1

1 นาที คือสถิติที่เร็วที่สุดของผู้เขียนในการซื้อของออนไลน์ 30 วินาทีแรกสำหรับการตัดสินใจ 30 วินาทีต่อมาสำหรับการพิมพ์ CF ทำธุรกรรมทางการเงิน แจ้งที่อยู่จัดส่ง และรอรับของสวยๆ

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

2

24 ชั่วโมง คือสถิติที่เร็วที่สุดที่ผู้เขียนได้รับของที่เพิ่งกดสั่งซื้อเมื่อเช้า จากสุภาพบุรุษชุดสีส้ม

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

3

ไม่ใช่เพราะความเร็วเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ The Cloud มีนัดหมายด่วนพิเศษกับ คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) เพราะสิ่งที่ชนะใจชาวเราเวลานี้ คือความเชื่อใจว่าของที่รับฝากจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์และบริการรับส่งของด่วนพิเศษเร็วอย่างหัวใจในเวลานี้ เราสนใจวิธีการทำงานของ Kerry Express บริษัทขนส่งรายใหญ่ของฮ่องกง ที่นอกจากจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นจนบริษัทแม่จากฮ่องกงและสาขาอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ต้องบินมาดูงานและนำไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

บทสนทนาด้านล่างนี้ไม่เพียงชวนคุณอเล็กซ์คุยเรื่องแนวคิดของการเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความเข้าใจเรื่องบริการด่วนพิเศษของคนไทย บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้ Kerry Express ปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ความคิดสนุกๆ ของการสร้างคนรุ่นใหม่ และรักษากองกำลังสำคัญของบริษัท รวมถึงตัวตนและนโยบาย Stupid Boss Policy วิธีการทำงานไม่เหมือนใครที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมในอุดมคติ

อย่ารอช้าเลย เพราะท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา…

อะไรคือความเร็วสูงสุดที่ Kerry Express ทำได้

ถ้าเป็นเรื่องความเร็ว ผมขอไม่พูดถึงความเร็วในการรับ-ส่งพัสดุ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้อยู่แล้ว Kerry Express เราเป็นบริษัทที่ทำงานเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น พวกเราใช้เวลาเปิดหน้าร้านสาขาแรกที่อโศก เพียง 6 สัปดาห์นับจากวันแรกที่เราเริ่มต้นความคิดนี้จาก 0 หรือบริการส่งของวันเดียวถึง (Bangkok Sameday) ที่ใช้เวลาเตรียมการคนและออกแบบระบบพร้อมภายใน 2 เดือน นั่นเพราะ Kerry Express เราคิดแล้วลงมือทำเลย

ใครๆ ในโลกนี้ก็รู้ว่าการจราจรของกรุงเทพฯ น่ารักน่าเอ็นดูมากแค่ไหน อะไรทำให้ Kerry Express ยังส่งพัสดุเร็วได้อยู่

เป็นความลับ

ผมล้อเล่น

เหตุผลข้อแรกคือ เรามีทีมงานที่ตรงเวลาและมีวินัยมากๆ คุณรู้มั้ยว่ากว่าพัสดุจากต้นทางจะส่งถึงมือคุณ ต้องผ่านคนกลางถึง 7 คน ที่สำคัญ ถ้าคนกลางเหล่านั้นไม่ใช่คนที่รักษาเวลาหรือมีวินัย เขาเก็บของคุณไว้ยังไม่ยอมส่ง หรือส่วนมากจดจ่ออยู่กับรายการนำส่งล่าสุด ก็จะไม่สามารถจัดการงานและระบบได้ อีกอย่างคือเหตุผลเรื่อง Economy of Scale สมมติว่า Kerry Express มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทรับส่งพัสดุทั่วไป 20 – 30 เท่า นั่นแปลว่าขนาดพื้นที่ที่ครอบคลุมต่อคนส่งจะเล็กลง แทนที่ผมจะรับผิดชอบการจัดส่งย่านบางรักจนถึงอโศก การกำหนดขนาดพื้นที่รับผิดชอบย่านใดย่านหนึ่งชัดเจนและเล็กลงก็จะทำให้ทำงานเร็วขึ้นและง่ายขึ้น

ตอนไหนที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรับส่งแบบด่วนพิเศษ เพราะในต่างประเทศการรับส่งของด่วนถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว

สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของประเทศ

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อบริการที่มีความเร็วมากกว่า สมัยนั้นถ้าต้องการจะส่งของสักชิ้นคุณต้องไปที่สถานีขนส่งเพื่อฝากของ จากนั้นติดต่อผู้รับปลายทางเพื่อนัดหมายรับสินค้าเมื่อเดินทางไปถึง แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ความรู้ความเข้าใจเปลี่ยน เรามีกิจกรรมกันมากขึ้น ฉันซื้อของจากคุณ แล้วขายต่อให้เธอ เมื่อชีวิตเปลี่ยน บริการพิเศษจึงเกิดขึ้น

อย่างการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์ส่งผลต่อธุรกิจให้บริการรับส่งพัสดุด่วนพิเศษยังไงบ้าง

ถ้าย้อนดูเศรษฐกิจประเทศไทยจะเห็นว่ามีการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าด่วนมา 30 – 40 ปีแล้ว นั่นคือก่อนที่จะมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งนับจนถึงวันนี้ Kerry Express มีอายุ 12 ปี และในช่วง 7 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น ประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ เราเริ่มจากให้การบริการรับส่งที่เร็วและดีในกรอบที่จัดการได้

Kerry Express เราวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่บริษัทขนส่ง นั่นแปลว่าเรามีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเป็นบริษัทขนส่งก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ให้บริการเร็วขึ้น และค่าบริการถูกลงได้

ที่ผ่านมา เรามีภาพจำว่าไม่ว่าจะเลือกส่งของแบบลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษก็ให้ผลที่ไม่ต่างกัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าคนไทยเราต้องการบริการที่ด่วนพิเศษ

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจความเร็วนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความน่าเชื่อถือ ทุกคนย่อมเลือกอย่างหลัง และการมาของ Kerry Express ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนั้น

นอกจากความเร็วแล้ว อะไรคือปัจจัยอะไรทำให้ Kerry Express ชนะใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และธุรกิจ SME ในไทย

ผมคิดว่าเป็นเรื่องความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากบริการของเรา เพราะคงไม่อยากคุยกับระบบตอบรับที่ให้กด 1 กด 2 ซึ่งในสายด่วน Kerry Express คุณจะได้คุยกับพนักงานของเราจริงๆ

เราค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินข่าวเสียหายหรือดราม่าเกี่ยวกับ Kerry Express คุณมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างไร

จริงๆ เป็นความลับทางธุรกิจของเรา แต่โอเค ผมบอกก็ได้

ต้องบอกก่อนว่า Kerry Express เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากแผนการตลาดใดๆ ที่นี่เราทำการตลาดน้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดปัญหาเลย

ในจำนวนการรับส่งของ 1,000 ชิ้นจะเกิดปัญหา 2 – 3 เรื่อง เช่น พัสดุหาย หรือชำรุด นั่นคือน้อยกว่า 0.003% ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุด ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง ทุกวันนี้ที่ Kerry Express มีจำนวนการรับส่งพัสดุ 800,000 กล่องต่อวัน นั่นแปลว่าเราจะเจอเรื่องร้องเรียนจากการบริการนับพันเรื่องในแต่ละวัน คำถามที่เราสนใจจึงไม่ใช่ ‘ทำไม Kerry Express ดีจังเลย’ แต่คือคำถามว่า ‘ทำไมปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น’

สิ่งที่ทำให้แบรนด์เป็นที่ไว้วางใจเสมอมาเพราะเรามีทีมงานร่วมพันคนที่ดูแลในส่วนบริการลูกค้า ในกรณีที่เกิดปัญหาและคุณร้องเรียนเข้ามา เราจะมีพนักงานโทรหาคุณโดยตรงเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจ่ายคืนค่าบริการ หรือถ้าหากคุณร้องเรียนผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย เราจะรีบต่อกลับภายใน 15 นาทีพร้อมติดตามผล จะเห็นว่าเรามีทีมจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียนที่แข็งแรงมากๆ เพราะเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจที่มี 0.003% ให้กลายเป็นลูกค้าที่พอใจในบริการของเรา แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปวันแรก อะไรทำให้ที่ Kerry Logistic บริษัทชื่อดังจากฮ่องกงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย  

นอกจากความโดดเด่นเรื่องการเปิดรับสิ่งใหม่ที่มีมากกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกันในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองในอุดมคติของนักธุรกิจเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ มีทรัพยากรและแรงงานที่มีทักษะชั้นดี มีทำเลภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ใจกลางของทุกสิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจที่นี่ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีประชากรเยอะและมีพื้นที่ใหญ่มาก เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาการขนส่งของประเทศนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า Kerry Express จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างทุกวันนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ทั้งๆ ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนฮ่องกง เราเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่า Kerry Express เป็นบริษัทที่ออกแบบโดยคนไทยเพื่อคนไทย ทำไมคุณเชื่ออย่างนั้น

เรามักจะพูดเสมอว่า Kerry Express คือความภูมิใจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทให้บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งแล้ว เมื่อดูอัตราการเติบโตและการขยายสาขา Kerry Express ของไทยสามารถเอาชนะฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม

สำคัญคือจำนวนทีมงาน ประสบการณ์ และบริการของเรา ไม่ว่าเป็นคน เครื่องมือ และระบบการปฏิบัติงาน ทุกอย่างใน Kerry Express ประเทศไทยออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อคนไทยจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ไหน เพราะโดยทั่วไปบริษัทลูกในต่างประเทศต้องดำเนินทุกอย่างตามที่บริษัทแม่กำหนด แต่ที่ Kerry Express ประเทศไทย เราสร้างระบบการทำงานที่เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นๆ นำไปปรับใช้ต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักงานใหญ่ของ Kerry Express จึงตั้งอยู่ในประเทศไทย

บรรยากาศหรือวัฒนธรรมองค์กรของ Kerry Express ประเทศไทย มีสไตล์เป็นแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างฮ่องกงและไทย

เราไม่เคยนิยามวัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นสไตล์ไหน ถ้าจะต้องนิยาม เราขอเรียกสั้นๆ ว่า Good Culture ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จากที่ไหน

ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความซื่อตรง ไม่ใช่เรื่องการซื่อสัตย์กับศีลธรรม คิดโกงเงินบริษัทแบบนั้นนะ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพวกเราเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการมีลำดับขั้นในงานอย่างที่องค์กรทั่วไปมีอาวุโสหรืออาวุโสกว่า ผมให้เขาเอาออกเลย ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งงานไหน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีกว่า เราเลือกไอเดียนั้น อีกตัวอย่าง สมมติอยู่ในห้องประชุมแล้วมีคนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะไม่พยักหน้าแกล้งทำเป็นรู้ แต่จะถามตรงนั้นจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และจะช่วยกันพัฒนาจนไอเดียนั้นออกมาลงตัว หรือถ้าเกิดการไม่เห็นด้วยในการประชุม เราจะไม่เกรงใจกันเพราะเป็นเพื่อนกันหรือเป็นหัวหน้า แต่จะช่วยกันหาข้อสรุปที่ลงตัว

การทำงานที่ประเทศไทยทำให้คุณต้องปรับตัวยังไงบ้าง

แม้พวกเราคนฮ่องกงและคนไทยจะมีหน้าตาที่คล้ายกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แต่วัฒนธรรมระหว่างเราแตกต่างกันไม่น้อย ช่วงปีแรกๆ ที่มาประเทศไทยผมพยายามพูดให้น้อยและคอยที่จะสังเกตให้มาก เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

ประสบการณ์ทำงานจากฮ่องกงและเซียงไฮ้ หรือวิธีการทำงานแบบคนฮ่องกงที่คุณนำมาปรับใช้กับการทำงานที่ประไทย คืออะไร

บรรยากาศการทำงานค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำงานในฮ่องกงและเซียงไฮ้จะค่อนข้างหนักกว่า ชั่วโมงการทำงานและแรงกดดันมีมากกว่า มีความพยายามมากกว่า แต่ละเอียดรอบคอบน้อยกว่า คนทำงานจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่า ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาจึงช่วยผมในเรื่องการมองไปข้างหน้า ส่วนสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้แก่ความคิดที่มีตรรกะ เหตุและผล โดยทั่วไปแล้วคนฮ่องกงเป็นคนที่มีเหตุและผลสูงทำให้ทำงานหนักมาก แต่เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นจะต้องคิดอย่างมีเหตุมีผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เพื่อให้แผนงานทุกอย่างออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย

คุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อครับ (ตอบในทันที) ผมมักจะพูดเสมอว่าถ้าคุณเป็นอัจฉริยะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานให้หนัก แต่พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้หนักเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะทำให้คุณประสบความสำเร็จนะ ก็ถ้าคุณไม่ลองพยายามดูก่อนโอกาสที่จะสำเร็จมันก็จะลดเหลือน้อยลงไป

ที่บอกว่าทำงานหนัก คือหนักแค่ไหน

บางทีก็ 24 ชั่วโมงเลย (นิ่งคิดนาน) ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมีเรื่องรายละเอียดที่เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่น ในไลน์กลุ่มของออฟฟิศมีกลุ่มชื่อ ER มาจาก Emergency Room ไม่ว่ามีพัสดุสูญหาย เสียหาย หรือเรื่องร้องเรียนใดๆ ในเฟซบุ๊ก ทุกอย่างจะรายงานตรงถึงผม

การทำงานหนักของที่นี่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือระดับความใส่ใจที่มีต่องาน ต้องบอกว่า Kerry Express ไม่ได้ต้องการให้ทีมงานทำงานหนัก เราแค่อยากให้เขาสามารถทำงานที่ออกมาดีและสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลสำเร็จที่ต้องการก็คงต้องทบทวนกัน ผมจะชอบใจมากกว่าถ้าทีมงานทำงานชิลล์ๆ แต่งานออกมาดี

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นบทเรียนสำคัญของคุณและทีมงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของ Kerry Express ประเทศไทย

เราผ่านบทเรียนระหว่างทางกันมาเยอะมาก แต่ถ้าถามถึงบทเรียนครั้งใหญ่ที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไม่สามารถส่งของได้ทัน ลูกค้าจึงร้องเรียนเข้ามาเยอะมาก เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียดของทีมงาน จำได้ว่าใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บทเรียนในวันนั้นบอกเราว่าเราไม่สามารถสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเวลานี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่ออนาคต หลังจากวันนั้น Kerry Express เริ่มลงทุนกับการขยับขยาย คิดถึงการเพิ่มสาขา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คิดถึงการเพิ่มกำลังคน และสิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ เราเตรียมเพื่อ Kerry Express ปี 2020

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ไม่ คุณถามผมไม่ได้นะ ต้องถามคนอื่น แต่ถ้าผมต้องตอบจริงๆ ผมเป็น Silly Boss ผมไม่เดินตามประเพณีนิยมการเป็นเจ้านาย ผมมีนโยบายการทำงานที่เรียกว่า Stupid Boss Policy ด้วยนะ

ที่ Kerry Express ไม่ว่าผู้บริหารจะอาวุโสหรือไม่ เราจะไม่ทำท่าว่าฉลาดกว่าทีมงานที่เด็กกว่าโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเก่งกว่า เขาก็ควรจะทำงานได้เองทุกอย่าง งานของเราไม่ใช่การเป็นคนฉลาด งานของเราคือการปล่อยให้คนที่เก่งกว่าเราแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนทำงานสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะ คุณทำงานให้ผมจนสำเร็จ ส่วนผมให้ผลตอบแทนแก่คุณ คุณต้องเคยได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านบทความที่พนักงานบริษัทต่างทนทุกข์ทรมานกับเจ้านายแย่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจมาบ้างใช่มั้ย เรื่อง Silly Boss แต่สิ่งที่ Kerry ทำกลับช่วยให้การทำงานของเราเป็นประสิทธิภาพ นั่นเพราะระดับบริหารเราทำงานน้อย (หัวเราะ) เราไม่ผูกตัวติดให้เขาทำงานให้เราตลอดเวลา เราแค่ให้ทิศทาง กำหนดเป้าหมาย จากนั้นให้ความไว้ใจปล่อยให้เขาทำงานจนสำเร็จ เป็นการต่างให้ผลตอบแทนกันและกัน

คนแบบไหนที่คุณอยากทำงานด้วย

(คิดนาน) ที่ Kerry Express เรามีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ ซึ่งจริงๆ ที่นี่เราไม่มีกำหนดลักษณะของคนที่เราต้องการเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำงานกับคนที่พูดน้อยแต่ทำเยอะ

คุณชอบส่วนไหนในงานมากที่สุด

ผมชอบกระบวนการสร้างคน ชอบช่วงเวลาของการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้บริหาร ผมชอบเห็นการค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถ ได้เห็นเขาเติบโตในทางของตัวเอง

ที่ Kerry Express เรามีโครงการ Management Service Officer (MSO) โครงการฝึกหัดทีมผู้บริหาร ที่รับคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 2 – 3 ปี นอกจากฝึกฝนประสบการณ์ทำงานจริงแล้วยังมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานใน Kerry Express ประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทีมงานของเรามีอายุเฉลี่ยเพียง 28 ปี และโดยหัวหน้าทีมส่วนใหญ่อายุยังไม่ถึง 30 แต่สามารถดูแลทีมงานกว่า 200 คนได้

นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้ว หลักในการเลือกคนรุ่นใหม่หรือลักษณะพิเศษที่มองหาได้แก่อะไรบ้าง

คนที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ MSO จะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำมาก สำคัญที่สุด คือมีความสามารถที่จะทำให้สิ่งได้รับมอบหมายให้เกิดขึ้นจริง คนไทยมักจะชอบทำงานกับคนที่ดี แต่สำหรับที่นี่การเป็นคนดีจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณทำงานให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนดีด้วย ทำงานเก่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

มีคำหนึ่งที่ผมมักจะใช้เสมอ คือคำว่า Empathy หรือการรู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง

ผมมักจะพูดเสมอว่าคุณจะเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญเท่าคนอื่นเขาคิดกับคุณยังไง ในความจริงคุณอาจจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนไม่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คือ Empathy อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง

ไม่เพียงกับการฝึกฝนคนรุ่นใหม่นะ ผมและผู้บริหารคนอื่นๆ เราก็มีชุดความคิดแบบนี้ เราจะไม่บอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเธอเป็นเด็ก ทำไมเธอไม่ทำงานให้หนักเท่าฉัน เราจะไม่คิดแบบนั้น ตำแหน่งผู้บริหารที่เราถืออยู่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจกว่าทุกคนหรือรู้ทุกเรื่อง งานของเราคือส่งเสริมให้ทีมงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแทนที่จะกำหนดทิศทางทุกอย่าง เราเลือกที่จะทำไปพร้อมกันมากกว่า

ประสบการณ์ทำงาน 17 ปีใน Kerry Logistics และ Kerry Express ให้บทเรียนอะไรในชีวิต หรือมีความหมายต่อชีวิตคุณยังไง

ให้บทเรียนเรื่องชีวิตเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ พูดให้น้อยและทำงานให้หนัก คุณอย่าเพิ่งเบื่อผมถ้าจะได้ยินพูดคำนี้หลายๆ รอบ

ตัวคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ทำงานที่ Kerry Express ประเทศไทยยังไงบ้าง

ผมคิดว่าผมทำงานเก่งขึ้น และ Kerry Express ทำให้ผมรักประเทศไทยมากขึ้นจากวันแรก 20 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตัวงานหรือพนักงานที่นี่ทุกคนให้ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในชีวิตของผม

คุณตั้งใจจะนำพา Kerry Express ประเทศไทยให้กลายเป็นองค์กรที่เป็นที่รักหรือที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนผมอยากให้เป็นทั้งสองแบบ (ตอบทันที) พวกเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ เราไม่ได้ทำงานแบบหุ่นยนต์ เราไม่ใช่นักธุรกิจร่ำรวยยิ่งใหญ่ เราแค่อยากทำบริษัทที่ดี ไม่ใช่แค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข แต่สร้างการรับรู้ การจดจำ แก่ผู้คน และมีบรรยากาศการทำงานที่ดีอบอวลไปด้วยการเป็นที่รัก

14 Questions Answered by Executive Director of Kerry Express (Thailand) 

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : วิธีการทำต้มข่าไก่
  2. กิจกรรมที่คุณมั่นใจในความเร็วของคุณมากที่สุด : การเตรียมตัวขึ้นพูด Speech
  3. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : เซียงไฮ้ เมื่อปี 2000 เป็นช่วง 1 ปีก่อนเรียนจบ ซึ่งผมมีโอกาสเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ทำให้ได้เริ่มต้นทำงานที่ Kerry Logistics
  4. หนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด : The Biography of Robert Kuok
  5. สิ่งที่คุณมักจะทำเมื่อถึงออฟฟิศ : ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว
  6. ถ้าคุณจะต้องขึ้นพูดในงานปัจฉัมนิเทศนักศึกษาเป็นเวลา 10  วินาที คุณจะพูดว่า : You are not how good you are, You are how good people think you are.
  7. ใครหรือคนรุ่นใหม่แบบไหนที่คุณชื่นชอบ : ผมชอบคนรุ่นใหม่ที่มีวินัย คนที่ไว้ใจได้ คนที่พูดน้อยแต่ทำมาก ว่าแต่วันนี้ผมพูดคำนี้ไป 5 รอบแล้วใช่มั้ย
  8. คำพูดดีๆ ที่คุณมักจะหยิบขึ้นมาใช้เสมอ : นอกจากประโยคข้อ 7 แล้ว อีกประโยคที่ชอบคือ ‘Be Water, My Friends’ ของ Bruce Lee หมายความว่า ในการต่อสู้ คุณสามารถใช้กำปั้นชกแก้ว โต๊ะ น้ำแข็ง กำแพงให้แตกสลายได้ แต่คุณชกน้ำไม่ได้
  9. คำพูดที่ใช้กับผู้ร่วมงานเสมอ : Zero-Politics
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ทีมบาสเกตบอล
  11. คุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่คุณ… : ตื่นนอน
  12. ความสนใจของคุณเมื่ออายุ 25 35 และปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 ผมชอบสะสมนาฬิกา กล้อง อายุ 35 ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ฟังแล้วเศร้านะที่มีงานกลายเป็นงานอดิเรก (หัวเราะ) ความสนใจตอนนี้ ผมอยากช่วยคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความตั้งใจแต่ขาดทุนทรัพย์ ผมเองเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ดังนั้น ผมจึงรู้สึกชื่นชมคนที่รู้ตัวและฝันว่าอยากทำอะไรแต่ขาดแคลนปัจจัยบางอย่าง
  13. จงยกตัวอย่างของสิ่งที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นฮ่องกงและความเป็นไทยมากที่สุด : ข้าวมันไก่ เป็นตัวแทนอาหารไทยที่มีความฮ่องกงมาก นั่นคือ การจัดจานเวลาจะเสิร์ฟมีความเป็นขั้นตอน ความเร็วในการเสิร์ฟข้าวมันไก่ และที่สำคัญ ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไม่เคยเสิร์ฟผิดเลย
  14. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือ คุณจะสอนวิชาอะไร : วิชา Elementary Logic

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ช่วงปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการน้ำมันในเครือ ปตท. ที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่ายุคสมัยก่อน เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนจับจ่ายใช้สอย กระจายตัวอยู่มากกว่า 2,100 สาขาในประเทศ และมีคนเดินเข้ามากกว่าวันละ 3.8 ล้านคน 

รวมทั้ง Café Amazon ที่เติบโตมากกว่า 4,000 สาขาทั้งในและต่างประเทศ และธุรกิจน้อยใหญ่ที่เปิดเรียงรายในพื้นที่

นั่นคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ภายใต้การบริหารของ จิราพร ขาวสวัสดิ์ แม่ทัพหญิงผู้นำ OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (มหาชน) เข้าตลาดหลักทรัพย์ในสถานการณ์โควิด-19 และค่อย ๆ ทรานฟอร์มธุรกิจน้ำมันให้มีส่วนผสมของธุรกิจไลฟ์สไตล์และนวัตกรรม ลงทุน ร่วมทุน ทำงานร่วมกับ SME และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ด้วยคำติดหูอย่าง ‘โออาร์ = โอกาส’

นอกจากนี้ OR ยังมีบริษัทที่ร่วมทุนอยู่ใน 10 ประเทศ พร้อมภารกิจพาแบรนด์ไทยให้ไปมีพื้นที่บนเวทีระดับโลก 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา OR เพิ่งจัดงาน Inclusive Growth Days หนึ่งในเวทีสำคัญที่รวมหลากหลายภาคส่วน มาฉายภาพภารกิจและหมุดหมายต่อไปขององค์กรที่อยากนำพาทั้งองคาพยพให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า OR เป็น และพร้อมจะเป็น มากกว่ากิจการค้าขายน้ำมันแบบในอดีต

ก่อนจิราพรจะเกษียณอายุในเดือนกันยายนนี้ หลังจากทำงานในเครือ ปตท. มายาวนานกว่า 35 ปี เรามีโอกาสนัดหมายเธอสั้น ๆ เพื่อพูดคุยถึงช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งกัปตันทีมว่าเป็นอย่างไรบ้าง

และเล่าถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ให้เกิดการพบปะ พูดคุย จัดงานสัมมนา รวมพลังกันเพื่อก้าวเดินต่อไป ในฐานะองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) หรือการจัดประชุม อบรม สัมมนา การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมองค์กร การจัดงานแสดงสินค้า รวมถึงเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ดูแล ทำงานร่วมกับทั้งดีลเลอร์ พาร์ตเนอร์ ลูกค้า และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนทุกภาคส่วน ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

นี่คือเรื่องเล่าหลักการทำงานร่วมกับผู้คน และช่วงเวลาที่เธอบอกว่าเป็นหนึ่งในโอกาสที่ขอบคุณที่สุดในชีวิต

จิราพร ขาวสวัสดิ์ CEO PTTOR ในวันที่เป็นมากกว่าธุรกิจน้ำมัน แต่คือแพลตฟอร์มแห่งโอกาส

หลังจากทำงานมายาวนาน คุณกำลังจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายนนี้แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

รู้สึกเหมือนปกติเลย เราก็ทำงานตามภารกิจที่เหลืออยู่ตามเวลาที่มี ไม่ได้กังวลอะไร ส่วนหนึ่งเพราะทุกคนทำงานเป็นทีมร่วมกันอย่างดีมาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ปีที่แล้ว OR เพิ่งประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ เกิดอะไรขึ้นบ้างและอะไรที่เปลี่ยนไป

OR ปรับวิสัยทัศน์องค์กรเป็น ‘Empowering all toward inclusive growth’ ที่คิดกันมาเกือบ 3 ปี ก่อนจะตกตะกอนเมื่อปีที่แล้ว และลงมือทำจริงเพื่อไม่ให้เป็นเพียงประโยคสวยหรูที่ล่องลอย พร้อมกับตั้งเป้าหมายไปถึงปี 2030 ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา เราไม่ได้คุยกันถึงแค่ Net Profit หรือ EBITDA เท่านั้น แต่ตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมถึง Triple Bottom Line คือ People, Planet และ Performance

3P ในแบบของ OR 

ในด้าน People เราตั้งใจทำธุรกิจที่ทำให้ชุมชนรอบ ๆ ดีขึ้น รวมแล้ว 12 ล้านชีวิต ส่วนในมุม Planet จริงอยู่ที่ธุรกิจเราทำเรื่องน้ำมัน แต่ก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น หนึ่งใน 4 ภารกิจหลักของเราคือ Seamless Mobility ที่ทำให้การเคลื่อนที่ไร้รอยต่อและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (อีก 3 ภารกิจคือ All Lifestyles, Global Market และ OR Innovation)

ส่วน Performance จะเห็นว่า OR ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SME สตาร์ทอัพ หรือบริษัทที่ร่วมทุนกัน อาจจะมีเห็นตามบิลบอร์ดที่เขียนว่า ‘โออาร์ = โอกาส’จากการที่เราเห็นว่าบริษัทใหญ่มีแพลตฟอร์ม มีประสบการณ์ แต่อาจจะติดอยู่กับ Comfort Zone ส่วน SME กับสตาร์ทอัพจะมี Passion และ Commitment สูง แต่อาจขาดแพลตฟอร์มที่จะได้ทดลองว่าสิ่งที่เขาคิดอยากทำจะเป็นผลไหม เราเลยนำทำแพลตฟอร์มที่เรามี ให้กลายเป็น Sandbox ที่จะให้เขามาขยายธุรกิจต่อได้ 

คุณผ่านการทรานฟอร์มองค์กรมาเยอะ ตั้งแต่ตอนเปลี่ยนเป็น OR การทำ IPO และการปรับทิศทางครั้งนี้ คุณจัดการความท้าทายเหล่านี้อย่างไร

พอองค์กรอยู่มานานกว่า 40 ปี เราจะยึดความสำเร็จที่เคยทำมาก่อน แต่วันนี้เราบอกคนว่าต้องไปแสวงหาสิ่งใหม่ และเปิดรับคนอื่นเข้ามาเสริมกัน ซึ่งจะมองว่ายากก็ยาก แต่มันทำให้ง่ายขึ้นได้ด้วยการสื่อสาร ทำความเข้าใจ และลงไปปฏิบัติเอง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อก่อนตอนทีมจัดหาผลิตภัณฑ์เข้ามาขายใน Café Amazon เขาอาจมีตัวเลขในใจว่าต้องได้ Gross Margin เท่านี้ และอาจมองข้ามบางสินค้าไป แต่จริง ๆ เรามีผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่าง OTOP ที่น่าสนับสนุนและส่งเสริมอีกมาก แต่ต้องเข้าใจว่าวิธีการทำงานด้วยย่อมไม่เหมือนกับ Corperate ที่มีแพตเทิร์นอยู่แล้ว เราอาจต้องลงไปทำงานร่วมกันมากขึ้น เช่น มีปั้นสิบทอดจากจังหวัดพัทลุงที่เราช่วยแนะนำให้เขาพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่าน อย. และมีแพ็กเกจจิ้งที่ดีขึ้นและรับมาขาย

แรก ๆ คนจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ยอดเท่าเดิม แต่เราบอกว่าไม่เป็นอะไร ทำไปก่อน ภาพที่เกิดขึ้นคือชุมชนมีช่องทางอาชีพมากขึ้นจริง พอเขามีรายได้มากขึ้น เมืองก็จะพัฒนาขึ้นด้วย จนปัจจุบันเรามีสินค้าประมาณ 250 SKU จากเกือบ 50 วิสาหกิจชุมชนที่ทำงานด้วยกัน อันนี้เป็นตัวอย่างของการทรานฟอร์มแบบคิดถึงเรื่อง Inclusive Growth ด้วย 

คำว่า Inclusive มีความหมายกับคุณ

เราอยากเป็น Corporate ที่ทำงานร่วมกับธุรกิจรายย่อยและภาคส่วนต่าง ๆ ได้ด้วยความเชื่อใจ เช่น เราเลือกขายหุ้น IPO แบบ Small–Lot First ช่วงโควิด เพื่อให้ผู้จองซื้อรายย่อยมีโอกาสได้รับการจัดสรรก่อน ได้เป็นเจ้าของหุ้น OR เพื่อขอบคุณคนไทยที่สนับสนุนสินค้าและบริการของ OR เสมอมา

และเร็ว ๆ นี้ OR เพิ่งจัดงาน Inclusive Growth Days ไป เราได้เห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายตามที่เราตั้งใจ โดยปกติแล้ว ภาครัฐจะทำงานเชิงนโยบายและกลไก แต่จะขับเคลื่อนให้สำเร็จได้ ต้องมีภาคเอกชนด้วย เวทีนี้จึงมีทั้งสองภาคส่วนมาแชร์กัน ตามด้วยตัวอย่างภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่อยู่มายืนนานอย่างดุสิตธานีและ MK และกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างน้อง ๆ สตาร์ทอัพหรือ SME วัย 20 หรือ 30 ปีที่สร้างแรงบันดาลใจมาก ๆ อย่าง โอ้กะจู๋ ช่วยทำให้คนเห็นโอกาสในวันที่อาจรู้สึกห่อเหี่ยวท้อแท้ และมีพื้นที่สำหรับ Business Matching ที่ทำให้เกิดการร่วมมือกันมากขึ้นด้วย 

การจัดงานแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ยังคงสำคัญอยู่

ใช่ ถึงเราจะจัดงานทางออนไลน์ได้ แต่มันไม่เหมือนกัน การจัดงานแบบนี้ยังคงมีความจำเป็นอยู่ เพราะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์กันที่เป็นมากกว่าแค่เรื่องธุรกิจ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต่อให้ช่วงแรกเราบอกว่าชอบ Work from Home แต่พอห่างเหินกันนาน ๆ เข้า เราอาจเห็นว่าการทำงานมันไม่ราบรื่น มันไม่ได้เห็นความเอื้ออาทรกันและกัน 

เห็นแต่ก่อน OR จัดอีเวนต์ค่อนข้างบ่อย และตอนนี้ก็เริ่มกลับมาจัดแล้ว

ที่ผ่านมา OR จัดงานเรื่อย ๆ ตามเนื้องานธุรกิจ และใช้กิจกรรม MICE ในรูปแบบการประชุมระดับเขต ภาค และประเทศ สัมมนาภายในองค์กร และ Exhibition รวมแล้วประมาณ 60 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร

เช่น 1 ปีจะมีงานแบบ Inclusive Growth Days สัก 1 ครั้ง และสัมมนาดีลเลอร์ ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ สถานบริการน้ำมันจาก 8 เขตทั่วประเทศ และ Café Amazon อีก 2 ครั้ง เพื่อให้ดีลเลอร์ได้รับฟังและฟีดแบ็กนโยบาย พบปะร้านค้าที่เขาอาจสนใจ มีงานสัมมนาลูกค้าที่มีมากถึง 8,000 คนต่อครั้ง งานสัมมนาพนักงานทั้งบริษัทและแยกตาม 10 สายงาน แล้วก็จัดงานเวลามีโปรดักต์ใหม่ ๆ ด้วย

ช่วงโควิดที่ผ่านมาไม่ค่อยได้จัดอะไร แต่ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ก็เริ่มกลับมาจัดแล้ว ในอนาคตที่เราตั้งใจจะขยายธุรกิจของเราและพาร์ตเนอร์ไปต่างประเทศ ก็จะมีงานที่นำเสนอสินค้าและบริการให้นักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงพาพาร์ตเนอร์เราไปเปิดบูทที่ต่างประเทศด้วย

เรื่องปฏิสัมพันธ์สำคัญในการทำงานมาก เพราะมันทำให้คนเข้าใจกันและกันและทำงานเป็นทีม พื้นที่การจัดงานแบบนี้ช่วยให้เกิดได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ภาคเอกชนก็เริ่มกลับมาจัดกันได้ตามปกติแล้ว ซึ่งในทางหนึ่งก็ถือเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย

พูดถึงเรื่องการขยายไปต่างประเทศ คุณเชื่อว่าแบรนด์ไทยยังมีโอกาสตีตลาดโลกได้อีกเยอะ

มีมากเลยแหละ ตอนเราไปเปิดสาขาแรกของ Café Amazon ที่ซาอุดีอาระเบีย เห็นเลยว่าประเทศเขาเปลี่ยนไปมาก สภาพเศรษฐกิจเติบโตและเปิดรับธุรกิจของคนต่างชาติที่เขาขาดเข้าไปในประเทศ อาจจะแลกกับการงดเว้นภาษีบางอย่าง หรือจากที่เราเข้าไปลงทุนในกัมพูชา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ก็เห็นว่าสินค้าแบรนด์ไทยได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือสำหรับเขามาก 

ยิ่งถ้าเรามีคนที่มีประสบการณ์ประกอบไปกับคนที่เพิ่งเริ่มต้น เราจะมีจุดแข็งมาก ๆ และลดความเสี่ยงด้วย

OR ลงทุนในนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีพนักงานเพิ่มมากกว่า 200 คนจากวันที่แยกออกมาจาก ปตท. คุณดูแลคนกลุ่มใหม่และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร

ให้พื้นที่พวกเขาและบางงานก็ต้องแยกกลุ่มคนออกมาทำ เพื่อให้เขาได้คิดและพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ เช่นการมีทีม ORion เป็นเหยี่ยวแสวงหาสตาร์ทอัพและ SME ที่จะทำงานร่วมกันโดยเฉพาะ

หลักการสร้างคนของเราคือ เคารพและศรัทธาคนที่ความดีและผลงาน เราไม่ได้โปรโมตคนที่อายุ แต่เน้นที่ผลลัพธ์และเสียงจากคนรอบข้างเขา และดูว่าเป็นไปตาม Success Profile ของหน้าที่นั้น ๆ ที่เรากำหนดร่วมกันไว้ไหม ซึ่งระบบพวกนี้ต้องแหวกการทำงานแบบรัฐวิสาหกิจเดิม ๆ ที่แค่ถ้าไม่ทุจริตก็อยู่ต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่มันอาจทำให้คนเฉื่อย เราก็ต้องตั้งระบบการทำงานแบบใหม่ขึ้นมา 

ถ้าให้ประเมินการทำงานของตัวเองที่ผ่านมา 4 ปีในตำแหน่งนี้ เต็ม 10 ให้เท่าไร

ให้ 8

อีก 2 หายไปไหน

ถ้ายังพอมีเวลา ยังอยากโค้ชชิ่งให้คนทำงานตั้งแต่ระดับ N-1 หรือ N-2 ลงไป รู้สึกมีพลังมากขึ้นต่อ เพื่อให้เกิดการทรานส์ฟอร์มที่ราบรื่น คนเหล่านี้มีอายุและประสบการณ์ เพียงแต่ต้องทำให้เขาบริหารทีมให้ทำงานตามวิถีใหม่ได้สำเร็จ ตอนเราแยกตัวออกมาจาก ปตท. มีพนักงานประมาณ 1,500 คน แล้วมีรุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเป็น 1,700 คน ซึ่งที่ผ่านมาก็แท็กทีมและให้ความร่วมมือกันดีมาก แค่อยากทำมากกว่านี้อีกหน่อย แต่ก็พอใจแล้วนะ

เป็นกัปตันทีมต้องรับแรงกดดันหลายด้าน คุณคิดว่าตัวเองผ่านมาได้อย่างไร

เริ่มจากความคิดว่าเราทำงานให้กับองค์กร พนักงาน และส่วนรวม ทั้งชีวิตการทำงานกว่า 35 ปี มีงานแค่ประมาณ 4 ครั้งเท่านั้นที่เราไม่ชอบทำ ที่เหลือทำหมด เราเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเป็นผู้ปฏิบัติ เราก็จะเข้าใจคนที่อยู่ภาคปฏิบัติมาก เวลาออกนโยบายหรือเปลี่ยนแปลงอะไร เราจะฟังคนก่อน ไม่ใช่ท็อปดาวน์ไปเลย แต่เข้าใจก่อนว่ามีแรงเสียดทานอะไรอยู่ มันเป็นที่ระบบหรือที่คน เราพร้อมไปกันแค่ไหน ถ้าไปได้ไม่ถึง 10 อาจจะเริ่มจาก 7 

การรับฟังแล้วกลับมาหาข้อเท็จจริงหรือปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง จะช่วยให้เราได้รับการร่วมมือจากทุกภาคส่วน เวลามีงานยากหรือท้าทาย เราก็ลงพื้นที่ไปให้ขวัญกำลังใจน้อง ๆ และทำงานอยู่บนหลักการ ระหว่างทางมีบ้างที่คนอยากให้เราทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่เรายึดมั่นเสมอว่า อะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักการ เราจะไม่ทำเด็ดขาด

จิราพร ขาวสวัสดิ์ CEO PTTOR ในวันที่เป็นมากกว่าธุรกิจน้ำมัน แต่คือแพลตฟอร์มแห่งโอกาส

10 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก จิราพร ขาวสวัสดิ์ มากขึ้น

1. ความฝันตอนอายุ 25 ปี

อยากเป็นนักบัญชีที่มีคำตอบให้ปัญหา ไม่ใช่นักบัญชีที่หัวสี่เหลี่ยม

2. ร้านที่ต้องแวะประจำเวลาเข้าปั๊มน้ำมัน

ร้านข้าวแกง

3. กาแฟหรือเครื่องดื่มที่ชอบ

ลาเต้ร้อน ต้อง Café Amazon ด้วยนะ (หัวเราะ)

4. วิธีชาร์จพลังตัวเองในวันที่เจอเรื่องยาก ๆ

คิดว่าสิ่งที่ทำเป็นการทำเพื่อองค์กรและส่วนรวม หน้าที่นี้ต้องทำให้สำเร็จ

5. คำพูดติดปาก

เอ้อ.. มันต้องได้สิ เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออกนะ

6. นวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่รู้สึกตื่นเต้น

การปรับเปลี่ยน Mindset และวิธีการทำงานของ OR ได้สำเร็จนี่แหละ

7. ถ้าเดินไปถามพนักงาน เขาน่าจะจดจำคุณว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ใจดี แต่ดุด้วย

8. หนังสือที่อยากแนะนำให้คนได้อ่าน

อัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญ มันจะทำให้เราเข้าใจว่าคนคนหนึ่งที่เราอาจยึดเป็นต้นแบบว่ามีหลักคิดอะไร ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง สิ่งที่พวกเขาให้คุณค่าคือเรื่องอะไร

9. สิ่งแรกที่คุณทำหลังเกษียณ

คงพักสักวันสองวันก่อน แล้วไปหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาอ่าน

10. โอกาสที่รู้สึกขอบคุณมาจนถึงทุกวันนี้

โอกาสแรกคือตอนเป็นหัวหน้าหน่วยปรับปรุงระบบ ปตท. ทั่วทั้งประเทศ ปรับซอฟต์แวร์ให้เป็น SAP ทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เป็นการทำงานภายใต้กดดันที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องการปรับใจ 

อีกครั้งคือตอนแยกธุรกิจน้ำมันออกมาจาก ปตท. กลายเป็นเรือลำเล็กที่ชื่อ OR ซึ่งอาจไม่เรียกช่วงนี้ว่าเป็นความสุข เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ แต่เรียกว่าเป็นโอกาสและช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจที่ได้รับความร่วมมือและศรัทธาจากผู้คน

‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ โดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิรรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB)

หลังจากทั่วโลกฝ่ามรสุมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 3 ปี ผู้คนล้วนต่างโหยหาการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ งานภาควิชาการหรือธุรกิจ วันนี้ ประเทศไทยพร้อมสำหรับการกลับมาจัดอีเวนต์ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ตามห้องประชุม ห้องสัมมนาและพื้นที่ธรรมชาติทั่วประเทศ โดยมี TCEB หน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจในการผลักดัน ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย พร้อมกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อม ๆ กับองค์กรภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชน ร่วมกันทุกภาคส่วน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MICE และ TCEB ที่ : www.businesseventsthailand.com

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load