1

1 นาที คือสถิติที่เร็วที่สุดของผู้เขียนในการซื้อของออนไลน์ 30 วินาทีแรกสำหรับการตัดสินใจ 30 วินาทีต่อมาสำหรับการพิมพ์ CF ทำธุรกรรมทางการเงิน แจ้งที่อยู่จัดส่ง และรอรับของสวยๆ

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

2

24 ชั่วโมง คือสถิติที่เร็วที่สุดที่ผู้เขียนได้รับของที่เพิ่งกดสั่งซื้อเมื่อเช้า จากสุภาพบุรุษชุดสีส้ม

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

3

ไม่ใช่เพราะความเร็วเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ The Cloud มีนัดหมายด่วนพิเศษกับ คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) เพราะสิ่งที่ชนะใจชาวเราเวลานี้ คือความเชื่อใจว่าของที่รับฝากจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์และบริการรับส่งของด่วนพิเศษเร็วอย่างหัวใจในเวลานี้ เราสนใจวิธีการทำงานของ Kerry Express บริษัทขนส่งรายใหญ่ของฮ่องกง ที่นอกจากจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นจนบริษัทแม่จากฮ่องกงและสาขาอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ต้องบินมาดูงานและนำไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

บทสนทนาด้านล่างนี้ไม่เพียงชวนคุณอเล็กซ์คุยเรื่องแนวคิดของการเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความเข้าใจเรื่องบริการด่วนพิเศษของคนไทย บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้ Kerry Express ปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ความคิดสนุกๆ ของการสร้างคนรุ่นใหม่ และรักษากองกำลังสำคัญของบริษัท รวมถึงตัวตนและนโยบาย Stupid Boss Policy วิธีการทำงานไม่เหมือนใครที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมในอุดมคติ

อย่ารอช้าเลย เพราะท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา…

อะไรคือความเร็วสูงสุดที่ Kerry Express ทำได้

ถ้าเป็นเรื่องความเร็ว ผมขอไม่พูดถึงความเร็วในการรับ-ส่งพัสดุ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้อยู่แล้ว Kerry Express เราเป็นบริษัทที่ทำงานเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น พวกเราใช้เวลาเปิดหน้าร้านสาขาแรกที่อโศก เพียง 6 สัปดาห์นับจากวันแรกที่เราเริ่มต้นความคิดนี้จาก 0 หรือบริการส่งของวันเดียวถึง (Bangkok Sameday) ที่ใช้เวลาเตรียมการคนและออกแบบระบบพร้อมภายใน 2 เดือน นั่นเพราะ Kerry Express เราคิดแล้วลงมือทำเลย

ใครๆ ในโลกนี้ก็รู้ว่าการจราจรของกรุงเทพฯ น่ารักน่าเอ็นดูมากแค่ไหน อะไรทำให้ Kerry Express ยังส่งพัสดุเร็วได้อยู่

เป็นความลับ

ผมล้อเล่น

เหตุผลข้อแรกคือ เรามีทีมงานที่ตรงเวลาและมีวินัยมากๆ คุณรู้มั้ยว่ากว่าพัสดุจากต้นทางจะส่งถึงมือคุณ ต้องผ่านคนกลางถึง 7 คน ที่สำคัญ ถ้าคนกลางเหล่านั้นไม่ใช่คนที่รักษาเวลาหรือมีวินัย เขาเก็บของคุณไว้ยังไม่ยอมส่ง หรือส่วนมากจดจ่ออยู่กับรายการนำส่งล่าสุด ก็จะไม่สามารถจัดการงานและระบบได้ อีกอย่างคือเหตุผลเรื่อง Economy of Scale สมมติว่า Kerry Express มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทรับส่งพัสดุทั่วไป 20 – 30 เท่า นั่นแปลว่าขนาดพื้นที่ที่ครอบคลุมต่อคนส่งจะเล็กลง แทนที่ผมจะรับผิดชอบการจัดส่งย่านบางรักจนถึงอโศก การกำหนดขนาดพื้นที่รับผิดชอบย่านใดย่านหนึ่งชัดเจนและเล็กลงก็จะทำให้ทำงานเร็วขึ้นและง่ายขึ้น

ตอนไหนที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรับส่งแบบด่วนพิเศษ เพราะในต่างประเทศการรับส่งของด่วนถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว

สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของประเทศ

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อบริการที่มีความเร็วมากกว่า สมัยนั้นถ้าต้องการจะส่งของสักชิ้นคุณต้องไปที่สถานีขนส่งเพื่อฝากของ จากนั้นติดต่อผู้รับปลายทางเพื่อนัดหมายรับสินค้าเมื่อเดินทางไปถึง แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ความรู้ความเข้าใจเปลี่ยน เรามีกิจกรรมกันมากขึ้น ฉันซื้อของจากคุณ แล้วขายต่อให้เธอ เมื่อชีวิตเปลี่ยน บริการพิเศษจึงเกิดขึ้น

อย่างการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์ส่งผลต่อธุรกิจให้บริการรับส่งพัสดุด่วนพิเศษยังไงบ้าง

ถ้าย้อนดูเศรษฐกิจประเทศไทยจะเห็นว่ามีการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าด่วนมา 30 – 40 ปีแล้ว นั่นคือก่อนที่จะมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งนับจนถึงวันนี้ Kerry Express มีอายุ 12 ปี และในช่วง 7 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น ประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ เราเริ่มจากให้การบริการรับส่งที่เร็วและดีในกรอบที่จัดการได้

Kerry Express เราวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่บริษัทขนส่ง นั่นแปลว่าเรามีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเป็นบริษัทขนส่งก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ให้บริการเร็วขึ้น และค่าบริการถูกลงได้

ที่ผ่านมา เรามีภาพจำว่าไม่ว่าจะเลือกส่งของแบบลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษก็ให้ผลที่ไม่ต่างกัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าคนไทยเราต้องการบริการที่ด่วนพิเศษ

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจความเร็วนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความน่าเชื่อถือ ทุกคนย่อมเลือกอย่างหลัง และการมาของ Kerry Express ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนั้น

นอกจากความเร็วแล้ว อะไรคือปัจจัยอะไรทำให้ Kerry Express ชนะใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และธุรกิจ SME ในไทย

ผมคิดว่าเป็นเรื่องความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากบริการของเรา เพราะคงไม่อยากคุยกับระบบตอบรับที่ให้กด 1 กด 2 ซึ่งในสายด่วน Kerry Express คุณจะได้คุยกับพนักงานของเราจริงๆ

เราค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินข่าวเสียหายหรือดราม่าเกี่ยวกับ Kerry Express คุณมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างไร

จริงๆ เป็นความลับทางธุรกิจของเรา แต่โอเค ผมบอกก็ได้

ต้องบอกก่อนว่า Kerry Express เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากแผนการตลาดใดๆ ที่นี่เราทำการตลาดน้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดปัญหาเลย

ในจำนวนการรับส่งของ 1,000 ชิ้นจะเกิดปัญหา 2 – 3 เรื่อง เช่น พัสดุหาย หรือชำรุด นั่นคือน้อยกว่า 0.003% ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุด ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง ทุกวันนี้ที่ Kerry Express มีจำนวนการรับส่งพัสดุ 800,000 กล่องต่อวัน นั่นแปลว่าเราจะเจอเรื่องร้องเรียนจากการบริการนับพันเรื่องในแต่ละวัน คำถามที่เราสนใจจึงไม่ใช่ ‘ทำไม Kerry Express ดีจังเลย’ แต่คือคำถามว่า ‘ทำไมปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น’

สิ่งที่ทำให้แบรนด์เป็นที่ไว้วางใจเสมอมาเพราะเรามีทีมงานร่วมพันคนที่ดูแลในส่วนบริการลูกค้า ในกรณีที่เกิดปัญหาและคุณร้องเรียนเข้ามา เราจะมีพนักงานโทรหาคุณโดยตรงเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจ่ายคืนค่าบริการ หรือถ้าหากคุณร้องเรียนผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย เราจะรีบต่อกลับภายใน 15 นาทีพร้อมติดตามผล จะเห็นว่าเรามีทีมจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียนที่แข็งแรงมากๆ เพราะเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจที่มี 0.003% ให้กลายเป็นลูกค้าที่พอใจในบริการของเรา แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปวันแรก อะไรทำให้ที่ Kerry Logistic บริษัทชื่อดังจากฮ่องกงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย  

นอกจากความโดดเด่นเรื่องการเปิดรับสิ่งใหม่ที่มีมากกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกันในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองในอุดมคติของนักธุรกิจเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ มีทรัพยากรและแรงงานที่มีทักษะชั้นดี มีทำเลภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ใจกลางของทุกสิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจที่นี่ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีประชากรเยอะและมีพื้นที่ใหญ่มาก เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาการขนส่งของประเทศนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า Kerry Express จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างทุกวันนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ทั้งๆ ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนฮ่องกง เราเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่า Kerry Express เป็นบริษัทที่ออกแบบโดยคนไทยเพื่อคนไทย ทำไมคุณเชื่ออย่างนั้น

เรามักจะพูดเสมอว่า Kerry Express คือความภูมิใจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทให้บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งแล้ว เมื่อดูอัตราการเติบโตและการขยายสาขา Kerry Express ของไทยสามารถเอาชนะฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม

สำคัญคือจำนวนทีมงาน ประสบการณ์ และบริการของเรา ไม่ว่าเป็นคน เครื่องมือ และระบบการปฏิบัติงาน ทุกอย่างใน Kerry Express ประเทศไทยออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อคนไทยจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ไหน เพราะโดยทั่วไปบริษัทลูกในต่างประเทศต้องดำเนินทุกอย่างตามที่บริษัทแม่กำหนด แต่ที่ Kerry Express ประเทศไทย เราสร้างระบบการทำงานที่เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นๆ นำไปปรับใช้ต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักงานใหญ่ของ Kerry Express จึงตั้งอยู่ในประเทศไทย

บรรยากาศหรือวัฒนธรรมองค์กรของ Kerry Express ประเทศไทย มีสไตล์เป็นแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างฮ่องกงและไทย

เราไม่เคยนิยามวัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นสไตล์ไหน ถ้าจะต้องนิยาม เราขอเรียกสั้นๆ ว่า Good Culture ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จากที่ไหน

ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความซื่อตรง ไม่ใช่เรื่องการซื่อสัตย์กับศีลธรรม คิดโกงเงินบริษัทแบบนั้นนะ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพวกเราเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการมีลำดับขั้นในงานอย่างที่องค์กรทั่วไปมีอาวุโสหรืออาวุโสกว่า ผมให้เขาเอาออกเลย ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งงานไหน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีกว่า เราเลือกไอเดียนั้น อีกตัวอย่าง สมมติอยู่ในห้องประชุมแล้วมีคนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะไม่พยักหน้าแกล้งทำเป็นรู้ แต่จะถามตรงนั้นจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และจะช่วยกันพัฒนาจนไอเดียนั้นออกมาลงตัว หรือถ้าเกิดการไม่เห็นด้วยในการประชุม เราจะไม่เกรงใจกันเพราะเป็นเพื่อนกันหรือเป็นหัวหน้า แต่จะช่วยกันหาข้อสรุปที่ลงตัว

การทำงานที่ประเทศไทยทำให้คุณต้องปรับตัวยังไงบ้าง

แม้พวกเราคนฮ่องกงและคนไทยจะมีหน้าตาที่คล้ายกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แต่วัฒนธรรมระหว่างเราแตกต่างกันไม่น้อย ช่วงปีแรกๆ ที่มาประเทศไทยผมพยายามพูดให้น้อยและคอยที่จะสังเกตให้มาก เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

ประสบการณ์ทำงานจากฮ่องกงและเซียงไฮ้ หรือวิธีการทำงานแบบคนฮ่องกงที่คุณนำมาปรับใช้กับการทำงานที่ประไทย คืออะไร

บรรยากาศการทำงานค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำงานในฮ่องกงและเซียงไฮ้จะค่อนข้างหนักกว่า ชั่วโมงการทำงานและแรงกดดันมีมากกว่า มีความพยายามมากกว่า แต่ละเอียดรอบคอบน้อยกว่า คนทำงานจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่า ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาจึงช่วยผมในเรื่องการมองไปข้างหน้า ส่วนสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้แก่ความคิดที่มีตรรกะ เหตุและผล โดยทั่วไปแล้วคนฮ่องกงเป็นคนที่มีเหตุและผลสูงทำให้ทำงานหนักมาก แต่เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นจะต้องคิดอย่างมีเหตุมีผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เพื่อให้แผนงานทุกอย่างออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย

คุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อครับ (ตอบในทันที) ผมมักจะพูดเสมอว่าถ้าคุณเป็นอัจฉริยะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานให้หนัก แต่พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้หนักเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะทำให้คุณประสบความสำเร็จนะ ก็ถ้าคุณไม่ลองพยายามดูก่อนโอกาสที่จะสำเร็จมันก็จะลดเหลือน้อยลงไป

ที่บอกว่าทำงานหนัก คือหนักแค่ไหน

บางทีก็ 24 ชั่วโมงเลย (นิ่งคิดนาน) ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมีเรื่องรายละเอียดที่เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่น ในไลน์กลุ่มของออฟฟิศมีกลุ่มชื่อ ER มาจาก Emergency Room ไม่ว่ามีพัสดุสูญหาย เสียหาย หรือเรื่องร้องเรียนใดๆ ในเฟซบุ๊ก ทุกอย่างจะรายงานตรงถึงผม

การทำงานหนักของที่นี่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือระดับความใส่ใจที่มีต่องาน ต้องบอกว่า Kerry Express ไม่ได้ต้องการให้ทีมงานทำงานหนัก เราแค่อยากให้เขาสามารถทำงานที่ออกมาดีและสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลสำเร็จที่ต้องการก็คงต้องทบทวนกัน ผมจะชอบใจมากกว่าถ้าทีมงานทำงานชิลล์ๆ แต่งานออกมาดี

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นบทเรียนสำคัญของคุณและทีมงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของ Kerry Express ประเทศไทย

เราผ่านบทเรียนระหว่างทางกันมาเยอะมาก แต่ถ้าถามถึงบทเรียนครั้งใหญ่ที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไม่สามารถส่งของได้ทัน ลูกค้าจึงร้องเรียนเข้ามาเยอะมาก เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียดของทีมงาน จำได้ว่าใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บทเรียนในวันนั้นบอกเราว่าเราไม่สามารถสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเวลานี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่ออนาคต หลังจากวันนั้น Kerry Express เริ่มลงทุนกับการขยับขยาย คิดถึงการเพิ่มสาขา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คิดถึงการเพิ่มกำลังคน และสิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ เราเตรียมเพื่อ Kerry Express ปี 2020

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ไม่ คุณถามผมไม่ได้นะ ต้องถามคนอื่น แต่ถ้าผมต้องตอบจริงๆ ผมเป็น Silly Boss ผมไม่เดินตามประเพณีนิยมการเป็นเจ้านาย ผมมีนโยบายการทำงานที่เรียกว่า Stupid Boss Policy ด้วยนะ

ที่ Kerry Express ไม่ว่าผู้บริหารจะอาวุโสหรือไม่ เราจะไม่ทำท่าว่าฉลาดกว่าทีมงานที่เด็กกว่าโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเก่งกว่า เขาก็ควรจะทำงานได้เองทุกอย่าง งานของเราไม่ใช่การเป็นคนฉลาด งานของเราคือการปล่อยให้คนที่เก่งกว่าเราแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนทำงานสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะ คุณทำงานให้ผมจนสำเร็จ ส่วนผมให้ผลตอบแทนแก่คุณ คุณต้องเคยได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านบทความที่พนักงานบริษัทต่างทนทุกข์ทรมานกับเจ้านายแย่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจมาบ้างใช่มั้ย เรื่อง Silly Boss แต่สิ่งที่ Kerry ทำกลับช่วยให้การทำงานของเราเป็นประสิทธิภาพ นั่นเพราะระดับบริหารเราทำงานน้อย (หัวเราะ) เราไม่ผูกตัวติดให้เขาทำงานให้เราตลอดเวลา เราแค่ให้ทิศทาง กำหนดเป้าหมาย จากนั้นให้ความไว้ใจปล่อยให้เขาทำงานจนสำเร็จ เป็นการต่างให้ผลตอบแทนกันและกัน

คนแบบไหนที่คุณอยากทำงานด้วย

(คิดนาน) ที่ Kerry Express เรามีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ ซึ่งจริงๆ ที่นี่เราไม่มีกำหนดลักษณะของคนที่เราต้องการเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำงานกับคนที่พูดน้อยแต่ทำเยอะ

คุณชอบส่วนไหนในงานมากที่สุด

ผมชอบกระบวนการสร้างคน ชอบช่วงเวลาของการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้บริหาร ผมชอบเห็นการค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถ ได้เห็นเขาเติบโตในทางของตัวเอง

ที่ Kerry Express เรามีโครงการ Management Service Officer (MSO) โครงการฝึกหัดทีมผู้บริหาร ที่รับคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 2 – 3 ปี นอกจากฝึกฝนประสบการณ์ทำงานจริงแล้วยังมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานใน Kerry Express ประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทีมงานของเรามีอายุเฉลี่ยเพียง 28 ปี และโดยหัวหน้าทีมส่วนใหญ่อายุยังไม่ถึง 30 แต่สามารถดูแลทีมงานกว่า 200 คนได้

นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้ว หลักในการเลือกคนรุ่นใหม่หรือลักษณะพิเศษที่มองหาได้แก่อะไรบ้าง

คนที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ MSO จะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำมาก สำคัญที่สุด คือมีความสามารถที่จะทำให้สิ่งได้รับมอบหมายให้เกิดขึ้นจริง คนไทยมักจะชอบทำงานกับคนที่ดี แต่สำหรับที่นี่การเป็นคนดีจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณทำงานให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนดีด้วย ทำงานเก่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

มีคำหนึ่งที่ผมมักจะใช้เสมอ คือคำว่า Empathy หรือการรู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง

ผมมักจะพูดเสมอว่าคุณจะเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญเท่าคนอื่นเขาคิดกับคุณยังไง ในความจริงคุณอาจจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนไม่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คือ Empathy อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง

ไม่เพียงกับการฝึกฝนคนรุ่นใหม่นะ ผมและผู้บริหารคนอื่นๆ เราก็มีชุดความคิดแบบนี้ เราจะไม่บอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเธอเป็นเด็ก ทำไมเธอไม่ทำงานให้หนักเท่าฉัน เราจะไม่คิดแบบนั้น ตำแหน่งผู้บริหารที่เราถืออยู่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจกว่าทุกคนหรือรู้ทุกเรื่อง งานของเราคือส่งเสริมให้ทีมงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแทนที่จะกำหนดทิศทางทุกอย่าง เราเลือกที่จะทำไปพร้อมกันมากกว่า

ประสบการณ์ทำงาน 17 ปีใน Kerry Logistics และ Kerry Express ให้บทเรียนอะไรในชีวิต หรือมีความหมายต่อชีวิตคุณยังไง

ให้บทเรียนเรื่องชีวิตเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ พูดให้น้อยและทำงานให้หนัก คุณอย่าเพิ่งเบื่อผมถ้าจะได้ยินพูดคำนี้หลายๆ รอบ

ตัวคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ทำงานที่ Kerry Express ประเทศไทยยังไงบ้าง

ผมคิดว่าผมทำงานเก่งขึ้น และ Kerry Express ทำให้ผมรักประเทศไทยมากขึ้นจากวันแรก 20 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตัวงานหรือพนักงานที่นี่ทุกคนให้ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในชีวิตของผม

คุณตั้งใจจะนำพา Kerry Express ประเทศไทยให้กลายเป็นองค์กรที่เป็นที่รักหรือที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนผมอยากให้เป็นทั้งสองแบบ (ตอบทันที) พวกเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ เราไม่ได้ทำงานแบบหุ่นยนต์ เราไม่ใช่นักธุรกิจร่ำรวยยิ่งใหญ่ เราแค่อยากทำบริษัทที่ดี ไม่ใช่แค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข แต่สร้างการรับรู้ การจดจำ แก่ผู้คน และมีบรรยากาศการทำงานที่ดีอบอวลไปด้วยการเป็นที่รัก

14 Questions Answered by Executive Director of Kerry Express (Thailand) 

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : วิธีการทำต้มข่าไก่
  2. กิจกรรมที่คุณมั่นใจในความเร็วของคุณมากที่สุด : การเตรียมตัวขึ้นพูด Speech
  3. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : เซียงไฮ้ เมื่อปี 2000 เป็นช่วง 1 ปีก่อนเรียนจบ ซึ่งผมมีโอกาสเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ทำให้ได้เริ่มต้นทำงานที่ Kerry Logistics
  4. หนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด : The Biography of Robert Kuok
  5. สิ่งที่คุณมักจะทำเมื่อถึงออฟฟิศ : ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว
  6. ถ้าคุณจะต้องขึ้นพูดในงานปัจฉัมนิเทศนักศึกษาเป็นเวลา 10  วินาที คุณจะพูดว่า : You are not how good you are, You are how good people think you are.
  7. ใครหรือคนรุ่นใหม่แบบไหนที่คุณชื่นชอบ : ผมชอบคนรุ่นใหม่ที่มีวินัย คนที่ไว้ใจได้ คนที่พูดน้อยแต่ทำมาก ว่าแต่วันนี้ผมพูดคำนี้ไป 5 รอบแล้วใช่มั้ย
  8. คำพูดดีๆ ที่คุณมักจะหยิบขึ้นมาใช้เสมอ : นอกจากประโยคข้อ 7 แล้ว อีกประโยคที่ชอบคือ ‘Be Water, My Friends’ ของ Bruce Lee หมายความว่า ในการต่อสู้ คุณสามารถใช้กำปั้นชกแก้ว โต๊ะ น้ำแข็ง กำแพงให้แตกสลายได้ แต่คุณชกน้ำไม่ได้
  9. คำพูดที่ใช้กับผู้ร่วมงานเสมอ : Zero-Politics
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ทีมบาสเกตบอล
  11. คุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่คุณ… : ตื่นนอน
  12. ความสนใจของคุณเมื่ออายุ 25 35 และปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 ผมชอบสะสมนาฬิกา กล้อง อายุ 35 ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ฟังแล้วเศร้านะที่มีงานกลายเป็นงานอดิเรก (หัวเราะ) ความสนใจตอนนี้ ผมอยากช่วยคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความตั้งใจแต่ขาดทุนทรัพย์ ผมเองเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ดังนั้น ผมจึงรู้สึกชื่นชมคนที่รู้ตัวและฝันว่าอยากทำอะไรแต่ขาดแคลนปัจจัยบางอย่าง
  13. จงยกตัวอย่างของสิ่งที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นฮ่องกงและความเป็นไทยมากที่สุด : ข้าวมันไก่ เป็นตัวแทนอาหารไทยที่มีความฮ่องกงมาก นั่นคือ การจัดจานเวลาจะเสิร์ฟมีความเป็นขั้นตอน ความเร็วในการเสิร์ฟข้าวมันไก่ และที่สำคัญ ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไม่เคยเสิร์ฟผิดเลย
  14. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือ คุณจะสอนวิชาอะไร : วิชา Elementary Logic

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load