16 กุมภาพันธ์ 2565

สับปะรดกระป๋อง วันหมดอายุ กับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต เรื่องราวที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน กลับการกลายเป็นสิ่งผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างมีเหตุมีผล การก้าวข้ามจุดจบของสิ่งหนึ่ง การตั้งเวลานับถอยหลังเพื่อเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับเปิดสับปะรดกระป๋องที่สดใหม่กว่า

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

“เมื่อไรกันที่ทุกอย่างเริ่มมีวันหมดอายุของมัน ปลากระป๋องหมดอายุ ซอสเนื้อกระป๋องหมดอายุ แม้แต่พลาสติกแรปห่ออาหารก็หมดอายุ ฉันเริ่มจะสงสัยว่ามีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เป็นเช่นนั้น” 

ประโยคเด็ดจากภาพยนตร์ใน ค.ศ. 1994 ที่ไม่มีวันหมดอายุของผู้กำกับรุ่นเก๋า หว่องกาไว (Wong Kar-wai) และ ผู้กำกับภาพ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle)

Chungking Express ภาพยนตร์ลูกผสมโรแมนติก-ดราม่า บอกเล่าเรื่องราวของชาวเมืองฮ่องกงในช่วงต้นยุค 90 ได้อย่างตรงไปตรงมา การค้นหาตัวตน การเรียนรู้ที่จะรัก และอำลาความทุกข์จากความรัก ในขณะที่ฮ่องกงนั้นกำลังนับถอยหลังในการส่งคืนอำนาจการปกครองจากอังกฤษกลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่ใน ค.ศ. 1997 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ฮ่องกงเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ของเมืองถูกทำให้เด่นชัดขึ้นอย่างมากภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ มีการผสมผสนานวัฒนธรรมประเพณี ภาษากวางตุ้งและภาษาอังกฤษ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและร่วมสมัย รถเข็นอาหารข้างทางและเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ความรวดเร็วในการใช้ชีวิต เมืองใหญ่ที่มีทั้งความวุ่นวายและความเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน

ตัวตนและอุปนิสัยของฮ่องกงถูกถ่ายทอดออกมาใน Chungking Express ได้อย่างกลมกล่อม รายละเอียดของการถ่ายทำ การตัดต่อ และฉากในภาพยนตร์ ถ่ายทอดกลิ่นความแออัดคับแคบของสถานที่ ห้วงเวลาและความเร็วของเมือง ตัวละครถูกสื่อสารผ่านการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง แม้ตัวคุณจะหยุดนิ่ง แต่สิ่งรอบ ๆ ตัวคุณก็ยังเคลื่อนที่ต่อไป เช่นเดียวกันในขณะที่คุณกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณกลับหยุดนิ่ง และแม้แต่เพลงประกอบของหนังก็สื่อสารถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ แม้ว่าจะไม่มีบทพูดใด ๆ

องค์ประกอบเหล่านี้หรือเปล่าที่เหล่าแฟน ๆ มักเรียกมันว่า ‘ความหว่อง’ เอกลักษณ์ของภาพยนตร์ของหว่องกาไว ที่อยู่ในองค์ประกอบของภาพ ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่แฝงไปด้วยพื้นที่ว่างรอให้ผู้ชมนำเรื่องราวของตัวเองเข้าไปใส่

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้มักถูกมองว่าแยกออกจากกันเป็น 2 ตอน เรื่องราวการมูฟออนจากความรักที่จบลงของตำรวจหมายเลข 223 รับบทโดย ทาเกชิ คาเนชิโระ (Takeshi Kaneshiro) ผู้ตั้งเวลาหมดอายุ 30 วันให้กับความรักของเขา หลังจากที่ถูกแฟนบอกเลิกใน April Fools’ Day ทำให้เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ในแต่ละวันเขาจะซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันครบกำหนด

 และเรื่องของตำรวจหมายเลข 663 รับบทโดย Tony Leung (หรือ เหลียงเฉาเหว่ย) เขาถูกแฟนสาวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่อาศัยอยู่ด้วยกันบอกเลิก ข้าวของเครื่องใช้และสิ่งต่าง ๆ ให้ห้องพักทำให้เขาหวนนึกถึงห้วงเวลาความสุขในอดีต จนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ 

โดยตัวละครทั้งสองนั้นมักไปกินอาหารที่ ‘Midnight Express’ ร้านเคบับสแน็กบาร์ยามดึก หลังจากเลิกเวรในวันและช่วงเวลาที่ต่างกัน ทำให้ผู้ชมไม่พบตำรวจทั้งสองคนนี้เข้าฉากร่วมกันเลยในภาพยนตร์ 

หากมองอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็นสัจธรรมของโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นได้ ผู้คนมากมายตามท้องถนนที่ไม่ได้รู้จักกัน ต่างเดินสวนกันไปมาในแต่ละวัน แม้ว่าอาจจะอยู่ใกล้กันที่สุดเพียง 0.01 เซนติเมตร แต่ละคนก็ต่างมีเรื่องราวของตนเองที่กำลังดำเนินไป โดยที่คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับรู้ถึงมันเลย 

เมื่อมองในภาพรวมของตัวละครอื่น ๆ แล้ว เราจะพบว่าสถาปัตยกรรมในหนังได้สร้างจุดนัดพบให้ตัวละคร สถานที่ ตึก และอาคาร ทำหน้าที่นำพาตัวละครจากตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ให้มาพบกัน ในบริบทที่ต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูดใด ๆ

01
ต่ออายุ

Chungking Express เป็นภาพยนตร์ที่เฉลิมฉลองเสน่ห์ของเมืองฮ่องกงทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งด้านดีและด้านมืด 

จุงกิง แมนชั่น (Chungking Mansion) เป็นฉากเปิดของภาพยนตร์ และเป็นสถานที่พบกันครั้งแรกของตำรวจ 223 ที่กำลังไล่จับผู้ต้องสงสัยกับผู้หญิงลึกลับที่ใส่วิกผมสีทอง เธอคือเอเยนต์ค้ายาเสพติดที่กำลังวางแผนลักลอบขนส่ง เธอสวมแว่นตาดำและใส่เสื้อกันฝนตลอดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่สนใจว่าวันนี้จะแดดออกหรือฝนตก

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

Chungking Mansion ตั้งอยู่ในย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ฝั่งเกาลูน และยังเป็นย่านที่หว่องกาไว เติบโตมาในวัยเด็กอีกด้วย สร้างขึ้น ค.ศ 1961 เป็นอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่สูง 17 ชั้น เกิดการประกอบเข้าด้วยกันของบล็อกตึกทั้ง 5 (ตึก A ไปถึงตึก E) 2 ชั้นแรกเป็นฐานของตัวอาคารที่เชื่อมตึกทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยทะลุไปมาได้ แต่ละช่วงตึกมีลิฟต์ 2 ตัว ตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคู่ อีกตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคี่ และตั้งแต่ชั้น 3 เป็นต้นไป การขึ้นไปยังชั้นบนจะถูกจำกัดอยู่ในแต่ละช่วงตึกนั้น ๆ

  ทุกวันนี้ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตัวแมนชั่นทุกวันนี้ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า เกสต์เฮาส์ โรงแรมราคาถูก ไนต์คลับ และห้องพักส่วนตัวขนาดเล็ก เมื่อมองจากรูปด้านของตัวอาคาร เราพบป้ายชื่อโรงแรมจำนวนมาก บ่งบอกถึงการแบ่งประโยชน์ใช้สอยตามระดับชั้นของอาคาร ซึ่งในหนึ่งช่วงตึกอาจจะมีโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์มากกว่า 3 – 4 แห่งก็เป็นได้ 

การประกอบกันของฐานอาคารขนาดใหญ่ ย่อมทำให้พื้นที่ในตัวอาคารมืดและอึมครึม เพราะแสงธรรมชาติส่องเข้าไปไม่ถึงในปีที่หนังเข้าฉายนั้น อาคารแห่งนี้เป็นที่รู้กันของคนท้องที่ถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ ผู้อพยพผิดกฎหมาย อาชญากรรม การค้าประเวณี และปัญหายาเสพติด เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ถูกมองในแง่ลบ เป็นภาพที่ไม่สวยงามของเมือง 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ในอีกด้านหนึ่งผู้อยู่อาศัยต่างมาจากพื้นเพทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ร้านค้าและแผงขายอาหารหลากหลายสัญชาติที่เรียงรายต่อกันไปจากช่วงตึกหนึ่งไปอีกช่วงตึกหนึ่ง เหมือนเขาวงกตที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ก็นำมาซึ่งเอกลักษณ์ในความหลากหลาย ความเป็นสากลของเมืองฮ่องกง สถาพแวดล้อมทางกายภาพที่วุ่นวาย ผู้คนที่เดินสวนกันแบบไหล่ชนไหล่ เสน่ห์ของชีวิตประจำวันจากช่วงต้นยุค 90 ที่ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

แน่นอนว่าการตีแผ่ด้านสีเทาและปัญหาของสภาพสังคมออกมาอย่างไปตรงมา อาจเป็นการจุดชนวนปัญหากับภาครัฐซึ่งอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี แต่ในทางกลับกัน หลังจากที่ Chungking Express ออกฉาย และคว้ารางวัลภาพยนตร์มากมายในเวลาต่อมา มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหลายร้อยตัวในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะของอาคารร้อยละ 90 ส่งผลให้อาชญากรรมลดลง และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว นักเดินทางแบ็กแพ็กเกอร์ที่เข้ามาพักในตัวอาคาร กล่าวคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ต่ออายุให้กับแมนชั่นแห่งนี้

02
หยุดเวลา

สภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ที่ไม่หยุดนิ่ง อาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว ชีวิตและงานประจำวันที่ดำเนินต่อไปข้างหน้า ณ ขณะกำลังเสียศูนย์จากความรักครั้งเก่า เวลาหลังเลิกงานเพียงน้อยนิดในห้องพักสี่เหลี่ยมขนาดเล็กของแต่ละวัน ก็ไม่มากพอที่จะใช้มันระบายความในใจ เพื่อค้นหาตัวตนใหม่ของตัวเอง เรื่องราวของตำรวจไร้ชื่อหมายเลข 663 ที่มักพูดระบายความเหงากับข้าวของเครื่องใช้ในงอพาร์ตเมนต์ของเขา สิ่งของเหล่านั้นเป็นสัญญะของความทรงจำ กลิ่นของสบู่ก้อน ผ้าเช็ดตัว ตุ๊กตาตัวเล็กตัวใหญ่ เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้ เขาหยุดเวลาด้วยการคงสภาพเดิมของมันไว้ เพื่อต้อนรับการกลับมาของคนรัก

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

ฉากอพาร์ตเมนต์ของตำรวจเบอร์ 663 นั้น อยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก จากห้องพักจะมองผู้คนอยู่บนบันไดเลื่อนได้ เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ตรงบันไดเลื่อนก็มองเห็นห้องพัก ซึ่งเฟย์มักแอบมองไปที่ห้องของตำรวจเมื่อเธอเดินผ่านที่นั้น ระยะห่างทางกายภาพระหว่างห้องพักกับตัวบันไดเลื่อน อาจเปรียบได้กับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่มองเห็นกัน แต่ยังมีที่ว่างของกันและกันอยู่ 

ตัวบันไดสร้างทางเท้ายกระดับทอดยาวผ่านถนนหลายเส้น เชื่อมระหว่างย่าน Central กับพื้นที่ย่าน Mid-level ของเกาะฮ่องกง สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1993 เป็นปีเดียวที่หว่องกาไวกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกใช้แลนด์มาร์กแห่งนี้ในการถ่ายทำ 

ความพิเศษหรือเรียกว่าเป็นเสน่ห์ของเมืองฮ่องกง คือความแตกต่างของระดับพื้น อาจเรียกได้ว่า ‘เมืองที่ไม่มีพื้น’ ด้วยภูมิศาสตร์ของเมืองที่เป็นภูเขา โครงสร้างทางเดินเท้ายกระดับที่เชื่อมต่อกับชั้นต่าง ๆ ของตึกและอาคารที่โยงใยเชื่อมต่อกันไปหมด อย่างบันไดเลื่อนแห่งนี้เป็นต้น โครงสร้างเชื่อมต่อเหล่านี้ได้สร้างนิยามใหม่ให้ระดับพื้นของตึกอาคาร ชั้นที่สูงที่สุดของตัวอาคารจากถนนด้านหนึ่ง อาจกลายเป็นล็อบบี้ชั้นแรกของตัวอาคารที่เราจะต้องกดลิฟต์ลง เพื่อลงไปชั้นล่างของตัวอาคาร

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

เฟย์ หว่อง (Faye Wong) หญิงสาวพนักงานจากร้านฟาสต์ฟู้ด Midnight Express ร้านประจำที่เขามักแวะไป เธอเป็นผู้ที่ลักลอบเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตำรวจผู้นี้อย่างช้า ๆ ผ่านการทำความสะอาด ปัดฝุ่น และเปลี่ยนแปลงสิ่งของเครื่องใช้ในห้อง แม้แต่สีของผ้าปูที่นอน รองเท้าแตะ และผ้าทำความสะอาดก็ถูกเปลี่ยน 

เป็นไปได้หรือไม่ที่สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี ถูกสุขลักษณะ และการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเก่า ๆ นั้นช่วยบรรเทาจิตใจคนได้ การออกจากกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ ค่อย ๆ รักษาแผลใจ และทำให้บรรยากาศในชีวิตของตำรวจผู้นี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ถ้าสับปะรดกระป๋องเปรียบเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ แต่ละกระป๋องต่างเหมือนกันไปหมด วันหมดอายุคือการเลิกรา การสิ้นสุดความสัมพันธ์ การทิ้งสับปะรดกระป๋องหมดอายุ ก็อาจเหมือนกับการมูฟออนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ Chungking Express ถ่ายทอดเรื่องราวช่วงเวลาแห่งการก้าวผ่านความทุกข์และความเหงา การตั้งวันหมดอายุเพื่อเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่หนทางใหม่ที่มีความหวัง เปรียบเทียบกับในปัจจุบัน ยุคของการหาคู่ออนไลน์ที่วันหมดอายุของคุณอาจมีเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่คุณจะถูกปัดซ้าย หมดอายุก่อนจะถูกโยนทิ้งไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนแคปซูลกาลเวลาที่ถ่ายทอดบริบทของเมือง สภาพสังคม ความวิตกกังวลและความหวังของชาวฮ่องกง ก่อนการคืนอำนาจการปกครอง ความ Nostalgia ของยุคสมัยที่สอดแทรกอยู่ในฉากและบทพูดของภาพยนตร์ เหมือนประโยคที่ตำรวจ 223 ได้กล่าวไว้ว่า 

“หากความทรงจำสามารถบรรจุอยู่ในกระป๋องอาหารสำเร็จรูปได้ ฉันหวังว่ามันจะไม่มีวันหมดอายุ ถ้าจะต้องมีวันหมดอายุ ฉันหวังว่ามันจะยาวนานนับ 10,000 ปี” (ตำรวจเบอร์ 223, 1994)

  เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่มีโอกาสเคยเดินไปฮ่องกง จะยังคงเก็บความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นไว้ และในอนาคตเมื่อผู้อ่านมีโอกาสเดินทางไปฮ่องกงอีกครั้ง ก็ขอฝากเปิดกระป๋องเพื่อเช็กกลิ่นอายความเป็นฮ่องกงที่เราต่างจำได้นั้น ว่ายังคงเหมือนเดิมอยู่หรือไม่

Citation and Image References: 

Wong, Kar-wai. (Director). (1994). Chungking Express [Film]. Jet Tone Production

Abdel-Ghani, Taher. (2016). Hong Kong through Chungking Express (1994): A City-Film Review. 10.13140/RG.2.2.36145.20320.

Wong Kar Wai and Christopher Doyle Interview on BBC Moving Pictures (Youtube)

Chungking Mansion

Archdaily: Cities Without Ground

www.timeout.com

Mealenscene.wordpress.com

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปทีละก้าวตามบันไดหินที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ลมหายใจหอบแฮก ๆ บ่งบอกถึงระยะทางและความชันของระดับพื้น เมื่อถอนหายใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จะพบซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกของวัด แข้งขาที่อ่อนล้ากลับแข็งขันขึ้นมาอีกครั้ง 

ความรู้สึกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเดินทางมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนพิเศษ และมีความหมายที่แตกกันออกไป

คอล์ม Set Design ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านไปตามรอยสถาปัตยกรรมวัดพุทธนิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ผ่านฉากในการ์ตูนย้อนวัยเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ เมื่อหลักคำสอน ปรัชญา พิธี และวิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ บริบทของภูมิประเทศ และสถาปัตยกรรม มากไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนผ่านพุทธศาสนสถานแบบดั้งเดิมอย่างวิถีแห่งพุทธนิกายเซน ยังมีอิทธิพลในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็น Soft Power ต่อวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกและสร้างวิถีความเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย 

เมื่อศาสนาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจผู้คน วัดหรือศาสนสถานก็เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สื่อสารอย่างทรงพลัง ราวกับสถาปัตยกรรมนั้นพูดได้ มีตัวตน และมีพื้นที่ของตัวเอง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ อาอิชิเตรุ หรือจะเป็น “อิค-คิว-ซางงงง…” “คร๊าบผม…จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ” 

เพลงเปิดและคำพูดก่อนตัดเข้าโฆษณาที่หลาย ๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดีจาก อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา มาพร้อมกับการถาม-ตอบเชิงปัญญาทางธรรมแบบปุจฉาวิสัชนา แฝงด้วยเกร็ดธรรมะและข้อคิดในการดำเนินชีวิตในทุกตอน ดังความหมายของคำว่าอิคคิว ( 一休 ) ที่แปลว่าการพักครู่หนึ่ง เหมือนกับการชะลอความคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ใช้’หมอง นั่ง’มาธิ” เพื่อเรียกสติ สร้างสมาธิเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

อนิเมะ อิคคิวซัง (一休さん) ฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2518 อำนวยการผลิตโดยโทเอแอนิเมชัน (Toei Animation) และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งหมด 296 ตอน การ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์บ้านเมืองญี่ปุ่นยุคมูโรมาจิ (Muromachi) (ค.ศ. 1336 – 1573) ยุคที่รัฐบาลโชกุนอยู่ภายใต้การนำของ โชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ มีอำนาจในการปกครองเหนือพระจักรพรรดิ และยังนำชีวประวัติของ พระอิคคิว โซจุน หรือชื่อในวัยเด็กคือ เซงกิกุมารุ ในช่วง ค.ศ. 1394 ถึง ค.ศ. 1481 มาเป็นต้นแบบของอิคคิวซังในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อีกด้วย 

เมื่อศึกษาดูแล้ว พบว่าตัวตนของพระอิคคิว โซจุน นั้น เป็นพระสายอินดี้พอตัว ท่านไว้หนวดเครา ไม่โกนผม มักต่อต้านจารีตประเพณีและยศศักดิ์ โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งสมมติ ท่านยึดแก่นของพระธรรมและสัจจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ตามท้องเรื่องในอนิเมะ พระมารดาส่งอิคคิวซังให้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดอังโคะกุจิ ( 安国寺, Ankoku-ji) เพื่อหนีราชภัยในวัย 5 ขวบ โดยมีเจ้าอาวาสไกคังเป็นผู้อุปสมบทให้ (ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นได้รับสมญานามว่า สามเณรชูเคน) และโชกุนโยชิมิตสึก็ยังสั่งการให้ซามูไรชินเอมอนซังคอยเฝ้าติดตามอิคคิวซังไปทุกที่

ในแต่ละตอนเรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น บ้างถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันและปัญหาต่าง ๆ ของเหล่าเพื่อนเณรและซาโยจัง (เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บริเวณวัด) ภายในวัดอังโคะกุจิ บ้างถ่ายเรื่องราวในละแวกเมือง อย่างร้านขายของชำของคิเคียวยะซังและลูกสาวยาโยย ที่มักจะตั้งคำถามทดลองเชาว์ปัญญาของอิคคิวอยู่เป็นเนือง ๆ

I
วัดอังโคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

วัดอังโคะคุจิ คือหัวใจสำคัญของฉากในการ์ตูนเรื่องนี้ ก่อตั้งโดยตระกูลโชกุนอาชิคางะ ซึ่งสร้างขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เครือข่ายวัดอังโคะคุจิได้รับการสนับสนุนปัจจัยจากเหล่าขุนนางและพ่อค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่เป้าหมายดั้งเดิมคือสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกนัยหนึ่ง ตัววัดก็ทำหน้าที่สนับสนุนการปกครองของโชกุนไปโดยปริยาย

วัดอังโคะคุจิได้ต้นแบบมาจากเมืองยามาชิโระที่สามเณรชูเคนออกบวชและจำวัด ซึ่งถูกเผาทำลายไปแล้วในช่วงสงคราม ทางทีมงานผู้สร้างจึงต้องถอดแบบจากวัดอังโคะคุจิในเมืองอายาเบะ จังหวัดเกียวโต แม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระอิคคิว โซจุน โดยตรงก็ตาม

ภายในเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของฉากในวัดตามแบบฉบับการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูไม้หน้าทางเข้าวัด (Sōmon) และตัวห้องโถงพระใหญ่ (Hondo) ที่ปกคลุมด้วยหลังคาหน้าจั่วมุงหญ้าขนาดใหญ่ สร้างด้วยโครงสร้างเสาคานไม้ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Post and Lintel ก่อนปิดตัวอาคารด้วยผนังปูนสีขาว โดยอาคารตั้งอยู่บนแท่นหิน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและต้นไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนนั่นเอง 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดชูองอัน อิคคิวจิ

รูปแบบพุทธสถาปัตยกรรมของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อวัดในญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ทั้งการวางผังที่ยึดตามแกนกลาง ซุ้มประตูทางเข้าจะตรงกับโถงหอพระใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป การแยกแบ่งฟังก์ชันของอาคารออกไปเป็นส่วน ๆ ซุ้มระฆัง ส่วนที่อยู่อาศัยของพระและสามเณร ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และอื่น ๆ การจัดวางผังอาคารตามกายภาพภูมิประเทศ การสร้างลานกว้าง (Courtyard) และสวนหินจากพื้นที่ระหว่างอาคารแต่ละหลัง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานแบบพุทธเซน

อีกหนึ่งวัดที่ไม่ได้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ ทว่าเป็นวัดที่พระอิคคิว โซจุน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คือ วัดชูองอัน อิคคิวจิ (Shuonan Ikkyuji Temple) ตัววัดโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนหินแบบเซน จากซุ้มประตูทางเข้า ต่อเนื่องเป็นทางเดินลายหินทอดยาวผ่านแนวต้นไม้ ก่อนจะเข้าถึงภายในวัด ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายของโลกภายนอกให้แก่ผู้มาเยือน 

ตัวสวนหินเซนที่อยู่ภายในวัดก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกวาดหินเป็นลวดลายเหมือนกระแสน้ำลื่นไหลผ่านพื้นดินนิ่งสงบ เป็นการลอกเลียนความสมบูรณ์ของธรรมชาติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้

II
วัดคินคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

อีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอน คือ ปราสาทคินคะคุ (Kinkaku The Gloden Pavillion) ศาลาพลับพลาทองที่หลายคนจดจำได้ ในตอนที่โชกุนท้าทายให้อิคคิวซังจับเสือในภาพวาดบนฉากกั้น ตัวอาคารสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1398 โดยโชกุนรุ่นที่ 3 อาชิคางะ โยชิมิตสึ เพื่อใช้เป็นวิลล่าคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยและว่าราชการ ตั้งบนเนินเขาคิตะยามะ (Kitayama) ต่อมาหลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็น วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วัดโรกูอนจิ (Rokuon-ji) ตามความประสงค์ของท่าน

ความหรูหราสวยงามของตัวศาลาเปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน โครงสร้าง 3 ชั้นของศาลาทองสร้างขึ้นบนฐานหินเหนือสวนสระน้ำอันกว้างขวาง สะท้อนและทอดเงาสีทองลงผิวน้ำ ล้อมรอบด้วยต้นไม้เปลี่ยนสี ผลัดและผลิใบไปตามวัฏจักรฤดูกาลของมัน 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดคินคะคุจิ

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ชั้นหนึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่อาศัยแบบชินเด็น (รูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง) เรียกกันว่าหอน้ำพระธรรม (Hosuiin) มีชานระเบียงล้อมรอบห้อง เปิดเผยโครงสร้างเสาไม้ธรรมชาติ ผนังปูนสีขาว และประตูและหน้าต่างบานเลื่อนไม้ เมื่อกวาดสายตามองไป ก็แทบกลมกลืนหายไปกับบริบทแวดล้อม ขับให้ตัวอาคารชั้นสองและชั้นสามที่ภายนอกห่อหุ้มผิวผนังด้วยทองคำเปลวโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

หอคอยแห่งเสียงคลื่น (Choonkaku) คือส่วนชั้นบนของศาลา เป็นที่ประดิษฐานรูประโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของซามูไร ส่วนบนสุดสร้างเป็นทรงคิวโพลา เรียกว่า Kukyocho สถาปัตยกรรมโถงเซนแบบจีน มีหน้าต่างโค้งขนาดใหญ่ กลางห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พื้นที่ภายในและภายนอกปูด้วยแผ่นทองคำเปลว บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง สัญลักษณ์ของราชวงศ์ อันเป็นตัวแทนของไฟและดวงอาทิตย์

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ภายหลังใน ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้ถูกวางเพลิงเผาทำลาย และสร้างขึ้นมาให้เหมือนเก่าอีกครั้งใน ค.ศ. 1955 นอกจากศาลาทองหลังนี้ โดยรอบอาณาเขตบริเวณยังมีสิ่งปลูกสร้างในรูปสถาปัตยกรรมเซนหลังอื่น ๆ อาทิ ศาลาเงิน (สร้างขึ้นเกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง) วิลล่า ห้องพักพระสงฆ์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในยุคต่อมา

III
อวัจนภาษา

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

อวัจนภาษาในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมแบบเซน ถ่ายทอดแก่นคำสอนของการตื่นรู้ การตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต อัตตา และการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป ภาษาที่สื่อสารผ่านวัดเซน กลมกลืนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ ความงามและสุนทรียภาพที่ไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เปลือย และตรงไปตรงมา เผยสัจจะวัสดุในแบบโครงสร้างตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

การทำความสะอาด เป็นอีกสิ่งที่มักพบเห็นในหลาย ๆ ฉาก ทั้งการถูพื้นหรือกวาดลานวัด หรือแม้แต่ในวัดชูองอัน อิคคิวจิ ก็มีรูปปั้นของพระอิคคิว โซจุน ถือไม้กวาดอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธเซนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล 

ความงามที่เกิดจากการขัดถู ทำความสะอาด การตัดแต่งกิ่งของต้นบอนไซ หรือแม้แต่การกวาดลวดลายในสวนหิน 

ความงามประณีตเกิดขึ้นจากความอดทน และความพยายามผ่านกระบวนการอันยาวนานเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

สิ่งนี้หรือเปล่าที่วัดนิกายเซนพยายามรักษา ผ่านการทำความสะอาดด้วยความเพียรในแต่ละวัน

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

เมื่อนั่งพิเคราะห์ถึงแก่นพื้นฐานของพุทธนิกายเซน และเชื่อมโยงกับหลักการปรัชญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในวงการงานออกแบบ สถาปัตยกรรม หรือหลักการใช้ชีวิตและการทำงาน เราจะพบว่าแก่นคำสอนของเซนนั้นเป็นหนึ่งใน Soft Powre ที่สร้างอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบอิคิไก (Ikigai) ซึ่งช่วยหาจุดสมดุลของการดำรงอยู่และการทำงาน แนวคิดการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปในงานออกแบบและสถาปัตยกรรม อย่าง Minimalism แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Wabi-sabi ที่ค้นหาความงามในความเรียบง่ายผ่านสัจจะวัสดุและธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวคิด No-frills ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นต้น 

คำถามน่าคิดในวันนี้ที่เราอาจมองย้อนกลับมาว่า แก่นของพุทธแบบไทย ๆ นั้น กำลังสื่อสารอะไรกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมของเรา ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ รูปทรงหลังคาวัดแบบดั้งเดิมวางอยู่บนผนังกระจกขอบอะลูมิเนียม เต็นท์สำเร็จรูปกางที่ลานวัด ปกคลุมอยู่บนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยกล่องรับบริจาค จนกลายเป็นภาพชินตาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ :

Kimio Yabuki (Director). Chiaki Imada (Producer). 1978. 一休さん Ikkyū-san (TV series) . Toei Animation (Production Studio)

Nishi, K., & Hozumi, K. (1983). What is Japanese architecture?. Kodansha international.

Hara, K. (2017). Back to White. In White. essay, Lars Muller Publishers.

www.youtube.com/watch?v=rf9yQ2Hh5ac

www.posttoday.com/ent/news/428318

mgronline.com/japan/detail/9640000129536

www.mangozero.com/ikkyu-san-place-history/

www.ikkyuji.org

www.shokoku-ji.jp/en/kinkakuji/about/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load