10 กุมภาพันธ์ 2024
761

พนักงานในชุดสุดเนี้ยบ ส่งยิ้มหวานเป็นการทักทาย พร้อมผลักประตูบานใหญ่ให้เรา

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในโถงใหญ่ กลิ่น Attune เอกลักษณ์ของแมริออท ลอยมาเตะจมูก 

Lobby

เราคุ้นบรรยากาศห้องนั่งเล่นตรงหน้า มีแผนกต้อนรับทางซ้าย มีบาร์ทางขวา

ไม่ผิดแน่ เราเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้ว ไฉนหน้าตารูปโฉมเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

เน่ยเน้ย หญิงสาวที่โยกย้ายห้องทำงานจากกรุงเทพฯ มาประจำการที่นี่ ชี้แจงแถลงไขสิ่งที่เราสงสัย เธอว่าเดิมคือ Le Méridien Chiang Mai ซึ่งรีแบรนด์เป็น Chiang Mai Marriott Hotel

“ก่อนรีแบรนด์ กลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรมคือนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่มตลาดเอเชีย ซึ่งคุ้นชื่อแบรนด์แมริออทอยู่แล้ว เพราะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในประเทศจีน ถึงขนาดมีชื่อเฉพาะของ Marriott ในภาษาจีนเลยนะคะ” เธอยิ้ม “ส่วนเลอ เมอริเดียน เป็นที่รู้จักและยอมรับของนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เมื่อต้องรีแบรนด์ จึงต้องเลือกแบรนด์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลักมากที่สุด” นี่คือเหตุผล

Chiang Mai Marriott Hotel จึงเกิดขึ้น และเป็นโรงแรมแมริออทแห่งแรกของภาคเหนือ

เน่ยเน้ยชี้นิ้วให้เราดู ‘เงินเจียง’ ประติมากรรมสีโรสโกลด์เล่นแสงระยิบระยับกลางห้องโถง

เธออธิบายให้เราฟังว่า เงินเจียง หรือ เงินเชียง คือระบบเงินตราในอาณาจักรล้านนา และเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่ร้อยเรียงเรื่องราว-คอนเซปต์ของสถานที่แห่งนี้ที่นำเสนอยุคเจริญรุ่งเรืองของล้านนา

บริเวณล็อบบี้จำลองบรรยากาศห้องนั่งเล่น เก้าอี้เบาะนุ่ม ๆ มีนักเดินทางหลากหลายสัญชาติ จับจอง บ้างจับกลุ่มพูดคุยด้วยท่าทีสบาย ๆ บ้างเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาซึ่งเราขอเดาว่าคงนั่งทำงาน

The Ping Cuisine and Bar

เดินมาด้านขวาเพียงนิดจากโถงใหญ่ เจอกับห้องอาหาร The Ping Cuisine and Bar ซึ่งเสิร์ฟอาหารที่นั่งทานได้ตลอดวัน ตั้งแต่บุฟเฟต์อาหารเช้า มื้อเที่ยง และมื้อค่ำ พร้อมด้วย Ping’s Bar บริการเครื่องดื่ม กาแฟ และขนมอบต่าง ๆ (อร่อยมาก) บาร์นี้ถูกใจคนหิวดึกแน่ เพราะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ อยากชวนดูดีไซน์ภายในห้องอาหาร The Ping Cuisine and Bar ที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองสมัยล้านนา ทั้งการค้าขาย การแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวต่างชาติ ตลอดจนการคมนาคม อย่างไหศิลาดลที่นำมาตกแต่งก็เป็นตัวแทนของสิ่งแลกเปลี่ยนค้าขายกันในอดตีต นักออกแบบดึงสีเขียวจากศิลาดลมาแต่งแต้มห้องอาหารให้สวยงาม ตัดกันกับสีโทนร้อนส้มแดงซึ่งอิงจากเครื่องจักสาน หัตถกรรมทำมือของชาวเชียงใหม่ ซึ่งจัดแสดงและตกแต่งอยู่ภายในห้องอาหารเช่นกัน

ภาพวาดบนผนังก็ล้อไปกับการเป็นห้องอาหารได้ยอดเยี่ยม แต่ไฮไลต์ (สำหรับเรา) คือการนำสถาปัตยกรรมของวัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองที่มีสถาปัตยกรรมล้านนาสมบูรณ์ที่สุด มาลดทอนให้ร่วมสมัย แถมคลาสสิกสมเป็นแมริออท เราแนะนำให้คุณเงยหน้าสังเกตเพดาน นั่นก็จำลองมาจากเพดานวัดต้นเกว๋น รวมถึงฝาไหล ช่องเปิด-ปิดรับแสงและลม หนึ่งในภูมิปัญญาล้านนา ก็ได้รับการประยุกต์ให้เข้ากันกับยุคสมัย สนุกดีนะ ถ้าคุณแวะไปวัดต้นเกว๋นเพื่อดูดีไซน์ต้นแบบจริง ๆ

เน่ยเน้ยกระซิบว่า อินทีเรียฝีมือดีที่รับหน้าที่ตกแต่งภายใน คือ PIA Interior นั่นเอง

โอ้ อาหารมาเสิร์ฟพอดี มีทั้งอาหารไทย อาหารเหนือ และอาหารนานาชาติ 

มีทั้งข้าวซอยเนื้อ เครื่องแกงตำเอง ส่วนเนื้อสัตว์ นำเนื้อน่องไปตุ๋นข้ามคืน กินแล้วนุ่มละลาย ยำจิ้นไก่ เรายกนิ้วให้ถ้วยนี้ ลักษณะคล้ายซุป ซดได้ รสมะแขว่นถึงใจ ไม่ใช่เนื้อไก่ฉีกอย่างที่เคยเห็นในร้านอาหารเหนือ แต่เป็นไก่เลาะกระดูกแล้วไปนำซูวีให้เนื้อนุ่มแล้วหันเป็นแว่น กินคู่ข้าวสองสี เป็นข้าวหอมมะลิกับข้าวก่ำ อร่อยหนุบหนับ บนโต๊ะยังมีอาหารตะวันตก ทั้งเบอร์เกอร์ สเต๊ก สลัดผักสดกรอบ

ผักที่นำมาประกอบอาหารก็เป็นผักออร์แกนิกปลอดภัย ปราศจากสารพิษ มีทั้งโรงแรมปลูกเอง และอุดหนุนผักพื้นบ้านจากเกษตรกรที่สวนเพลินจิตริมธาร จากอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

ปิดมื้อด้วยข้าวเหนียวดำลำไย ลำไยหวานหอม ส่วนข้าวใช้ข้าวก่ำจากจังหวัดเชียงราย

แถมอีกนิด บุฟเฟต์อาหารเช้าเปิดบริการถึง 10 โมง เราอยากให้คุณลองสั่งขนมจีนน้ำเงี้ยว ชามโตอยู่ท้อง ใส่หมูสับและกระดูกหมูอ่อน เคี้ยวกรุบ แนมกับถั่วงอกสด กะหล่ำปลีดอง เข้ากันมาก

น้ำพริกหนุ่มก็เผ็ดถึงใจ ไม่ได้เผ็ดแซ่บ แต่มันนัว ๆ สะดุ้ง ๆ ที่ลิ้น กินคู่กับไส้อั่ว แคบหมู บรรเจิดมาก มุมขนมปังและขนมอบก็อยากให้ลอง เพราะ Pastry Chef ทำเอง มีให้เลือกนับสิบชนิดเลย

ทำเลที่ตั้งของ Chiang Mai Marriott Hotel ติดกับไนท์บาซาร์ มีนักเดินทางทั่วโลกแวะเวียนมา จึงต้องมีอาหารหลากหลายประเภทเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งอาหารแต่ละหมวดหมู่มีเชฟดูแลโดยเฉพาะ อย่างอาหารเหนือก็ปรับสูตรจากคุณยายของเชฟ เรียกว่า Grandma’s Recipes เลย

ความพิเศษของ The Ping Cuisine and Bar ไม่ต้องเข้าพักก็แวะมาเติมความอร่อยได้ และบริเวณเดียวกัน ห้องอาหาร Han The Chinese Cuisine ก็เพิ่งเปิดให้ลิ้มรสอาหารจีนต้นตำรับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมณฑลต่าง ๆ ของจีน ทั้งซุป เมนูผัดพริกสไตล์เสฉวน ติ่มซำกวางตุ้ง และอาหารสไตล์เซี่ยงไฮ้

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีห้องอาหาร Favola เสิร์ฟอาหารอิตาเลียน ควบคุมความอร่อยโดยเชฟชาวอิตาเลียน ซึ่งห้องอาหาร Favola เปิดทำการพร้อมกับ Le Méridien Chiang Mai ด้วยนะ แม้โรงแรมรีแบรนด์แล้ว ห้องอาหารระดับมิชลิน ไกด์ ก็ยังคงเปิดต้อนรับมิตรรักแฟนคลับอยู่เสมอเลยล่ะ

สำหรับเรา Favola นับเป็นความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่

Room 1434

ท้องตึงแล้วหนังตาเริ่มหย่อน ถึงเวลาเดินลิ่ว แล้วเข้าลิฟต์ กดชั้นหมายเลข 14

ระหว่างโถงทางเดิน ยังคงออกแบบให้สอดคล้องกับธีมและอิงกับท้องถิ่นเชียงใหม่ มีลวดลายเล็ก ๆ ประดับบนโคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลีบดอกทองกวาว (ดอกไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่) ผสมผสานกับตาข่ายแก้วกุดั่น ซึ่งเป็นคชาภรณ์ของช้าง นับเป็นโรงแรมที่มีสิ่งสวยงามให้ชมทั่วบริเวณ

เราพักห้อง Executive Suite สำหรับ 2 คน มีห้องนั่งเล่นแยกกับห้องนอน มีอ่างอาบน้ำด้วย เหมาะแก่การนอนแช่ตัวเป็นที่สุด ให้ความอุ่นร้อนของสายน้ำปลดเปลื้องความเมื่อยล้าที่พบเจอตลอดวัน

ระหว่างสำรวจห้องน้ำที่กว้างพอ ๆ กับห้องนอน ก็พบความขี้เล่นของพนักงาน เพราะมีประโยคต้อนรับและภาพวาดน่ารักเขียนบนหน้ากระจก เรียกรอยยิ้มและความประทับใจจากเราได้เต็มเปา

หมัดเด็ดมัดใจ เรายกให้วิว มองออกไปจากหน้าต่างของห้อง ด้านล่างเห็นวิวเมือง ด้านบนเห็นภูเขาลูกโตเหยียดกายสบายขนานไปกับมวลเมฆและแผ่นฟ้าสีสดใส ยิ่งตอนบ่าย 3 ค่อนไป 4 โมงเย็น มีแสงสีส้มสาดทอเข้ามาภายในห้อง สวยจับใจ นั่งมองยังไงก็ไม่เบื่อ (เราชอบแดด เลยอินเป็นพิเศษ)

ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 383 ห้องนะ รองรับลูกค้าทุกกลุ่ม กลุ่มครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนก็มีห้องที่เปิดประตูเชื่อมถึงกันได้ ส่วนลูกค้ากลุ่มธุรกิจหรือสัมมนาก็มีห้องประชุมพร้อมอุปกรณ์ครบครัน

Pool House

อ้อยอิ่งอยู่ในห้องพักนานสองนาน จนเผลอเฝ้าพระอินทร์ ก็ถึงเวลาที่เรารอคอย

นาฬิกาบอกเวลา 5 โมงหน่อย ๆ เราออกจากห้อง เดินเข้าลิฟต์ กดชั้นหมายเลข 4

ติ๊ง! ประตูลิฟต์เปิดออก เดินต่อ 2 – 3 ก้าว ถึงกับสตันต์ ตกตะลึงในความงามของธรรมชาติ

ถ้าคุณคิดว่าวิวในห้องนอนสวยแล้ว ขอให้มาเอกเขนกยามเย็นที่พูลเฮาส์ เพราะดอยสุเทพซึ่งฉากหลังถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์ตกดิน ตราตรึงมิอาจบรรยาย บันทึกภาพด้วยมือถือก็ไม่งามเท่าตาเห็น

Nightbazaar Chiang Mai 

เราอำลาพูลเฮาส์ด้วยใบหน้าสีระเรื่อ คงเป็นเพราะ Passionate Drinker ไม่ก็ Eucalyptus Daiquiri เจ้าค็อกเทลซิกเนเจอร์ 2 แก้วนี้ แก้วกระจิดแต่ฤทธิ์ไม่เบา ปลายทางของเราคือล็อบบี้

เชื่อหรือไม่ ไม่ถึง 1 นาทีจากล็อบบี้ เราก็ถึงไนท์บาซาร์ ตลาดนัดยามค่ำคืนใจกลางเมืองเชียงใหม่ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ร้านขายสินค้าแนวของฝาก-ของที่ระลึกต่างเรียกแขกด้วยรอยยิ้ม เราแวบไปเดินเล่น พอเรียกเหงื่อ จะได้กลับไปนอนแช่ตัวแบบฟิน ๆ ได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านนิดหน่อย

ทำเลของเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ไม่เพียงใกล้ไนท์บาซาร์ แต่ยังเดินเล่นเลียบคลองแม่ข่า หรือ จะเดินทะลุไปถนนท่าแพก็ได้ ย่านนั้นมีคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านขายของฝาก บาร์ และร้านรวงเปิดใหม่เพียบ เดินต่ออีกนิดก็แวะช้อปเสื้อผ้า ไส้อั่ว หมูทอด ที่ตลาดวโรรสหรือตลาดต้นลำไยได้

ถ้าคุณเป็นคนชอบเดิน เราแนะนำให้เดินทะลุกาดหลวงไปโผล่ถนนช้างม่อย นั่นเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่ปัจจุบันคึกคักด้วยกิจการเล็ก ๆ ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้คนแวะเวียนมาท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน เราชอบที่ตั้งของโรงแรมนะ เพราะเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจเมือง ได้ไปสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้ไปเห็นวัฒนธรรมและผู้คนที่หลากหลาย ซึ่งสิ่งที่ว่าก็ทำได้ด้วยการเดินนี่แหละ

อย่าลืมพกน้ำดื่มไปด้วยนะ แก้กระหาย ต้องไม่ลืมหน้ากากอนามัยสำหรับกันฝุ่นด้วย 

ขอชี้พิกัดสถานที่น่าเที่ยวอีกหนึ่งที่ นั่นคือกาดบ้านฮ่อ เดินทางจากโรงแรมเพียง 5 นาที ที่นั่นเป็นตลาดเช้า เปิดเฉพาะวันศุกร์เท่านั้น ตั้งแต่เช้าตรู่ พอบ่าย 1 ตลาดเริ่มวาย ในตลาดมีพ่อค้าแม่ขายจากทั่วทุกสารทิศของเชียงใหม่มาขายสินค้าท้องถิ่น ตั้งแต่ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป จนถึงเสื้อผ้า 

Wonderful Hospitality. Always.

ถึงไม่เดินออกไปสำรวจย่านไหน เชียงใหม่ แมริออท ก็ทำให้เราอยากพักผ่อนอยู่ในโรงแรมทั้งวัน นอกจากมีห้องอาหารเยอะมาก (ชอบนะ เหมือนได้รู้เรียนแต่ละชาติผ่านอาหาร) ยังมีสระว่ายน้ำพร้อมวิวพาโนรามา มีฟิตเนส และมี Quan Spa ให้เราไปนอนนวดเพลิน ๆ หรือทำทรีตเมนต์ก็ย่อมได้

เน่ยเน้ยย้ำให้เราฟังถึง Wonderful Hospitality. Always. ที่แทรกซึมจนเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของคนแมริออท เราว่านั่นคือประสบการณ์ที่โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งนี้อยากมอบให้แขกจากทั่วโลก

“ไม่ว่าแขกมาหาเรากี่ครั้ง เขามั่นใจได้เลยว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกลับไปทุกครั้ง

“นอกจากแขกได้รับการบริการจากใจของพนักงาน พร้อมคุณภาพอาหารที่เราคัดสรรมาอย่างดี เขายังได้ทำความรู้จักเมืองเชียงใหม่ในยุคสมัยล้านนามากขึ้น ได้สัมผัสประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ผ่านอาหาร งานดีไซน์ และการเดินท่องเที่ยวในย่านต่าง ๆ รอบโรงแรมของเราด้วยค่ะ”

การมาเยือน Chiang Mai Marriott Hotel ทำให้เราเข้าใจถึง ‘การพักผ่อน’ อย่างแท้จริง

เราห่อตัวด้วยผ้านวมนุ่ม ๆ เอื้อมมือไปปิดไฟบนหัวเตียง ทั้งห้องมืดสนิท

มีเพียงแสงไฟเล็ก ๆ จากตึกรามบ้านช่องและดวงจันทร์ที่รอส่งเราเข้านอน

ราตรีสวัสดิ์ดวงจันทร์

3 Things

you should do

at Chiang Mai Marriott Hotel

01

ลองดินเนอร์ ชมวิวดอยสุเทพพร้อมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ Pool House ชั้น 4 

02

ลองชิมอาหารไทย อาหารเหนือ และอาหารนานาชาติ ที่ The Ping Cuisine and Bar

03

ลองเดินชมงานดีไซน์ของโรงแรมที่สะท้อนวิถีชีวิตผู้คน-ความเจริญรุ่งเรืองสมัยล้านนา

Chiang Mai Marriott Hotel
  • 108 ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • Chiang Mai Marriott Hotel

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล