The Cloud x GC Symposium

การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นหมุดหมายสำคัญของทุกภาคส่วนที่จะพาโลกใบนี้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เพราะโลกธุรกิจจะขับเคลื่อนไปในแนวทางดังกล่าว การจับมือเพื่อรวมพลังกับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง คือคำตอบที่เป็นไปได้และเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการทำเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย

นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จัดงานด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่ ‘Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero’ เมื่อวันที่ 25 – 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อต่อยอดหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนบนความตระหนักรู้ของสังคมที่แพร่หลายมากขึ้น แล้วมาเป็นความร่วมมือที่สำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกระดับเพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำไปข้างหน้าด้วยกัน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กรของ GC เล่าให้ The Cloud ฟังว่า ตอนนี้สังคมค่อนข้างรู้จักและเข้าใจสิ่งที่ GC ทำพอสมควรแล้ว ความคาดหวังนับจากนี้คือการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในทุกระดับ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างขึ้น เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ทำได้จริงและไม่ไกลเกินเอื้อมของทุกคน

GC กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

“เป้าหมายของเรา คือเราจะลดการปล่อยคาร์บอนลง 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050  ซึ่งต้องบอกว่าเยอะมากสำหรับอุตสาหกรรมอย่างเรา ถ้าเทียบกับคนที่ทำเคมีภัณฑ์ด้วยกันถือว่าท้าทายพอสมควร ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราวางแผนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะพาองค์กรไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร มีการเตรียมงาน งบประมาณ และโครงการในแผนเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว”

ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ GC ในฐานะผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ระดับโลก จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 GC มีขนาดสินทรัพย์มากเกือบ 8 แสนล้านบาท และรายได้กว่า 3.75 แสนล้านบาท เม็ดพลาสติกและสินค้าอื่น ๆ ของ GC คือจุดตั้งต้นสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การประกาศเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำในธุรกิจนี้จึงถือว่าน่าจับตามาก

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“ธุรกิจของเราในปี 2050 จะเปลี่ยนไป เราลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณรวมจนถึงปี 2050 ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมเทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เพื่อไปเก็บไว้ (Carbon Storage) และงบประมาณอีกส่วนหนึ่ง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 – 7 แสนล้านบาท จะใช้เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ เข้าสูงธุรกิจคาร์บอนต่ำในอีกอีก 20 กว่าปีข้างหน้า

“ตอนนี้เราเป็นธุรกิจปิโตรเคมี ทำตั้งแต่ธุรกิจเม็ดพลาสติกไปจนถึงเคมีภัณฑ์ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแกดเจ็ต (Gadget) หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พอเรามาทำเรื่องธุรกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เราไปลงทุนต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วกับ บริษัท ออลเน็กซ์ (Allnex) ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิว (Coating Resins) ซึ่งธุรกิจโค้ทติ้งนี้จะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลงเยอะ ด้วยเป็นสินค้าที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุนิดเดียว แต่สามารถใช้เคลือบรถยนต์ อากาศยาน หรือกังหันลม ยืดอายุการใช้งานของพวกนี้ได้หลายเท่าตัว ถ้าคำนวณจากอายุการใช้งานก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ รายได้เราอาจจะเท่าเดิม แต่ของที่ผลิตจะปล่อยคาร์บอนน้อยลง เราก็จะปรับธุรกิจของเราไปสู่สัดส่วนธุรกิจที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแบบนี้มากขึ้น จนถึงวันหนึ่งเราจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นต้นทางมากแล้ว จะไปลงทุนในธุรกิจที่เป็นปลายทางมากขึ้น”

เริ่มต้นจากภายในสู่การเปลี่ยนแปลงของภายนอก

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น ดร.ชญาน์ เล่าว่า องค์กรขนาดใหญ่ของเขาก็ต้องการสร้างวิถีทางธุรกิจใหม่ที่ยั่งยืน ดังนั้น การกำหนดต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำบนพื้นฐานที่จับต้องได้ของกระบวนการทางการเงิน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“อย่างแรกคือเราปรับวิธีคิดของทุกคนในองค์กร ไม่ใช่แค่การสั่งการจากผู้บริหารลงมา แต่ต้องไปบูรณาการกับหน้างานที่เกี่ยวกับธุรกิจของ GC ด้วย แต่ละคนมีโอกาสลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เหมือนกัน บางคนทำได้ง่าย บางคนทำได้ยาก ของบริษัทเรา เราใช้กลไกการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร หรือ Internal Carbon Pricing ซึ่งเป็นการกำหนดมูลค่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในหน่วยของมูลค่าทางการเงินต่อหน่วยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกลไกแรกเรียกว่า Shadow Price เป็นการให้มูลค่าก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ และตัดสินใจในการลงทุนในอนาคต โดยโครงการที่ลดก๊าซเรือนกระจก จะได้รับการสนับสนุนด้วยการลดต้นทุนการดำเนินการจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง ส่วนโครงการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ก็จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“และอีกหนึ่งกลไกหนึ่งคือ Carbon Fee เป็นการจำลองการจ่ายภาษีก๊าซเรือนกระจกในองค์กร โดยเบื้องต้นเราจะทำในรูปแบบของ Shadow Accounting ซึ่งธุรกิจไหนที่ปล่อยคาร์บอนเยอะ ๆ ก็ต้องมีต้นทุนเพิ่มเหมือนจ่ายภาษีแต่เป็นภายในของเราเอง เราจะเอาเงินมาไว้เป็นกองทุนกลาง ใครมีโครงการดี ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานหรือลดคาร์บอน หรือจะลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ก็ดึงจากกองทุนตรงกลางนี้ไปช่วยได้ คนที่ปล่อยเยอะก็ต้องปรับตัวเองให้ปล่อยน้อยลง คนที่อยากทำธุรกิจใหม่ ๆ ก็จะมีเงินทุนจากส่วนนี้มากขึ้น การทำแบบนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านธุรกิจของเราจนเป็นไปตามแผนในท้ายที่สุด”

เทคโนโลยีคือคำตอบ

นอกจากกระบวนการทางทางเงินแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้ GC บรรลุเป้าหมายใหญ่นี้ได้ คือการใช้เทคโนโลยีพิเศษซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) รวมทั้งพลังงานทดแทนคือคำตอบที่องค์กรแห่งนี้มองเอาไว้

“ตอนทำแผน เราพิจารณาต้นทุนของแต่ละเทคโนโลยีมาเทียบกันหมด ด้วยบริบทของเมืองไทย ผมคิดว่าการดักจับคาร์บอนตอนนี้ยังมีต้นทุนที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นการกักเก็บคาร์บอนให้ได้ 1 ตัน อาจต้องใช้เงินถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าไปปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า ต้นทุนก็อาจใกล้เคียงกัน ใช้เงินพอกัน แต่ข้อเสียคือ เราไม่มีพื้นที่ที่จะปลูกเยอะนัก ซึ่งเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนนี้มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ คืออย่างเมืองไทย การปลูกต้นไม้ให้เยอะที่สุดเป็นเรื่องดีที่ต้องทำ แต่ยังไงก็ไม่พอครับ เราควรต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

“ที่บอกว่าเหมาะกับบริบทของเมืองไทย เพราะว่าอุตสาหกรรมหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรากระจุกตัวอยู่แถวภาคตะวันออก มีทั้งโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ถ้าเราร่วมมือกันจะทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เหตุผลที่สองคือ เรามีหลุมตรงอ่าวไทยที่ใช้สำหรับขุดก๊าซธรรมชาติ เป็นกระเปาะเล็ก ๆ ไม่ได้เหมือนหลุมใหญ่ในตะวันออกกลางแบบนั้น เวลาเราขุดก็จะมีหลุมที่ว่างเยอะมาก เพราะขนาดเล็ก ไม่นานก็หมด พวกนี้เปลี่ยนไปเป็นที่กักเก็บคาร์บอนได้ แล้วท่อส่งผ่านท่อก๊าซที่เรามีในการบีบอัดคาร์บอนกลับไปที่หลุม ผมมองว่าเมืองไทยได้เปรียบตรงนี้ และศักยภาพของอ่าวไทยก็น่าจะกักได้พอสมควร”

การใช้พลังงานทดแทนถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ บทโจทย์ที่ท้าทายด้านความมั่นคงด้านพลังงาน วันนี้พลังงานจากไฮโดรเจนอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากยังใช้ไม่แพร่หลายและต้นทุนสูง แต่ GC ก็ยังเห็นศักยภาพของมันและรอจังหวะที่ดีในการลงทุนต่อไป

“ตอนนี้ราคาในการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนยังแพงอยู่ แต่มันดีกับวันข้างหน้า การผลิตพลังงานไฮโดรเจน คือการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดมาผ่านกระบวนการแยกน้ำ ออกมาเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ซึ่งถ้าใช้ไฟฟ้าปกติจากโรงไฟฟ้า เอามาผ่านกระบวนการแยกน้ำอย่างที่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้น ควรใช้พลังงานสะอาดจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ อย่างไรก็ตาม หากต้องการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจน ราคาของเทคโนโลยีต้องถูกลงก่อน เพราะต้นทุนเรื่องนี้ยังสูงกว่าการดักจับคาร์บอน GC เลยเน้นไปทางนี้เยอะหน่อย แต่ถ้าในอนาคตพลังงานไฮโดรเจนถูกกว่า เราก็จะเปลี่ยนไปให้น้ำหนักมากขึ้น ก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย”

จากภาพใหญ่ที่ทาง GC ปูทางเอาไว้สู่เป้าหมายที่สำคัญ The Cloud ก็ชวน ดร.ชญาน์ คุยต่อเรื่องความคาดหวังและผลตอบรับจากงาน Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero กันต่อ

Symposium แห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

“เราอยากทำงานของเราให้จับต้องได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เข้ามาดูได้ว่ามันมีตัวอย่างให้เห็น อย่างนี้ก็ทำได้นี่นา ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้เหมือน ๆ กัน มันคือพื้นที่แบ่งปันที่ให้ทั้งคนรุ่นใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ มาแลกเปลี่ยนไอเดียของแต่ละคน แล้วออกมาเป็นโซลูชันที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ จุดต่างที่สำคัญของงานคือความมีส่วนร่วมและมีไอเดีย แต่ละคนจะมาชวนกันดูและชวนกันคิดว่าจะทำตรงไหนได้บ้าง จบงานนี้แล้วอยากให้คนได้กลับไปคิดต่อครับ”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

ผู้บริหารของ GC เล่าว่า การจัดงาน 2 ครั้งแรกนั้นผลตอบรับค่อนข้างดี คนที่มาร่วมงานมีความเข้าใจมากขึ้น และเกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือที่ทำขึ้นหลังการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สำหรับการจัดงานในปีนี้ GC เชื่อว่าสังคมเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนพอสมควรแล้ว จากนี้คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละภาคส่วนมาร่วมมือกัน เพื่อขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

อีกความท้าทายที่สำคัญ คือการพัฒนาสินค้าจากกระบวนการ Upcycling ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการสร้างความเข้าใจทั้งระดับประชาชนและภาคธุรกิจในการสนับสนุนเรื่องนี้

“เราเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในวันนี้กับโรงงานรีไซเคิลของเรา กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นทางเลือกให้เอาวัสดุไปทำต่อได้หลายอย่างมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ลูกค้าอยากเอาวัสดุไปทำสินค้าบางประเภท แต่ติดขัดเรื่องกฎเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล เราก็ต้องไปช่วยผลักดันกับลูกค้า เพราะหลายเทคโนโลยีที่ทำมีการรับรองจากทั้งหน่วยงานสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปอยู่แล้ว แต่ยังไม่ผ่านมาตรฐานในบ้านเราเพราะเรื่องนี้ยังใหม่ คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้เห็นมากขึ้น ถ้าผลักดันสำเร็จ เราก็จะใช้วัสดุในประเทศได้มากขึ้น ลดการนำเข้าลง

“เรื่องการบริหารจัดการขยะ เราจะเลือกทำแต่พลาสติกไม่ได้ เราทำกับทุกอย่าง ทั้งอะลูมิเนียม แก้ว หรือขยะเปียก ต้องทำให้ครบ เรามีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาที่งานของเราเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยนะ คือผมว่าทุกคนต้องมานั่งคุยกันอย่าง GC เก่งเรื่องพลาสติก แต่ที่อื่นอาจเก่งเรื่องการทำกระป๋อง เขาก็มาถามเรา เราก็แลกเปลี่ยนกับเขา ก็จะสร้างระบบที่ครอบคลุมได้มากขึ้น ทั้งขยะจากครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เอาระบบไปใช้งานได้โดยที่ไม่ยุ่งยากมากนัก”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

กระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาสินค้าในกระบวนการทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ดร.ชญาน์ มองว่าวัสดุรีไซเคิลที่มีสิ่งปนเปื้อนน้อย แม้แทบจะเหมือนกับวัสดุใหม่แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต่างออกไปตามความเหมาะสม ข้อจำกัดที่สำคัญคือกระบวนการแยกขยะและสารปนเปื้อนที่ต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้สินค้าสิ่งทอ Upcycling เป็นที่รู้จักพอสมควรแล้ว GC จึงมุ่งต่อยอดไปสู่สินค้าประเภทอื่นอย่างวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเริ่มมาสักพักและเติบโตค่อนข้างดีต่อไป

“นอกจากนี้เรายังมีเส้นใยรีไวฟ์ (Revife) ซึ่งทำมาจากขวด PET โดยปกติวัสดุพวกนี้พอเอามารีไซเคิลหลายครั้ง อาจนึกภาพเส้นก๋วยเตี๋ยวนะครับ พอเอาไปรีไซเคิลจะตัดสั้นลง ๆ เอามาทำใหม่คุณสมบัติจะลดลงด้วย เทคโนโลยีรีไวฟ์คือการเอาวัสดุที่ถูกตัดเอาไปต่อกันใหม่ คุณสมบัติก็ยังดีเหมือนเดิมไม่ต่างจากของใหม่ กลายเป็นอีโคไฟเบอร์ที่คุณภาพอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ นำไปออกแบบเป็นสินค้าที่หลากหลาย ใครที่สวมเสื้อของ GC เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว รุ่นนั้นต้องผสมใส่ฝ้ายเข้าไป ตอนนี้ไม่ต้อง จะเห็นว่าเป็นโพลีเอสเตอร์ปกติเลยเพราะมันเป็นเส้นใยยาวแล้ว”

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับทุกธุรกิจที่ยังเชื่อและเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านี้

ความคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ดีกว่า

ผลตอบรับของงานประชุมครั้งใหญ่นี้เป็นไปด้วยดี พร้อมกับความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีอย่าง GC ต้องการชวนคนในสังคมมามีส่วนร่วมกันมากขึ้น ซึ่ง ดร.ชญาน์ หวังว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ GC ตั้งใจ

“Symposium นี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งแรกส่วนใหญ่คนที่เชิญเป็นคู่ค้า ลูกค้าของเรา มีผู้ที่กำหนดนโยบายมาร่วมงานด้วย ตอนแรกเราให้ความรู้ ทำให้ทุกคนตระหนักว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญ ตอนแรกคนยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่เยอะมาก พอต่อมาภาครัฐผลักดัน BCG Model ก็สะท้อนว่าเขาเข้าใจและเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้

“ปีที่ 2 เราเชิญคนจากต่างประเทศและองค์กรระดับโลกมาแชร์ประสบการณ์มากขึ้น เหมือนมาแลกเปลี่ยนไอเดียและเล่ากระบวนการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับครั้งนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เราเชิญมาไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่ค้าและลูกค้า เราจัด 2 วันเพราะอยากให้ประชาชนเข้ามาเห็นด้วย คนที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจนี้อย่างอาหารหรือธุรกิจอื่นก็มาร่วมงานได้ เราอยากขยายผลข้ามไปอุตสาหกรรมอื่นให้มากขึ้น ทำให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย อยากขยายผลไปมากกว่านี้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นไปอีก รวมถึงเกิดความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย”

สิ่งที่ผู้บริหาร GC ภูมิใจ คือการจัดงานที่ผ่านมาเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาไม่น้อยจากสิ่งที่พูดคุยในงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กก้าวต่อไปได้ด้วยโซลูชันของตัวเองบนวิธีคิดด้านความยั่งยืน เชื่อว่าจะมีเสียงสะท้อนที่ดังมากขึ้นสำหรับ Symposium ในครั้งถัดไปของ GC ที่แน่วแน่ในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นให้ได้

“ธุรกิจเคมีภัณฑ์คงยังเป็นสิ่งที่เราทำนะ ถึงจะเป็นปี 2050 ก็ตาม แต่เราจะเป็นธุรกิจที่ไปถึงผู้บริโภคและองค์กรมากขึ้น นั่นคือไปถึงอุตสาหกรรมปลายทางเยอะขึ้น ธุรกิจต้นทางที่เป็นโรงกลั่นและอื่น ๆ ก็อาจจะลดลงโดยสัดส่วน เราจะเป็นเหมือนบริษัทวัตถุดิบที่เข้าใกล้คนทั่วไปมากขึ้นกว่านี้”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

พระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เปี่ยมไปด้วยความหมายทุกขั้นตอน ในงานถ่ายทอดสดทั่วโลก เราต่างได้เห็นว่าเหนือหีบพระบรมศพกษัตริย์ผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักร ประกอบไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่บอกเล่าความนัยพิเศษ

ธงรอยัล สแตนดาร์ด กับเครื่องราชกกุธภัณฑ์สหราชอาณาจักร 3 ชิ้น คือ พระมหามงกุฎอิมพีเรียล สเตต (The Imperial State Crown) พระลูกโลก (The Orb) และพระคทา (The Sceptre) บ่งบอกสถานะความเป็นกษัตริย์

การ์ดสีขาวลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 “In loving and devoted memory, Charles R.” บ่งบอกความเชื่อมโยงระหว่างประมุขผู้ล่วงลับ กับประมุขพระองค์ถัดไปผู้เป็นพระราชโอรส

แล้วพวงหรีดดอกไม้ที่ชูช่อสดสวยอยู่ใต้การ์ดสื่อถึงอะไร วัฒนธรรมดอกไม้ในราชสำนักวินด์เซอร์เป็นอย่างไรกัน ลองมาทำความรู้จักกันเสียหน่อย

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Peter Byrne – PA IMAGES//GETTY IMAGES

ดอกไม้ช่อสุดท้ายบนหีบนี้ออกแบบตามพระราชประสงค์ของคิงชาร์ลส์ คือใช้ดอกไม้และใบพฤกษาจากพระราชวังบักกิงแฮม กับพระตำหนักแคลเรนซ์ ในลอนดอน และพระตำหนักไฮโกรฟ มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ เป็นที่รู้กันดีว่าคิงชาร์ลส์ทรงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมาแต่ไหนแต่ไร และโปรดการจัดสวนตั้งแต่ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ ดังนั้นช่อดอกไม้สดนี้จึงได้รับการออกแบบให้ย่อยสลายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยช่อดอกไม้ประกอบด้วยดอกเมอร์เทิล (Myrtle) โรสแมรี่ และกิ่งโอ๊ก

เมอร์เทิลเป็นดอกไม้สีขาวที่อยู่ในช่อดอกไม้เจ้าสาวราชวงศ์อังกฤษตั้งแต่ปี 1858 ในพระราชพิธีสมรสของเจ้าหญิงวิกตอเรีย พระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และพระราชพิธีสมรสของเจ้าหญิงพระองค์อื่น ๆ ดอกเมอร์เทิลกลายเป็นธรรมเนียมของราชสำนักที่เจ้าหญิงและสะใภ้หลวงจะทรงถือ เพื่อสื่อถึงความรัก ความหวัง โชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และความสุขในชีวิตคู่ ในพระราชพิธีสมรสของเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ทั้งแคเธอรีน มิดเดิลตัน และเมแกน มาร์เคิล ล้วนถือช่อดอกไม้ที่มีดอกเมอร์เทิลจากตำหนักออสบอร์น อดีตที่ประทับของราชวงศ์อังกฤษ

เมอร์เทิลที่ใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพนี้ ตัดมาจากต้นเมอร์เทิลที่เติบโตจากกิ่งเมอร์เทิลในช่อดอกไม้งานพระราชพิธีสมรสของควีนเอลิซาเบธ กับเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ในปี 1947 การใช้ดอกไม้ชนิดนี้จึงสื่อถึงความผูกพันต่อพระราชสวามีผู้ล่วงลับในปีที่แล้ว 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Forest & Kim Starr
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Jane6592

ส่วนโรสแมรี่ พันธุ์ไม้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ยุคอียิปต์และกรีก-โรมันโบราณ เป็นสัญลักษณ์ของการจดจำตามธรรมเนียมยุโรป ในงานอนุสรณ์สงครามหรืองานศพ ผู้ไว้อาลัยจะโยนโรสแมรี่ลงไปในหลุมศพ บทละครของเชกสเปียร์หลายเรื่องก็ใช้โรสแมรี่ในงานพิธีศพหรือกล่าวถึงผู้เสียชีวิต

“There’s rosemary, that’s for remembrance. Pray you, love, remember.”

โอฟีเลีย นางเอกแห่ง Hamlet เอ่ยถึงพ่อของเธอ 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Snowmanradio

ถัดมาคือกิ่งโอ๊กอังกฤษ สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งทนทาน ความอดทน และภูมิปัญญา โอ๊กเป็นไม้ท้องถิ่นขนาดยักษ์ที่สูงใหญ่ พบได้ทั่วประเทศ และมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี ไม้เนื้อแข็งทนทานชนิดที่ว่าฟ้าฝ่ายังยืนต้นอยู่ได้ ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่สร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงต่อเรือ โอ๊กเป็นไม้สำคัญทั้งในประวัติศาสตร์และตำนานของอังกฤษ และได้รับสมญานามว่าเป็น The Wooden Walls of Old England 

นอกจากนี้ หรีดดอกไม้นี้ยังประกอบด้วยดอกเพลาร์โกเนียม กุหลาบ ไฮเดรนเยีย ซีดัม ดาเลีย และสกาบิโอซา ซึ่งล้วนมาจากสวนของราชสำนัก

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Christopher Furlong //GETTY IMAGES

ส่วนหรีดบนหีบพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในงานพระราชพิธีก่อนหน้าที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ประกอบด้วยกุหลาบขาว ดาเลียขาว ประดับด้วยกิ่งสนจากพระราชวังบัลมอรัล พิตโตสปอรัม ลาเวนเดอร์ และโรสแมรี่จากพระราชวังวินด์เซอร์ 

ดอกไม้ขาวเป็นที่นิยมในงานศพ กุหลาบและดาเลียขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความสงบ และกุหลาบขาวก็มักอยู่ในช่อดอกไม้ของเจ้าสาวด้วยเช่นกัน ช่อดอกไม้ในพระราชพิธีพิเษกสมรสของควีนวิกตอเรียมีกุหลาบขาว ซึ่งสื่อถึงความผุดผ่อง ความไร้เดียงสา และความซื่อสัตย์ต่อกัน

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Alkis Konstantinidis //GETTY IMAGES

นอกจากนี้ยังมีพวงดอกไม้บนหีบพระบรมศพ เมื่อเคลื่อนย้ายพระบรมศพจากพระราชวังบัลมอรัลไปที่พระราชวังฮอลีรูด ประกอบด้วยดอกดาเลีย ดอกฟล็อกซ์ ดอกฮีเธอร์สีขาว กิ่งสน และดอกสวีทพี ซึ่งสวีทพีใช้ประดับหีบพระบรมศพเจ้าชายฟิลลิปเช่นกัน พืชพรรณเหล่านี้นำมาจากบัลมอรัล 

ฮีเธอร์สีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีของชาวสกอตแลนด์ หายากกว่าฮีเธอร์สีม่วง มีหลายตำนานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าดอกไม้มงคลนี้ ตำนานหนึ่งที่จับใจคนที่สุด คือโศกนาฏกรรมของคู่รักชื่อมัลวิน่ากับออสการ์ ซึ่งกำลังจะแต่งงานกัน แต่ออสการ์เสียชีวิตในการสู้รบก่อนวันแต่งงาน ผู้นำข่าวร้ายมาแจ้งแก่ว่าที่เจ้าสาว ด้วยการนำกิ่งฮีเธอร์สีม่วงมามอบให้เธอ เพื่อสื่อถึงความรักของออสการ์อันเป็นนิรันดร์ เมื่อน้ำตาของมัลวิน่าหยดลงบนกลีบดอกไม้ ฮีเธอร์สีม่วงก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาว 

แม้จะเศร้าโศกมาก แต่มัลวิน่าไม่ได้อยากให้ใครต้องพบความเจ็บปวดเช่นเธออีก จึงอธิษฐานให้ฮีเธอร์สีขาวนำโชคดีมาสู่ผู้พบเห็น จึงกลายเป็นธรรมเนียมว่าช่อดอกไม้เจ้าสาวมักมีฮีเธอร์สีขาว เพื่อสื่อถึงสิริมงคลแห่งชีวิตคู่ 

ส่วนสวีทพี ดอกไม้งามแสนหอมแห่งเดือนเมษายน เป็นสัญลักษณ์ของความสุข การบอกลา การขอบคุณ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นดอกไม้ประจำยุคเอ็ดวาร์เดียน มักใช้จัดตกแต่งในพิธีวิวาห์หรืองานเลี้ยงอาหารค่ำ มีสมญานามว่า Queen of Annuals คำว่า สวีทพี ยังเป็นคำใช้เรียกคนรัก เด็ก หรือสัตว์น่ารัก ๆ ด้วยความเอ็นดู 

นอกจากความอ่อนหวานของภาษาดอกไม้ สิ่งที่น่าประทับใจคือการนำพรรณพฤกษาจากสวนในเขตพระราชฐานมาใช้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โปรดธรรมชาติและการจัดสวน พระราชโอรสของพระองค์ก็เช่นกัน การใช้ดอกไม้จากที่ประทับต่าง ๆ ในการอำลาครั้งสุดท้าย จึงสื่อความหมายที่กินใจมาก

แถมท้ายอีกเล็กน้อยเรื่อง Royal Garden สวนอังกฤษของราชวงศ์วินด์เซอร์ลือชื่อเรื่องความงาม มีหนังสือออกมาหลายเล่ม เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม หรือใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ และผลผลิตจากสวนก็เคยนำมาสร้างโปรดักต์หลายครั้ง 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.royalcollectionshop.co.uk

ช่วงโควิดที่ผ่านมา พระราชวังบักกิงแฮมก็ผลิต Buckingham Palace Dry Gin ออกมาจำหน่าย ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นข่าวฮือฮาและจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วจนต้องสั่งจอง ด้วยคำโฆษณาว่าใช้วัตถุดิบ 12 ชนิด เช่น เลมอน เวอร์บีนา ฮอว์ธอร์น ใบมัลเบอร์รี่ ที่เก็บมาจากสวนในพระราชวังบักกิงแฮมอันกว้างใหญ่ไพศาลถึง 16 เฮกเตอร์ เป็นบ้านของนก 30 สายพันธุ์ และดอกไม้ป่ามากกว่า 250 ชนิด

หลังจากนั้นเลยมีผลิตภัณฑ์อีกตัวตามมา คือ Buckingham Palace Sloe Gin คือใส่ลูกสโล หน้าตาคล้าย ๆ บลูเบอร์รีลงไปหมักใน Buckingham Palace Dry Gin ให้ได้รสชาติผลไม้ จินจะออกสีแดง ๆ 

ถ้าไม่ใช่สายดื่ม ยังมีผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งดอกฮีเธอร์พระราชวังฮอลีรูด พระราชฐานในสกอตแลนด์ แต่เว็บไซต์บอกว่าน้ำผึ้งเก็บมาจากสวนรอบ ๆ พระราชวังบัลมอรัล ซึ่งเต็มไปด้วยดอกฮีเธอร์ อันนี้ก็แปลกใจว่าทำไมตั้งชื่อที่หนึ่ง แต่เก็บน้ำผึ้งมาจากอีกที่ แต่ทั้งสองพระราชวังอยู่ในสกอตแลนด์เหมือนกัน ทั้งสามผลิตภัณฑ์สั่งจองได้ที่ royalcollectionshop.co.uk แต่ไม่มีบริการส่งถึงเมืองไทยนะ 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.royalcollectionshop.co.uk

ปี 2022 นี้ คิงชาร์ลส์ก็เพิ่งออกโปรดักต์ร่วมกับแบรนด์น้ำหอม Penhaligon หมาด ๆ เป็นน้ำหอม ‘Highgrove Bouquet’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสวนพระตำหนักไฮโกรฟในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของคิงชาร์ลส์มาตลอดหลายสิบปี น้ำหอมประกอบด้วยกลิ่นดอกเจอเรเนียม ลาเวนเดอร์ ไฮยาซินธ์ ซิลเวอร์ไลม์ มิโมซา ทูเบอโรส ซีดาร์ รากไอริส และมัสก์ ซึ่งเน้นเรื่องแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขายเข้ามูลนิธิการกุศลของคิงชาร์ลส์ด้วย 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.penhaligons.com/uk/en/highgrove-bouquet

ในการผลัดเปลี่ยนรัชสมัยของสหราชอาณาจักร เราอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ต่าง ๆ เกี่ยวกับสวนในวัง ประเทศแห่งการจัดสวนนี้ดูจะมีอะไรให้ติดตามอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก

www.theguardian.com/uk-news/2022/sep/19/a-handwritten-note-a-crown-and-a-wreath-items-on-queens-coffin-and-what-they-signify

www.townandcountrymag.com/society/tradition/a41277503/flowers-queen-elizabeths-coffin-meaning/

inews.co.uk/news/wreath-queen-coffin-what-mean-symbolism-funeral-flower-display-explained-1865652

www.theluxurytravelgroup.com/blog/drink-like-the-queen-with-the-first-official-buckingham-palace-gin

www.delicious.com.au/drinks/spirits-cocktails/article/queen-launches-sloe-gin-made-buckingham-palace-botanicals/zc28kuoh

en.wikipedia.org/wiki/Rosemary 

tree2mydoor.com/pages/information-trees-celtic-tree-calendar-oak-tree-symbolism

www.historic-uk.com/CultureUK/The-English-Oak/ 

darachcroft.com/news/the-symbolism-of-white-heather-in-scotland

kathleenkarlsen.com/sweet-pea-flower-meaning 

www.royalcollectionshop.co.uk/ 

www.penhaligons.com/uk/en/highgrove-bouquet 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load