1

1 นาที คือสถิติที่เร็วที่สุดของผู้เขียนในการซื้อของออนไลน์ 30 วินาทีแรกสำหรับการตัดสินใจ 30 วินาทีต่อมาสำหรับการพิมพ์ CF ทำธุรกรรมทางการเงิน แจ้งที่อยู่จัดส่ง และรอรับของสวยๆ

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

2

24 ชั่วโมง คือสถิติที่เร็วที่สุดที่ผู้เขียนได้รับของที่เพิ่งกดสั่งซื้อเมื่อเช้า จากสุภาพบุรุษชุดสีส้ม

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

3

ไม่ใช่เพราะความเร็วเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ The Cloud มีนัดหมายด่วนพิเศษกับ คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) เพราะสิ่งที่ชนะใจชาวเราเวลานี้ คือความเชื่อใจว่าของที่รับฝากจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์และบริการรับส่งของด่วนพิเศษเร็วอย่างหัวใจในเวลานี้ เราสนใจวิธีการทำงานของ Kerry Express บริษัทขนส่งรายใหญ่ของฮ่องกง ที่นอกจากจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นจนบริษัทแม่จากฮ่องกงและสาขาอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ต้องบินมาดูงานและนำไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

บทสนทนาด้านล่างนี้ไม่เพียงชวนคุณอเล็กซ์คุยเรื่องแนวคิดของการเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความเข้าใจเรื่องบริการด่วนพิเศษของคนไทย บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้ Kerry Express ปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ความคิดสนุกๆ ของการสร้างคนรุ่นใหม่ และรักษากองกำลังสำคัญของบริษัท รวมถึงตัวตนและนโยบาย Stupid Boss Policy วิธีการทำงานไม่เหมือนใครที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมในอุดมคติ

อย่ารอช้าเลย เพราะท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา…

อะไรคือความเร็วสูงสุดที่ Kerry Express ทำได้

ถ้าเป็นเรื่องความเร็ว ผมขอไม่พูดถึงความเร็วในการรับ-ส่งพัสดุ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้อยู่แล้ว Kerry Express เราเป็นบริษัทที่ทำงานเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น พวกเราใช้เวลาเปิดหน้าร้านสาขาแรกที่อโศก เพียง 6 สัปดาห์นับจากวันแรกที่เราเริ่มต้นความคิดนี้จาก 0 หรือบริการส่งของวันเดียวถึง (Bangkok Sameday) ที่ใช้เวลาเตรียมการคนและออกแบบระบบพร้อมภายใน 2 เดือน นั่นเพราะ Kerry Express เราคิดแล้วลงมือทำเลย

ใครๆ ในโลกนี้ก็รู้ว่าการจราจรของกรุงเทพฯ น่ารักน่าเอ็นดูมากแค่ไหน อะไรทำให้ Kerry Express ยังส่งพัสดุเร็วได้อยู่

เป็นความลับ

ผมล้อเล่น

เหตุผลข้อแรกคือ เรามีทีมงานที่ตรงเวลาและมีวินัยมากๆ คุณรู้มั้ยว่ากว่าพัสดุจากต้นทางจะส่งถึงมือคุณ ต้องผ่านคนกลางถึง 7 คน ที่สำคัญ ถ้าคนกลางเหล่านั้นไม่ใช่คนที่รักษาเวลาหรือมีวินัย เขาเก็บของคุณไว้ยังไม่ยอมส่ง หรือส่วนมากจดจ่ออยู่กับรายการนำส่งล่าสุด ก็จะไม่สามารถจัดการงานและระบบได้ อีกอย่างคือเหตุผลเรื่อง Economy of Scale สมมติว่า Kerry Express มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทรับส่งพัสดุทั่วไป 20 – 30 เท่า นั่นแปลว่าขนาดพื้นที่ที่ครอบคลุมต่อคนส่งจะเล็กลง แทนที่ผมจะรับผิดชอบการจัดส่งย่านบางรักจนถึงอโศก การกำหนดขนาดพื้นที่รับผิดชอบย่านใดย่านหนึ่งชัดเจนและเล็กลงก็จะทำให้ทำงานเร็วขึ้นและง่ายขึ้น

ตอนไหนที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรับส่งแบบด่วนพิเศษ เพราะในต่างประเทศการรับส่งของด่วนถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว

สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของประเทศ

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อบริการที่มีความเร็วมากกว่า สมัยนั้นถ้าต้องการจะส่งของสักชิ้นคุณต้องไปที่สถานีขนส่งเพื่อฝากของ จากนั้นติดต่อผู้รับปลายทางเพื่อนัดหมายรับสินค้าเมื่อเดินทางไปถึง แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ความรู้ความเข้าใจเปลี่ยน เรามีกิจกรรมกันมากขึ้น ฉันซื้อของจากคุณ แล้วขายต่อให้เธอ เมื่อชีวิตเปลี่ยน บริการพิเศษจึงเกิดขึ้น

อย่างการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์ส่งผลต่อธุรกิจให้บริการรับส่งพัสดุด่วนพิเศษยังไงบ้าง

ถ้าย้อนดูเศรษฐกิจประเทศไทยจะเห็นว่ามีการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าด่วนมา 30 – 40 ปีแล้ว นั่นคือก่อนที่จะมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งนับจนถึงวันนี้ Kerry Express มีอายุ 12 ปี และในช่วง 7 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น ประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ เราเริ่มจากให้การบริการรับส่งที่เร็วและดีในกรอบที่จัดการได้

Kerry Express เราวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่บริษัทขนส่ง นั่นแปลว่าเรามีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเป็นบริษัทขนส่งก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ให้บริการเร็วขึ้น และค่าบริการถูกลงได้

ที่ผ่านมา เรามีภาพจำว่าไม่ว่าจะเลือกส่งของแบบลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษก็ให้ผลที่ไม่ต่างกัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าคนไทยเราต้องการบริการที่ด่วนพิเศษ

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจความเร็วนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความน่าเชื่อถือ ทุกคนย่อมเลือกอย่างหลัง และการมาของ Kerry Express ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนั้น

นอกจากความเร็วแล้ว อะไรคือปัจจัยอะไรทำให้ Kerry Express ชนะใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และธุรกิจ SME ในไทย

ผมคิดว่าเป็นเรื่องความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากบริการของเรา เพราะคงไม่อยากคุยกับระบบตอบรับที่ให้กด 1 กด 2 ซึ่งในสายด่วน Kerry Express คุณจะได้คุยกับพนักงานของเราจริงๆ

เราค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินข่าวเสียหายหรือดราม่าเกี่ยวกับ Kerry Express คุณมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างไร

จริงๆ เป็นความลับทางธุรกิจของเรา แต่โอเค ผมบอกก็ได้

ต้องบอกก่อนว่า Kerry Express เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากแผนการตลาดใดๆ ที่นี่เราทำการตลาดน้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดปัญหาเลย

ในจำนวนการรับส่งของ 1,000 ชิ้นจะเกิดปัญหา 2 – 3 เรื่อง เช่น พัสดุหาย หรือชำรุด นั่นคือน้อยกว่า 0.003% ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุด ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง ทุกวันนี้ที่ Kerry Express มีจำนวนการรับส่งพัสดุ 800,000 กล่องต่อวัน นั่นแปลว่าเราจะเจอเรื่องร้องเรียนจากการบริการนับพันเรื่องในแต่ละวัน คำถามที่เราสนใจจึงไม่ใช่ ‘ทำไม Kerry Express ดีจังเลย’ แต่คือคำถามว่า ‘ทำไมปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น’

สิ่งที่ทำให้แบรนด์เป็นที่ไว้วางใจเสมอมาเพราะเรามีทีมงานร่วมพันคนที่ดูแลในส่วนบริการลูกค้า ในกรณีที่เกิดปัญหาและคุณร้องเรียนเข้ามา เราจะมีพนักงานโทรหาคุณโดยตรงเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจ่ายคืนค่าบริการ หรือถ้าหากคุณร้องเรียนผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย เราจะรีบต่อกลับภายใน 15 นาทีพร้อมติดตามผล จะเห็นว่าเรามีทีมจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียนที่แข็งแรงมากๆ เพราะเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจที่มี 0.003% ให้กลายเป็นลูกค้าที่พอใจในบริการของเรา แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปวันแรก อะไรทำให้ที่ Kerry Logistic บริษัทชื่อดังจากฮ่องกงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย  

นอกจากความโดดเด่นเรื่องการเปิดรับสิ่งใหม่ที่มีมากกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกันในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองในอุดมคติของนักธุรกิจเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ มีทรัพยากรและแรงงานที่มีทักษะชั้นดี มีทำเลภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ใจกลางของทุกสิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจที่นี่ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีประชากรเยอะและมีพื้นที่ใหญ่มาก เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาการขนส่งของประเทศนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า Kerry Express จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างทุกวันนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ทั้งๆ ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนฮ่องกง เราเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่า Kerry Express เป็นบริษัทที่ออกแบบโดยคนไทยเพื่อคนไทย ทำไมคุณเชื่ออย่างนั้น

เรามักจะพูดเสมอว่า Kerry Express คือความภูมิใจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทให้บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งแล้ว เมื่อดูอัตราการเติบโตและการขยายสาขา Kerry Express ของไทยสามารถเอาชนะฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม

สำคัญคือจำนวนทีมงาน ประสบการณ์ และบริการของเรา ไม่ว่าเป็นคน เครื่องมือ และระบบการปฏิบัติงาน ทุกอย่างใน Kerry Express ประเทศไทยออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อคนไทยจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ไหน เพราะโดยทั่วไปบริษัทลูกในต่างประเทศต้องดำเนินทุกอย่างตามที่บริษัทแม่กำหนด แต่ที่ Kerry Express ประเทศไทย เราสร้างระบบการทำงานที่เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นๆ นำไปปรับใช้ต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักงานใหญ่ของ Kerry Express จึงตั้งอยู่ในประเทศไทย

บรรยากาศหรือวัฒนธรรมองค์กรของ Kerry Express ประเทศไทย มีสไตล์เป็นแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างฮ่องกงและไทย

เราไม่เคยนิยามวัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นสไตล์ไหน ถ้าจะต้องนิยาม เราขอเรียกสั้นๆ ว่า Good Culture ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จากที่ไหน

ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความซื่อตรง ไม่ใช่เรื่องการซื่อสัตย์กับศีลธรรม คิดโกงเงินบริษัทแบบนั้นนะ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพวกเราเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการมีลำดับขั้นในงานอย่างที่องค์กรทั่วไปมีอาวุโสหรืออาวุโสกว่า ผมให้เขาเอาออกเลย ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งงานไหน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีกว่า เราเลือกไอเดียนั้น อีกตัวอย่าง สมมติอยู่ในห้องประชุมแล้วมีคนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะไม่พยักหน้าแกล้งทำเป็นรู้ แต่จะถามตรงนั้นจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และจะช่วยกันพัฒนาจนไอเดียนั้นออกมาลงตัว หรือถ้าเกิดการไม่เห็นด้วยในการประชุม เราจะไม่เกรงใจกันเพราะเป็นเพื่อนกันหรือเป็นหัวหน้า แต่จะช่วยกันหาข้อสรุปที่ลงตัว

การทำงานที่ประเทศไทยทำให้คุณต้องปรับตัวยังไงบ้าง

แม้พวกเราคนฮ่องกงและคนไทยจะมีหน้าตาที่คล้ายกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แต่วัฒนธรรมระหว่างเราแตกต่างกันไม่น้อย ช่วงปีแรกๆ ที่มาประเทศไทยผมพยายามพูดให้น้อยและคอยที่จะสังเกตให้มาก เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

ประสบการณ์ทำงานจากฮ่องกงและเซียงไฮ้ หรือวิธีการทำงานแบบคนฮ่องกงที่คุณนำมาปรับใช้กับการทำงานที่ประไทย คืออะไร

บรรยากาศการทำงานค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำงานในฮ่องกงและเซียงไฮ้จะค่อนข้างหนักกว่า ชั่วโมงการทำงานและแรงกดดันมีมากกว่า มีความพยายามมากกว่า แต่ละเอียดรอบคอบน้อยกว่า คนทำงานจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่า ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาจึงช่วยผมในเรื่องการมองไปข้างหน้า ส่วนสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้แก่ความคิดที่มีตรรกะ เหตุและผล โดยทั่วไปแล้วคนฮ่องกงเป็นคนที่มีเหตุและผลสูงทำให้ทำงานหนักมาก แต่เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นจะต้องคิดอย่างมีเหตุมีผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เพื่อให้แผนงานทุกอย่างออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย

คุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อครับ (ตอบในทันที) ผมมักจะพูดเสมอว่าถ้าคุณเป็นอัจฉริยะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานให้หนัก แต่พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้หนักเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะทำให้คุณประสบความสำเร็จนะ ก็ถ้าคุณไม่ลองพยายามดูก่อนโอกาสที่จะสำเร็จมันก็จะลดเหลือน้อยลงไป

ที่บอกว่าทำงานหนัก คือหนักแค่ไหน

บางทีก็ 24 ชั่วโมงเลย (นิ่งคิดนาน) ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมีเรื่องรายละเอียดที่เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่น ในไลน์กลุ่มของออฟฟิศมีกลุ่มชื่อ ER มาจาก Emergency Room ไม่ว่ามีพัสดุสูญหาย เสียหาย หรือเรื่องร้องเรียนใดๆ ในเฟซบุ๊ก ทุกอย่างจะรายงานตรงถึงผม

การทำงานหนักของที่นี่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือระดับความใส่ใจที่มีต่องาน ต้องบอกว่า Kerry Express ไม่ได้ต้องการให้ทีมงานทำงานหนัก เราแค่อยากให้เขาสามารถทำงานที่ออกมาดีและสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลสำเร็จที่ต้องการก็คงต้องทบทวนกัน ผมจะชอบใจมากกว่าถ้าทีมงานทำงานชิลล์ๆ แต่งานออกมาดี

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นบทเรียนสำคัญของคุณและทีมงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของ Kerry Express ประเทศไทย

เราผ่านบทเรียนระหว่างทางกันมาเยอะมาก แต่ถ้าถามถึงบทเรียนครั้งใหญ่ที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไม่สามารถส่งของได้ทัน ลูกค้าจึงร้องเรียนเข้ามาเยอะมาก เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียดของทีมงาน จำได้ว่าใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บทเรียนในวันนั้นบอกเราว่าเราไม่สามารถสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเวลานี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่ออนาคต หลังจากวันนั้น Kerry Express เริ่มลงทุนกับการขยับขยาย คิดถึงการเพิ่มสาขา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คิดถึงการเพิ่มกำลังคน และสิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ เราเตรียมเพื่อ Kerry Express ปี 2020

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ไม่ คุณถามผมไม่ได้นะ ต้องถามคนอื่น แต่ถ้าผมต้องตอบจริงๆ ผมเป็น Silly Boss ผมไม่เดินตามประเพณีนิยมการเป็นเจ้านาย ผมมีนโยบายการทำงานที่เรียกว่า Stupid Boss Policy ด้วยนะ

ที่ Kerry Express ไม่ว่าผู้บริหารจะอาวุโสหรือไม่ เราจะไม่ทำท่าว่าฉลาดกว่าทีมงานที่เด็กกว่าโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเก่งกว่า เขาก็ควรจะทำงานได้เองทุกอย่าง งานของเราไม่ใช่การเป็นคนฉลาด งานของเราคือการปล่อยให้คนที่เก่งกว่าเราแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนทำงานสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะ คุณทำงานให้ผมจนสำเร็จ ส่วนผมให้ผลตอบแทนแก่คุณ คุณต้องเคยได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านบทความที่พนักงานบริษัทต่างทนทุกข์ทรมานกับเจ้านายแย่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจมาบ้างใช่มั้ย เรื่อง Silly Boss แต่สิ่งที่ Kerry ทำกลับช่วยให้การทำงานของเราเป็นประสิทธิภาพ นั่นเพราะระดับบริหารเราทำงานน้อย (หัวเราะ) เราไม่ผูกตัวติดให้เขาทำงานให้เราตลอดเวลา เราแค่ให้ทิศทาง กำหนดเป้าหมาย จากนั้นให้ความไว้ใจปล่อยให้เขาทำงานจนสำเร็จ เป็นการต่างให้ผลตอบแทนกันและกัน

คนแบบไหนที่คุณอยากทำงานด้วย

(คิดนาน) ที่ Kerry Express เรามีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ ซึ่งจริงๆ ที่นี่เราไม่มีกำหนดลักษณะของคนที่เราต้องการเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำงานกับคนที่พูดน้อยแต่ทำเยอะ

คุณชอบส่วนไหนในงานมากที่สุด

ผมชอบกระบวนการสร้างคน ชอบช่วงเวลาของการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้บริหาร ผมชอบเห็นการค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถ ได้เห็นเขาเติบโตในทางของตัวเอง

ที่ Kerry Express เรามีโครงการ Management Service Officer (MSO) โครงการฝึกหัดทีมผู้บริหาร ที่รับคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 2 – 3 ปี นอกจากฝึกฝนประสบการณ์ทำงานจริงแล้วยังมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานใน Kerry Express ประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทีมงานของเรามีอายุเฉลี่ยเพียง 28 ปี และโดยหัวหน้าทีมส่วนใหญ่อายุยังไม่ถึง 30 แต่สามารถดูแลทีมงานกว่า 200 คนได้

นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้ว หลักในการเลือกคนรุ่นใหม่หรือลักษณะพิเศษที่มองหาได้แก่อะไรบ้าง

คนที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ MSO จะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำมาก สำคัญที่สุด คือมีความสามารถที่จะทำให้สิ่งได้รับมอบหมายให้เกิดขึ้นจริง คนไทยมักจะชอบทำงานกับคนที่ดี แต่สำหรับที่นี่การเป็นคนดีจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณทำงานให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนดีด้วย ทำงานเก่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

มีคำหนึ่งที่ผมมักจะใช้เสมอ คือคำว่า Empathy หรือการรู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง

ผมมักจะพูดเสมอว่าคุณจะเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญเท่าคนอื่นเขาคิดกับคุณยังไง ในความจริงคุณอาจจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนไม่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คือ Empathy อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง

ไม่เพียงกับการฝึกฝนคนรุ่นใหม่นะ ผมและผู้บริหารคนอื่นๆ เราก็มีชุดความคิดแบบนี้ เราจะไม่บอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเธอเป็นเด็ก ทำไมเธอไม่ทำงานให้หนักเท่าฉัน เราจะไม่คิดแบบนั้น ตำแหน่งผู้บริหารที่เราถืออยู่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจกว่าทุกคนหรือรู้ทุกเรื่อง งานของเราคือส่งเสริมให้ทีมงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแทนที่จะกำหนดทิศทางทุกอย่าง เราเลือกที่จะทำไปพร้อมกันมากกว่า

ประสบการณ์ทำงาน 17 ปีใน Kerry Logistics และ Kerry Express ให้บทเรียนอะไรในชีวิต หรือมีความหมายต่อชีวิตคุณยังไง

ให้บทเรียนเรื่องชีวิตเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ พูดให้น้อยและทำงานให้หนัก คุณอย่าเพิ่งเบื่อผมถ้าจะได้ยินพูดคำนี้หลายๆ รอบ

ตัวคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ทำงานที่ Kerry Express ประเทศไทยยังไงบ้าง

ผมคิดว่าผมทำงานเก่งขึ้น และ Kerry Express ทำให้ผมรักประเทศไทยมากขึ้นจากวันแรก 20 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตัวงานหรือพนักงานที่นี่ทุกคนให้ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในชีวิตของผม

คุณตั้งใจจะนำพา Kerry Express ประเทศไทยให้กลายเป็นองค์กรที่เป็นที่รักหรือที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนผมอยากให้เป็นทั้งสองแบบ (ตอบทันที) พวกเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ เราไม่ได้ทำงานแบบหุ่นยนต์ เราไม่ใช่นักธุรกิจร่ำรวยยิ่งใหญ่ เราแค่อยากทำบริษัทที่ดี ไม่ใช่แค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข แต่สร้างการรับรู้ การจดจำ แก่ผู้คน และมีบรรยากาศการทำงานที่ดีอบอวลไปด้วยการเป็นที่รัก

14 Questions Answered by Executive Director of Kerry Express (Thailand) 

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : วิธีการทำต้มข่าไก่
  2. กิจกรรมที่คุณมั่นใจในความเร็วของคุณมากที่สุด : การเตรียมตัวขึ้นพูด Speech
  3. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : เซียงไฮ้ เมื่อปี 2000 เป็นช่วง 1 ปีก่อนเรียนจบ ซึ่งผมมีโอกาสเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ทำให้ได้เริ่มต้นทำงานที่ Kerry Logistics
  4. หนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด : The Biography of Robert Kuok
  5. สิ่งที่คุณมักจะทำเมื่อถึงออฟฟิศ : ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว
  6. ถ้าคุณจะต้องขึ้นพูดในงานปัจฉัมนิเทศนักศึกษาเป็นเวลา 10  วินาที คุณจะพูดว่า : You are not how good you are, You are how good people think you are.
  7. ใครหรือคนรุ่นใหม่แบบไหนที่คุณชื่นชอบ : ผมชอบคนรุ่นใหม่ที่มีวินัย คนที่ไว้ใจได้ คนที่พูดน้อยแต่ทำมาก ว่าแต่วันนี้ผมพูดคำนี้ไป 5 รอบแล้วใช่มั้ย
  8. คำพูดดีๆ ที่คุณมักจะหยิบขึ้นมาใช้เสมอ : นอกจากประโยคข้อ 7 แล้ว อีกประโยคที่ชอบคือ ‘Be Water, My Friends’ ของ Bruce Lee หมายความว่า ในการต่อสู้ คุณสามารถใช้กำปั้นชกแก้ว โต๊ะ น้ำแข็ง กำแพงให้แตกสลายได้ แต่คุณชกน้ำไม่ได้
  9. คำพูดที่ใช้กับผู้ร่วมงานเสมอ : Zero-Politics
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ทีมบาสเกตบอล
  11. คุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่คุณ… : ตื่นนอน
  12. ความสนใจของคุณเมื่ออายุ 25 35 และปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 ผมชอบสะสมนาฬิกา กล้อง อายุ 35 ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ฟังแล้วเศร้านะที่มีงานกลายเป็นงานอดิเรก (หัวเราะ) ความสนใจตอนนี้ ผมอยากช่วยคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความตั้งใจแต่ขาดทุนทรัพย์ ผมเองเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ดังนั้น ผมจึงรู้สึกชื่นชมคนที่รู้ตัวและฝันว่าอยากทำอะไรแต่ขาดแคลนปัจจัยบางอย่าง
  13. จงยกตัวอย่างของสิ่งที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นฮ่องกงและความเป็นไทยมากที่สุด : ข้าวมันไก่ เป็นตัวแทนอาหารไทยที่มีความฮ่องกงมาก นั่นคือ การจัดจานเวลาจะเสิร์ฟมีความเป็นขั้นตอน ความเร็วในการเสิร์ฟข้าวมันไก่ และที่สำคัญ ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไม่เคยเสิร์ฟผิดเลย
  14. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือ คุณจะสอนวิชาอะไร : วิชา Elementary Logic

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.แพรว-ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ คือทายาทรุ่นสามของมหาวิทยาลัยเอกชนอายุ 53 ปีอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งก่อตั้งใน พ.ศ. 2511 

เธอเรียนจบปริญญาตรีด้านเคมีและการจัดการ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Imperial College London ก่อนจะเดินทางข้ามครึ่งโลกไปเรียนปริญญาโทและเอก สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ New South Wales University

การศึกษาเรียกได้ว่า ‘อยู่ในสายเลือด’ เธอไม่มีความคิดจะไปทำงานอื่น นอกจากกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยของครอบครัว เริ่มต้นด้วยการเป็นอาจารย์ประจำประมาณ ​4 – 5 ปี ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและรับตำแหน่งอธิการบดีในปัจจุบัน

ดร.แพรว คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ครั้งใหญ่เมื่อ 5 ปีก่อน เริ่มจากการปรับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย การปรับหลักสูตร โดยเพิ่มเรื่อง Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ลดการบริหารที่อิงกับระบบราชการ นำหลักการ Lean Organization มาใช้ ลดขั้นตอนการทำงาน ปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม ไปจนถึงการยกเลิกแนวคิดว่า ‘การได้ทำ = ความสำเร็จ’ เธอเชื่อว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จต้องดูที่ผลลัพธ์

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

เธอทำงานกับคนหลากเจเนอเรชัน ตั้งแต่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา รวมถึงบุคลากรและนักศึกษาหลายช่วงวัย ที่ต่างมีความเชื่อแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน เธอพยายามบริหารองค์กรที่มีหลากหลายความคิดและหลากหลายความต่าง ให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เคล็ดลับของนักบริหารคนนี้ คือการมองตัวเองเป็น ‘สมุดเปล่า’ และพยายามรับฟังให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

อีกหนึ่งบทบาท เธอเป็นประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ เพราะอยากสร้างพื้นฐานให้กับเด็กโดยเชื่อเรื่อง Lifelong Learning ว่าเป็นเรื่องสำคัญของคนเราทุกคน

The Cloud มีนัดกับเธอเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางบริหารองค์กรที่ไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป แต่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีจิตวิญญาณในการเป็น ‘ผู้ให้’ การศึกษาไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มในอนาคตที่มีความหวัง ซึ่งเธอบอกว่า

“ถ้าไม่มีหวังคงปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย ไปทำอาชีพอื่นแล้ว”

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

ทำไมถึงสนใจทำงานในวงการการศึกษา

ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว คุณพ่อเป็นนักการเมือง แต่เป็นนักการเมืองสายวิชาการ สอนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา พร้อมกับเป็นนักการเมืองควบคู่ไปด้วย 

ฝั่งคุณตาก็สนใจเรื่องการศึกษามาก โดยท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน ตอนนั้นรัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้คนไทย เราเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ พอมีเชื้ออยู่ในครอบครัว แล้วเราอยู่บ้านเดียวกับคุณตาและคุณพ่อ ก็ได้ซึมซับเรื่องนี้บนโต๊ะอาหาร

ถ้าไม่ได้เป็นอาจารย์ ดร.แพรว น่าจะเป็นอะไร

มันเหมือนเราถูกโปรแกรมไว้ในหัวว่า เรียนจบต้องเข้ามาช่วยที่บ้าน ตอนกลับมาเลยไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานที่ไหนระยะยาว สามสิบกว่าปีที่แล้วตอนเรียนปริญญาตรีจบ ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งไม่นาน เป็นยุคที่ไฟแนนซ์กำลังบูม GDP เมืองไทยโตสิบกว่าเปอร์เซ็นต์มาตลอด ฝากเงินที่ไหนดอกเบี้ยก็สูง เราเห็นคนอื่นเขาทำงานสถาบันการเงินเลยสนใจ ได้เข้าทำงานกับสถาบันการเงินประมาณสองปีก่อนไปเรียนต่อปริญญาโท

เราได้เห็นประเทศจากยุคที่บูมที่สุด คนเรียกว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของอาเซียน แล้วก็ล้มไปต่อหน้าต่อตาเลย นั่นเป็นประสบการณ์เดียวที่ได้ออกมาทำงานข้างนอก หลังจากนั้นก็กลับเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยของที่บ้าน

การทำงานจริงต่างจากที่เคยได้ยินบนโต๊ะอาหารมากแค่ไหน

เราอยู่ในครอบครัวที่เป็นนักการเมือง ช่วงสุดท้าย คุณพ่ออยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และพลังงาน ซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เราจะได้ยินเสมอว่า สถาบันการศึกษามีความสำคัญยังไงกับการพัฒนาประเทศ เลยพอเห็นภาพว่า การบริหารสถาบันการศึกษาควรมีมุมมองอย่างไร บทบาทของสถาบันการศึกษาเป็นกลไกไหนในการพัฒนาประเทศ นี่เป็นภาพที่เราเข้าใจมาตั้งแต่เล็กๆ

เราเริ่มจากเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่พักใหญ่ ไม่ได้ทำงานบริหารเลย อาจมีตามผู้บริหารเข้าประชุมสำคัญๆ หน้าที่หลักอยู่ในห้องเรียน สอนคณะบริหารธุรกิจอยู่สี่ถึงห้าปีเลย ก่อนจะหันมาจับงานด้านบริหารมากขึ้น

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ตอนเริ่มเข้ามาทำงานเป็นยังไง แล้วภาพในหัวที่อยากให้เห็นเป็นแบบไหน

ตอนกลับมาจากต่างประเทศ ความคิดความอ่านก็ยังห่างไกลจากระบบแบบไทยๆ มหาวิทยาลัยตอนนั้นมีความเป็นราชการ (Bureaucratic) สูงมาก ซึ่งเข้าใจได้ เพราะสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเกิดจากภาครัฐ มหาวิทยาลัยยุคแรกๆ มีแต่มหาวิทยาลัยรัฐ พอให้เอกชนเข้ามาช่วยผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานช่วงที่เศรษฐกิจโตมาก ก็ใช้โมเดลการบริหารจัดการแบบเดียวกัน

มหาวิทยาลัยรัฐบาลเมื่อก่อนได้รับการสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์จากงบประมาณชาติ และใช้กลไกหลายๆ อย่างแบบภาครัฐ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่มีการบริหารงานอิงแบบราชการ

ตอนเราเข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็เห็นว่าขั้นตอนเยอะ ระบบบริหารงาน บริหารเงิน และบริหารคนอิงกับระบบราชการมาก ยังคิดในใจว่าถ้ามีโอกาสจัดการหรือทำให้ดีขึ้น มหาวิทยาลัยเราคงโตได้เร็วกว่านี้ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สถานการณ์และการดำเนินงานของสถาบันระดับอุดมศึกษาเปลี่ยนไปเยอะ จากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่าจะระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มขึ้นมาก การแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาในภาวะที่เด็กน้อยลง ความต้องการที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคนที่เหมาะสมก็เปลี่ยนไป ถ้าเราบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรเอกชนมากขึ้น ปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : แค่ได้ทำไม่ใช่ความสำเร็จ ต้องดูที่ผลลัพธ์

สิ่งที่ ดร.แพรว เข้ามาเปลี่ยนคืออะไรบ้าง

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรื้อและปรับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และการปรับหลักสูตรให้เป็น Outcome-based และเน้นหนักไปที่การพัฒนา Soft Skills ที่สำคัญสำหรับโลกอนาคต ตรงนี้ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน

นอกจากนี้ มีอีกสามเรื่องที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน อย่างแรก เปลี่ยนระบบข้างในให้ Lean มากขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ การจัดการบุคลากร ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน สอง ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดให้โฟกัสกับผลลัพธ์ ไม่เน้นการ ‘ได้ทำ’ ความสำเร็จของงานคือผลงาน การประเมินผลงานก็ต้องมองที่ผลลัพธ์จริงๆ

ข้อสุดท้าย คือการปรับขนาดองค์กรให้มีขนาดที่เหมาะสม ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงและความต้องการของผู้เรียนเปลี่ยนไป บางคณะหรือหน่วยงานต้องเพิ่มคน และบางหน่วยงานต้องปรับลดบุคลากร 

ทำยังไงให้ทุกคนในองค์กรเห็นภาพเดียวกัน

ตอนเข้าไปบริหาร เราประกาศเลยว่า “เรามีเป้าหมายอะไร เราจะทำอะไร และเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง” จำได้ว่าพูดเรื่องเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเราจะไปทางไหน โดยมองผลลัพธ์ของนักศึกษาเป็นหลัก 

ความยากอย่างหนึ่งคือ เราปรับหลักสูตรและกำหนดคุณลักษณะของนักศึกษาที่อาจารย์ผู้สอนทุกท่านต้องเข้าใจร่วมกัน และร่วมกันปั้นให้เด็กมีคุณลักษณะแบบที่เรากำหนด การร่วมกันสอนเพื่อให้ได้ Outcome ตามที่ต้องการ 

สมมติ เรามองปากกาแท่งนี้เป็นปากกาสีแดง เส้นคม หมึกลื่น อาจารย์ทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาอะไร บัญชี นิติศาสตร์ คุณก็ต้องมองตรงนี้ให้ออก ให้คล้ายกัน หมายความว่าเวลาคุณประเมินเขา คุณจะใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน

เราจะไม่สอนเด็กตามรายวิชาที่อาจารย์สอน เราจะไม่เรียงวิชาเป็นขนมชั้นแบบเดิม แต่เราจะร่วมกันสอนในหลากหลายวิชา แต่จะประเมินผลลัพธ์เดียวกัน ดังนั้นอาจารย์ต้องมีไม้บรรทัดอันเดียวกันในการประเมินเด็กหนึ่งคน

ส่วนที่ถามว่าบุคลากรเข้าใจมากแค่ไหน ส่วนมากเข้าใจว่าทำไมเราต้องเดินทางนี้ สิบปีที่ผ่านมาการแข่งขันสูงมาก ถ้าไม่ทำอะไรเลย เราจะเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าไม่ได้ เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจและเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง แต่พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำจริงๆ ก็พบความแตกต่างทางความคิด ถ้ามีคนไม่เห็นด้วย มักจะไม่เห็นด้วยในเรื่องของการ Implement จังหวะในการ Implement ถ้ามีคนเสียประโยชน์ก็มีการเรียกร้องเกิดขึ้น

เวลาเราทำงานกับอาจารย์ต้องระมัดระวังมาก เขาเป็นคนมีวิชาความรู้ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จะทำอะไรต้องค่อยๆ พูดคุยและสื่อสารให้มาก และจำไว้เสมอว่า เขาคือคนที่อยู่กับนักศึกษา ซึ่งเป็นลูกค้าของเรา 

การเปลี่ยนแปลงหนึ่งครั้งกระทบกับทุกคน เตรียมตัวหรือคำนึงถึงอะไรบ้างเพื่อให้แฟร์กับทุกฝ่าย หรือจริงๆ มันไม่มีทางแฟร์อยู่แล้ว

คำว่า ‘แฟร์กับทุกฝ่าย’ มันเป็นไปไม่ได้ ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเราพยายามให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ความจริงก็คือ คนบางคนกระทบมาก คนบางคนกระทบน้อย ทีมผู้บริหารซึ่งประกอบไปด้วยรองอธิการบดีและคณบดีมีความสำคัญมาก เพราะเขาคือคนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ท่านเหล่านี้ต้องเข้าใจเป้าหมายของการทำงานเป็นอย่างดี และต้องพยายามพูดคุยและสื่อสารกับทีมงานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทีมผู้บริหาร Top Management นี่มีความสำคัญที่สุดและน่าเห็นใจที่สุด บางคนเจอเรื่องง่าย บางคนเจอเรื่องยาก เราต้องอยู่ตรงนั้นเพื่อปลดล็อกหรือยืดหยุ่นบางเรื่องให้เขา เพื่อให้เขาทำงานได้ 

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการสื่อสาร มองกลับไป ยังคิดว่าทีมเราทำได้ไม่ค่อยดี การสื่อสารต้องลงไปถึงทุกระดับ ตั้งแต่ Middle Management ลงไป ความเข้าใจและการสื่อสารยังไม่ได้ดั่งใจ แต่เป็นเพราะเราเตรียมทีมสื่อสารไม่พอ นอกจากนั้นต้องอย่าลืมคิดถึงนักศึกษาด้วย หากทำอะไรที่มีผลกระทบกับเขา เราก็ต้องคำนึงถึงการสื่อสารให้เขาเข้าใจด้วย เพราะเขาเป็น Stakeholder ที่สำคัญของมหาวิทยาลัย 

ในบางองค์กร การปรับโครงสร้างองค์กรและการเปลี่ยนแปลงอาจไม่กระทบถึงลูกค้า แต่ของเรากระทบถึงนักศึกษาโดยตรง

ถ้ากลับไปแก้ไขได้ เราคงทำเรื่อง Communication มากขึ้น ข้อจำกัดตอนนั้นคือต้องสู้กับเวลา เราไม่มีเวลาในการปั้นทีมสื่อสารขนาดนั้น เราทำควบคู่กับการเปลี่ยนหลักสูตร เงื่อนไขของการเปลี่ยนหลักสูตรด้วย หลายๆ อย่างจึงต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่เราก็ผ่านมันมาได้ ดีใจที่เราได้ทำหลายๆ อย่างตอนนั้น ทำให้ตอนนี้เราเป็นองค์กรที่เข้มแข็งทีเดียว ภายใต้ภาวะวิกฤตมากมาย 

ปัญหาของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในบ้านเราคืออะไร

ปัญหาที่เป็นกระดุมเม็ดแรกคือ การมีแผนแม่บท หรือ Education Master Plan ที่ไม่ชัดเจนและไม่ใช้มันอย่างจริงจัง ไม่มีหน่วยงานกลางคอยประเมินว่าเป็นไปตามแผนหรือเปล่า แผนการศึกษาเราไม่สามารถทำสามปี สี่ปี ห้าปีได้ มันเป็น Long-term Game ที่ต้องทำต่อเนื่องและไม่เห็นผลเร็ว พอไม่มีแผนแม่บทที่ดีและไม่ใช้มันอย่างจริงจัง ก็ตามมาด้วยปัญหาต่างๆ

หนึ่ง สถาบันการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของชาติ ไม่มีกลไกพอในการเชื่อมโยง พอไม่เชื่อมโยง อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยต้องการการผลักดันก็เกิด Mismatch ในเรื่องคนที่จบออกไปทำงาน ตรงกับความต้องการบ้าง ไม่ตรงบ้าง 

สอง ถ้าลองกลับไปดูรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาสิบกว่าปีที่ผ่านมา แล้วเอาจำนวนปีหารด้วยจำนวนคน คนหนึ่งนั่งเป็นรัฐมนตรีไม่ถึงปี พอรวมกับการไม่มีแผน ทำให้เราใช้นโยบายระยะสั้นในการบริหารการศึกษา ซึ่งหลายครั้งกำหนดด้วยปัจจัยทางการเมือง อันนี้ส่งผลต่อทุกระดับ พอนักเรียนเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อต่อสุดท้ายก่อนจะส่งต่อไปให้นายจ้าง ถ้านักเรียนพื้นฐานมาไม่ดี เราคงคาดหวังว่าจะสอนทุกอย่างภายในสี่ปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความมีวินัย การเป็นพลเมืองดี และความรู้หรือทักษะในด้านต่างๆ 

สาม Demand กับ Supply ไม่เหมาะสมกัน จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยกับความต้องการในการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ตรงกัน 

อีกอย่างหนึ่งคือ พอเราไม่มีแผนระยะยาวว่าอยากจะเห็นอุดมศึกษามีบทบาทอะไรที่ชัดเจน และใครมีหน้าที่ทำอะไร สิ่งที่เห็นคือทุกคนทำเหมือนๆ กัน มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งเป็น Comprehensive University ไปเสียหมด และสุดท้ายที่อยากเสริมคือระบบและกลไกพัฒนามหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนแตกต่างกันมาก นำไปสู่ปัญหาการจัดการหลายๆ อย่าง

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

Comprehensive University คืออะไร

คือมหาวิทยาลัยที่ทำทุกเรื่องและเน้นทุกอย่าง ตั้งแต่สาขาสังคมศาสตร์ไปถึงวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเรามีวิทยาลัยราชมงคลที่เก่งสาขาทางเทคนิคและปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชมงคล ซึ่งหลายแห่งมีแทบทุกสาขาวิชา หรือวิทยาลัยครูราชภัฏที่ปัจจุบันไม่ได้เน้นผลิตครู แต่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีครบทุกสาขาวิชา ทุกมหาวิทยาลัยตอนหลังจึงมีลักษณะคล้ายกันหมด 

ปัจจุบันกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีนโยบายที่ดีที่พยายามให้ทุกมหาวิทยาลัยเน้นความเชี่ยวชาญของตัวเอง และประเมินแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยตัวชี้วัดที่ต่างกัน แบบนี้จะทำให้ทุกคนเน้นพัฒนาตามความเชี่ยวชาญของตน และช่วยกันผลักดันการพัฒนาประเทศในแง่มุมที่ต่างกัน 

เมื่อระบบหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย ในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยตอบโจทย์กับตลาด แล้วเดินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากต้องหมั่นรีวิวหลักสูตรให้เหมาะสมกับการปั้นนักศึกษาแล้ว เราต้องเลือกทีมอาจารย์ที่เหมาะสม มีส่วนผสมของอาจารย์ที่เป็นนักวิชาการ กับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม เราต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมตลอดเวลา

กลไกที่สำคัญต้องมาจากภาครัฐ ต้องสร้างกลไกทำให้สถาบันการศึกษาจับมือกับภาคอุตสาหกรรมให้ได้ มิเช่นนั้น เราก็จะได้ยินเรื่องปัญหาเดิมๆ อย่าง ‘คุณสมบัติไม่ตรงตามต้องการ’ กลไกภาครัฐจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Tax Incentive หรืออื่นๆ ที่กระตุ้นให้ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำทำงานด้วยกัน โดยที่ไม่รู้สึกเป็นภาระ เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป มันจึงต้องร่วมมือกันทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมหรือนายจ้าง 

ที่ ดร.แพรว เล่าให้ฟังว่า ช่วงเข้ามาทำงานใหม่ๆ เศรษฐกิจบูมมาก ภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานในตลาดมาก มาถึงวิกฤตวันนี้ ต่างไปมากแค่ไหน

ฟ้ากับดิน มันต่างกันเยอะมากทุกๆ มิติ ตอนนั้นเด็กตกงานน้อย จบออกไปมีงานทำหมด บริษัทใหญ่ๆ จ้างทั้งนั้น มาช่วงสิบปีหลัง เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตอย่างเมื่อก่อน คนหางานทำยากขึ้น ยิ่งมาช่วงโควิด-19 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 

ในสถานการณ์แบบนี้ นักศึกษาที่จบออกไปช่วงนี้จะหางานทำยังไง จะทำยังไงให้อยู่ได้ เศรษฐกิจไม่ดี พ่อแม่ลำบาก ถึงยังไม่จบก็เรียนได้ไม่เต็มที่ การที่เด็กจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยแบบเดิมก็ลำบาก เดี๋ยวเรียนในห้อง เดี๋ยวออนไลน์ เรามีนักศึกษาเป็นหมื่นคน วิกฤตโควิด-19 ทำให้เราต้องดูแลบุคลากรและนักศึกษามากกว่าปกติ มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่ง บางทีเป็นบ้านหลังที่สองของเขา ถ้าเขาป่วยเราก็ต้องพยายามดูแล ตอนนี้เรามี Home Isolation สำหรับนักศึกษาและบุคลากรของเรา หากเขาไม่มีที่อยู่แยกกับพี่น้องครอบครัว ก็มาอยู่กับเรา มันจึงไม่ใช่แค่ดูแลว่าเขาได้วิชาความรู้ครบถ้วนไหม แต่ต้องดูไปถึงความเป็นอยู่ จบไปงานจะมีทำไหม ถ้ายังไม่มี เราก็พยายามทุกทางให้เขาหางานได้ หรือทำงานพาร์ตไทม์ไปก่อน 

ถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอไหม

เพิ่งผ่านพ้นการทำ Change ในองค์กรไป ตอนนั้นก็นึกว่าหนักแล้วนะ ตอนนี้มาเจอโควิด-19 นี่หนักอึ้งเลยจริงๆ

ผู้บริหารองค์กรทั่วไปอาจดูแลคนแค่หนึ่งถึงสองเจเนอเรชัน แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างคุณต้องดูแลคนหลากหลายมากกว่านั้น รับมือกับความแตกต่างระหว่างวัยยังไง

พยายามยึดตัวตนเราให้น้อยหน่อย เวลาบริหารนักศึกษาก็เป็นแบบหนึ่ง บริหารอาจารย์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง นักศึกษาตอนนี้ก็ไม่เหมือนเด็กเมื่อก่อน วิธีคิดก็ไม่เหมือนกัน บางทีเวลาเรียกร้องอะไร บางกลุ่มจะใช้วิธีการกฎหมู่ ถ้าดูข่าวจะเห็นเขาเรียกร้องรัฐบาล เรียกร้องเรื่องสถาบันกษัตริย์ หรือแม้กระทั่งเรื่องในมหาวิทยาลัย เขาก็ใช้กฎหมู่เหมือนกัน วัฒนธรรมเด็กสมัยนี้ต่างกันมากจากแต่ก่อน 

เราต้องพยายามเข้าใจเขา ยังไงก็แล้วแต่ เราอยากให้เขาจบไปมีอนาคตที่ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อก่อนอาจารย์สอนๆๆๆ เน้นให้ความรู้ไปทำงานได้เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้มันมีมิติทางสังคม มิติของความคิดทางการเมืองของเขาที่เราต้องคอยดูแล มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ส่วนการบริหารบุคลากรและการทำงานกับอาจารย์ก็เป็นอีกแบบ เขาเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีความเชี่ยวชาญ และมีความรู้ลึกซึ้ง ในสาขาของเขา ทุกคนมีความเชื่อมั่นสูง ทุกคนมีตัวตนที่แตกต่างกัน เราในฐานะผู้บริหารสถาบันการศึกษาจะไม่วางตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว เราสวมรองเท้าคนละคู่ สวมหมวกคนละใบ และเคารพเขาในจุดนั้น โดยเรามีเป้าหมายเดียวกันคือ จะทำยังไงให้นักศึกษาที่ออกไปตอบโจทย์ประเทศชาติให้ได้ นี่คือสิ่งที่เราคุยกันตลอด เราเป็นเหมือน Conductor ที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เก่งเท่าใครในวง แต่เราต้องให้ทุกคนเล่นเครื่องดนตรีของตัวเอง และเพลงออกมาเพราะที่สุด 

การทำงานในมหาวิทยาลัย หัวเราต้องเปิดมากๆ ต้องทำงานกับคนจากหลายคณะที่คิดไม่เหมือนกันเลย คิดไม่เหมือนกันไม่เท่าไหร่ เชื่อไม่เหมือนกันด้วย แล้วยังต่างวัยอีก เราต้องเข้าไปเป็นสมุดเปล่า ในทุกครั้งที่ประชุมจะพยายามฟังให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ 

ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

สมัยก่อนคนเก่งรอบด้านจะได้เปรียบมากกว่า มาวันนี้หลายๆ คนพยายามเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเลย ในมุมมองของคุณหลังจากวิกฤตนี้ ทิศทางจะไปทางไหน

การที่เราทำได้หลายอย่างเป็นเรื่องดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี เราเก่งทุกอย่างก็ดี แต่เราน่าจะต้องรู้ว่าจะโฟกัสอะไร ยิ่งในยุคที่การแข่งขันรุนแรงมากในทุกๆ อาชีพ เราต้องมีจุดเด่นของเรา การที่เรารู้ว่าเราชอบอะไร จุดเด่นของเราคืออะไร และจุดขายของเราอยู่ตรงไหน จะทำให้เรามุ่งเป้าไปตรงนั้นได้ 

สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ Mindset และ Soft Skills ที่เด็กๆ ในยุคนี้ต้องฝึกฝน ในอนาคตที่ไม่มีความแน่นอน ไม่รู้ว่าอาชีพการงานต่างๆ จะเปลี่ยนไปยังไง ในอนาคตที่เราต้องทำงานร่วมกับ AI และ Technology ต่างๆ ทักษะที่สำคัญที่เราต้องมีคือความเข้าใจเทคโนโลยี ความเป็นมนุษย์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ความสามารถในการสื่อสาร และทำงานร่วมกันเป็นทีมมีความสำคัญมาก

มหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยยังไงบ้าง

หลักสูตรของมหาวิทยาลัยกำหนด Outcome ของนักศึกษาไว้หกด้าน คือ หนึ่ง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ สอง ทักษะการทำงานเป็นทีม สาม ทักษะการสื่อสาร สี่ ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ห้า ทักษะด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และหก ทักษะทางเทคโนโลยี ไม่ว่าอยู่คณะหรือสาขาไหน ต้องมีหกดีเอ็นเอนี้ ในหลักสูตรตลอดสี่ปีต้องถูกพัฒนาและประเมินดีเอ็นเอทั้งหกด้านในทุกๆ ชั้นปี โดยการพัฒนาดีเอ็นเอนี้จะผ่านกระบวนการหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานกลุ่ม และแก้ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม

เราสอนเด็กให้ลงมือทำ เขาต้องสร้างอะไรบางอย่างที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่ากับตัวเอง กับสินค้า กับครอบครัว กับงานที่เคยทำมา หลักสูตรเราเน้นให้เขาลงมือปฏิบัติ ให้เห็นปัญหาหน้างาน และเป็น Project-based เสียส่วนใหญ่ มันเปิดโอกาสให้เขาค้นหาตัวเอง หาคมของตัวเอง เขาจะเลือกโจทย์แบบไหนก็ได้ เลือกวิธีแก้ปัญหาแบบไหนก็ได้

หมวกอีกใบของคุณคือผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันฯ มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ที่โรงเรียนนานาชาติเราเป็นประธานบอร์ด มีครูใหญ่บริหารงาน เราจึงไม่ได้ดูแลเรื่องการดำเนินงานรายวันเหมือนที่มหาวิทยาลัย ภาพใหญ่ของการบริหารจัดการคล้ายๆ กัน เรามองที่ผลลัพธ์ของเด็กเป็นที่ตั้ง นโยบายในการพัฒนาครู หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายกันมาก คือทำยังไงเด็กจะได้ดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้

แต่สองเรื่องหลักๆ ที่ต่างกันคือ หนึ่ง เรื่องระดับการศึกษาที่ต่างกัน หลักคิดของการพัฒนาเด็กแต่ละช่วงวัยก็แตกต่าง สอง โรงเรียนนานาชาติมีค่าเรียนที่แพงที่สุดแล้วเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ ในประเทศ แต่ในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนมาจากครอบครัวที่ฐานะปานกลางหรือบางคนต้องกู้เรียน กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน บุคลากรมีพื้นฐาน ทัศนคติ และวัฒนธรรมที่ต่างกัน

หลักสำคัญที่ ดร.แพรว ยึดถือในการพัฒนาเด็กระดับชั้นโรงเรียนคืออะไร

เราต้องฝึกให้เด็กเป็น Independent Learner หรือเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด การเป็นคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการเรียนระดับที่สูงขึ้นไปและการทำงานในอนาคต และสุดท้ายเขาจะกลายเป็น Lifelong Learner เราต้องหล่อหลอมเขาในทุกช่วงวัย ให้เขารู้จักการไปหาข้อมูลที่ถูกต้อง แยกแยะให้ได้ รู้จักคิดวิเคราะห์ แล้วในระยะยาว เขาจะ Reskill และ Upskill ตัวเองได้สบายมาก นอกจากนี้ การพัฒนา Soft Skills ต่างๆ เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ มีความสำคัญมากไม่ว่าจะในระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพราะมันจะติดตัวตลอดไป

แต่ที่สำคัญที่สุด คือเด็กต้องรู้จักและเข้าใจตัวเอง อยู่อย่างไรให้มีความสุขและมีความพอดี

อุปสรรคของการบริหารโรงเรียนในช่วงนี้คืออะไร

การบริหารโรงเรียนช่วงโควิด-19 มีอุปสรรคมากกว่าการบริหารมหาวิทยาลัยเยอะ เด็กยิ่งเล็ก ยิ่งเรียนออนไลน์ไม่ได้ผล ยิ่งถ้าเด็กเล็กมากๆ เขาเรียนรู้ด้วยการสัมผัส เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ พอเป็นออนไลน์ก็ลำบาก สิ่งที่เราต้องสนับสนุนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเล็กจึงมากกว่า เพราะพ่อแม่ต้องทำหน้าที่ครึ่งหนึ่งแทนครูเลย เราจะมีชุด Parent Guidance สำหรับผู้ปกครอง ในนั้นอธิบายเลยว่า เรื่องนี้ต้องสอนยังไง ทำยังไงบ้าง ซึ่งไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีเวลาและมีความเข้าใจที่จะทำได้ อันนี้เห็นใจคุณพ่อคุณแม่จริงๆ

จากยี่สิบปีที่อยู่ในวงการนี้ การศึกษาไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน และมองว่าจะเปลี่ยนไปทางไหนหลังจากนี้

ยี่สิบปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยเปลี่ยนไปเยอะ จากการให้ความสำคัญกับครูอาจารย์มาก ก็มาเน้นที่ตัวผู้เรียนมากขึ้น ความพยายามในมิติอื่นๆ ก็มี แต่มองว่าอาจจะชัดเจนและรวดเร็วอย่างที่อยากเห็นมั้ย คงไม่ แต่โดยรวม ก็ต้องตอบว่ามีหวังนะ ถ้าไม่มีหวังคงปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย ไปทำอาชีพอื่นแล้ว (หัวเราะ)

เราคิดว่ากระทรวงอุดมศึกษาในสามสี่ปีหลังมีพัฒนาการและดูมีความหวังมากๆ มีกลไกที่จะช่วยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคการทำงาน มีแนวคิดที่ให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่แตกต่างกันแล้ว มหาวิทยาลัยที่เคยเป็น Comprehensive University ที่ทำทุกอย่าง เน้นทุกเรื่อง ก็เริ่มโฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏก็เน้นการพัฒนาชุมชน สอนสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการในเชิงพื้นที่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่งมุ่งเน้นการทำ Frontier Research ดังนั้นต่อไปเราจะค่อยๆ เห็นความหลากหลายของสถาบันอุดมศึกษาเป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทบาทผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ต้องเป็น ‘ผู้ให้’ ในขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ คุณบาลานซ์สองสิ่งนี้ยังไง

คนที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต้องมีบาลานซ์ตรงนี้แน่ๆ ต่อให้เป็นสถาบันของรัฐบาลก็เช่นกัน เพราะรัฐบาลก็มีนโยบายค่อยๆ ลดการสนับสนุนด้านงบประมาณกับมหาวิทยาลัยรัฐอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ ผู้บริหารต้องโฟกัสที่คุณภาพของการเรียนการสอนหรือการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพราะคุณภาพจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุด การบริหารสถาบันการศึกษา เราต้องมองไกลมากจริงๆ หากคิดถึงผลตอบแทนระยะสั้น เหมือนเป็นการคิดสั้นมากๆ ผู้บริหารต้องปักหมุดให้ดีว่าจุดสมดุลมันอยู่ตรงไหน หลายๆ อย่างไม่ได้ผลิตออกมาแล้วได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน เช่น งานวิจัย หรือกิจกรรมสนับสนุนสังคมต่างๆ แต่เราต้องเข้าใจว่าเราอยู่จุดนี้เพื่ออะไร

บทเรียนที่อยากแนะนำผู้บริหารคนอื่นในช่วงวิกฤตคืออะไร

ในช่วงวิกฤต เราต้องอดทนและรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าและคนในองค์กรของเรา และอย่าคิดอะไรที่ Short Term เกินไป แก้ปัญหาระยะสั้นได้ แต่ยังไงก็ต้องมองยาว

อีกอย่างเวลาเราประสบปัญหาอะไรอยู่ คนที่ช่วยเราได้มากคือ Peers รอบตัวเรา ใครหาทางออกไม่ได้ลองหันหน้าไปหาคนข้างๆ ลองพูดคุย หาทางออก ยิ่งในยุคที่ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ได้เจอกัน การคุยกันออนไลน์ก็ไม่เหมือนกับนั่งจิบกาแฟเจอหน้า แต่เราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทุกครั้งที่มีปัญหาเราจะ Reach Out กับคนข้างๆ ผู้ร่วมงาน ลูกน้อง เครือข่าย เชื่อสิว่ามันมีคนพร้อมที่จะช่วยเราเสมอๆ

แล้วบทเรียนสำคัญที่สุดในชีวิตล่ะ

บทเรียนที่สำคัญที่สุดคงไม่มี มีแต่ประสบการณ์ต่างๆ ที่ให้บทเรียนที่ดีเสมอมา แต่ก่อนคนบอกเราว่า “ความล้มเหลวเป็นครู” สมัยนั้นเรายังไม่เข้าใจความหมายของมันเท่าวันนี้ ความผิดพลาดในการบริหารงาน หรือความผิดพลาดในความคิดที่จะทำอะไรบางอย่าง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน ในวันนี้เราเคยผ่านบทเรียนมาแล้ว แต่ต่อให้วันนี้รู้แบบนี้ ในอนาคตอาจจะผิดอีกไหม ก็คงผิดอีกนะ เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ ให้ลองผิดลองถูกเสมอเลย 

เรายังกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเหมือนเดิม บทเรียนที่เคยพลาดมาหลายครั้ง ก็เอามาเป็นประสบการณ์ ถ้าทำแล้วอาจพลาดอีก ก็คงจะทำอยู่ดี ดีกว่าไม่ได้ลอง ไม่ได้รู้

ทายาทรุ่นสามและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับแนวคิดบริหารสถาบันอุดมศึกษา และแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคต

Questions answered by the president of Dhurakij Pundit University

1. ตอนเด็กๆ ชอบเรียนวิชาอะไร

เคมี ชอบวิชาในแล็บมาก (ลากเสียง) เรียนได้ดีสุดเลย

2. ถ้าสามารถเพิ่มสาขาอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะเพิ่มสาขาอะไร

คงไม่เพิ่มสาขาแล้ว เน้นโฟกัสดีกว่า ถ้าเพิ่มก็จะเพิ่มอะไรที่ใกล้เคียงกัน จะไม่แตกหน่อขยายไปไกล เรายังยึดเรื่องการสร้างผู้ประกอบการเป็นจุดเด่นของเรา

3. คำสอนของครูอาจารย์ที่ยังจำได้ถึงวันนี้

มีคนเคยบอกว่า ถ้าตั้งโจทย์ผิดก็เดินผิดไปตลอด พิสูจน์แล้วว่าจริง เดินผิดกว่าจะเลี้ยวกลับมาได้ ไม่รู้กี่เลี้ยว (หัวเราะ)

4. Textbook หรือ Field Trip

ชอบไป Field Trip เราชอบสัมผัสกับของ เรียนก็ชอบวิชาแล็บ ชอบทำโปรเจกต์ไปนำเสนอ การไป Field Trip ทำให้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้เจอคนที่หลากหลาย

5. หนังที่อยากแนะนำให้ลูกศิษย์ดู

ชอบหลายเรื่องมากจริงๆ แต่มีไม่กี่เรื่องที่จำได้ตลอด หนึ่งในนั้นคือ The Godfather นำเสนอไหวพริบ ชั้นเชิงของนักแสดงได้ดี

6. วิชาที่สนุกที่สุดในโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ 

ห้องเรียน Harkness (ฮาร์คเนส) น่าจะสนุกที่สุด ให้เด็กหาความรู้เอง พูดอะไรก็ได้ นำเสนอความคิดอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราคุยกันบนโต๊ะ ห้องเรียนนี้จะมีนักเรียนแค่ห้าถึงสิบสองคน แล้วก็มีโจทย์โยนไว้ตรงกัน ทุกคนก็ไปทำการบ้านเพื่อมาถกเถียงกันเพื่อหาคำตอบให้โจทย์นั้น เป็นเรื่องอะไรก็ได้เลย วิทยาศาสตร์ สังคม โต๊ะจะเหมือนโต๊ะประชุมผู้บริหาร ไม่มีหัวโต๊ะ เป็นวงรี ไม่มีประธาน ทุกคนมีส่วนร่วมเท่ากัน ช่วยกันหาคำตอบร่วมกัน

เราชอบวิธีการเรียนรู้แบบนี้ ชอบฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

7. อยากพูดอะไรกับนักศึกษาในพิธีจบการศึกษาที่จะถึงนี้

หนึ่ง วันที่เขาจบจากสถาบัน เรามั่นใจว่าได้มอบอาวุธพื้นฐานให้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเก็บอาวุธและปรับใช้ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นเกม ชีวิตจะเริ่มต้นจากตอนนี้

สอง สังคมสำคัญมาก คุณจะเห็นความขัดแย้งทั้งจากในมหาวิทยาลัย นอกมหาวิทยาลัย อยากบอกเขาว่าถ้าต่างฝ่ายต่างเดินทางสุดโต่ง สุดท้ายจะพังทั้งระบบและทุกคนจะเป็นคนแพ้ หรือถ้าจะไปสุดโต่ง จงรู้เท่าทันว่าข้อดีข้อเสียคืออะไร

สาม ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ อย่างที่บอกตั้งแต่เขาเข้ามาเรียนวันแรกว่าจะไม่มีวันตาย และสถาบันนี้จะยังคงเป็นบ้านหลังที่สองของทุกคนเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load