16 กุมภาพันธ์ 2565

สับปะรดกระป๋อง วันหมดอายุ กับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต เรื่องราวที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน กลับการกลายเป็นสิ่งผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างมีเหตุมีผล การก้าวข้ามจุดจบของสิ่งหนึ่ง การตั้งเวลานับถอยหลังเพื่อเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับเปิดสับปะรดกระป๋องที่สดใหม่กว่า

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

“เมื่อไรกันที่ทุกอย่างเริ่มมีวันหมดอายุของมัน ปลากระป๋องหมดอายุ ซอสเนื้อกระป๋องหมดอายุ แม้แต่พลาสติกแรปห่ออาหารก็หมดอายุ ฉันเริ่มจะสงสัยว่ามีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เป็นเช่นนั้น” 

ประโยคเด็ดจากภาพยนตร์ใน ค.ศ. 1994 ที่ไม่มีวันหมดอายุของผู้กำกับรุ่นเก๋า หว่องกาไว (Wong Kar-wai) และ ผู้กำกับภาพ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle)

Chungking Express ภาพยนตร์ลูกผสมโรแมนติก-ดราม่า บอกเล่าเรื่องราวของชาวเมืองฮ่องกงในช่วงต้นยุค 90 ได้อย่างตรงไปตรงมา การค้นหาตัวตน การเรียนรู้ที่จะรัก และอำลาความทุกข์จากความรัก ในขณะที่ฮ่องกงนั้นกำลังนับถอยหลังในการส่งคืนอำนาจการปกครองจากอังกฤษกลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่ใน ค.ศ. 1997 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ฮ่องกงเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ของเมืองถูกทำให้เด่นชัดขึ้นอย่างมากภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ มีการผสมผสนานวัฒนธรรมประเพณี ภาษากวางตุ้งและภาษาอังกฤษ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและร่วมสมัย รถเข็นอาหารข้างทางและเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ความรวดเร็วในการใช้ชีวิต เมืองใหญ่ที่มีทั้งความวุ่นวายและความเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน

ตัวตนและอุปนิสัยของฮ่องกงถูกถ่ายทอดออกมาใน Chungking Express ได้อย่างกลมกล่อม รายละเอียดของการถ่ายทำ การตัดต่อ และฉากในภาพยนตร์ ถ่ายทอดกลิ่นความแออัดคับแคบของสถานที่ ห้วงเวลาและความเร็วของเมือง ตัวละครถูกสื่อสารผ่านการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง แม้ตัวคุณจะหยุดนิ่ง แต่สิ่งรอบ ๆ ตัวคุณก็ยังเคลื่อนที่ต่อไป เช่นเดียวกันในขณะที่คุณกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณกลับหยุดนิ่ง และแม้แต่เพลงประกอบของหนังก็สื่อสารถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ แม้ว่าจะไม่มีบทพูดใด ๆ

องค์ประกอบเหล่านี้หรือเปล่าที่เหล่าแฟน ๆ มักเรียกมันว่า ‘ความหว่อง’ เอกลักษณ์ของภาพยนตร์ของหว่องกาไว ที่อยู่ในองค์ประกอบของภาพ ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่แฝงไปด้วยพื้นที่ว่างรอให้ผู้ชมนำเรื่องราวของตัวเองเข้าไปใส่

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้มักถูกมองว่าแยกออกจากกันเป็น 2 ตอน เรื่องราวการมูฟออนจากความรักที่จบลงของตำรวจหมายเลข 223 รับบทโดย ทาเกชิ คาเนชิโระ (Takeshi Kaneshiro) ผู้ตั้งเวลาหมดอายุ 30 วันให้กับความรักของเขา หลังจากที่ถูกแฟนบอกเลิกใน April Fools’ Day ทำให้เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ในแต่ละวันเขาจะซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันครบกำหนด

 และเรื่องของตำรวจหมายเลข 663 รับบทโดย Tony Leung (หรือ เหลียงเฉาเหว่ย) เขาถูกแฟนสาวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่อาศัยอยู่ด้วยกันบอกเลิก ข้าวของเครื่องใช้และสิ่งต่าง ๆ ให้ห้องพักทำให้เขาหวนนึกถึงห้วงเวลาความสุขในอดีต จนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ 

โดยตัวละครทั้งสองนั้นมักไปกินอาหารที่ ‘Midnight Express’ ร้านเคบับสแน็กบาร์ยามดึก หลังจากเลิกเวรในวันและช่วงเวลาที่ต่างกัน ทำให้ผู้ชมไม่พบตำรวจทั้งสองคนนี้เข้าฉากร่วมกันเลยในภาพยนตร์ 

หากมองอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็นสัจธรรมของโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นได้ ผู้คนมากมายตามท้องถนนที่ไม่ได้รู้จักกัน ต่างเดินสวนกันไปมาในแต่ละวัน แม้ว่าอาจจะอยู่ใกล้กันที่สุดเพียง 0.01 เซนติเมตร แต่ละคนก็ต่างมีเรื่องราวของตนเองที่กำลังดำเนินไป โดยที่คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับรู้ถึงมันเลย 

เมื่อมองในภาพรวมของตัวละครอื่น ๆ แล้ว เราจะพบว่าสถาปัตยกรรมในหนังได้สร้างจุดนัดพบให้ตัวละคร สถานที่ ตึก และอาคาร ทำหน้าที่นำพาตัวละครจากตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ให้มาพบกัน ในบริบทที่ต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูดใด ๆ

01
ต่ออายุ

Chungking Express เป็นภาพยนตร์ที่เฉลิมฉลองเสน่ห์ของเมืองฮ่องกงทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งด้านดีและด้านมืด 

จุงกิง แมนชั่น (Chungking Mansion) เป็นฉากเปิดของภาพยนตร์ และเป็นสถานที่พบกันครั้งแรกของตำรวจ 223 ที่กำลังไล่จับผู้ต้องสงสัยกับผู้หญิงลึกลับที่ใส่วิกผมสีทอง เธอคือเอเยนต์ค้ายาเสพติดที่กำลังวางแผนลักลอบขนส่ง เธอสวมแว่นตาดำและใส่เสื้อกันฝนตลอดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่สนใจว่าวันนี้จะแดดออกหรือฝนตก

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

Chungking Mansion ตั้งอยู่ในย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ฝั่งเกาลูน และยังเป็นย่านที่หว่องกาไว เติบโตมาในวัยเด็กอีกด้วย สร้างขึ้น ค.ศ 1961 เป็นอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่สูง 17 ชั้น เกิดการประกอบเข้าด้วยกันของบล็อกตึกทั้ง 5 (ตึก A ไปถึงตึก E) 2 ชั้นแรกเป็นฐานของตัวอาคารที่เชื่อมตึกทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยทะลุไปมาได้ แต่ละช่วงตึกมีลิฟต์ 2 ตัว ตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคู่ อีกตัวหนึ่งให้บริการชั้นเลขคี่ และตั้งแต่ชั้น 3 เป็นต้นไป การขึ้นไปยังชั้นบนจะถูกจำกัดอยู่ในแต่ละช่วงตึกนั้น ๆ

  ทุกวันนี้ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตัวแมนชั่นทุกวันนี้ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า เกสต์เฮาส์ โรงแรมราคาถูก ไนต์คลับ และห้องพักส่วนตัวขนาดเล็ก เมื่อมองจากรูปด้านของตัวอาคาร เราพบป้ายชื่อโรงแรมจำนวนมาก บ่งบอกถึงการแบ่งประโยชน์ใช้สอยตามระดับชั้นของอาคาร ซึ่งในหนึ่งช่วงตึกอาจจะมีโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์มากกว่า 3 – 4 แห่งก็เป็นได้ 

การประกอบกันของฐานอาคารขนาดใหญ่ ย่อมทำให้พื้นที่ในตัวอาคารมืดและอึมครึม เพราะแสงธรรมชาติส่องเข้าไปไม่ถึงในปีที่หนังเข้าฉายนั้น อาคารแห่งนี้เป็นที่รู้กันของคนท้องที่ถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ ผู้อพยพผิดกฎหมาย อาชญากรรม การค้าประเวณี และปัญหายาเสพติด เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ถูกมองในแง่ลบ เป็นภาพที่ไม่สวยงามของเมือง 

อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง
อิทธิพล #ความหว่อง ใน Chungking Express ของหว่องกาไว ที่ต่ออายุอาคารเก่าในฮ่องกง

ในอีกด้านหนึ่งผู้อยู่อาศัยต่างมาจากพื้นเพทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ร้านค้าและแผงขายอาหารหลากหลายสัญชาติที่เรียงรายต่อกันไปจากช่วงตึกหนึ่งไปอีกช่วงตึกหนึ่ง เหมือนเขาวงกตที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ก็นำมาซึ่งเอกลักษณ์ในความหลากหลาย ความเป็นสากลของเมืองฮ่องกง สถาพแวดล้อมทางกายภาพที่วุ่นวาย ผู้คนที่เดินสวนกันแบบไหล่ชนไหล่ เสน่ห์ของชีวิตประจำวันจากช่วงต้นยุค 90 ที่ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

แน่นอนว่าการตีแผ่ด้านสีเทาและปัญหาของสภาพสังคมออกมาอย่างไปตรงมา อาจเป็นการจุดชนวนปัญหากับภาครัฐซึ่งอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี แต่ในทางกลับกัน หลังจากที่ Chungking Express ออกฉาย และคว้ารางวัลภาพยนตร์มากมายในเวลาต่อมา มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหลายร้อยตัวในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะของอาคารร้อยละ 90 ส่งผลให้อาชญากรรมลดลง และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว นักเดินทางแบ็กแพ็กเกอร์ที่เข้ามาพักในตัวอาคาร กล่าวคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ต่ออายุให้กับแมนชั่นแห่งนี้

02
หยุดเวลา

สภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ที่ไม่หยุดนิ่ง อาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว ชีวิตและงานประจำวันที่ดำเนินต่อไปข้างหน้า ณ ขณะกำลังเสียศูนย์จากความรักครั้งเก่า เวลาหลังเลิกงานเพียงน้อยนิดในห้องพักสี่เหลี่ยมขนาดเล็กของแต่ละวัน ก็ไม่มากพอที่จะใช้มันระบายความในใจ เพื่อค้นหาตัวตนใหม่ของตัวเอง เรื่องราวของตำรวจไร้ชื่อหมายเลข 663 ที่มักพูดระบายความเหงากับข้าวของเครื่องใช้ในงอพาร์ตเมนต์ของเขา สิ่งของเหล่านั้นเป็นสัญญะของความทรงจำ กลิ่นของสบู่ก้อน ผ้าเช็ดตัว ตุ๊กตาตัวเล็กตัวใหญ่ เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้ เขาหยุดเวลาด้วยการคงสภาพเดิมของมันไว้ เพื่อต้อนรับการกลับมาของคนรัก

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

ฉากอพาร์ตเมนต์ของตำรวจเบอร์ 663 นั้น อยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก จากห้องพักจะมองผู้คนอยู่บนบันไดเลื่อนได้ เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ตรงบันไดเลื่อนก็มองเห็นห้องพัก ซึ่งเฟย์มักแอบมองไปที่ห้องของตำรวจเมื่อเธอเดินผ่านที่นั้น ระยะห่างทางกายภาพระหว่างห้องพักกับตัวบันไดเลื่อน อาจเปรียบได้กับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่มองเห็นกัน แต่ยังมีที่ว่างของกันและกันอยู่ 

ตัวบันไดสร้างทางเท้ายกระดับทอดยาวผ่านถนนหลายเส้น เชื่อมระหว่างย่าน Central กับพื้นที่ย่าน Mid-level ของเกาะฮ่องกง สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1993 เป็นปีเดียวที่หว่องกาไวกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกใช้แลนด์มาร์กแห่งนี้ในการถ่ายทำ 

ความพิเศษหรือเรียกว่าเป็นเสน่ห์ของเมืองฮ่องกง คือความแตกต่างของระดับพื้น อาจเรียกได้ว่า ‘เมืองที่ไม่มีพื้น’ ด้วยภูมิศาสตร์ของเมืองที่เป็นภูเขา โครงสร้างทางเดินเท้ายกระดับที่เชื่อมต่อกับชั้นต่าง ๆ ของตึกและอาคารที่โยงใยเชื่อมต่อกันไปหมด อย่างบันไดเลื่อนแห่งนี้เป็นต้น โครงสร้างเชื่อมต่อเหล่านี้ได้สร้างนิยามใหม่ให้ระดับพื้นของตึกอาคาร ชั้นที่สูงที่สุดของตัวอาคารจากถนนด้านหนึ่ง อาจกลายเป็นล็อบบี้ชั้นแรกของตัวอาคารที่เราจะต้องกดลิฟต์ลง เพื่อลงไปชั้นล่างของตัวอาคาร

สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว
สถาปัตยกรรมและสภาพสังคมของคนย่านจิมซาจุ่ย ที่เปลี่ยนแปลงหลังการเกิดขึ้นของ Chungking Express โดยหว่องกาไว

เฟย์ หว่อง (Faye Wong) หญิงสาวพนักงานจากร้านฟาสต์ฟู้ด Midnight Express ร้านประจำที่เขามักแวะไป เธอเป็นผู้ที่ลักลอบเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตำรวจผู้นี้อย่างช้า ๆ ผ่านการทำความสะอาด ปัดฝุ่น และเปลี่ยนแปลงสิ่งของเครื่องใช้ในห้อง แม้แต่สีของผ้าปูที่นอน รองเท้าแตะ และผ้าทำความสะอาดก็ถูกเปลี่ยน 

เป็นไปได้หรือไม่ที่สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี ถูกสุขลักษณะ และการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเก่า ๆ นั้นช่วยบรรเทาจิตใจคนได้ การออกจากกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ ค่อย ๆ รักษาแผลใจ และทำให้บรรยากาศในชีวิตของตำรวจผู้นี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ถ้าสับปะรดกระป๋องเปรียบเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ แต่ละกระป๋องต่างเหมือนกันไปหมด วันหมดอายุคือการเลิกรา การสิ้นสุดความสัมพันธ์ การทิ้งสับปะรดกระป๋องหมดอายุ ก็อาจเหมือนกับการมูฟออนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ Chungking Express ถ่ายทอดเรื่องราวช่วงเวลาแห่งการก้าวผ่านความทุกข์และความเหงา การตั้งวันหมดอายุเพื่อเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่หนทางใหม่ที่มีความหวัง เปรียบเทียบกับในปัจจุบัน ยุคของการหาคู่ออนไลน์ที่วันหมดอายุของคุณอาจมีเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่คุณจะถูกปัดซ้าย หมดอายุก่อนจะถูกโยนทิ้งไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนแคปซูลกาลเวลาที่ถ่ายทอดบริบทของเมือง สภาพสังคม ความวิตกกังวลและความหวังของชาวฮ่องกง ก่อนการคืนอำนาจการปกครอง ความ Nostalgia ของยุคสมัยที่สอดแทรกอยู่ในฉากและบทพูดของภาพยนตร์ เหมือนประโยคที่ตำรวจ 223 ได้กล่าวไว้ว่า 

“หากความทรงจำสามารถบรรจุอยู่ในกระป๋องอาหารสำเร็จรูปได้ ฉันหวังว่ามันจะไม่มีวันหมดอายุ ถ้าจะต้องมีวันหมดอายุ ฉันหวังว่ามันจะยาวนานนับ 10,000 ปี” (ตำรวจเบอร์ 223, 1994)

  เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่มีโอกาสเคยเดินไปฮ่องกง จะยังคงเก็บความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นไว้ และในอนาคตเมื่อผู้อ่านมีโอกาสเดินทางไปฮ่องกงอีกครั้ง ก็ขอฝากเปิดกระป๋องเพื่อเช็กกลิ่นอายความเป็นฮ่องกงที่เราต่างจำได้นั้น ว่ายังคงเหมือนเดิมอยู่หรือไม่

Citation and Image References: 

Wong, Kar-wai. (Director). (1994). Chungking Express [Film]. Jet Tone Production

Abdel-Ghani, Taher. (2016). Hong Kong through Chungking Express (1994): A City-Film Review. 10.13140/RG.2.2.36145.20320.

Wong Kar Wai and Christopher Doyle Interview on BBC Moving Pictures (Youtube)

Chungking Mansion

Archdaily: Cities Without Ground

www.timeout.com

Mealenscene.wordpress.com

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

บานประตูสีม่วงลาเวนเดอร์และกรอบสีทองรอบตาแมวของประตู อาจทำให้ใครหลายๆ คนคิดถึงเสียงหัวเราะ และความฮาของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์จากซีรีส์ซิตคอมสุดคลาสสิกยุค 90 เรื่อง FRIENDS 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ใน ค.ศ. 1994 วันที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์บนจอแก้วเป็นครั้งแรก และฉายต่อเนื่องหลังจากนั้นมาตลอดทศวรรษ รวมทั้งหมด 236 ตอน การรับชมในสมัยนั้นผ่านสัญญาณโทรทัศน์แบบแอนะล็อก ไม่เหมือนการรับชมทีวีในยุคดิจิทัลและการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ซึ่งในสมัยนั้น FRIENDS คือซิตคอมสุดฮิตที่มีผู้ชมกว่า 25 – 30 ล้านคนต่อสัปดาห์ 

หากคุณเคยมีรูมเมตหรือแชร์ห้องอยู่กับเพื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าซิตคอมเรื่องนี้จะทำให้คุณหวนคิดถึงวีรกรรมเก่าๆ เสียงหัวเราะ ความทุกข์ ความสุข ที่พวกคุณเคยแบ่งปันให้กันและกัน ทำให้คุณอดคิดถึงสภาพหน้าตาหรือบรรยากาศในห้องชุด อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า หรือโต๊ะในร้านประจำ ที่จะถูกเว้นไว้เสมอราวกับว่ามีป้ายจองวางเอาไว้ 

เพลงไตเติ้ลของซีรีส์ FRIENDS ร้องไว้ว่า “I’ll be there for you” บอกเล่ามิตรภาพและเรื่องราวของเพื่อน 6 คนในวัย 20 กลางๆ ที่โชคชะตาและเหตุผลต่างแตกต่างกัน พาพวกเขาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

ความน่าสนใจของแนวคิดแบ่งปันที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่า Co-living และ Collective Housing ในสมัยนั้นเกิดขึ้นจากสภาวะที่อาจเรียกได้ว่าจำยอม ตามบริบทของสังคมที่ผู้คนต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเช่าห้องและค่าแรงวิ่งสวนทางกัน จากสถาปัตยกรรมห้องชุดเดี่ยวสำหรับหนึ่งครอบครัว กลายเป็นห้องเช่าสำหรับคนสองคนที่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้แบ่งปันกัน การเสียสละความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ แลกมากับทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เพื่อการเข้าถึงความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ป้ายรถเมล์ใหม่ สวนสาธารณะ คลอง และอื่นๆ 

เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากวันหนึ่งเราสามารถลดเวลาในการเดินทางกลับบ้านเพียงวันละแค่เพียง 15 นาที ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ภายนอกอาคารนั้นถ่ายทำจากสถานที่จริง อยู่บนถนนเลขที่ 90 Bedford ในย่าน West Village เมืองนิวยอร์ก และความพิเศษของย่านนี้ คือการที่กริดเส้นแบ่งผังเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนย่านอื่น แต่มีการตัดเอียงเป็นเส้นทแยงมุม โดยแต่ละบล็อกมีความออร์แกนิกเหมือนเมืองขนาดย่อมๆ ในยุโรป ส่วนฉากภายในของห้องพักทั้งสองเป็นฉากสมมติสร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอของ Warner Bros ในเมืองแคลิฟอร์เนีย โดย จอห์น แชฟเนอร์ (John Shaffner) คือหนึ่งในผู้ออกแบบและวางแปลนฉากห้องพักรวมถึงการตกแต่งภายใน และเป็นผู้นําเทรนด์ผนังเฉดสีม่วงในห้องของมอนิกา ซึ่งยังเป็นที่จดจำของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

แปลนของอพาร์ตเมนต์ทั้งสอง แบ่งแยกโซนพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของแต่ละห้องอย่างชัดเจน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องน้ำ คือจุดศูนย์กลางตรงด้านหน้าของตัวบ้าน ที่รูมเมตทุกคนจะเดินผ่านก่อนเข้าไปยังส่วนพื้นที่ส่วนตัวบริเวณด้านหลังของตัวห้อง และมี 2 ห้องนอนสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน 

แต่ละห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ทำให้ทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ตัวละครต้องเดินผ่านฉากของพื้นที่ส่วนร่วมทั้งหมด มากไปว่านั้น ประตูทุกบานถูกจัดวางให้เปิดมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้ เพิ่มโอกาสที่ผู้อยู่อาศัยนั้นจะพบปะและพูดคุยกัน เป็นส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้องมอนิกา-เรเชล

ห้องเลขที่ 20 ทางด้านขวาคือห้องของผู้หญิง เรเชลและมอนิกา เพื่อนสมัยเรียนที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง อพาร์ตเมนต์นี้มอนิการับช่วงต่อสัญญาเช่ามาจากคุณยาย ซึ่งมีการควบคุมค่าเช่า Landlord จึงไม่สามารถขึ้นค่าเช่าตามราคาตลาดที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ตราบใดที่สัญญาเช่ายังไม่หมด นั่นเป็นเหตุผลที่มอนิกา เชฟที่เคยตกงานมาก่อน และราเชล ที่เคยเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ สามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ใน West Village นี้ได้

จุดเด่นสำคัญของห้องนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่เผยให้เห็นถึงเสน่ห์ของยุค 90 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวผสมผสานของสไตล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน หรือในวงการสถาปัตยกรรมเรียกว่า ยุคแห่ง Eclecticism (คตินิยมสรรผสาน) 

ในห้องของมอนิก้าและเรเชล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความมิกซ์และความแมตช์บ้างไม่แมตช์บ้างของเฟอร์นิเจอร์กับสีที่เลือกใช้ การบิลด์อินผนังแบบยุโรปคลาสสิกแล้วทาด้วยสีม่วงลาเวนเดอร์ รวมเข้ากับความดิบของอิฐ เหล็กกล้า กระจก กับตึกในยุคอุตสาหกรรมของเมืองนิวยอร์ก โคมไฟเวนิสสไตล์อิตาเลียนที่วางคู่กับโซฟานวมสีครีมออกแนวโมเดิร์นหน่อยๆ บนพรมลายดอกไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นไม้ปาเก้ซึ่งเล่นแพตเทิร์นไปมา เคาน์เตอร์ไม้สีฟ้าอมเขียวโซนห้องครัว พร้อมกับเหล่าผลิตภัณฑ์โฆษณาจากยุคโมเดิร์นที่แอบจัดวางไว้อย่างเนียนๆ โต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้ไม้พร้อมเบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่แต่ละตัวไม่เหมือนกัน แอบให้ความรู้สึกถึงบ้านตากอากาศในชนบท ผ้าม่านลายดอกไม้สีเหลือง ให้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปที่สร้างเฟรมให้กับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น

เหล่านี้เองที่เป็นลักษณะพิเศษของฉากซิตคอมเรื่องนี้ และเมื่อมาคิดดีๆ แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่ในสมัยนั้น ของต่างๆ จะผสมกันเข้ามาในบ้านหนึ่งหลัง หากเรามองย้อนกลับไปในยุคที่ร้านค้าและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายใหญ่ยังไม่ถือกำเนิด เราอาจต้องเดินทางไปหลายร้าน เพื่อตามหาของให้ครบทุกรายการ ลองจินตนาการถึงตลาดนัดของมือสอง (Flea Market) ของฝรั่ง หรือในประเทศไทยอาจจะคล้ายตลาดนัดจตุจักร แต่ละร้านขายของเป็นประเภทๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนทุกวันนี้ ที่อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผ่านการคัดสรรมาจัดวางในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบแบบแผนจากบริษัทเจ้าใหญ่ๆ เรียกได้ว่าไปที่เดียวได้ออกมาครบทุกอย่าง

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้อง แชนด์เลอร์-โจอี

ต่อมาห้องหมายเลข 19 ทางด้านซ้ายคือห้องผู้ชาย โจอี นักแสดงตกอับผู้มีใจรักในงานของตัวเอง และแชนด์เลอร์ นักธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองสามารถดูทีวีอยู่บนโซฟาเลซีบอย โซฟานวมที่ปรับระดับการเอนถึง 3 ระดับได้ทั้งวัน 

ห้องของผู้ชายแตกต่างจากห้องของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง ด้วยโทนสีที่เข้าและกลมกลืนกันจนไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีของพื้นไม้ ตู้ และเคาน์เตอร์ครัวสีครีม กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นสีขาว เหมือนแทบไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม

ในตอนที่มอนิก้าและเรเชลแพ้เดิมพันจากการเล่นเกมวัดความรู้ใจ ทำให้ทั้งคู่ต้องสลับอพาร์ตเมนต์กับแชนด์เลอร์และโจอี ฝ่ายมอนิก้าเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ชอบทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน และยังจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนๆ มาเสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอพยายามจัดห้องเดิมของผู้ชาย ให้เป็นสไตล์เหมือนกับห้องเก่าของเธอ ด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ที่เธอมี ในทางกลับกัน แชนด์เลอร์กับโจอีไม่ได้ย้ายอะไรมาก มีเพียงโต๊ะฟุตบอลมือหมุนแทนโต๊ะทานข้าว และโซฟาปรับเอนเลซีบอยทั้งสองอันไปวางในห้อง ในฉากนี้สะท้อนความสำคัญของการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาผ่านการตกแต่งภายใน ในบางครั้งการเลือกในสิ่งที่เราชอบ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ส่วนตัวนั้น ก็อาจจะสำคัญกว่าการเลือกไปตามกระแสหรือสไตล์การตกแต่งที่กำลังอยู่ในสมัยนิยม

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ปัญหาของอพาร์ตเมนต์เก่าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักในหลายๆ ซีน อย่างฉากที่รอสส์ขนโซฟาขึ้นห้อง ต้องคอยตะโกนว่า “Pivot Pivot Pivot” สั่งให้เพื่อนค่อยยกและหมุนโซฟาเพื่อให้พ้นช่วงหักสอกของตัวบันได แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถ รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงของผู้อยู่อาศัยชั้นบน ซึ่งเราก็ต้องไปถาม Mr.Hackles ผู้ล่วงลับถึงความน่ารำคาญนี้ ในหลายๆ ซีนเขาใช้ไม้กวาดกระทุ้งเพดาน หรือเดินขึ้นมาเคาะห้องของมอนิกา เพื่อบอกให้เธอและเพื่อนๆ ลดเสียงลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับแสงแดดและวิว หน้าต่างของห้องพักจำเป็นต้องเปิดไว้ จึงทำให้บ่อยครั้งที่เพื่อนๆ ทั้งหก เผลอไปเห็นหรือตั้งใจสอดแนมเพื่อนบ้านที่ชอบแก้ผ้าล่อนจ้อนในบ้านว่าเขาทำอะไรอยู่

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ในช่วงปลายของซิตคอมเรื่องนี้ ก่อนทีวีซีรีส์เรื่องนี้จะลาจอไปใน ค.ศ. 2004 แชนด์เลอร์และมอนิกาตัดสินใจหันหลังให้การใช้ชีวิตในนิวยอกซิตี้ ละทิ้งห้องอพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ และมุ่งสู่เมืองเวสต์เชสเตอร์ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากแมนแฮตตันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องการให้ลูกเติบโตในชนบทห่างจากความวุ่นวาย ในบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน สนามหญ้าสีเขียว และชุดชิงช้า

ในต่างประเทศ เมื่อผู้คนย้ายออกไปแล้ว ก็มักที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนในละแวกใกล้ๆ มากกว่าจะขับรถไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อมาทำกิจกรรมในเมือง เพื่อนในกลุ่มพยายามหว่านล้อมไม่ให้พวกเขาย้ายออก และเรเชลพูดขึ้นมาว่า “เลี้ยงลูกในเมือง มันผิดตรงไหน” 

ความตลกร้ายอยู่ที่ครั้งหนึ่งผู้คนต่างแห่กันเข้ามาในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตเร่งรีบ สู้กับมลพิษ โดยหวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มมีเงินและตั้งตัวได้ กลับอยากออกไปมีบ้านนอกเมือง และกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นครั้งคราว ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปทางตอนเหนือหรือในเมืองนิวยอร์กเอง 

แน่นอนว่าภาพในหัวของคำว่า ชานเมือง หรือ ชนบท ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนึกถึงภาพของหมู่บ้านจัดสรรและคอมมูนิตี้มอล บางคนคิดถึงภาพความกันดาร การกลับสู่ธรรมชาติ ที่ที่ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงยาก บางคนนึกภาพเทคโนโลยีสุดล้ำในงานเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในชนบท แต่หากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเริ่มตั้งคำถามว่า ชนบทคืออะไร อะไรคือชนบท ชนบทต้องเป็นเมืองที่ไม่เจริญเสมอไปหรือไม่ ชนบทต้องเป็นเมืองที่รอคอยการพัฒนาให้เจริญหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วชนบทคือพื้นที่ที่ไม่มีเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ธรรมชาติ แล้วถ้าเมืองชนบทนั้นค่อยๆ เจริญขึ้น ผู้คนต่างต้องการที่จะเข้ามาอยู่อาศัย มีรถไฟฟ้าและถนนหนทางค่อยกระจายตัว ถึงตอนนั้นเรายังจะเรียกเมืองนั้นว่าเป็นชนบทได้อีกไหม 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

คำถามเหล่านี้ต่อยอดมาจากงานนิทรรศการของ Rem Koolhaas และ Samir Bantal สถาปนิกและนักวิจัย เจ้าของบริษัทสถาปนิก OMA และ บริษัทวิจัย AMO ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เพื่อสะท้อนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชนบทที่ค่อยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง

ด้วยผลพวงของมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนในนิวยอร์กต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานจากบ้านกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นิวยอร์กเกอร์เริ่มทยอยขายบ้าน และย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่อาศัยแถบชานเมืองแทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับการทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ สำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าว The New York Times รายงานถึงจำนวนประชากรที่ลดลงในตัวเมือง และจำนวนความต้องการบ้านชานเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับรายงานขององค์การสหประชาชาติที่คาดการณ์ไว้เมื่อ ค.ศ. 2018 ก่อนช่วงการระบาดของโรคว่า จำนวนประชากร 68 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง 

อนาคตและคำนิยามของคำว่า ‘ตัวเมือง’ กับ ‘ชนบท’ นั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้คนเริ่มมีตัวเลือกและอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยกับสภาพแวดล้อมที่เขาอยากใช้ชีวิตและทำงาน

แม้ว่าการแยกจากกันจะเหมือนเป็นจุดจบของบางอย่าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน ดังซีรีส์ซิตคอมเรื่อง FRIENDS ที่กำลังจะกลับมารียูเนียนให้เหล่าแฟนๆ ให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ต้องรออย่างยาวนานมาถึง 17 ปี กับตอนพิเศษที่มีกำหนดฉายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ในชื่อตอน “The One Where They Got Back Together” ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นมอนิก้าจะกลับไปอยู่ที่ห้องอพาร์ตเมนต์หลังเก่า หรือฉากบ้านใหม่ในชนบทของซิตคอมเรื่องนี้กันแน่

*ขอบคุณข้อมูลจากน้องสาวของข้าพเจ้า กรกนก แซ่แต้ แฟนคลับผู้ดูซิตคอมเรื่องนี้วนไปวนมา และไม่รู้ว่าจะหยุดดูได้เมื่อไร

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ข้อมูลอ้างอิง

www.refinery29.com

www.nytimes.com

www.nytimes.com

www.guggenheim.org

www.cnbc.com

www.un.org

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load