่อว่า อะไรที่ลูกบ้านต้องการหรือทำให้ลูกบ้านมีความสุข สะดวกสบายที่สุด แล้วพวกเขาทำได้ ก็จะเร่งทำขึ้นมา

“การที่อยู่แล้วแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ ทุกที่มันมีทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่า After Sales Service เราทำได้ดีขนาดไหน เร็วขนาดไหน

“เขารักแล้ว เขาเลือกเรา เขาตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ เราก็อยากรักษาความภูมิใจในโครงการของเรา และให้เกียรติเขาไปพร้อมกัน”

พัชร์ธนินพูดกับเราด้วยตาที่เป็นประกาย

อาร์ติซาน รัชดา  โครงการใหม่ย่านรัชดา-พระราม 9 จาก RISLAND ที่ตั้งใจมอบความสะดวกสบายแบบเป็นตัวเองให้ลูกบ้าน

เราเห็นถึงแพสชันในการพัฒนาคอนโดและความใส่ใจในการออกแบบแม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ ของทีม ทำให้มั่นใจไปด้วยว่า ลูกบ้านของ Artisan Ratchada จะได้รับการดูแลในทุก ๆ เรื่องด้วยความละเอียดอ่อนที่สุด

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load