16 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

สับปะรดกระป๋อง วันหมดอายุ กับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต เรื่องราวที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน กลับการกลายเป็นสิ่งผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างมีเหตุมีผล การก้าวข้ามจุดจบของสิ่งหนึ่ง การตั้งเวลานับถอยหลังเพื่อเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับเปิดสับปะรดกระป๋องที่สดใหม่กว่า

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

“เมื่อไรกันที่ทุกอย่างเริ่มมีวันหมดอายุของมัน ปลากระป๋องหมดอายุ ซอสเนื้อกระป๋องหมดอายุ แม้แต่พลาสติกแรปห่ออาหารก็หมดอายุ ฉันเริ่มจะสงสัยว่ามีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เป็นเช่นนั้น” 

ประโยคเด็ดจากภาพยนตร์ใน ค.ศ. 1994 ที่ไม่มีวันหมดอายุของผู้กำกับรุ่นเก๋า หว่องกาไว (Wong Kar-wai) และ ผู้กำกับภาพ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle)

Chungking Express ภาพยนตร์ลูกผสมโรแมนติก-ดราม่า บอกเล่าเรื่องราวของชาวเมืองฮ่องกงในช่วงต้นยุค 90 ได้อย่างตรงไปตรงมา การค้นหาตัวตน การเรียนรู้ที่จะรัก และอำลาความทุกข์จากความรัก ในขณะที่ฮ่องกงนั้นกำลังนับถอยหลังในการส่งคืนอำนาจการปกครองจากอังกฤษกลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่ใน ค.ศ. 1997 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ฮ่องกงเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ของเมืองถูกทำให้เด่นชัดขึ้นอย่างมากภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ มีการผสมผสนานวัฒนธรรมประเพณี ภาษากวางตุ้งและภาษาอังกฤษ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและร่วมสมัย รถเข็นอาหารข้างทางและเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ความรวดเร็วในการใช้ชีวิต เมืองใหญ่ที่มีทั้งความวุ่นวายและความเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน

ตัวตนและอุปนิสัยของฮ่องกงถูกถ่ายทอดออกมาใน Chungking Express ได้อย่างกลมกล่อม รายละเอียดของการถ่ายทำ การตัดต่อ และฉากในภาพยนตร์ ถ่ายทอดกลิ่นความแออัดคับแคบของสถานที่ ห้วงเวลาและความเร็วของเมือง ตัวละครถูกสื่อสารผ่านการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง แม้ตัวคุณจะหยุดนิ่ง แต่สิ่งรอบ ๆ ตัวคุณก็ยังเคลื่อนที่ต่อไป เช่นเดียวกันในขณะที่คุณกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณกลับหยุดนิ่ง และแม้แต่เพลงประกอบของหนังก็สื่อสารถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ แม้ว่าจะไม่มีบทพูดใด ๆ

องค์ประกอบเหล่านี้หรือเปล่าที่เหล่าแฟน ๆ มักเรียกมันว่า ‘ความหว่อง’ เอกลักษณ์ของภาพยนตร์ของหว่องกาไว ที่อยู่ในองค์ประกอบของภาพ ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่แฝงไปด้วยพื้นที่ว่างรอให้ผู้ชมนำเรื่องราวของตัวเองเข้าไปใส่

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้มักถูกมองว่าแยกออกจากกันเป็น 2 ตอน เรื่องราวการมูฟออนจากความรักที่จบลงของตำรวจหมายเลข 223 รับบทโดย ทาเกชิ คาเนชิโระ (Takeshi Kaneshiro) ผู้ตั้งเวลาหมดอายุ 30 วันให้กับความรักของเขา หลังจากที่ถูกแฟนบอกเลิกใน April Fools’ Day ทำให้เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ในแต่ละวันเขาจะซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันครบกำหนด

 และเรื่องของตำรวจหมายเลข 663 รับบทโดย Tony Leung (หรือ เหลียงเฉาเหว่ย) เขาถูกแฟนสาวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่อาศัยอยู่ด้วยกันบอกเลิก ข้าวของเครื่องใช้และสิ่งต่าง ๆ ให้ห้องพักทำให้เขาหวนนึกถึงห้วงเวลาความสุขในอดีต จนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ 

โดยตัวละครทั้งสองนั้นมักไปกินอาหารที่ ‘Midnight Express’ ร้านเคบับสแน็กบาร์ยามดึก หลังจากเลิกเวรในวันและช่วงเวลาที่ต่างกัน ทำให้ผู้ชมไม่พบตำรวจทั้งสองคนนี้เข้าฉากร่วมกันเลยในภาพยนตร์ 

หากมองอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็นสัจธรรมของโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นได้ ผู้คนมากมายตามท้องถนนที่ไม่ได้รู้จักกัน ต่างเดินสวนกันไปมาในแต่ละวัน แม้ว่าอาจจะอยู่ใกล้กันที่สุดเพียง 0.01 เซนติเมตร แต่ละคนก็ต่างมีเรื่องราวของตนเองที่กำลังดำเนินไป โดยที่คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับรู้ถึงมันเลย 

เมื่อมองในภาพรวมของตัวละครอื่น ๆ แล้ว เราจะพบว่าสถาปัตยกรรมในหนังได้สร้างจุดนัดพบให้ตัวละคร สถานที่ ตึก และอาคาร ทำหน้าที่นำพาตัวละครจากตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ให้มาพบกัน ในบริบทที่ต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูดใด ๆ

01
ต่ออายุ

Chungking Express เป็นภาพยนตร์ที่เฉลิมฉลองเสน่ห์ของเมืองฮ่องกงทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งด้านดีและด้านมืด 

จุงกิง แมนชั่น (Chungking Mansion) เป็นฉากเปิดของภาพยนตร์ และเป็นสถานที่พบกันครั้งแรกของตำรวจ 223 ที่กำลังไล่จับผู้ต้องสงสัยกับผู้หญิงลึกลับที่ใส่วิกผมสีทอง เธอคือเอเยนต์ค้ายาเสพติดที่กำลังวางแผนลักลอบขนส่ง เธอสวมแว่นตาดำและใส่เสื้อกันฝนตลอดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่สนใจว่าวันนี้จะแดดออกหรือฝนตก

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

Chungking Mansion ตั้งอยู่ในย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ฝั่งเกาลูน และยังเป็นย่านที่หว่องกาไว เติบโตมาในวัยเด็กอีกด้วย สร้างขึ้น ค.ศ 1961 เป็นอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่สูง 17 ชั้น เกิดการประกอบเข้าด้วยกันของบล็อกตึกทั้ง 5 (ตึก A ไปถึงตึก E) 2 ชั้นแรกเป็นฐานของตัวอาคารที่เชื่อมตึกทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยทะลุไปมาได้ แต่ละช่วงตึกมีลิฟต์ 2 ตัว ตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคู่ อีกตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคี่ และตั้งแต่ชั้น 3 เป็นต้นไป การขึ้นไปยังชั้นบนจะถูกจำกัดอยู่ในแต่ละช่วงตึกนั้น ๆ

  ทุกวันนี้ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตัวแมนชั่นทุกวันนี้ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า เกสต์เฮาส์ โรงแรมราคาถูก ไนต์คลับ และห้องพักส่วนตัวขนาดเล็ก เมื่อมองจากรูปด้านของตัวอาคาร เราพบป้ายชื่อโรงแรมจำนวนมาก บ่งบอกถึงการแบ่งประโยชน์ใช้สอยตามระดับชั้นของอาคาร ซึ่งในหนึ่งช่วงตึกอาจจะมีโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์มากกว่า 3 – 4 แห่งก็เป็นได้ 

การประกอบกันของฐานอาคารขนาดใหญ่ ย่อมทำให้พื้นที่ในตัวอาคารมืดและอึมครึม เพราะแสงธรรมชาติส่องเข้าไปไม่ถึงในปีที่หนังเข้าฉายนั้น อาคารแห่งนี้เป็นที่รู้กันของคนท้องที่ถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ ผู้อพยพผิดกฎหมาย อาชญากรรม การค้าประเวณี และปัญหายาเสพติด เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ถูกมองในแง่ลบ เป็นภาพที่ไม่สวยงามของเมือง 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ในอีกด้านหนึ่งผู้อยู่อาศัยต่างมาจากพื้นเพทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ร้านค้าและแผงขายอาหารหลากหลายสัญชาติที่เรียงรายต่อกันไปจากช่วงตึกหนึ่งไปอีกช่วงตึกหนึ่ง เหมือนเขาวงกตที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ก็นำมาซึ่งเอกลักษณ์ในความหลากหลาย ความเป็นสากลของเมืองฮ่องกง สถาพแวดล้อมทางกายภาพที่วุ่นวาย ผู้คนที่เดินสวนกันแบบไหล่ชนไหล่ เสน่ห์ของชีวิตประจำวันจากช่วงต้นยุค 90 ที่ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

แน่นอนว่าการตีแผ่ด้านสีเทาและปัญหาของสภาพสังคมออกมาอย่างไปตรงมา อาจเป็นการจุดชนวนปัญหากับภาครัฐซึ่งอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี แต่ในทางกลับกัน หลังจากที่ Chungking Express ออกฉาย และคว้ารางวัลภาพยนตร์มากมายในเวลาต่อมา มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหลายร้อยตัวในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะของอาคารร้อยละ 90 ส่งผลให้อาชญากรรมลดลง และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว นักเดินทางแบ็กแพ็กเกอร์ที่เข้ามาพักในตัวอาคาร กล่าวคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ต่ออายุให้กับแมนชั่นแห่งนี้

02
หยุดเวลา

สภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ที่ไม่หยุดนิ่ง อาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว ชีวิตและงานประจำวันที่ดำเนินต่อไปข้างหน้า ณ ขณะกำลังเสียศูนย์จากความรักครั้งเก่า เวลาหลังเลิกงานเพียงน้อยนิดในห้องพักสี่เหลี่ยมขนาดเล็กของแต่ละวัน ก็ไม่มากพอที่จะใช้มันระบายความในใจ เพื่อค้นหาตัวตนใหม่ของตัวเอง เรื่องราวของตำรวจไร้ชื่อหมายเลข 663 ที่มักพูดระบายความเหงากับข้าวของเครื่องใช้ในงอพาร์ตเมนต์ของเขา สิ่งของเหล่านั้นเป็นสัญญะของความทรงจำ กลิ่นของสบู่ก้อน ผ้าเช็ดตัว ตุ๊กตาตัวเล็กตัวใหญ่ เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้ เขาหยุดเวลาด้วยการคงสภาพเดิมของมันไว้ เพื่อต้อนรับการกลับมาของคนรัก

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

ฉากอพาร์ตเมนต์ของตำรวจเบอร์ 663 นั้น อยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก จากห้องพักจะมองผู้คนอยู่บนบันไดเลื่อนได้ เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ตรงบันไดเลื่อนก็มองเห็นห้องพัก ซึ่งเฟย์มักแอบมองไปที่ห้องของตำรวจเมื่อเธอเดินผ่านที่นั้น ระยะห่างทางกายภาพระหว่างห้องพักกับตัวบันไดเลื่อน อาจเปรียบได้กับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่มองเห็นกัน แต่ยังมีที่ว่างของกันและกันอยู่ 

ตัวบันไดสร้างทางเท้ายกระดับทอดยาวผ่านถนนหลายเส้น เชื่อมระหว่างย่าน Central กับพื้นที่ย่าน Mid-level ของเกาะฮ่องกง สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1993 เป็นปีเดียวที่หว่องกาไวกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกใช้แลนด์มาร์กแห่งนี้ในการถ่ายทำ 

ความพิเศษหรือเรียกว่าเป็นเสน่ห์ของเมืองฮ่องกง คือความแตกต่างของระดับพื้น อาจเรียกได้ว่า ‘เมืองที่ไม่มีพื้น’ ด้วยภูมิศาสตร์ของเมืองที่เป็นภูเขา โครงสร้างทางเดินเท้ายกระดับที่เชื่อมต่อกับชั้นต่าง ๆ ของตึกและอาคารที่โยงใยเชื่อมต่อกันไปหมด อย่างบันไดเลื่อนแห่งนี้เป็นต้น โครงสร้างเชื่อมต่อเหล่านี้ได้สร้างนิยามใหม่ให้ระดับพื้นของตึกอาคาร ชั้นที่สูงที่สุดของตัวอาคารจากถนนด้านหนึ่ง อาจกลายเป็นล็อบบี้ชั้นแรกของตัวอาคารที่เราจะต้องกดลิฟต์ลง เพื่อลงไปชั้นล่างของตัวอาคาร

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

เฟย์ หว่อง (Faye Wong) หญิงสาวพนักงานจากร้านฟาสต์ฟู้ด Midnight Express ร้านประจำที่เขามักแวะไป เธอเป็นผู้ที่ลักลอบเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตำรวจผู้นี้อย่างช้า ๆ ผ่านการทำความสะอาด ปัดฝุ่น และเปลี่ยนแปลงสิ่งของเครื่องใช้ในห้อง แม้แต่สีของผ้าปูที่นอน รองเท้าแตะ และผ้าทำความสะอาดก็ถูกเปลี่ยน 

เป็นไปได้หรือไม่ที่สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี ถูกสุขลักษณะ และการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเก่า ๆ นั้นช่วยบรรเทาจิตใจคนได้ การออกจากกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ ค่อย ๆ รักษาแผลใจ และทำให้บรรยากาศในชีวิตของตำรวจผู้นี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ถ้าสับปะรดกระป๋องเปรียบเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ แต่ละกระป๋องต่างเหมือนกันไปหมด วันหมดอายุคือการเลิกรา การสิ้นสุดความสัมพันธ์ การทิ้งสับปะรดกระป๋องหมดอายุ ก็อาจเหมือนกับการมูฟออนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ Chungking Express ถ่ายทอดเรื่องราวช่วงเวลาแห่งการก้าวผ่านความทุกข์และความเหงา การตั้งวันหมดอายุเพื่อเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่หนทางใหม่ที่มีความหวัง เปรียบเทียบกับในปัจจุบัน ยุคของการหาคู่ออนไลน์ที่วันหมดอายุของคุณอาจมีเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่คุณจะถูกปัดซ้าย หมดอายุก่อนจะถูกโยนทิ้งไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนแคปซูลกาลเวลาที่ถ่ายทอดบริบทของเมือง สภาพสังคม ความวิตกกังวลและความหวังของชาวฮ่องกง ก่อนการคืนอำนาจการปกครอง ความ Nostalgia ของยุคสมัยที่สอดแทรกอยู่ในฉากและบทพูดของภาพยนตร์ เหมือนประโยคที่ตำรวจ 223 ได้กล่าวไว้ว่า 

“หากความทรงจำสามารถบรรจุอยู่ในกระป๋องอาหารสำเร็จรูปได้ ฉันหวังว่ามันจะไม่มีวันหมดอายุ ถ้าจะต้องมีวันหมดอายุ ฉันหวังว่ามันจะยาวนานนับ 10,000 ปี” (ตำรวจเบอร์ 223, 1994)

  เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่มีโอกาสเคยเดินไปฮ่องกง จะยังคงเก็บความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นไว้ และในอนาคตเมื่อผู้อ่านมีโอกาสเดินทางไปฮ่องกงอีกครั้ง ก็ขอฝากเปิดกระป๋องเพื่อเช็กกลิ่นอายความเป็นฮ่องกงที่เราต่างจำได้นั้น ว่ายังคงเหมือนเดิมอยู่หรือไม่

Citation and Image References: 

Wong, Kar-wai. (Director). (1994). Chungking Express [Film]. Jet Tone Production

Abdel-Ghani, Taher. (2016). Hong Kong through Chungking Express (1994): A City-Film Review. 10.13140/RG.2.2.36145.20320.

Wong Kar Wai and Christopher Doyle Interview on BBC Moving Pictures (Youtube)

Chungking Mansion

Archdaily: Cities Without Ground

www.timeout.com

Mealenscene.wordpress.com

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ฉากการ์ตูนสีลูกกวาดในเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 3 คนในชุดซูเปอร์ฮีโร่โทนสีฟ้า แดง และเขียว พร้อมกับเสียงพากย์ประโยคเกริ่นนำสุดคุ้นหูที่ใครหลายคนก็ท่องตามได้ว่า

“น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรเพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทเนียม เติมสารพิเศษอีกอย่างลงไปในส่วนผสมโดยไม่ตั้งใจ ‘สารเคมี X’… จึงเกิดเป็น Powerpuff Girls ด้วยพลังเหนือมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว บลอสซัม! บับเบิลส์! บัตเตอร์คัพ! จึงอุทิศชีวิตให้การต่อสู้อาชญากรรม และพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย!”

นี่คือมนตร์เสน่ห์ที่เป็นอมตะของ ‘The Powerpuff Girls’ การ์ตูนซีรีส์ในวัยเยาว์ของเด็ก ๆ ที่โตมากับช่อง Cartoon Network และกล่องรับสัญญาณภาพยูบีซี ในช่วงปี 2000 

ตามที่ได้บรรยายไว้ในประโยคเปิดทุกตอนของรายการ Powerpuff Girls คือซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการทดลองที่ผิดพลาดของศาสตราจารย์ยูโทเนียม (Professor Utonium) ชายตัวสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทห้องแล็บสีขาวแทบตลอดเวลา ต้นแบบของคุณพ่อสุดคลาสสิกที่คอยดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงหัวโต ตากลม ไม่มีจมูกและนิ้วมือทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลักษณะทางกายภาพ สีดวงตา อุปนิสัย และพลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป

บลอสซัม (Blossom) เด็กหญิงผมยาวสีส้ม ใส่ชุดสีชมพู ผูกโบว์สีแดง เธอมีบุคลิกเป็นผู้นำ จึงเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของบ้าน

บับเบิลส์ (Bubbles) มีผมสีทองมัดแกละสองข้าง ใส่ชุดสีฟ้า มีนิสัยร่าเริงและเป็นเสียงหัวเราะของบ้าน 

และนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด บัตเตอร์คัพ (Buttercup) เด็กหญิงผมบ๊อบสีดำ ใส่ชุดสีเขียว มีนิสัยห้าวหาญและขี้โมโห ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฮีโร่ทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของคนหนึ่งคนที่ประกอบด้วยศักยภาพทางความคิด จิตใจ และร่างกาย

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

นอกจากความน่ารักของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว บ้านยูโทเนียมของศาสตราจารย์และเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์นั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละคร ช่วงอายุ อาชีพ อุปนิสัย บุคลิก และสีประจำตัว ถ่ายทอดผ่านฉากและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในแต่ละห้อง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ของศาสตราจารย์กับสามสาว

นอกจากนี้ เมื่อรายการดำเนินไป ฉากของบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน เราจะสังเกตได้ถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไปของตัวบ้าน ระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกในช่วงปี 1998 – 2004 และเวอร์ชันรีบูตในช่วงปี 2016 – 2018 ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบและคอนเซ็ปต์อาร์ต

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ทศวรรษที่ เครก แมคแครกเคน (Craig McCracken) ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างตัวละคร ผู้อำนวยการผลิต และผู้กำกับ The Powerpuff Girls ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 ด้วยเอกลักษณ์ของลายเส้น กราฟิก และเรื่องราวที่ถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ทัศนคติ ด้านดีและด้านไม่ดีที่แตกต่างไปจากการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยนั้น ดำเนินเรื่องโดยมีผู้ดำเนินรายการคอยสอดแทรกและตัดบทต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือฟังนิทานก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น

โครงเรื่องโดยรวมบอกเล่าปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ การทะเลาะกันของพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมถึงการผจญภัยและต่อกรกับเหล่าวายร้าย อย่างแก๊งอะมีบา เชื้อโรคที่โง่เขลา ลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ Mojo Jojo ซาตานก้ามปูตัวสีแดงที่ใส่รองเท้าส้นสูง วัยรุ่นอันธพาลแก๊งขี้ไคล และอีกหลากหลาย โดยแมคแครกเคน ผู้ออกแบบตัวละครเผยว่า เขาออกแบบวายร้ายเหล่านี้โดยเรียงลำดับจากความซื่อบื้อที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

01
บ้านยูโทเนียม

เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองทาวน์วิลล์ (Townsville) อันแสนสงบสุข เต็มไปด้วยต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ แต่มักจะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดยักษ์และอาชญากรรม เป็นเมืองสมมติที่มีกลิ่นอายและเค้าโครงจากนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา 

ภาพรวมเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ

โซนแรกคือย่านดาวทาวน์ ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีประชากรหนาแน่นและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

ต่อมาคือโซนย่านชานเมือง Pokey Oaks ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และเป็นที่ตั้งของบ้านยูโทเนียมของสาว ๆ พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์และศาสตราจารย์

บ้านเลขที่ 107 คือที่ตั้งของบ้านยูโทเนียม หัวใจของการ์ตูนเรื่องนี้ บ้านเดี่ยวสองชั้นจากการประกอบเข้าด้วยกันของกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว 3 กล่อง ด้านหน้าบ้านมีประตูทางเข้าสีแดงและหน้าต่างวงกลม 3 บานบนชั้นสอง บ้านหลังนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘ยุคโมเดิร์น’ เน้นการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงไปตรงมาตามประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ภายในอาคาร โดยมักจะลดทอนเครื่องประดับและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

เมื่อสังเกตจากบริบทละแวกบ้าน เราจะพบเพียงบ้านยูโทเนียมที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะนี้ ขณะที่หลังอื่น ๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่เป็นหลังคาจั่วสไตล์อเมริกันคันทรี่

ในนัยหนึ่ง การใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากบริบทรอบ ๆ ก็เหมือนบอกกลาย ๆ ถึงความแตกต่าง เป็นการสร้างทั้งความโดดเด่นและขัดแย้งในเวลาเดียวกัน 

จุดนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่างบริบทของศาสตราจารย์ยูโทเนียมที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบ Objective Driven ออกแบบบ้านด้วยรูปทรงตามสัดส่วนทางกายภาพของมนุษย์ วางผังแปลนบ้าน วางประตู หน้าต่างที่คำนึงถึงทิศทางแสงและลม กำหนดพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่ก้ำกึ่ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนทัศน์ทางความคิด และตรรกะในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย 

ตัวบ้านประกอบด้วย 2 ห้องน้ำ 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแล็บ ห้องฝึกซ้อม และห้องออกกำลังกาย ในเวอร์ชันต้นฉบับจากปี 1998 ไปจนถึงปี 2004 จะพบว่าการตกแต่งภายในในตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีคุมโทน เป็นห้องเรียบ ๆ ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกถึงตัวศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวที่ครบเครื่องไปด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ ทันสมัย และเครื่องใช้สเตนเลส ห้องน้ำสีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหรือความหมกมุ่นของการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ห้องนั่งเล่นที่มีความยืดหยุ่นในการปรับประโยชน์ใช้สอยตามโอกาส เป็นต้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

สอง คือการตกแต่งด้วยสีชมพูและของใช้ตามสีสันประจำตัวของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ของเด็ก ๆ ไปในตัว เราจะพบเพียงห้องนอนของสาว ๆ ทั้งสามที่ตกแต่งในโทนสีชมพู ตั้งแต่พรมปูพื้น ผนังห้อง ประตู ขอบกระจก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงตุ๊กตา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ไปจนถึงเตียงและผ้าห่มนวมสีประจำตัวของแต่ละคน

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่าการแบ่งพื้นที่และห้องส่วนใหญ่นำเสนอในมุมมองของศาสตราจารย์ ในสถานะผู้ใหญ่เจ้าของบ้าน และสามฮีโร่ในสถานะผู้ร่วมอยู่อาศัย

02
ต้นฉบับบ้านยูโทเนียม

หลายองค์ประกอบของการ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงมาจากทั้งสถานที่จริง หนังเก่า และอนิเมะญี่ปุ่นคลาสสิก

บ้านยูโทเนียมหลังนี้ก็เช่นกัน

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจำลองหรือต่อเติมจากบ้านต้นฉบับ Villa Arpel ในภาพยนตร์เรื่อง Mon Oncle (หรือ My Uncle ในภาษาอังกฤษ จากปี 1958 ของผู้กำกับและนักแสดงตลกชาวฝรั่งเศส Jacques Tati) ภาพยนตร์ตลกเสียดสีสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว Arpel

ฉากบ้านครอบครัวนี้ออกแบบโดยนักเขียนบท (ควบตำแหน่งโปรดักชันดีไซเนอร์คู่ใจ) ฌัก ลากร็องฌ์ (Jacques Lagrange) ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลอย่างมากจาก Villa La Roche สร้างขึ้นในช่วงปี 1923 – 1925 ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกยุคโมเดิร์นในตำนานที่เหล่าสถาปนิกไม่มีใครไม่รู้จัก 

โดยเอกลักษณ์ที่ Lagrange นำมาใส่ในฉากของ Villa Arpel คือหน้าต่างวงกลมที่เป็นตัวดวงตาสองข้าง ใน Mon Oncle เราจะเห็นสองสามีภรรยาใช้สอดส่องเพื่อนบ้าน โดยพวกเขาใช้หน้าต่างคนละบานกัน ซึ่งฉากของบ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ก็นำหน้าต่างทรงกลมมาใช้เช่นกัน และเพราะพวกเธอบินได้ บลอสซัม บับเบิลส์ และบัตเตอร์คัพ จึงใช้หน้าต่างคนละบานในการบินเข้าออกตัวบ้าน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tati คือการใช้ฉากสร้างความตลกที่ซ้อนเร้นควบคู่ไปกับตัวบทและเนื้อเรื่อง ใน Mon Oncle มีฉากหนึ่งที่แขกผู้มาเยือนและคุณ Arpel กำลังเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวก่อนเข้าถึงตัวบ้าน ทั้งสองคนถูกควบคุมโดยทางเท้าที่จัดวางไว้ จนใบหน้าของทั้งสองหันออกจากกันแม้ว่าจะกำลังสนทนากันอยู่ จุดนี้ก็เป็นมุกตลกสไตล์ Tati ที่กำลังจิกกัดสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอยู่นั่นเอง

ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างระหว่างบ้านยูโทเนียมและวิลล่า Arpel คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การวางของตกแต่งเฉพาะจุดในแต่ละห้อง ราวกับเป็นบ้านตัวอย่างที่กำลังจัดแสดงเพื่อต้อนรับแขก แทนที่จะเป็นบ้านอยู่อาศัยตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นโซนที่ห้ามทำรก ต้องคอยจัดเก็บหรือปัดฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

เปิดแปลนบ้านของศาสตราจารย์ยูโทเนียมและสามสาว Powerpuff Girls ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านในหนังฝรั่งเศส

การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในมีผลต่อบรรยากาศในบ้านอย่างสิ้นเชิง เหมือนกันกับใน The Powerpuff Girls ในเวอร์ชันรีบูต ช่วงปี 2016 – 2018 ที่รายละเอียดของเมืองและบ้านยูโทเนียมถูกปรับโฉมในสถานะที่สามสาวคือเจ้าของบ้านร่วมกับศาสตราจารย์ เมื่อพรมสีชมพูและสิ่งของหลากสีเริ่มแพร่กระจายไปรอบบ้าน การตกแต่งภายในของยุคโมเดิร์นที่แข็ง ดิบ และไร้บุคลิก ถูกแทนที่ด้วยความน่ารักและตัวตนของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

แน่นอนว่าการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในแสดงออกถึงบุคลิกของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก บางครั้งเราอาจลองใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมในบ้าน แล้วลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่คุณสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือไหม หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองผู้อื่น หรือบางครั้งก็แค่ตกแต่งตามภาพห้องตัวอย่างในแคตตาล็อก ที่กำลังบอกคุณว่าหน้าตาห้องนั่งเล่นต้องเป็นอย่างไร ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ตามที่เขาว่ากันไหม ควรมีหรือไม่มีอุปกรณ์เสริมแต่งอื่นใดอีกหรือเปล่า

จะเป็นไปได้ไหม หากห้องนั่งเล่นของคุณจะกลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกบอลเหมือนบ้านบอล พื้นห้องนั่งเล่นปูด้วยวัสดุที่เด้งดึ๋ง ทำพื้นทั้งหมดให้กลายเป็นโซฟาไปเลย หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ฝักบัวในห้องน้ำติดตั้งสูงขึ้นสัก 2 – 3 เมตร ให้เหมือนว่าคุณกำลังอาบน้ำจากน้ำตกธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 

McCracken, Craig. The Powerpuff Girls. Hanna-Barbera Cartoons (1998–2002) and Cartoon Network Studios (2001–2005)

The Powerpuff Girls Classic, Lou Romano Art Work

The Powerpuff Girls Reboot, Eusong Art work

Utonium Floorplan, Yucky on the inside blog

Utonium Residence, Fandom

Villa Arpel Photo,intjournal

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load