วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมใน พิธีเจ้าเซ็น หรือ พิธีแห่เจ้าเซ็น พิธีกรรมสำคัญที่สุดพิธีหนึ่งของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ที่มัสยิดผดุงธรรมอิสลาม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จัก หรือรู้จักแต่ไม่เคยเห็น หรือไม่ทราบว่าเป็นพิธีแบบไหน ก็เลยขอนำเรื่องราวเท่าที่ได้ไปสัมผัสมาแบ่งปันให้กันครับ

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

พิธีแห่เจ้าเซ็น : มรดกพิธีกรรมสำคัญที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยามาถึงสมัยปัจจุบัน

พิธีเจ้าเซ็นนี้มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ บางคนเรียกพิธีตะซิยัต พิธีอาชูรอ พิธีมะหะหร่ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์เท่านั้น จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการเสียชีวิตของอิหม่ามฮุเซ็น หลานตาของท่านนบีมุฮัมหมัดและญาติพี่น้องอีก 72 คนที่กัรบะลาอ์เมื่อ ฮ.จ. 61 (ตรงกับ พ.ศ. 1223) โดยจะจัดขึ้นในช่วง 10 วันแรกของเดือนมุฮัรรอม หรือที่คนไทยเรียกว่าเดือนมะหะหร่ำ โดยทำการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ณ ช่วงเวลานั้นขึ้น

พิธีแห่เจ้าเซ็นนั้นมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ปรากฏหลักฐานในสำเภากษัตริย์สุลัยมาน ซึ่งบันทึกโดยอิบนิ มูฮัมหมัด อิบรอฮีม อาลักษณ์ของคณะราชทูตเปอร์เซียของกษัตริย์สุลัยมานแห่งราชวงศ์เศาะฟะวียฮฺ และจดหมายเหตุการเดินทางสู่สยามของบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด และแม้เวลาจะเคลื่อนผ่านจากสมัยอยุธยาสู่สมัยธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์แล้ว พิธีนี้ก็ยังคงสืบทอดต่อลงมา และยังมีโอกาสได้แสดงต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าอยู่หัวด้วย โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงมีพระบรมราชโองการให้ไปจัดพิธีแห่เจ้าเซ็นที่พระนั่งสุทไธสวรรย์ติดต่อกันถึง 2 ปี ในระหว่าง พ.ศ. 2359 – 2360

ยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงรับพิธีแห่เจ้าเซ็นไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเสด็จพระราชดำเนินเข้ารวมงานพิธีแห่เจ้าเซ็นที่กะดีหลวง พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์หลายครั้ง ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงพระราชเงินและเทียนสีผึ้งให้แก่กะดีหลวงในงานแห่เจ้าเซ็น และเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรพิธีที่กะดีหลวงในงานแห่เจ้าเซ็นเช่นกัน 

รวมถึงในสมัยของสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จพระราชดำนเนินไปร่วมพิธีแห่เจ้าเซ็น ณ กะดีเจริญพาศน์เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2496

บันทึกจากสายตาคนนอก : พิธีเจ้าเซ็นในวันอาชูรอ (ภาคเช้า)

เมื่อผมเดินทางไปถึงมัสยิดผดุงธรรมอิสลามพร้อมกับคุณพ่อ ผู้คนทั้งชายหญิงสวมชุดสีดำเดินกันขวักไขว่ บ้างทำความสะอาด บ้างจัดเตรียมพื้นที่โดยรอบมัสยิด ผู้ชายบางคนเริ่มเอาผ้าสีขาวที่เรียกว่ากะฝั่นหรือกัฟฟาหนี่ ผ้าที่ใช้ห่อร่างคนตายมาสวมทับเสื้อสีดำ เครื่องหมายแห่งความไว้อาลัยขั้นสูงสุดต่ออิหม่ามฮุเซน ผมเลยเข้าไปชมภายในมัสยิดก่อนเพราะคุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต บอกว่า เข้าไปดูก่อนจะได้เห็นว่าข้างในเขาจัดอะไรยังไงบ้าง 

พอเข้าไปข้างในมัสยิดก็เห็นเลยว่าแตกต่างจากที่มาคราวก่อนมาก ทั้งการดาดเพดานด้วยผ้าสีดำ สัญลักษณ์แทนความโศกเศร้าจากความตายของอิหม่ามฮุเซนที่ปกคลุมฟ้าดิน และผ้าสีแดงเพื่อระลึกถึงแผ่นดินกัรบะลา และตำแหน่งที่อิหม่ามอะลีที่ถูกลอบสังหารระหว่างการละหมาด (บิดาของอิหม่ามฮุเซ็น) ทั้งแผงกะหนาต แผงไม้ประดับกระดาษตอกลายอย่างวิจิตร ซึ่งจำลองฉากสถานที่ฝังศพของท่านอิหม่ามฮุเซนที่ตั้งบังซุ้มมิหร็อบเอาไว้ รวมถึงจ้ลด่น สัญลักษณ์แทนวอบนหลังอูฐ ที่ตั้งด้านหน้ารายล้อมด้วยธงและหางนกยูง รวมถึงมินบัรที่ขยับไปตั้งไว้ด้านข้าง ทำให้บรรยากาศภายในที่ปกติจะให้ความรู้สึกสงบกับดูเข้มขลังขึ้นมามาก

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

จากนั้นผมก็เดินทะลุประตูด้านหลังมัสยิดไปยังโรงโต้ระบัตเพื่อชมโต้ระบัตหรือตุ้มบุต เครื่องแห่ขนาดใหญ่ที่สุดในพิธีเจ้าเซ็นที่เสมือนเสลี่ยงคานหามขนาดใหญ่ จำลองสถานที่ฝังศพของอิหม่ามฮุเซน ซึ่งได้รับการประดับตกแต่งอย่างสมบูรณ์ด้วยชะด่า สัญลักษณ์ของผู้ผลีตามวิถีศาสนา กระดาษเงินกระดาษทองที่ฉลักอย่างงดงาม พร้อมด้วยเครื่องภูษา ลูกปัดแก้ว กระดาษสี โดยตรงกลางนำส้นดูกหรือหีบศพจำลองของอิหม่ามฮุเซนขึ้นติดตั้งบนโต้ระบัต และนำคัมภีร์อัลกุรอานไว้ตรงกลาง

ผมเคยเข้ามาชมโต้ระบัตนี้มาก่อน แต่นั่นเป็นก่อนพิธีเจ้าเซ็นจึงเป็นเพียงโครงไม้ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะการตกแต่งโต้ระบัตมีเฉพาะในช่วงพิธีเจ้าเซ็นเท่านั้น ก่อนจะแยกส่วนเหลือแต่โครงเหมือนเดิม นอกจากนี้ก็เริ่มเห็นคนเริ่มแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับทั้งม้าที่จะแทนด้นยะหน่า ม้าของท่านอิหม่ามฮุเซน รวมถึงจตุรงคบาทที่คอยดูแลม้าและบ้ายี่หนู่ที่เริ่มแต่งชุดสีขาวและประแป้งตามร่างกายแล้ว 

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

พอแต่งกายกันเรียบร้อยแล้ว พวกผมก็ออกมายืนสังเกตการณ์ด้านข้าง ขบวนก็ค่อย ๆ เคลื่อนมานำโดยม้าด้นยะหน่าที่มีจตุรงคบาทโดยรอบ ตามมาด้วยโต้ระบัตซึ่งมีชายประมาณ 20 คนแบกมาที่บริเวณหน้ามัสยิด จากนั้นก็เริ่มมีการประกอบขบวน ทั้งบ้ายี่หนู่ ทั้งคนแบกจ้ลด่น รวมถึงชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เริ่มมารวมตัวรอบ ๆ โต้ระบัต ก่อนเริ่มแห่รอบหน้ามัสยิด พร้อมกับการขับโศลกมะระเสี่ยไปด้วย 

แม้จะฟังไม่ออก แต่ก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยน ยิ่งพอถึงตอนที่มีการล้มหนู่ ซึ่งเป็นกิริยาที่บ้ายี่หนู่ 2 คนจะล้มตัวขวาง เพื่อห้ามมิให้อิหม่ามฮุเซนออกไปเผชิญหน้าศัตรูแล้วเกลือกกลิ้งไปบนพื้นลาน และคร่ำครวญถึงอิหม่ามฮุเซน บรรยากาศรอบ ๆ ตัวยิ่งดูหม่นเศร้าขึ้นไปอีก ขนาดผมฟังโศลกแทบไม่ออก แต่รู้สึกสะเทือนใจไปด้วยเลย

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

จากนั้นจึงเริ่มแห่รอบมัสยิดโดยการเวียนซ้ายหรืออุตราวรรต ซึ่งถือเป็นทิศอวมงคลในหลายศาสนา ผมไปร่วมเดินตามคำชวนของคุณธีรนันท์ พร้อมกับความรู้สึกจากการล้มหนู่ที่ยังอยู่ข้างใน เลยตัดสินใจจะปล่อยสมองแล้วเดินสัมผัสบรรยากาศไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถอยออกมาหลังจากเดินไปได้ 2 – 3 รอบ ทำให้ได้เห็นขบวนทั้งหมด 

เริ่มต้นจากคนเชิญธงสี 6 คู่ ประกอบด้วยสีแดง เขียว ดำ ขาว ฟ้าและเหลือง ต่อด้วยคณะจ่าปี่-จ่ากลอง คนแบกจ้ลด่นที่เดินเซไปมาเหมือนอูฐเดิน ด้นยะหน่าและจตุรงคบาท คนถือระบั่นซึ่งเป็นเครื่องหอม คนเชิญปั้นหย่า สัญลักษณ์รูปมือโลหะและคนเชิญซ้ลฟะก๊าต สิ่งแทนดาบซุลฟิกอร์ดของอิหม่ามฮุเซน คนแบกโต้ระบัต ก่อนจะตามด้วยชายหญิงที่เดินร่วมขบวนด้วย ซึ่งมีแทบทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงวัยทั้งที่เดินด้วยตัวเองและนั่งรถเข็น 

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย
พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

ภาพที่เห็นตรงหน้านี้เหมือนกับที่ผมได้เห็นบนจิตรกรรมฝาผนัง ณ อุโบสถ วัดโพธิ์ปฐมาวาส จังหวัดสงขลา ซึ่งแทบทุกส่วนทุกจุดของอาคารเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาเอาไว้ กลับแทรกภาพเล็ก ๆ ภาพนี้เอาไว้ที่บานแผละ ณ วันที่ผมเห็นครั้งแรก ผมรู้แค่ว่าภาพนี้เป็นภาพพิธีเจ้าเซ็น แต่ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่อยู่บนผนังนั้นแม้แต่น้อย จนมาวันนี้ เมื่อได้เห็นพิธีกับตา ผมถึงได้เข้าใจผนังนั้นอย่างถ่องแท้ แล้วยิ่งรู้สึกโชคดีมากขึ้นไปอีกที่มีโอกาสได้เห็นพิธีนี้กับตา

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

ขบวนวนรอบมัสยิดอยู่หลายรอบจึงมาหยุดที่หน้ามัสยิด ก่อนจะนำเอาปั้นหย่าและซ้ลฟะก๊าตผูกไว้กับคานหน้ามัสยิดแล้วคนก็เริ่มทยอยเข้าไปข้างใน ผมตามเข้าไปนั่งฟังด้านในด้วย นักริว่าหยัตก็เริ่มเล่าบั่นที่ 11 เกี่ยวกับอิหม่ามฮุเซนที่ตัดสินใจออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและได้ออกไปพร้อมกับอะลี อัสกัร บุตรคนเล็กเพื่อขอน้ำจากศัตรู แต่สุดท้ายถูกธนูยิงที่คอจนเสียชีวิตด้วยภาษาไทยและภาษาอาหรับ ซึ่งน้ำเสียงที่เล่านั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เต็ม ยิ่งพอเล่าถึงตอนที่อะลี อัสกัรเสียชีวิต เสียงที่เล่ายิ่งกระชากอารมณ์ทำให้ขนลุกซู่ แต่นั่นเทียบไม่ได้กับอีกหลายคนในมัสยิดที่ร้องไห้ออกมา เมื่อเล่าจบ พวกผู้ชายก็เดินวนรอบจ้ลด่นที่ยกเข้ามาพร้อมกับตีหน้าอกแล้วตะโกนว่า ยาฮูเซน ก่อนจะออกไปแล้วเริ่มเวียนรอบมัสยิดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีการมะต่ำหรือตีหน้าอกเป็นจังหวะไปด้วย

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

จนเมื่อการเวียนรอบมัสยิดครั้งนี้เสร็จสิ้น ก็มียกจ้ลด่นกลับมาไว้ในมัสยิดเหมือนกัน เอาปั้นหย่ากับซ้ลฟะก๊าตกลับมาผูกไว้กับคานหน้ามัสยิดอีกครั้ง และมีการนำโต้ระบัตกลับมาตั้งไว้เพื่อให้ทุกคนเวียนแบบอุตราวรรต ในครั้งนี้มีการคนชักมะระเสี่ยเป็นคนนำพร้อมกับอ่านโศลกไปด้วย ยิ่งในช่วงท้าย ๆ ที่เริ่มสวดว่า 

“ยาอิมาม ยาฮูเซน ยาฮะซัน ยาฮูเซ็น ยาเมาลา  ยาชะฮีด ชากะลีฟ ยาฮูเซ็น” พร้อมกับการมะต่ำหรือการตีอกเป็นจังหวะที่ยิ่งผ่านไป จังหวะยิ่งเร่งเร้าขึ้นเรื่อย ๆ เสียงตีอกยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

พิธีแห่เจ้าเซ็น เมื่อชาวพุทธได้ไปร่วมพิธีสำคัญของมุสลิมชีอะห์ในวันสุดท้าย

พอทุกอย่างสงบลง ผู้นำก็จะกล่าวคำอำลาแทนอิหม่ามฮุเซนต่อทุกคนที่เข้าร่วมพิธี แล้วทุกคนก็ยืนสงบนิ่ง ก่อนจะมีการนำโต้ระบัตมาตั้งเพื่อให้คนเดินลอดผ่าน เริ่มจากชาย ปิดท้ายด้วยผู้หญิง แล้วทุกคนจึงแยกย้ายกันไป มีการเลี้ยงอาหารแก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน เป็นเมนูที่ทำจากเนื้อวัวซึ่งผมทานไม่ได้ แต่เขาก็ใจดีเตรียมอาหารที่ทำจากไก่ให้ได้ทานกัน โดยพวกผมนั่งทานอยู่ภายในโรงโต้ระบัต พร้อมกับโต้ระบัตที่นำมาเทียบไว้ในโรงเพื่อเตรียมสำหรับพิธีในช่วงสุดท้าย

  พิธีเจ้าเซ็นในวันอาชูรอ (ภาคบ่าย)

พอทานเสร็จ ผมก็ไปยืนพิจารณาโต้ระบัตอีกครั้ง พอมีเวลามอง ยิ่งเห็นความงดงาม เห็นรายละเอียด เห็นสัญลักษณ์ที่แทรกอยู่ในโต้ระบัตที่ได้รับการออกแบบและจัดทำอย่างประณีต ทั้งลูกศรหลากสี ดอกไม้ประดิษฐ์ และอื่น ๆ ที่ยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากไปชมโต้ระบัตของกะดีแห่งอื่น ๆ ว่าจะมีการประดับตกแต่งเหมือนหรือต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ระหว่างที่ถ่ายภาพผมก็ได้ยินเสียงละหมาด จึงเก็บภาพต่ออีกสักพัก ก่อนไปนั่งรอบริเวณหน้ามัสยิดเพื่อรอพิธีในช่วงบ่าย พอเสียงละหมาดเงียบลง ก็เห็นขบวนที่นำมาโดยคนถือระบั่นที่มีคนแบกหีบ 7 หีบที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีต่าง ๆ ภายในบรรจุสัญลักษณ์ในพิธีเจ้าเซ็นที่ใช้ไปในตอนเช้า ค่อย ๆ นำไปเก็บในอาคารหลังหนึ่งที่ผมนั่งอยู่ข้างหน้าพอดี ก่อนกลุ่มนักดนตรีจะเริ่มตีกลอง 

พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา

ระหว่างนั้น ภายในมัสยิดก็เริ่มการเล่าริว่าหยัตบั่นสุดท้าย ว่าด้วยความตายของอิหม่ามฮุเซน ถ้าคิดว่าบรรยากาศในช่วงเช้าเศร้าแล้ว บรรยากาศนั่งช่วงบ่ายยิ่งดูเศร้าขึ้นไปอีก ทั้งจากน้ำเสียงของนักริว่าหยัต ทั้งจากเสียงสะอื้นของผู้คนในร่วมฟังการอ่านโศลกนี้ สักพัก ม้าด้นยะหน่าและจตุรงคบาทก็ปรากฏขึ้นและเริ่มโดยวนด้านหน้ามัสยิด จนเมื่อริว่าหยัตจบลง ผู้คนในมัสยิดก็ทยอยกันออกมาแล้วเริ่มวิ่งตามม้าด้นยะหน่าที่มีคนจูงให้วิ่งรอบมัสยิด ระหว่างวิ่ง เสียงมะระเสี่ยก็ดังขึ้นพร้อมกับการมะต่ำ แต่ครั้งนี้จังหวะของมันเร็วและถี่ยิ่งกว่าเมื่อเช้าอีก

พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา

หลังจากวนรอบมัสยิดอยู่หลายรอบ ทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไปยังจุดสุดท้าย นั่นก็คือภายในโรงโต้ระบัตซึ่งเปรียบเสมือนกระโจมคาราวาน ซึ่งมีการเวียนแบบอุตราวรรตอีกครั้ง พร้อมกับมะระเสี่ยและมะต่ำอย่างเป็นจังหวะรอบโต้ระบัต ในครั้งนี้เปรียบเสมือนโลงศพของท่านอิหม่ามฮุเซนที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา

ในระหว่างนี้ ผมได้ขึ้นไปชมพิธีจากบนชั้นลอยภายในโรงโต้ระบัตแห่งนี้ ซึ่งนอกจากผมจะเห็นโต้ระบัตในมุมใกล้กว่ามองจากด้านล่าง ยังได้เห็นพิธีทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างล่างอย่างชัดเจน เห็นกิริยาของผู้คนที่เริ่มจากการเดินพร้อมกับมะต่ำเบา ๆ แล้วจึงเร่งขึ้น ๆ แล้วช้าลง แล้วเร่งขึ้นอีก แล้วช้าลง แล้วเร่งขึ้นอีก สลับกันเช่นนี้อยู่พักใหญ่ พร้อมกับบทมะระเสี่ยที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แม้ผมจะฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียวก็ตาม

พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา

หลังจากเร่งแล้วช้า ช้าแล้วเร่งอยู่พักใหญ่ ด้นยะหน่า ม้าของอิหม่ามฮุเซนก็ถูกจูงเข้ามาในโรงโต้ระบัต ก่อนจะเริ่มวิ่งไปรอบ ๆ โต้ระบัตหลายรอบพร้อมกับผู้คนที่วิ่งตามม้าไป พอทุกอย่างสงบ ม้าหยุดนิ่ง ทุกคนนั่งลง อิหม่ามของมัสยิดผดุงธรรมฯ ก็เดินเข้ามาหาด้นยะหน่าในฐานะของบีบีซะกีนะฮ์ ธิดาของอิหม่ามฮุเซน และเริ่มถามม้าว่า เหตุใดจึงกลับมาโดยไม่มีอิหม่ามฮุเซนกลับมาด้วย แล้วเหตุใดม้าจึงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด แล้วจึงเริ่มเลิกผ้าที่คลุมอานม้าเผยให้เห็นสิ่งที่ถูกปดปิดไว้ตั้งแต่เช้า ผ้าที่ถูกทาด้วยสีแดงและลูกธนูจำลองที่ปักอยู่ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตา

พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา
พาสังเกตการณ์ 'พิธีแห่เจ้าเซ็น' มรดกพิธีกรรมสำคัญของมุสลิมชีอะห์ที่ข้ามกาลเวลาจากอยุธยา

แล้วจึงเริ่มมีการจูงม้าให้ออกวิ่งอีกครั้งพร้อมกับมะระเสี่ยที่ดังขึ้น มะต่ำที่ดังขึ้นสะท้อนก้องไปทั่ว แม้แต่ผมที่เป็นคนนอก ฟังมะระเสี่ยไม่ออกยังถูกบรรยากาศพาไป จนเกือบจะเผลอวางกล้องแล้วมะต่ำร่วมไปกับผู้เข้าร่วมพิธีไปด้วย แต่ก็ยั้งไว้เพราะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกควรรึเปล่า ได้แต่มองพิธีที่ค่อย ๆ ผ่านไป เห็นม้าด้นยะหน่าที่ถูกจูงออกไปนอกโรงโต้ระบัต แต่พิธียังคงดำเนินต่อ เสียงฝีเท้า เสียงมะระเสี่ย เสียงมะต่ำ ยังดังอยู่ในจังหวะที่ช้าสลับเร็วเหมือนเดิม 

ผมมาทราบทีหลังว่า บทรำพันที่ได้ยินนี้มีทั้งการตัดพ้อต่อชะตากรรมของอิหม่ามฮุเซน การสาปแช่งต่อผู้ที่กระทำต่ออิหม่ามฮุเซน และบทร่ำร้องต่อพระเจ้า ก่อนที่ในช่วงท้าย ทุกคนจะยืนล้อมโต้ระบัตและขอสันติภาพของอัลลอฮ์จงมีแต่ทุกคนที่เข้าร่วมพิธี เมื่อเสียงสงบลง ทุกคนต่างเดินมุ่งไปยังโต้ระบัต สัมผัสมือและศีรษะกับโต้ระบัตเพื่อเป็นการอำลา ก่อนพิธีจะสิ้นสุดลง

เมื่อพิธีจบลง ก็มีการนำอาหาร น้ำ และขนมเลี้ยงแก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน หนึ่งในนั้นคือขนมชื่อขนมฮะลิส่าหรือขนมอาชูรอ ขนมอวมงคลที่ทำขึ้นเฉพาะพิธีเจ้าเซ็นนี้เท่านั้น เป็นขนมที่ทำจากเนื้อไก่ มีแกะผสมเล็กน้อยพร้อมด้วยเครื่องเทศหลายชนิด พร้อมกับมีน้ำตาลเป็นเครื่องจิ้ม พอได้ลองทานดู รสชาติของมันอธิบายไม่ถูก ไม่ได้อร่อยแต่ก็กินได้เรื่อย ๆ 

ความเข้าใจที่อยากส่งต่อ

สิ่งที่ผมได้ถ่ายทอดออกมาเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของพิธีเจ้าเซ็นเท่านั้น อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า พิธีนี้กินเวลายาวนานถึง 10 วัน ผมได้เห็นแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น แม้จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในพิธี แต่ก็เป็นเพียงส่วนสุดท้ายของพิธีนี้แล้ว ยังมีทั้งการตระเตรียมก่อนเริ่มพิธี พิธีที่จัดขึ้นก่อนหน้า ลำดับพิธีการที่มีการจัดเรียงอย่างประณีตจากวันที่ 1 มาสู่วันที่ 10 ที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งสิ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกท่านคือ ‘ความเข้าใจ’ ครับ เวลาเรามองไปยังสิ่งที่ไม่เคยเห็นและไม่เข้าใจ หลายคนพยายามทำความเข้าใจโดยการถามหรือการค้นหา แต่หลายคนเลือกที่จะปล่อยความไม่เข้าใจเอาไว้อย่างนั้น ซึ่งความไม่เข้าใจนี้หลายครั้งนำพาความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจ หรืออาจเลยเถิดไปเป็นความขัดแย้งเลยก็ได้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราแบบนั้นอยู่เสมอ หวังว่างานชิ้นนี้ของผมจะช่วยให้เราเข้าใจพิธีนี้ เข้าใจพวกเขามากขึ้นแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ยังดีครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณคุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต ที่อนุญาตให้ผมและอีกหลายท่านได้เข้าไปสังเกตการณ์และเรียนรู้เรื่องราวของพิธีที่เก่าแก่และสำคัญพิธีนี้ และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในบทความนี้ด้วย

เกร็ดแถมท้าย

  1. ท่านที่สนใจรายละเอียดของพิธีเจ้าเซ็นแบบทุกขั้นทุกตอน พร้อมคำอธิบายแบบแน่น ๆ ขอแนะนำให้อ่านวิทยานิพนธ์ของคุณธีรนันท์ ช่วงพิชิตเรื่อง พิธีเจ้าเซ็น (อาชูรอ) : อัตลักษณ์และการธำรงชาติพันธุ์ของมุสลิมชีอะห์ในสังคมไทย ซึ่งอธิบายเรื่องราวของพิธีนี้แบบทุกขั้นทุกตอนอย่างละเอียดยิบ 
  2. พิธีเจ้าเซ็นเป็นพิธีที่จัดกันแบบปิด ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้าไปสังเกตการณ์ ดังนั้นการเข้าไปชมพิธีนี้จะต้องขออนุญาตเข้าไปเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
  3. ในอดีต พิธีเจ้าเซ็นจะจัดตามวันและเวลาเดิมตามปฏิทินทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน หากเทียบกับปฏิทินแบบปกติที่เราใช้กันคล้ายกับประเพณีของจีนอย่างสารทจีน ตรุษจีน แต่ในปัจจุบันหลายมัสยิด หลายกะดีจะเลือกจัดประเพณีแห่เจ้าเซ็นในวันอาทิตย์ เพื่อให้สะดวกต่อผู้มาเข้าร่วมพิธี แต่ก็ยังมีหลายที่ที่ยังยึดตามแบบที่ปฏิบัติกันมานานอยู่
  4. ผมใช้คำว่า ‘กะดี’ แทนคำว่า ‘มัสยิด’ เพราะในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายคำว่า ‘กะดี’ ว่า โรงที่ประชุมทำพิธีฝ่ายศาสนาอิสลาม นิกายเจ้าเซ็น

 

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ถ้าพูดถึงวัดที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ละคนน่าจะมีวัดในใจแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดลุ่มมหาชัยพล จังหวัดระยอง วัดเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพลับ จังหวัดจันทบุรี หรือจะเจาะจงเป็นกรุงเทพมหานครก็อาจจะเป็นชื่อของวัดอรุณราชวราราม หรือ วัดอินทาราม แต่อีกหนึ่งวัดที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากและอยู่ในกรุงเทพฯ ก็คือ ‘วัดหงส์รัตนาราม’

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนาราม : วัดที่ข้ามเวลาจากอยุธยา ธนบุรี สู่รัตนโกสินทร์

วัดหงส์รัตนารามแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ว่ากันว่า ผู้สร้างวัดนี้คือ เจ้าขรัวหง เศรษฐีชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านกุฎีจีน ดังนั้น ชื่อแรกสุดของวัดนี้จึงเป็น วัดเจ้าขรัวหงส์ ก่อนที่ต่อมาในสมัยธนบุรี วัดแห่งนี้จะร้างลง แต่ด้วยอานิสงส์จากการที่วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังเดิม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมาปฏิสังขรณ์วัดนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดหงษ์อาวาสวิหาร’

วัดแห่งนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์มาอย่างต่อเนื่องในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมาพร้อมกับการเปลี่ยนชื่อวัดอีกหลายครั้ง อย่างในสมัยรัชกาลที่ 1 เปลี่ยนชื่อและวิธีสะกดชื่อวัดเป็น ‘วัดหงส์อาวาสบวรวิหาร’ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดหงส์อาวาสวรวิหาร’ จนกระทั่งมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น ‘วัดหงส์รัตนาราม’ และชื่อนี้เองคือชื่อสุดท้ายที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่เติมคำสร้อย ‘ราชวรวิหาร’ เข้าไปในสมัยรัชกาลที่ 6 เท่านั้น

และไม่ใช่แค่เพียงแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเท่านั้นที่ปฏิสังขรณ์วัดหงส์รัตนาราม ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นที่มาปฏิสังขรณ์วัดนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระราชชนนีของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็มาเป็นผู้สานต่อโครงการการปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ของพระราชมารดาจนแล้วเสร็จ

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าเดิมคู่วัดกับพระเจ้าใหม่จากต่างแดน

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนารามมีพระอุโบสถหลังใหญ่เป็นอาคารประธาน แม้จะระบุว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่อาคารหลังปัจจุบันน่าจะผ่านการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว แต่หน้าบันของพระอุโบสถหลังนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีการประดับด้วยรูปหงส์ ทั้งหงส์แกะสลักไม้และหงส์ปูนปั้นสมชื่อวัดหงส์รัตนาราม

พอเข้าไปข้างในพระอุโบสถจะพบกับเสากลมต้นใหญ่รับเครื่องบน บังคับสายตาให้เรามุ่งไปยังพระประธานองค์ใหญ่ปางมารวิชัยศิลปะอยุธยา เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า วัดหงส์รัตนารามสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจริง ๆ ตรงตามประวัติของวัด

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก
วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

แต่พระพุทธรูปที่น่าสนใจกลับเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธาน พระพุทธรูปที่มาพร้อมกับพุทธศิลป์ที่แปลกแตกต่างจากพระประธานอย่างสิ้นเชิง มีนามว่า ‘หลวงพ่อแสน’ หรือ ‘พระแสนเมืองเชียงแตง’ พระพุทธรูปศิลปะล้านช้างอีกองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงแตงเมื่อ พ.ศ. 2401 แต่พอพูดชื่อเชียงแตงหลายคนอาจจะไม่รู้จัก เพราะปัจจุบันชื่อ ‘เชียงแตง’ ไม่ปรากฏในแผนที่แล้ว คงเหลือเพียงชื่อ ‘สตึงเตรง’ เท่านั้น เพราะในอดีต เมืองเชียงแตงยังอยู่ในความปกครองเมืองจำปาศักดิ์ แต่ปัจจุบันผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชาใน พ.ศ. 2477

พุทธศิลป์ของหลวงพ่อแสนองค์นี้จัดเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ในแบบที่เรียกว่าเป็นพระพุทธรูปแบบล้านช้างอย่างแท้จริง มาพร้อมกับรอยยิ้มแบบล้านช้างและสัดส่วนอาจจะดูไม่ค่อยสมส่วนเท่าไหร่แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ดีทีเดียว แถมรูปแบบเช่นนี้ยังถือเป็นรูปแบบมาตรฐานที่นิยมกันอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ด้วย

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนาราม : ภาพเล่าเรื่องพระแก้วมรกตหนึ่งเดียวในไทย

ภายในพระอุโบสถหลังนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังด้วยนะครับ ซึ่งมีทั้งที่เป็นของโบราณอย่างลายดอกไม้ร่วงบนพื้นสีดำ ทั้งของใหม่อย่างภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติบนผนังระหว่างหน้าต่าง (แต่เดิมเคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณมาก่อน แต่น่าจะมีการลบแล้วเขียนใหม่เป็นอย่างในปัจจุบัน)

นอกจากบนฝาผนังแล้ว ภายในพระอุโบสถหลังนี้ยังมีจิตรกรรมภายในกรอบที่แขวนเอาไว้เหนือประตูหน้าต่างด้วย ซึ่งตามปกติแล้ว ภาพในกรอบลักษณะนี้มักเป็นภาพสไตล์จีน เช่น เครื่องตั้งเครื่องโต๊ะ ดอกไม้พันธุ์พฤกษา หรือวรรณกรรมจีน เพราะเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน แต่ที่วัดหงส์รัตนารามไม่ใช่แบบนั้น เพราะเรื่องที่เขียนในกรอบนั้นคือเรื่อง รัตนพิมพวงษ์ หรือ ตำนานพระแก้วมรกต ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

ภาพในกรอบเหนือประตูหน้าต่างมีทั้งสิ้น 57 ภาพ แบ่งเป็น 19 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ภาพ เล่าเรื่องตำนานพระแก้วมรกตตั้งแต่การสร้าง ณ เมืองปาตลีบุตร จนถึงตอนที่อัญเชิญมาประดิษฐานยังนครลำปาง ถึงสมัยพระเจ้านรินทร ซึ่งเป็นเนื้อหาตามที่ปรากฏใน รัตนพิมพวงษ์ วรรณกรรมที่แต่งขึ้นในดินแดนล้านนาเพื่อบอกเล่าตำนานของพระแก้วมรกต หรือ พระรัตนปฏิมา อีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญในเมืองเหนือคู่กับพระพุทธสิหิงค์ ส่วนสาเหตุที่เนื้อหาของ รัตนพิมพวงษ์ มาจบที่เมืองลำปางนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเพราะวรรณกรรมเรื่องนี้แต่งขึ้นในช่วงเวลาที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดลำปางแล้วนั่นเอง

ทว่า แม้ภาพในกรอบนี้จะเขียนขึ้นโดยช่างหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ช่างเลือกะวาดภาพตามแนวไทยประเพณีดั้งเดิม ไม่ได้วาดตามแนวคิดสัจนิยมที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้ ทำให้ภาพอาจขาดความสมจริงไปบ้าง แต่ก็หยิบจับเหตุการณ์สำคัญ ๆ เอาไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพระแก้วมรกต หรือแม้แต่การค้นพบพระแก้วมรกตจากเจดีย์วัดป่าเยี้ยะ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระแก้วก็ถูกนำมาวาดเอาไว้ที่วัดแห่งนี้ด้วย

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด
วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

วัดหงส์รัตนาราม : พระวิหารวางขวางกับพระเจ้าสุโขทัย

ด้านหลังพระอุโบสถมีพระวิหารซึ่งตั้งในแนวขวางกับพระอุโบสถ และมาพร้อมกับประตูที่อยู่ทางด้านยาวต่างจากอาคารทั่วไปที่ประตูจะอยู่ทางด้านกว้างของอาคาร แต่แม้ว่าประตูจะอยู่คนละตำแหน่ง แต่หน้าบันของพระวิหารเหมือนกับพระอุโบสถแบบเป๊ะ ๆ ราวกับลอกแบบกันมาเลย

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

เพราะพระวิหารหลังนี้หันด้านยาวออก ฐานชุกชีข้างในก็เลยยาวตามแนวอาคาร เพียงแต่พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่นั้นส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ ยกเว้นก็แต่องค์ตรงกลางที่ตั้งอยู่ตรงกับประตูทางเข้าพอดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญนามว่า หลวงพ่อสุข

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

หลวงพ่อสุข หรือ หลวงพ่อทองคำแห่งวัดหงส์รัตนาราม เคยถูกพอกด้วยปูนจนกลายเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์มาก่อน จนใน พ.ศ. 2499 พระสุขุมธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามในเวลานั้นพบรอยกะเทาะบริเวณพระอุระ เห็นเนื้อในของพระพุทธรูปเป็นสีทองสุกปลั่ง จนนำมาสู่การกะเทาะปูนออก เผยให้เห็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยองค์งามข้างใน และด้วยความสุกปลั่งของทองคำ จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘หลวงพ่อทองคำ’ ส่วนชื่อ ‘หลวงพ่อสุข’ นั้น สันนิษฐานว่ามาจากการที่พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัยนั่นเอง

อีกหนึ่งความสำคัญของหลวงพ่อสุข คือการเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยที่มีจารึกที่ฐาน (อาจจะสังเกตยากสักหน่อย เพราะเรามองท่านในมุมเงย) ความสำคัญของจารึกหลักนี้มีทั้งการเป็นจารึกที่ระบุศักราชที่สร้างพระพุทธรูปเอาไว้ คือ พ.ศ. 1967 รวมถึงระบุชื่อผู้สร้าง คือ พระยาศรียศราช ซึ่งพอเราเอาชื่อนี้ไปหาในเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่น พบว่าพระยาศรียศราชคือบุตรของ พระยาเชลียง ผู้ครองเมืองสวรรคโลกด้วย จึงเป็นไปได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นที่เมืองเชลียงหรือเมืองศรีสัชนาลัย

วัดหงส์รัตนาราม : ศาลพระเจ้าตากที่ (น่าจะ) เก่าที่สุด

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของวัดหงส์รัตนารามที่อาจจะไม่ได้เก่าแก่เท่าพระอุโบสถหรือพระวิหารของวัด แต่สถานที่นี้ก็สำคัญและเป็นที่รู้จักไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ ศาลพระเจ้าตาก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย มีที่มาจากตำนานถึงเหตุการณ์หลังจากสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ได้มีการอัญเชิญพระบรมศพผ่านวัดหงส์รัตนาราม ขณะนั้น หนึ่งในคนในขบวนที่ถือพานรองพระโลหิตหันไปเห็นพระเจ้าตากไร้พระเศียรยืนอยู่ที่พระอุโบสถของวัดจนทำพานรองพระโลหิตในมือหล่น จากนั้นจึงนำดินที่มีพระโลหิตมาปั้นเป็นพระรูป แล้วตั้งไว้ภายในศาลไม้ที่ตำแหน่งนั้น และตำแหน่งที่ว่าก็คือบริเวณต้นโพธิ์ใกล้กับศาลปัจจุบันนั่นเอง

ส่วนศาลหลังปัจจุบันซึ่งเป็นอาคารทรงไทยสมัยใหม่นั้น สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของกองทัพเรือและคณะผู้ศรัทธาแทนที่หลังเดิมซึ่งเป็นไม้ในตำแหน่งของศาลไม้นั้นเมื่อ พ.ศ. 2527 ภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดเท่าพระองค์จริง

วัดหงส์รัตนาราม : ความงามที่อยู่ในทุกอณู

วัดหงส์รัตนารามแห่งนี้เป็นอีกวัดที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวมามากมาย และทิ้งริ้วรอยแห่งอดีตเอาไว้ผ่านตำนาน เรื่องเล่า และสิ่งที่มองเห็น-จับต้องได้ อย่างงานศิลปกรรมที่ทำให้เราเห็นถึงความเก่าแก่และความสำคัญของวัดได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งสัมผัสได้เพียงแค่ลองเดินเข้ามาเท่านั้น เราก็จะมองเห็นและสัมผัสถึงเรื่องราวของวัดได้ไม่ยาก สิ่งสำคัญก็คือ การเปิดใจเดินเข้ามา ปล่อยให้เรื่องราวที่ฟังผ่านหู ความงามที่ไหลผ่านตา เราก็จะซาบซึ้งไปกับทุกสิ่งในวัดนี้ได้ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่เชื่อ ขอเชิญมาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้งครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดหงส์รัตนาราม ตั้งอยู่ในย่านพระราชวังเดิม มีศาสนสถานสำคัญหลายแห่งอยู่ไม่ไกล ทั้งวัดอรุณราชวราราม วัดโมลีโลกยาราม รวมถึงไปมัสยิดต้นสน เดินทางมาถึงได้ทั้งรถส่วนตัวและขนส่งสาธารณะ เช่น รถกระป๋อง เรือข้ามฟาก หรือจะเดินจาก MRT อิสรภาพ มาก็ได้เช่นกัน
  2. วัดหงส์รัตนาราม เป็นแรงบันดาลใจให้สถานี MRT อิสรภาพ ตกแต่งภายในสถานีด้วยรูปหงส์บนเสาอีกด้วย
  3. วัดหงส์รัตนาราม เป็นหนึ่งในหลายวัดในกรุงเทพฯ ที่มีพระพุทธรูปศิลปะลาวประดิษฐานอยู่ นอกจากที่นี่ก็ยังมีอีกหลายวัด เช่น วัดปทุมวนาราม หรือ วัดราชผาติการาม ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ไปอ่านย้อนหลังได้นะครับ 4. ถ้าสนใจจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องประวัติของพระพุทธรูปแทนที่จะเป็นพุทธประวัติหรือชาดก ยังมีอีกวัดหนึ่ง นั่นคือ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า แต่ที่วัดนั้นเขียนถึงพระพุทธสิหิงค์ อีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญของชาวล้านนา ซึ่งผมก็เขียนถึงไปแล้วเช่นกัน ถ้าสนใจลองไปอ่านได้กันนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load