12 Questions Answered by President and CEO, Q House

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้: ผมเพิ่งรู้เร็วๆ นี้ว่า การเล่นโกะหรือหมากล้อมในกระดานขนาด 19×19 มีวิธีการเล่น 2×10170 วิธีการเล่น อะตอมในจักรวาลยังมีแค่ 1082
  2. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนของคุณเรื่องการขนส่งสาธารณะ: ทริปที่จดจำถึงทุกวันนี้คือ ทริปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ที่ไปดูจุดเกิดเหตุรถบัสตกเหวที่ศาลปู่โทน ถนน 304 มีนักเรียนตาย 16 ศพ ทำให้เห็นว่าหน้าที่ของเรานั้นสำคัญ การคมนาคมที่ดีส่งผลต่อชีวิต มันไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกแต่เป็นเรื่องชีวิตคนจำนวนมาก
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน: Machine, Platform, Crowd: Harnessing Our Digital Future ของ Andrew McAfee และ Erik Brynjolfsson เล่าถึง 3 สิ่งที่จะควบคุมโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของ เครื่องจักรกลกับคน (Machine กับ Mind) ตัวกลางกับสินค้า (Platform กับ Product) และคนกลุ่มใหญ่กับองค์ความรู้ที่แท้จริง (Crowd กับ Core)
  4. ลำดับคณะที่คุณเลือกสมัยเอนทรานซ์: เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลัก สมัยนั้นเป็นข้อกำหนดของสังคมเลยว่าเด็กเรียนเก่งไม่เป็นหมอก็ต้องเป็นวิศวกร เราก็ตกลงกับพี่ชายแล้วให้พี่ชายเสียสละเรียนหมอ สมัยนั้นไม่มีหรอกคำว่า passion
  5. นอกจากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี คุณคิดว่ายัง …ที่สุดในปฐพี: เป็นห่วงลูกที่สุดในปฐพี (ตอบในทันที) แต่มันอาจจะไม่ดีนะที่เขาได้รับการดูแลมากเกินไป  
  6. รองเท้าวิ่งคู่โปรด: adidas Ultra Boost 11 ครึ่ง บอกเบอร์ไปเลย คนจะได้กลัวไม่กล้ามายุ่งกับผม
  7. Quote คำพูดดีๆ ที่หยิบมาใช้เสมอ: “I am the master of my fate, I am the captain of my soul.” เราเป็นเจ้านายในชะตาชีวิตเรา เราเป็นกัปตันของจิตวิญญาณเรา จากบทกลอน Invictus ของ William Ernest Henley ที่เนลสัน แมนเดลา ใช้เป็นแรงบันดาลใจ ตอนที่ติดคุกอยู่  27  ปี
  8. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย: ตอนนั้นเป็นเด็กบ้าเรียนนิดหน่อย ไม่ได้ทำชมรม แต่เป็นหัวหน้าชั้นปีไปออกค่ายยุววิศวกรบพิธ ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  9. คุณจะรู้สึกกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งเมื่อคุณ…: ฟังเพลงเก่าๆ นัดเจอเพื่อนสมัยเตรียมอุดมฯ พูดคุยเฮฮาและล้อชื่อพ่อแม่เหมือนสมัยวัยรุ่น
  10. ความสนใจของคุณตอนอายุ 25 35 และปัจจุบัน: 25 สนใจเรื่องเรียน 35 เรื่องงาน ปัจจุบันเรื่องลูก
  11. ชิ้นงานศิลปะที่ติดในห้องทำงาน: รูปผลงานศิลปะของเด็กพิเศษ ที่ประมูลมาจากมูลนิธิ ณ กิตติคุณ (www.nakittikoon.org)
  12. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: การคมนาคม และเรื่องประสาทหูเทียม
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ออกจะเชยไปสักนิด ที่เรายังคงเรียกเขาว่ารัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ไม่ใช่เพราะยังหาใครมาท้ารับตำแหน่งนี้ต่อไม่ได้ แต่ภาพความแข็งแกร่งวันนั้นยังคงติดตาแม้จะผ่านไปนานหลายปี

การสาธยายผลงานที่ผ่านมา อาจจะทำให้พื้นที่คอลัมน์ กัปตันทีม ของเราสั่นคลอนได้ เราจึงขอชวนคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และการทำงาน ในบทบาทปัจจุบันมากกว่า

แม้บทสนทนาด้านล่างจะเต็มไปด้วยศัพท์แสงและทฤษฎีทางความคิดสายแข็ง แบบที่คุ้นตาในหนังสือพัฒนาตัวเองฉบับอ่านยาก แต่เมื่อปรากฏอยู่ในบทสนทนาระหว่างเราและคุณชัชชาติ ตัวอย่างที่น่าสนใจทำให้เรื่องเหล่านี้ใกล้ตัวเรากว่าที่เคย

ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาหาเหตุผลสักนิดเดียวว่า

กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครยังคงแข็งแกร่ง (และเลอเลิศ) ที่สุดในปฐพี…

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ย้อนกลับไปสมัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เรื่องที่คุณมักจะสอนนิสิตอยู่เสมอคืออะไร

ผมมักจะสอนนิสิตเรื่อง growth mindset ผมเชื่อในความขยันมากกว่าความฉลาด

ตามทฤษฎีแล้ว mindset ประกอบด้วย fixed mindset คือความเชื่อว่าคนเราเก่งมาแต่กำเนิด คนกลุ่มนี้มักเชื่อว่าความฉลาดเป็นเรื่องพรสวรรค์ ปรับปรุงไม่ได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเจอความรู้สึกว่าเขาไม่เก่ง เขาจะคิดว่าเป็นความล้มเหลว เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ พยายามแวดล้อมอยู่ในสังคมที่ไม่ติกัน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียความมั่นใจ ในขณะที่ growth mindset จะไม่กลัวความผิดพลาด คนเหล่านี้จะยอมอยู่กับพื้นที่ที่พร้อมให้ความคิดเห็นเพราะเชื่อว่าทุกอย่างความสามารถปรับปรุงและพัฒนาได้

ที่ผ่านมา คุณเป็นตัวอย่างของคนที่ใช้การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมคุณถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

การสื่อสารช่วยให้คนรับรู้ตัวตนของเรา แต่มันก็คงไม่จำเป็นถ้าคุณเป็นใครสักคนที่ไม่ต้องมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับใคร สองสิ่งที่สำคัญคู่กันคือ ตัวตนของคุณต้องมีคุณภาพ และรู้จักใช้วิธีสื่อสาร หากเป็นคนมีคุณภาพแต่สื่อสารไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ต่อคนอื่น ขณะเดียวกัน หากสื่อสารเป็นแต่คุณภาพไม่ดี ก็เหมือนสื่อสารขยะออกไป เรื่องเหล่านี้มีผลต่อการรับรู้พอสมควรนะ ถ้าเขารู้สึกว่าเราเป็นคนมีความรู้น่าเชื่อถือ การสื่อสารก็จะทำได้ง่ายขึ้น ดีกว่าที่เราพูดออกไปก็ไม่มีใครฟัง ช่วยให้เราทำงานต่างๆ ได้เต็มที่ ทั้งเชิงนโยบาย การหาแนวร่วม และกลยุทธ์ต่างๆ

ต้องยอมรับว่าอารมณ์ขันอย่างเรื่องรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้คนเปิดใจและเข้าถึงคุณมากขึ้น และในบทบาทผู้บริหาร คุณมีวิธีสร้างอารมณ์เหล่านั้นอย่างไร

อารมณ์ขันนี่สำคัญนะ สำคัญมากด้วย เพราะโดยปกติแล้วคนเรามี 2 โหมด ได้แก่ Defense Mode และ Discovery Mode ความเครียดจะทำให้เกิด Defense Mode หรือภาวะไม่เปิดรับ ทุกคนจะสร้างเกราะขึ้นมา ไม่แสดงความคิดเห็น ปกป้องตัวเองอยู่ตลอด ขณะเดียวกัน Discovery Mode คือสถานการณ์ที่ทุกคนเปิดกว้างในการประชุม และมุ่งไปที่จุดหมายเดียวกัน ซึ่งเกิดจากอารมณ์ขันหรือ sense of humor ในการทำงาน อารมณ์ขันที่ง่ายที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวนี่แหละ แต่ว่าเราก็คงไม่ต้องฝืนมันนะ

พอมีอารมณ์ขันนะ เวลาเราดุขึ้นมา ลูกน้องก็จะกลัวเรามากกว่าปกติอีก ดีกว่านั่งดุทุกวัน

ดังนั้น คนที่คุณอยากทำงานด้วยจะต้องมีลักษณะที่…

หัวใจสำคัญคือ ความไว้ใจ (Trust) แล้วความไว้ใจมาจากไหน ผมจะบอกเสมอว่ามาจาก 2 องค์ประกอบ หนึ่งคือ ความเก่ง (Competent) คุณต้องมีความรู้ในเรื่องของคุณ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์พิสูจน์ให้เห็น สองคือ ความเป็นตัวตน (Integrity) เช่น คนไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สรุปสั้นๆ คือ เก่งและดี

ดังนั้น คนที่ไว้ใจได้คือคนที่เมื่อได้มอบหมายแล้วเรามั่นใจได้ว่าเขาจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้เราในกรอบเวลาที่กำหนด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คุณเคยบอกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือการสร้างอารมณ์ อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น

มีองค์ความรู้หนึ่งที่กำลังฮิตเลยนะ คือ Thinking Fast and Slow เป็นทฤษฎีหนึ่งของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สมองคนเรามี 2 ระบบ ระบบแรก คิดเร็วๆ ใช้อารมณ์และความรู้สึก คิดหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เป็น multitasking ระบบที่สองคือ ระบบใช้เหตุผล เป็น single task ทำงานหนักๆ คิดโจทย์ยากๆ เวลาที่สมองเราเจอกับเรื่องยากและซับซ้อน ระบบการคิดในสมองบางครั้งจะถูกเปลี่ยนเป็นระบบแรกโดยอัตโนมัติ เพราะง่ายกว่า

ในการติดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์บางครั้งก็เป็นโจทย์ที่ยากเพราะต้องเปรียบเทียบรายละเอียดหลายอย่าง บางครั้งผู้บริโภคก็จะใช้อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ที่เคยรับรู้มา ซึ่งเป็นความคิดระบบแรก ช่วยในการตัดสินใจ การได้เห็นบ้านตัวอย่างและบรรยากาศแวดล้อมที่น่าประทับใจ ช่วยทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ในระยะยาวสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ

แล้วกับโจทย์ยากๆ หรือเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร

เรื่องบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยตามยถากรรม หัวใจสำคัญที่สุดคือต้องยอมรับความจริง

ผมอ่านเจอในหนังสือเรื่อง Good to Great ของ James C. Collins ที่รวบรวมเรื่องราวของ 11 บริษัท กับการก้าวเท้าจากบริษัทธรรมดาสู่บริษัทที่ดีที่สุดในโลก หนึ่งในคนที่เขาสัมภาษณ์คืออดีตนักบินในสงครามเวียดนาม Admiral Jim Stockdale ที่ถูกจับขังในคุกฮานอยฮิลตันถึง 7 ปี แต่เขากลับเอาชีวิตรอดมาได้

Stockdale ตอบคำถามของผู้เขียนถึงสาเหตุที่ทำให้ทหารคนอื่นค่อยๆ ตายไปเนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ ว่าเพราะคนพวกนั้นมองโลกในแง่ดีแบบปลอมๆ หวังว่าจะได้รับอิสรภาพในอีก 6 เดือน หวังว่าจะดีขึ้น ดีขึ้น โดยไม่เตรียมรับมือกับความผิดหวัง ใจก็ค่อยๆ ล้มเหลว แต่กับคนที่ยอมรับความจริง และเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึงตลอดเวลา พวกนี้จะรอดเพราะมีการวางแผนการเตรียมตัว

กับชีวิตในการทำงาน หลักในการรับมือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้นั้น ขั้นแรกคือ ยอมรับความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นความจริงที่โหดร้ายในชีวิต หรือ brutal facts คาดการณ์ และเตรียมตัวกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มีศรัทธาต่อบางสิ่งแต่ไม่ใช่คาดหวังมองโลกในแง่ดีแบบปลอมๆ

ความตั้งใจของคุณในการช่วยสังคมแบบนักธุรกิจและนักการเมือง เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สำหรับตัวผม ผมคิดว่าไม่แตกต่างกันนะ ปรัชญาการทำงานของเรา เราอยากทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรา พนักงาน เจ้าหน้าที่ คนที่ใช้บริการมีชีวิตที่ดีขึ้นทุกคนมีค่าความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้นในคอนเซปต์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทภาครัฐหรือเอกชน สำหรับเราก็คือกรอบความคิดเดียวกัน เราอยากเห็นคนเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น กลับถึงบ้านอยู่กับลูกและครอบครัวเร็วขึ้น หรืออยากเห็นลูกบ้านเราได้รับการแก้ปัญหา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นการทำงานไม่แตกต่างกัน ลงไปดูไซต์ ลงพื้นที่ดูแลคนเหมือนกัน ถามว่าแล้วสิ่งนี้ช่วยสังคมยังไง เมื่อชีวิตเขาดีขึ้น สังคมเราก็ดีขึ้นด้วย

แล้วสิ่งที่แตกต่าง?

หัวใจที่ทำให้แตกต่างกันคือเรื่องความไว้ใจ การทำงานในภาครัฐไม่ค่อยมีความไว้ใจกัน ถูกตั้งธงในใจว่าโกงไว้ก่อน ในขณะที่ภาคเอกชนจะเชื่อใจและให้เกียรติในฐานะคนทำงานมากกว่า แต่ประสบการณ์จากการทำงานในภาครัฐก็ทำให้เห็นมุมมองของการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่า ที่สำคัญ ความไว้ใจนั้นมีราคา หากมีน้อยเกินไปก็จำเป็นต้องพึ่งกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลาและค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันหากมีมากเกินไปก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดทุจริต วิธีการที่เหมาะสมคือหาสมดุลและนำวัฒนธรรมองค์กรเหล่านั้นมาปรับใช้บ้าง

ตอนเรียนจบใหม่ เราเคยมีความเชื่อว่าถ้าอยากช่วยชาติให้ทำงานในหน่วยงานของรัฐ

ใครบอกเหรอครับ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คิดเองเลยค่ะ ตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก แต่สุดท้ายก็พบว่าคาแรกเตอร์และตัวตนเราเหมาะที่เรียนรู้งานในหน่วยงานเอกชนมากกว่า คุณมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

จริงๆ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในภาคส่วนไหนนะ มันก็ช่วยชาติได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าเรานิยามคำว่าชาติว่าคนในชาติ

ถ้าดูจาก GDP ของประเทศ รายได้ 80% และการจ้างงานที่เกิดขึ้นมาจากภาคเอกชน ภาครัฐเป็นเหมือนหน่วยกำกับดูแลมากกว่า ถ้าดูตัวอย่างต่างประเทศเราก็จะเห็นว่าบทบาทของเอกชนนั้นแข็งแรงกว่า ซึ่งคงต้องถามที่ตัวเรา ว่าใจเราอยากทำอะไร อยากเห็นเพื่อนร่วมงาน อยากเห็นผู้คนที่รักมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เอาเปรียบคน ผมคิดว่าอยู่ตรงไหนก็ช่วยได้ทั้งนั้น

หลายครั้งที่โครงการดีๆ เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชนร่วมชี้ให้เห็นว่าสิ่งไหนคือปัญหา หัวใจสำคัญคือต้องชัดเจนว่าคุณไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว สุดท้ายภาครัฐก็จะฟังเรา ซึ่งการเคลื่อนไหวแบบนี้จะแข็งแรงกว่าการทำในภาครัฐ เพราะคุณไม่ต้องทำตามกรอบ คุณทำในสิ่งที่สะท้อนความต้องการส่วนรวม และในอนาคตเราจะเห็นการรวมตัวแบบนี้มากขึ้นและเข้มแข็งกว่า ขณะที่ภาครัฐจะขยับอะไรทียากไปหมด ทำได้แค่ไปขันน็อต

เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เก่งๆ ให้เข้ามาทำงาน ภาครัฐเองก็คงต้องเปลี่ยนใช่ไหม

ที่ผ่านมาเป็นระบบจ้างจนเกษียณ อันนี้อันตรายนะ ทำให้คนที่ทำงานไม่รู้สึกจูงใจให้เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี sense of urgency รับรู้ว่ากำลังเดือดร้อนและต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่ลีกวนยูทำในลำดับต้นๆ ของการเปลี่ยนประเทศสิงคโปร์ คือเริ่มจากปรับระบบราชการก่อน และเปลี่ยนให้เป็นระบบที่มีการประเมินอย่างเข้มข้น ไม่จ้างจนเกษียณ

ถ้ามีโจทย์ให้คิดทำโปรเจกต์อะไรก็ได้ที่ไม่มีตัวเลขมากำหนด โปรเจกต์ของคุณจะออกมาเป็นยังไง

เราอยากทำแหล่งความรู้ให้กับคนที่ไม่มีโอกาส เพราะปัจจุบัน คนที่มีโอกาสเขามีวิธีหาความรู้มากมายเต็มไปหมด เรียนตามที่สนใจ มี Co-working space รองรับ แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ไม่มีโอกาสไปถึงตรงนั้น และแม้จุดมุ่งหมายไม่ใช่ผลกำไร แต่การจะทำอะไรก็ตามต้องมีตัวชี้วัดเป็นเหมือนเข็มทิศ ซึ่งเราคิดถึงการเลื่อนเปลี่ยนขั้นในสังคม (social mobility) หรือการขยับฐานะให้ดีกว่าพ่อแม่ ลดความเหลื่อมล้ำให้สังคมพัฒนาไปด้วยกัน ด้วยการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อะไรคือความรู้ที่เขาควรจะรู้

นอกจาก hardware ก็ต้องมีคนที่พอมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ กันมาเป็น mentor แนะนำช่วยให้เขามีความรู้ในหลากหลายมิติมากขึ้น หัวใจคือต้องมีคนที่ต่างประสบการณ์มาร่วมด้วยช่วยกัน มันถึงจะเกิด การเชื่อมโยง (connect the dots) เป็นส่วนหนึ่งของคอนเซปต์ Co-working space ที่นำคนต่างความเชี่ยวชาญมาอยู่ด้วยกันแลกเปลี่ยนความคิดกัน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น ผมคิดว่ามันก็ต้องเริ่มจากการให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริง ว่าปัจจุบันสังคมเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างไร แล้วเรามีทางแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง ถ้ามีแพลตฟอร์มให้คนได้ทำ ผมก็คิดว่าจะมีคนมาร่วมช่วยกันเยอะมากนะ

การวิ่งที่สวนลุมฯ ทุกวันทำให้คุณเข้าใจประชาชนมากขึ้นใช่ไหม

ก็มีส่วนครับ เพราะทำให้เราเจอเพื่อนเยอะ คนหลากลายอาชีพมากเลยนะ ตั้งแต่เจ้าของโรงงานไปจนถึงแม่บ้าน รปภ. เป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้นเลย ทุกคนแต่งชุดเหมือนกัน เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ไม่มีใครรู้ว่าใครมีฐานะเป็นอย่างไร ทำให้เราได้ฟังเรื่องราวมุมต่างๆ

ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงาน ?

หัวใจของความคิดสร้างสรรค์ คือเรื่อง Cross-discipline หรือการมองข้ามศาสตร์สาขา ไม่ใช่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว ดังนั้นการเจอผู้คนหลากหลายสาขาจุดประกายเรา แล้วถ้าถามว่าแล้วการวิ่งช่วยในเรื่องการทำงานไหม สำหรับผม การวิ่งไม่ได้ช่วยในการทำงาน แต่การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นการทำสมาธิ เตรียมตัวว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง เป็นช่วงเวลาที่เราจะอยู่กับตัวเอง 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีโทรศัพท์หรือสิ่งรบกวน และการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สมองใช้ระบบอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถใช้เวลาคิดเรื่องอื่นได้ ในหลายครั้ง การแก้ปัญหาที่ดีๆ ก็มาจากช่วงการวิ่งนี่แหละ

บนเวทีเสวนา คุณมักพูดความสำคัญของเรื่อง Creative Disruption หรือเรื่องคลื่นลูกใหม่ที่มาไล่คลื่นลูกเก่าที่มีต่อการพัฒนาสังคม และคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง

ถ้าไม่มีการทำลายล้างที่สร้างสรรค์ สังคมก็ไม่เกิดการพัฒนา จริงๆ เรื่องนี้เกิดมาเป็น 100 ปีแล้ว เราเปลี่ยนสังคมจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำเป็นไฟฟ้า เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงนั้นค่อยๆ สั้นลง เราเห็นสิ่งที่เจ๊งคาตาพวกเราเยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นพลังของเทคโนโลยี

คำถามที่ทุกคนควรต้องถามตัวเองคือ เรายังมีความสำคัญ (relevant) อยู่มั้ย ความรู้ที่เรามีในปัจจุบันเกี่ยวเนื่องกับสังคมกับเทคโนโลยีมั้ย ถ้าไม่มีเราต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เกี่ยวข้องกับโลกอยู่ แต่ก่อนเราเชื่อว่าความรู้เป็น storage of knowledge เราเรียนปริญญาตรี 4 ปีเพื่อใช้ทำงานจนเกษียณได้ ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว มันเป็น flow of knowledge เพราะความรู้นั้นไหลบ่าอยู่ตลอด อะไรที่เคยเก็บไว้ในหัวนั้นไม่มีความหมาย นี่คือกระแสของ Creative Disruption อย่างน้อยเราต้องช่วยตัวเองก่อน ถ้าเราช่วยตัวเองได้ มีความรู้ที่มีความหมายกับสังคมแค่นี้ก็สามารถช่วยเหลือสังคมและส่วนรวมได้

มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เคยได้ยินว่าคุณอยากทำ startup เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ถ้าทำจริงๆ จะออกมาเป็น startup ที่แก้ปัญหาเรื่องอะไร

ข้อมูลในอสังหาริมทรัพย์มีเยอะมาก ถ้ามีแพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวมข้อมูลครบถ้วน พร้อมมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

แต่จากประสบการณ์และอายุงานแล้ว คุณยัง startup ไหว

ผมคงทำในแง่ของความรู้และประสบการณ์ที่มีมากกว่า ส่วนรายละเอียดเราละเอียดด้านเทคนิคเรื่องโปรแกรมคงต้องพึ่งเด็กรุ่นใหม่ สำคัญที่สุด คือ อย่าคิดว่าสตาร์ทอัพจะต้องเป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่ทำอย่างเดียวนะ จริงๆ หัวใจของคนที่ทำสตาร์ทอัพคือ การมี Cross-discipline มีความรู้หลายๆ ด้าน จึงเป็นข้อได้เปรียบของคนที่มีประสบการณ์ ดังนั้นการมี mentor ที่ดีในสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ จึงสำคัญเพราะจะช่วยมองภาพรวมและมิติที่อยู่ในหลากหลายสาขา

แล้วถ้าต้องขึ้นเวทีประกวด pitching แข่งกับเด็กรุ่นใหม่ คิดว่าจะชนะไหม

น่าจะพอไหว ผมว่าชนะหรือไม่ชนะไม่ได้อยู่ที่อายุนะ ขึ้นกับเนื้อหาและไอเดีย

จากชื่อเล่นของคุณว่า Trip อยากให้เล่าถึงการเดินทาง 3 ทริปที่เปลี่ยนชีวิตคุณ

ทริปแรก ไปเรียนต่อที่ MIT สหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2530 เป็นทริปที่เปิดโลกการเรียนรู้

ทริปที่สองคือ การเดินทางจากบ้านไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อฟังคำวินิจฉัยว่าลูกเราหูหนวก เป็นทริปที่บอกเราว่า ความไม่แน่นอนอาจจะมาหาเราไม่อย่างทันตั้งตัว

ทริปสุดท้ายคือ เดินทางพาลูกชายไปรักษาที่ประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2545 เป็นทริปที่หล่อหลอมตัวตนของเราจริงๆ

มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
มุมมองและแนวคิดอันแข็งแกร่งหลังโต๊ะทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คุณเคยบอกว่า leadership ในความหมายของคุณ ไม่ใช่การเป็นผู้นำในองค์กรต่างๆ แต่คือการเป็นผู้นำชีวิตให้กับลูกชาย

Leadership เป็น life story เราไปเรียน leadership จากหลักสูตรไหนๆ ไม่ได้หรอกมันเป็นเรื่องชีวิตที่ตกผลึกของเรา และไม่ใช่เรื่องที่จะแกล้งทำกันได้เพราะสุดท้ายแล้วมันคือตัวตนคนนั้นจริงๆ

บทบาทการเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมา หรือเป็นผู้บริหาร Q House ทั้งหมดนี้เป็นผลจาก life story ช่วงต้นของเรามากกว่า ช่วงที่เราบ่มเพาะและฝ่าฟันอุปสรรค ตัวอย่างหนึ่งของ life story คือเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีประเทศแอฟริกาใต้ ความเป็นผู้นำของเขาไม่ได้เกิดขึ้นตอนเขาเป็นประธานาธิบดีหรือตอนได้รับรางวัลโนเบล แต่เป็นช่วงที่เขาติดคุกอยู่ 27 ปีที่เขาดำรงความเชื่อในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

ช่วงตอนที่พาลูกไปผ่าตัด ชีวิตเราต้องรวบรวมกำลังใจ พยายามหาความรู้ ฝ่าฟันอุปสรรค หล่อหลอมตัวตนของเรา โดยเชื่อว่าถ้าเราทำให้ลูกหายได้ ฟังได้ พูดได้ ไม่ว่าอะไรเราก็จะทำได้ ในบทบาททั้งนักการเมืองและผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ leadership จึงไม่ใช่เรื่องโดยตำแหน่ง แต่มันคือการดำเนินชีวิตของเรา

คุณอยากให้ลูกชายจดจำคุณในแบบไหน

เรื่องนี้ผมก็ยังไม่เคยคิดเหมือนกันนะ (นิ่งคิดสักพัก) หลายวันก่อนมีคนรู้จักเสียชีวิต เขาก็ตกใจรีบส่งข้อความหาเราว่า ‘พ่ออย่าเพิ่งตายนะ’ เราก็รีบออกไปออกกำลังกายเลย

อยากให้เขาจดจำว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีกับเขา เป็นเพื่อนที่เข้าใจเขา

แล้วเราจะมีโอกาสเห็นคุณในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครบ้างไหม

ตอนนี้ไม่คิด ขอทำงานรับผิดชอบหน้าที่นี้ให้เต็มที่ ผมเชื่อว่ายังมีคนเก่งๆ อีกเยอะ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load