จะดีแค่ไหน หากอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอที่มีสถิติว่าสร้าง Carbon Footprint มากที่สุด สามารถผลิตเสื้อผ้าที่ทุกกระบวนการไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อหมดอายุขัย เสื้อผ้าเหล่านี้จะหวนกลับคืนธรรมชาติ

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

นวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว โดย ขจรศักต์ นาคปาน นักออกแบบสิ่งทอผู้คิดค้นไอเดียการเปลี่ยนดินเป็นผ้า (วิทยานิพนธ์ระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการออกแบบ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มาพร้อมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ The Cloud ชวนทั้งสองคนมานั่งจับเข่าคุยท่ามกลางดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาวในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ถึงจุดเริ่มต้น แนวคิด จนไปถึงความฝันสูงสุดในวงการแฟชั่น

01

หัวใจของสรรพสิ่ง 

“ทุกอย่างล้วนเป็นอิสระของธรรมชาติ” 

ประโยคเปิดบทสนทนาของขจรศักต์ อธิบายถึงความแตกต่างของผืนผ้าที่มีลวดลายแตกต่างกัน ผิวสัมผัสต่างกันตามระยะเวลาของการหมักดิน บางผืนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหยิบจับแจ็กเก็ตหนังชั้นดี หรือบางผืนให้ความรู้สึกเบาบางเหมือนเสื้อคลุมกันฝน ทุกผิวสัมผัสที่กล่าวมาข้างต้นล้วนออกแบบจากธรรมชาติ จนเรียกได้ว่าผ้าแต่ละชิ้นเสื้อแต่ละผืนมีชิ้นเดียวบนโลก

ก่อนเป็นนวัตกรรมวัสดุสิ่งทอทดแทนจากการสังเคราะห์ดิน เพื่อสร้างเครื่องนุ่งห่มแห่งอนาคต ขจรศักต์ได้ศึกษาค้นคว้าทบทวนกว่า 2 ขวบปี จนคิดค้นนวัตรกรรมเหล่านี้ได้

  ด้วยการเริ่มต้นตั้งคำถามของดีไซเนอร์หนุ่มถึง ‘สีเสื้อผ้า’ ที่ส่งผลต่อผิวของมนุษย์ จนพบว่า ‘ดิน’ มีเซลล์เม็ดสีเมลานินใกล้เคียงกับสีผิวของมนุษย์ จนจำแนกได้ถึง 6 เฉดสีที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของแต่ละชนชาติและทุกสีผิว ว่าทุกคนล้วนมีความงามในแบบของตัวเอง ดินจึงกลายเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์สิ่งทอ ซึ่งสนับสนุนการสร้างความมั่นใจในความงามทุกรูปแบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
02

ดลบันดาลจิตใจ 

ที่ ATTA Gallery เราเดินทางมาเยือนนิทรรศการ ดิน.ดล.คน ที่ดินถูกปั้นจนกลายเป็นดาวเด่นของงานครั้งนี้

ขจรศักต์อธิบายถึงชื่อนิทรรศการว่า ดิน ความหมายตรงตัวคือทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นพระเอกในโปรเจกต์นี้ ส่วนคำว่า ดล มาจากคำว่าบันดลบันดาลจิตใจ และคำสุดท้าย คน เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากที่สุด เมื่อนำทั้ง 3 คำมารวมกัน จึงกลายเป็นการบันดลบันดาลจิตใจให้มนุษย์เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

“สถานการณ์ตอนนี้เราเจอทั้งโรค COVID-19 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมนุษย์ เราควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับวัสดุที่ไม่ให้โทษกับโลกมากที่สุด” ขจรศักต์อธิบายแนวคิดเพิ่มเติม

ด้วยเล็งเห็นผลกระทบของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า Fast Fashion ที่ผลิตมาเป็นจำนวนมาก ราคาถูก แต่กลับถูกทิ้งอย่างรวดเร็ว สสารที่ดูดาษดื่นและแสนจะธรรมดาจึงถูกเคี่ยวปั้นเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า โดยใช้ระยะเวลาการสร้างเพียง 14 – 21 วัน แต่มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 2 ปี และหากเบื่อเมื่อไหร่ ก็นำเสื้อผ้าเหล่านั้นคืนสู่วัฏจักรธรรมชาติได้

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
03

ปั้นดินเป็นผ้า

14 วัน

นี่คือเวลาในการผลิต ‘ผ้า’ ที่มาจากดิน ระยะเวลาขึ้นอยู่กับภาชนะใส่ดินและขนาดของผ้าที่ต้องการ โดยกระบวนการผลิตเริ่มต้นจากดิน ไม่ว่าจะเป็นดินจากภูมิภาคไหน จังหวัดไหน ก็เปลี่ยนเป็นผ้าได้ทั้งสิ้น ขจรศักต์และสุภาวีพูดถึงกระบวนการผลิตที่ทุกขั้นตอนเป็นไปโดยธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่านี่คือ เสื้อผ้าที่ธรรมชาติสรรสร้างและออกแบบมาอย่างสมบูรณ์

วิธีการสังเคราะห์ดินให้กลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม แรกเริ่มให้นำดินใส่ในผ้ากรองแล้วต้มน้ำ เติมความหวานให้น้ำร้อนด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติ จากนั้นนำดินและน้ำที่เติมความหวานมาแช่รวมกันประมาณ 40 – 60 นาที

เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้นำผ้ากรองบรรจุดินมาละลายตะกอนออก และใส่ส่วนผสมของสารเพาะเลี้ยงแบคทีเรียลงไป เช่น กรดอะซิติกและยีสต์ขนมปัง หลังจากนั้นคนทุกอย่างให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 14 – 21 วัน แล้วแต่ขนาดของภาชนะ เมื่อครบกำหนดนำดินที่กลายเป็นผ้าไปตากแดด

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

“ยิ่งหมักนาน ยิ่งหนา” ขจรศักดต์กระซิบบอกกระบวนการผลิตที่ปล่อยให้ธรรมชาติและเวลาเป็นผู้ออกแบบ นอกจากนี้ ลวดลายที่ปรากฏในผืนผ้าที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นการรังสรรค์จากธรรมชาติอีกเช่นกัน

หลังการหมักก็จะเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด โดยการนำน้ำบริสุทธิ์มาใส่ภาชนะแล้วผสมน้ำยาทำความสะอาด นำวัสดุสังเคราะห์จากดินมาทำความสะอาดด้วยมือเปล่า เพื่อขจัดตะกอนของดิน และนำมาล้างด้วยน้ำเปล่าบริสุทธิ์อีกครั้ง

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

“ตอนตากก็ต้องอยู่กับธรรมชาติเท่านั้น หากไม่อยู่กับธรรมชาติก็จะเกิดผลทันที” ขจรศักต์อธิบายกระบวนการตาก หากนำเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านการสังเคราะห์จากดินไปวางตากไว้บนพื้นไม้ จะได้ผ้าพื้นผิวเรียบ แต่หากนำผ้าสังเคราะห์จากดินไปวางตากบนเหล็กหรือโลหะ ผ้าก็จะมีรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป ถือว่าเอฟเฟกต์แต่ละครั้งเป็นการสร้างลวดลายให้กับเนื้อผ้า

เสื้อผ้าที่มาจากดินเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติความแข็งแรง ทั้งการประเมินจากสายตา รวมไปถึงการสัมผัส และยังเข้ารับการประเมินด้วยระบบมาตรฐานการทดสอบที่เรียกว่า JIS (Japanese Industrial Standards) จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อทดสอบคุณสมบัติของเนื้อผ้า

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี
เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

 ผลการทดสอบปรากฏว่า เนื้อผ้าที่มาจากดินมีความคงทน ผิวสัมผัสแข็งแรง และสีที่ได้จากดินเมื่อผ่านการซักทำความสะอาดแล้วสีไม่ตกหรือซีดจาง มีความทนทานต่อเหงื่อและคราบไคล โดยมีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีการเติมแต่งสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น และย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์

  “เสื้อผ้าที่จัดแสดงตอนนี้ก็มีอายุสองปีครึ่งแล้ว” ขจรศักต์อธิบายถึงอายุการใช้งานของเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  เสื้อผ้าที่มาจากดินแต่ละชิ้นทำความสะอาดโดยใช้ผงซักฟอกได้เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป ส่วนอายุการใช้งานของเสื้อผ้านั้น ธรรมชาติก็จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้อีกเช่นเดิม

  “อย่างที่เราเห็น พอผ่านระยะเวลามาวัสดุก็จะเริ่มกรอบคล้ายกระดาษมากขึ้น นี่คือเสียงที่ธรรมชาติบอกเราแล้วว่า ถึงเวลาที่เราต้องคืนมันกลับสู่ธรรมชาติ” ส่วนวิธีการทิ้งหรือกำจัดเสื้อผ้าที่มาจากดิน ทั้งสองให้ความเห็นว่า สามารถนำเสื้อผ้าเหล่านี้ฝังดินหรือเผา เพราะถือว่าคืนดินสู่ผืนดิน

04

ปั้นดินให้เป็นดาว

“อยากกระจายความรู้สู่ภูมิภาค เพื่อสร้างเสน่ห์ในแต่ละวัฒนธรรม” ขจรศักต์พูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อเราถามถึงเป้าหมายสูงสุดในโปรเจกต์นี้ พวกเขาต้องการนำนวัตกรรมการสังเคราะห์ดินให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เข้าสู่ภูมิภาคเพื่อสร้างจุดขาย เพิ่มรายให้กับประชาชนในแต่ละภูมิภาค พร้อมกับตั้งความหวังว่า จะเป็นไปได้ไหม หากเรานำดินมาสร้างเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะภูมิภาค และนี่คือเสน่ห์ของการออกแบบจากธรรมชาติ เพราะดินแต่ละที่จะมีสีแตกต่างกันออกไป แต่คุณภาพยังเหมือนเดิม

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

 การรักสิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุน Sustainable Fashion หรือแฟชั่นแบบยั่งยืนยังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ด้วยราคา แต่โปรเจกต์ ดิน.ดล.คน หวังให้คนเข้าถึงแฟชั่นยั่งยืนได้มากขึ้น และรักสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการรักตัวเอง รวมไปถึงแก้ปัญหาการเงินด้วย

 “ดินกระสอบละยี่สิบบาท น้ำตาลที่ใช้ในการผลิตแต่ละครั้งไม่เกินสองร้อยบาท” นี่คือต้นทุนในการสังเคราะห์เสื้อผ้าที่มาจากดินในแต่ละครั้ง โดยทั้งสองมีเป้าหมายอยากให้ผู้คนเล็งเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม 

สิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นได้พร้อมกับการรักตัวเอง ทั้งเฉดสีเสื้อผ้าที่สะท้อนความงามในแบบตัวเอง การรักธรรมชาติโดยไม่ทำร้ายเงินในกระเป๋า และเสื้อผ้าเหล่านั้นก็สามารถหวนคืนบ้านเกิดโดยการย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ทุกคนควรหันมาพึงตระหนักว่าธรรมชาติคือทุกสิ่งรอบตัวเรา และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ก็คือธรรมชาติ” การสร้างหรือผลิตเสื้อผ้าในแต่ละครั้งสร้างมลพิษและทำลายธรรมชาติอย่างมาก ทั้งสองคนหวังว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอในอนาคตจะหันกลับมาให้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องนุ่งห่มที่เล็งเห็นกระบวนการผลิตทั้งหมด วัฏจักรของแฟชั่นควรคำนึงต่อสิ่งแวดล้อม   เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งคนสร้างสรรค์แฟชั่น ก็ต้องกลับคืนสู่ดิน

เปลี่ยนดินเป็นเสื้อผ้า นวัตกรรม Sustainable Fashion จากดีไซเนอร์ไทยที่ใส่ซ้ำได้ 2 ปี

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในแต่ละวันนั้นมีทรัพยาการอาหารที่ต้องถูกทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ยิ่งงานใหญ่ยิ่งต้องทิ้งเยอะ กลุ่มคนที่ต้องรับรู้ปัญหานี้อยู่เสมอก็คือผู้จัดงานและทีมเชฟเอง ซึ่งส่วนมากเลือกที่จะปล่อยผ่านและมองให้เป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ‘เรื่องจำเป็น’ แล้วไปโฟกัสที่ภาพรวมของงานแทน แต่มีกลุ่มคนในแวดวงอีเวนต์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่อาจนิ่งดูดาย เก็บความอัดอั้นตันใจนี้ไว้ใต้พรมเฉยๆ จึงชักชวนกันสร้างเสียงสะท้อนเล็กๆ ของปัญหาเหล่านี้ ด้วยวิธีที่พวกเขาถนัดอย่างการจัด ‘ปาร์ตี้’ โจทย์ที่น่าสนใจคือการทำปาร์ตี้ให้สนุก แต่ต้องแฝงสาระสำคัญให้ผู้คนได้ตระหนักรับรู้อย่างแยบยล พวกเขาเรียกมิชชันนี้ว่า ‘Bob & Friends’

‘Bob & Friends’ โปรเจกต์ปาร์ตี้กวนๆ ชวนให้ขบคิดจัดโดยกลุ่ม Sabudbob (สะบัดบ๊อบ) ครีเอทีฟเฮาส์ไฟแรงของเชียงใหม่ สถานที่จัดก็หาใช่ที่อื่นที่ไกล สังสรรค์กันในโกดังของบ๊อบนั่นเอง งานในแต่ละครั้ง Sabudbob จะร่วมกับกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์จากหลากสาขาในเชียงใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการได้จัดงานตามแบบฉบับ ตามเเพสชัน สไตล์ และรสนิยม ที่ตรงกันของพวกเขา หลังว่างเว้นจากงานหลักที่ต้องสร้างสรรค์งานตามโจทย์จากลูกค้าผู้ว่าจ้าง Bob & Friends จึงเป็นเสมือนเวทีปล่อยพลังที่เซอร์ไพรส์เราได้เสมอ สมกับมิชชันของกลุ่มที่ว่า ‘We serve you the unique party experience!’

บ๊อบ แอนด์ เฟรนด์ส ตอน ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ครั้งล่าสุดที่พึ่งผ่านไป ที่เหล่าบ๊อบและผองเพื่อนได้กระทำการแปลงโฉมโกดังแห่งนี้ให้เป็นตลาดค่ำฮ่องกง แออัดอีโล้งโช้งเช้งแต่ทว่าอบอุ่นคุ้นเคย มีเพิงร้านอาหารซอมซ่อของอาแปะ มุมไหว้เจ้าของอาม่า โต๊ะวงไพ่ของอากง มุมเอกเขนกในห้องรูหนูของอาเจ็ก บรรยากาศโดยรอบพาเราย้อนกลับไปในยุคเฟื่องฟูของหนังแกงสเตอร์ฮ่องกงที่เราเคยคลั่งไคล้ รูป รส กลิ่น เสียง ที่ได้รับจากงานนี้ปลุกความทรงจำจางๆ วูบหนึ่งผมจินตนาการเห็นเฮียหลิวเต๋อหัวเดินเท่ๆ ฝ่ากลุ่มควันจากโซนเตรียมอาหารออกมาแบบสโลว์โมชัน มือขวาถือปืน มือซ้ายถือหมวกกันน็อก

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ

นอกจากบรรยากาศและพร็อพเป๊ะๆ แล้ว ส่วนที่เป็นไฮไลต์ของงานครั้งนี้คือ การทำดินเนอร์ ‘โต๊ะจีนแต่ไม่จีน’ โดยกลุ่มเชฟที่เรียกตัวเองว่า The Fcuk’inChef ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนเชฟทั่วประเทศรวมตัวกันโดยเห็นพ้องต้องกันในการนำผลผลิตจากชุมชนท้องถิ่นมาใช้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ชุมชนและเกษตรกรจึงได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ และต้องเหลือขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ตามแนวคิดหลักของเชฟแบล็ค เจ้าของ ‘Blackitch’ ร้านอาหารแนว Chef’s Table ร้านดังของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโต้โผหลักของ The Fcuk’in Chef นั่นเอง

วัตถุดิบสด สะอาด ปลอดภัย ที่ได้มาถูกนำปรุงแบบตีความใหม่ ใส่ไอเดียกวนๆ ของเหล่าเชฟที่จงใจล้อเลียนเสียดสีอาหารจีนที่เราคุ้นเคย ลำดับเมนูที่เสิร์ฟ ดังนี้ ฟอร์จูนคุ้กกี้ ออร์เดิร์ฟเย็น 4 สหาย (แฮมอยู่นานปูเสฉวน ฮื่อแซแมงกะพรุน ไก่แช่เหล้า) ติ่มซำผักเป็ดปักกิ่งหวานกรอบชอบจริงๆ พุดดิ้งไข่ดำยาจีนหมูมัดซอสแดง ป๊ากระโดดกำแพง หมูจะหลามน้ำแดง ข้าวกำไข่ไหหลำ ใครว่ารังนก โยนีแปะก้วย และเมนูลับเส้าหลิน อาหารนับว่าเยอะมากสำหรับโต๊ะจีนสนนราคา 1,000 บาทต่อคน ไม่นับการจัดแต่งสถานที่ แสงสีเสียงระดับมืออาชีพ ทั้งยังบาร์พิเศษมิกซ์ค็อกเทลจากส่วนผสมจีนๆ อย่างจับเลี้ยงและเหล้ารัมได้ออกมาเป็น ‘กู๋หว่าไจ๋’ และ ‘หว่องกาไว’ เมนูค็อกเทลกลิ่นรสหลายมิติ แต่อร่อยเกินคาด bitter ต่างๆ หรือไซรัปทำมาจากพวกเครื่องเทศ เช่น มะแขว่น ผักชีลาว ลำไย กลมกล่อมและมีด้วยกลิ่นที่คุ้นเคย พร้อมแอลกอฮอล์หนักหน่วงสำหรับนักปาร์ตี้สาย (คอ) แข็ง

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

เพลงที่เปิดในงานคัดสรรจากเพลงไทยและเพลงดังระดับโลกที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาจีน ชวนให้ขบคิดว่าตกลงแล้วระหว่างจีน-ไทย-ฝรั่ง เอ๊ะ ใครเป็นต้นฉบับของใครกันแน่ จุดนี้เองที่สร้างเสียงหัวเราะและบทสนทนาระหว่างโต๊ะกลมสี่เก้าอี้นี้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม งานในคืนนั้นมีทั้งเสียงตอบรับที่ดีและไม่ดี ส่วนนึงเป็นเพราะความตั้งใจของเชฟและผู้จัดที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวอาหารน้อยมาก ทั้งที่ชื่อเมนูนั้นยากยียวนเกินจะคาดเดา สวนทางกับความชอบของผู้กินที่พึงใจจะได้รับฟังการนำเสนออธิบายถึงความเลิศเลอของวัตถุดิบและกลเม็ดเคล็ดลับการปรุงต่างๆ ที่พอฟังแล้วทำให้อาหารตรงหน้าดูมีเรื่องราวและอร่อยเพิ่มขึ้นมาได้ เนื่องจากทางผู้จัดเชื่อว่า ในความเป็นจริงแล้วเชฟไม่สามารถจะอธิบายที่มาที่ไปของอาหารได้ทุกวัน ทุกมื้อ เราควรมองเห็นคุณค่าในอาหารทุกจานด้วยตัวเอง คุณค่าที่สำคัญกว่าความอิ่มหรือความอร่อย นั่นคือคุณค่าที่วัตถุดิบมากมายในแต่ละจานที่ได้สร้างประโยชน์ อย่างอาหารที่เสิร์ฟในคืนนั้น เชฟได้ใช้ของจากตลาดพื้นถิ่นจริงๆ สดใหม่เพราะเลือกวัตถุดิบในเช้าวันนั้น และไม่มีการเบียดเบียนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเมนูรังนกหรือหูฉลาม เชฟใช้วัตถุดิบออแกนิคอื่นๆ ทดแทน (แต่ตั้งชื่อเมนูเสียดสี) 1,000 บาทจากทุกคนในงาน ได้ช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สิ่งนี้ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง

วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

Zero Waste นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำมาใช้ แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ คือการรับซื้อแม้กระทั่งผักผลไม้ที่ไม่สวย หน้าตาอัปลักษณ์ ซึ่งมันจะไม่ถูกคัดเข้าไปขายในตลาด และซูเปอร์มาร์เก็ต แน่นอนว่าสุดท้ายมันจะต้องถูกทิ้ง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เน่าหรือเสียอะไร แต่แค่หน้าตามันขี้เหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทุกเมนูที่เสิร์ฟในปาร์ตี้ครั้งนี้ ล้วนได้ผ่านกระบวนการทางความ คิดไตร่ตรองมาแล้วว่าต้องใช้ได้ทุกส่วน ไม่ทิ้งอะไรเลยหรือเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด เช่น มะกรูด 1 ลูกจะถูกคั้นน้ำมาปรุงรสอาหาร ผิวด้านนอกสีเขียวถูกนำไปดอง แล้ว infuse กับแอลกอฮอล์ ได้ bitter ของเครื่องดื่มรสชาติใหม่ เปลือกด้านในสีขาวนำไปเชื่อมเป็นของหวาน แล้วนำเม็ดไปเคี่ยวจนกลายเป็นเจลาตินชั้นดี พวกเขาคิดว่ามันคือเรื่องใกล้ตัวมากๆ และเราทุกคนต้องตระหนักรู้ก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งนี้คือ hidden agenda ที่ถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน ความสำเร็จด้านหนึ่งของงานนี้คือวัตถุดิบที่ใช้ในคืนนั้นก็มีส่วนเหลือทิ้ง (waste) น้อยมากเป็นประวัติการณ์ เพราะแม้กระทั่งส่วนที่ต้องทิ้งจริงๆ ในท้ายที่สุดก็ได้ถูกนำกลับมาทำเป็นเมนูสุดท้ายให้ลูกค้าได้ทาน ในชื่อ ‘เมนูลับเส้าหลิน’ นั่นเอง

สำหรับผมแล้ว ปาร์ตี้ Bob & friends ครั้งนี้จะมองให้เป็นงานศิลปะสเกลใหญ่ก็ยังได้ เพราะมีความเป็น ‘เชิงทดลอง’ และเล่นกับความรู้สึกของผู้ชม (ผู้กิน) อยู่สูง ชื่องาน ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ ฟังเผินๆ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเป็นการล้อเลียน ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ หนังฮ่องกงเรื่องดังแห่งยุค แต่ ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ อีกนัยหนึ่งนั้น อาจเป็นเหมือนเสียงประกาศกร้าวจากชาวบ๊อบและผองเพื่อนในการยืนหยัดทำปาร์ตี้ในวิถีที่พวกเขายึดมั่น มากกว่าที่จะเอาใจใครหรือตามเทรนด์ใดๆ

 

ภาพ: Majestic Studio

Writer & Photographer

วิสรุจน์ แสงวรเมท

ผ่านการย้ายถิ่นฐานมามากมายตั้งแต่เกิดจนโต จนยากจะหาสถานที่ใดมาจำกัดความ ปัจจุบันติดใจจังหวะชีวิตเนิบนาบแต่ไม่แน่นิ่งของเชียงใหม่ งานหลักเป็นพนักงานโรงแรม งานหลักกว่าคือการดูแลหมาสี่ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load