The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่รอบตัวของเรานั้นมืดสนิท สายตามองเห็นได้แต่จุดที่แสงไฟส่องกระทบ ด้านล่างคือความลึก มืดสนิทขนาดที่แสงไฟฉายก็ถูกดูดกลืนหายไปจนหมด 

“ยังไม่มีใครรู้ว่าระบบถ้ำใต้นั้นสิ้นสุดที่ไหน” คุณคล้าว นักดำน้ำเทคนิคัลที่พ่วงดีกรีเป็นครูสอนดำถ้ำเพียงไม่กี่คนในเมืองไทย เล่าถึง ‘สองห้อง’ ให้เราฟังด้วยดวงตาลุกวาว “ข้างใต้นั้นมืดสนิท เราลอยตัวอยู่กลางน้ำ ด้านล่างใต้ตัวเราคือหลุมลึก ความลึกลงไปเป็นร้อยเมตร มันให้ความรู้สึกคล้ายกับการลอยอยู่ในห้วงอวกาศ”

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
ในโพรงถ้ำมืดสนิท สายตามองเห็นได้แต่สิ่งที่แสงไฟสาดกระทบ เบื้องล่างไม่มีสิ่งใดรองรับเป็นความมืดมิดที่ดูดกลืนแสงไปจนหมด

ตัวหนังสือทาสีสดใสวางเรียงเป็นชื่อ ‘ทะเลสองห้อง’ ตามสไตล์สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องแวะชม ช่างแตกต่างกับสิ่งที่อยู่ซ่อนข้างใต้นั้นอย่างห่างไกล ไกลจนถ้าใช้คำว่า ‘คนละโลก’ ก็คงไม่ผิดนัก

จุดท่องเที่ยวที่ดูเหมือนเป็นจุดชมวิวสระน้ำสีเขียวใส มีถ้ำและเส้นทางน้ำใต้ดินที่กว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยซ่อนอยู่ด้านล่าง โพรงถ้ำใต้น้ำวางตัวอยู่ใต้ถนนและอาคารบ้านเรือนในชุมชนแถวนั้น กว้างใหญ่กว่าพื้นที่ปากทะเลสาบที่เห็นจากด้านบน 

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
ป้ายสีสำหรับนักท่องเที่ยวแวะชมวิว แตกต่างราวกับคนละโลกกับถ้ำด้านล่าง

การสำรวจล่าสุดนักดำน้ำลงไปได้ถึงระดับความลึกเกือบ 200 เมตร โดยกินระยะทางยาวจากปากถ้ำเป็นกิโล แต่เส้นทางยังต่อเนื่องลาดลงลึกไปอีก และยังไม่มีทีท่าว่าจะพบจุดสิ้นสุดของโพรงถ้ำ

ถ้าหากถ้ำนี้เป็นถ้ำแห้งอยู่ในภูเขาสูง การสำรวจเส้นทางภายในทั้งหมดคงทำเสร็จได้ในเวลาไม่กี่ปี แต่ถ้ำใต้น้ำอย่างสองห้องนี้ ผ่านมาเกิน 10 ปีแล้ว ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดของมันเจอ ระยะทางที่เข้าไปหากมีความลึกทางแนวดิ่งเพิ่มขึ้นเพียง 10 เมตร นั่นคือเวลารวมของการดำน้ำสำรวจที่ยาวนานขึ้นหลายชั่วโมง

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
การลงดำน้ำในพื้นที่ลึกกว่าปกติ ไม่สามารถใช้อากาศธรรมดาเพียงถังเดียว บางครั้งต้องพกอากาศที่มีส่วนผสมพิเศษไปมากกว่าหนึ่งถัง

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นสร้างขึ้นมาให้อยู่บนบก เมื่อเราลงไปหายใจอยู่ใต้แรงกดของน้ำเป็นเวลานาน ไนโตรเจนที่ปนอยู่ในอากาศจะละลายเข้าไปในร่างกาย แทรกซึมไปตามเส้นเลือดและกล้ามเนื้อ ถ้าหากเราจะกลับขึ้นมาจากใต้น้ำที่มีแรงกดนั้น เราต้องค่อยๆ ปรับระดับให้ไนโตรเจนละลายออกไป การเปลี่ยนความกดดันโดยเร็วจะทำให้ก๊าซที่อิ่มตัวในร่างกายเรากลายเป็นฟองอากาศ และก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้

การใช้เวลาที่ความลึก 30 เมตรเพียงครึ่งชั่วโมง จะต้องใช้เวลาตลอดทั้งไดฟ์รวมกันเกือบ 2 ชั่วโมง 

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
ตุ๊กตาเจ้าหญิงตัวนี้ตกอยู่ที่พื้นสระด้านบนหลังวันลอยกระทงเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในนักดำถ้ำย้ายเธอลงมาเป็นเจ้าหญิงที่โดนพันธนาการไว้ และคอยเฝ้ามองทุกคนอยู่ที่ระดับความลึก 30 เมตร

ผนังถ้ำด้านหน้าที่เห็นอยู่แตกต่างกับผนังถ้ำบกที่คุ้นเคยเล็กน้อย ไม่มีร่องรอยของหินงอกหินย้อยให้เห็น บ่งบอกถึงอดีตของถ้ำที่ไม่เคยเป็นถ้ำแห้งมาก่อน ที่นี่เป็นถ้ำแบบหลุมยุบ น้ำที่ท่วมขึ้นมากัดเซาะส่วนที่อ่อนนุ่มกว่าไปเรื่อยๆ เหลือแต่โครงสร้างหินแข็งทิ้งเอาไว้

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
พื้นที่ถ้ำของสองห้อง มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า Sink Hole โครงสร้างผนังถ้ำเกิดจากการกัดเซาะโครงสร้างที่อ่อนนุ่มกว่าไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่โครงสร้างหินแข็ง

เราเตะขาว่ายตามแนวเส้นเชือกสีแดงที่พาดเลียบผนัง ไปเรื่อยอย่างช้าๆ เหมือนฮันเซลกับเกรเทลที่ทิ้งก้อนกรวดและขนมปังไว้เพื่อให้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เชือกเส้นนี้คือเส้นอ้างอิงของเส้นทาง เป็นเส้นชะตาชีวิตของนักดำถ้ำ

นักดำน้ำสำรวจจะเป็นคนวางเส้นเชือก เมื่อเข้าไปสู่พื้นที่ใหม่ก็จะเข้าไปพร้อมกับเชือก เชือกทุกเส้นจะมีลูกศรผูกล็อกไว้เป็นระยะๆ หัวลูกศรจะชี้ไปสู่ทางออก เส้นทางที่จะพากลับบ้านเสมอ

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
นอกจากเชือกแล้วลูกศรชี้ทิศทางก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ ลูกศรภายในถ้ำจะชี้ไปสู่ทางออกเสมอ

ถ้ำใต้น้ำที่มีความลึกเกินธรรมดาแบบนี้ อุบัติเหตุหรือสิ่งที่คาดไม่ถึงพร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา มีนักดำถ้ำหลายคนที่ว่ายตามเชือกลงไป แล้วไม่ได้กลับขึ้นมา 

“กุญแจรถอยู่ในกระเป๋าข้างซ้ายของผม ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณเอาผมขึ้นมาไม่ได้ทั้งตัว อย่างน้อยก็ขอให้หยิบกุญแจรถมาให้ได้ คุณจะได้กลับบ้านได้” คุณคล้าวพูดติดตลกก่อนลงน้ำ เราหัวเราะเบาๆ รู้ดีว่านั่นไม่ใช่มุกตลก มันคือความจริงที่ต้องพูดถึงและหลบเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นไดฟ์ง่ายหรือสั้นแค่ไหนก็ตาม โอกาสที่ใครสักคนจะไม่ได้กลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ

มือของเรากำกล้องและไฟฉายแน่น แน่นกว่าปกติที่เราเคยทำ ความมืดด้านล่างทำให้เราระวังเพิ่มขึ้น ถ้าหากมีอะไรหลุดมือตกลงไป คงเป็นการยากที่จะได้คืนมา ในความมืด หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ทุกอย่างกลับช้าลง 

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
บรรยากาศภายในถ้ำ

เรารู้สึกได้ถึงกระแสน้ำเย็นที่พัดมาเป็นวูบๆ มันคล้ายกับสายลมเบาที่พัดมาอย่างไม่รู้ทิศทาง เดี๋ยวก็มาจากทางซ้าย แล้วจางหายไป อีกเดี๋ยวก็มาจากด้านหน้า ความต่างของอุณหภูมิทำให้การมองเห็นของเราต่ำลง ภาพด้านหน้าเบลอไหววูบเหมือนเวลามองผ่านไอแดด หัวใจกำลังเต้นแรงขึ้นอีกด้วยความกลัวผสมปนกับความตื่นเต้น

“หายใจช้าๆ คิดแล้วทำไปทีละอย่าง” เสียงพูดกับตัวเองก้องขึ้นมาในหัว สายตากวาดไปที่เชือกสีแดงที่เป็นเส้นบอกระดับความลึก 30 เมตร เสียงในหัวของเราสั่งการต่อ มองเชือก-ดูเวลา-ถ่ายภาพ เหมือนร่างกายของเราเป็นหุ่นยนต์ที่กำลังถูกป้อนคำสั่งให้ทำไปทีละกิจกรรม หยิบกล้องขึ้นมา-สลับจอไปที่วิวไฟน์เดอร์-ดู Speed Shutter-ปรับ ISO-ปรับโฟกัส-กดชัตเตอร์

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
เชือกสีแดงที่เปรียบเหมือนเส้นทางชะตาชีวิตของนักดำถ้ำ

น่าแปลกที่คำสอนทางธรรมที่ให้พิจารณาสติในทุกขณะจิต ซึ่งเราไม่เคยทำได้ดีนักในชีวิตประจำวัน กลับเกิดขึ้นมาอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดในสถานที่ประหลาดแห่งนี้

ไดฟ์คอมพิวเตอร์ที่ข้อมือแสดงค่าว่าเราอยู่ที่นี่มาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว เวลาของเราหมดลงแล้ว การเดินทางกลับสู่ผิวน้ำต้องใช้เวลายาวนานยิ่งกว่าเวลาที่ลงมา พวกเราหันหลังกลับ เตะขาว่ายไปตามทิศที่ลูกศรชี้ เพื่อกลับสู่แสงสว่างอันอบอุ่นด้านบน

ความมืดตอนเที่ยงวันในความลึกของ 'สองห้อง' ถ้ำใต้น้ำที่ยังไม่มีใครหาจุดสิ้นสุดเจอ, ทะเลสองห้อง
เมื่อขึ้นมาจากโพรงด้านล่างก็เริ่มมีแสงทะลุส่องมาให้เห็นจากด้านบน ในน้ำจืดมีการเจริญเติบโตที่ดีของสาหร่ายและตะไคร่ ทำให้สีน้ำเขียวเข้มแตกต่างกับน้ำทะเลอย่างมาก

“ผมอยากรู้ว่าเส้นทางถ้ำใต้น้ำนี้เชื่อมต่อไปที่ไหน” คุณคล้าวกล่าว “หวังว่าจะมีใครสักคนจะตอบคำถามนี้ได้ ภายในช่วงชีวิตของพวกเรา

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตะลึงกับภาพภาพหนึ่งในโลกโซเชียล เมื่อได้เห็นภาพของเสือดาวหิมะตัวหนึ่งเดินลุยหิมะ และมีฉากหลังเป็นยอดเขาสูงชันที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ของช่างภาพหญิงคนหนึ่งที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์อันยากลำบากว่า ต้องเดินฝ่าหิมะไปนับร้อยกิโลเมตรกว่าจะได้ภาพนี้มา

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Alpine International ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ใหญ่เกี่ยวกับการปีนเขาจากฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งที่กล่าวถึงภาพที่กลายเป็นไวรัลแชร์กันไปทั่วโลกนี้ว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของจริง มีการสัมภาษณ์ช่างภาพธรรมชาติที่มีชื่อเสียงหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางบันทึกภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน และขอภาพจากไฟล์ต้นฉบับจากเจ้าตัวเพื่อมายืนยัน (แต่เจ้าตัวไม่ได้ส่งไฟล์ต้นฉบับมาให้)

ผลสรุปที่ค่อนข้างจะออกมาตรงกันก็คือ ภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันไปทั่วโลกนั้นอาจไม่ใช่ภาพจริงที่บันทึกภาพมา แต่อาจเป็นการตัดต่อนำหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนมาประกอบกัน ช่างภาพสัตว์ป่าหลายคนออกมาบอกว่า แม้ว่าเสือดาวหิมะจะได้ชื่อว่า เสือดาวหิมะ แต่มันมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นหิน ไม่มีหิมะปกคลุมมากเท่าไร ในพื้นที่ระดับต่ำลงมาจากยอดเขา เพราะว่าถ้ามันขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น จะไม่มีเหยื่อให้ล่าเป็นอาหาร การที่มันจะขึ้นไปปรากฏตัวในบริเวณใกล้ยอดเขาจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายภาพ Landscape ออกมาบอกว่า ยอดเขาในภาพนั้นมีการตัดต่อยอดด้านข้าง ๆ ออกไปและนำไปแปะกับภาพอื่น

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ภาพชุดนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพหลายรายการ และทำรายได้จากการขาย Original Print ไปไม่น้อย คำถามที่เกิดขึ้นก็มาจากหลายสำนัก บางกลุ่มก็จะบอกว่าแล้วไง ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็แต่งภาพกันทั้งนั้น ในขณะที่บางสำนักออกมายืนยันถึงสัจจะของภาพถ่าย โดยเฉพาะคุณค่าในการบันทึกภาพของภาพ Wildlife ที่ไม่ต่างไปจากในแวดวง Journalist และคำถามบางส่วนยังนำไปถึงว่า เธอคนนั้นที่เป็นช่างภาพสัตว์ป่านั้น มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพที่อวตารมาในโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเพียงตัวตนใน Metaverse เมื่อมีผู้ค้นพบว่าแม้กระทั่งภาพ Profile ก็ยังมีการตัดต่อภาพเข้าไปกับฉากหลังของเทือกเขาหิมะ…

แน่นอนที่สุดว่าการถ่ายภาพนั้นได้นำไปปรับใช้ในหลาย ๆ วงการ ไม่เพียงเฉพาะในแง่มุมของศิลปะหรือการประกวดภาพเพียงอย่างเดียว จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจชัดเจนมากขึ้นถึงคุณค่าของภาพถ่ายในเชิง Natural History หรือภาพถ่าย Wildlife กับการถ่ายภาพในเชิงศิลปะ ว่าสิ่งที่แตกต่างกันในเชิงคุณค่าของภาพแต่ละภาพนั้นก็คือ Document ที่ภาพนั้นได้บันทึกมา ไม่ใช่แค่ประเด็นความงามที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งแต้มเอาอะไรเข้าไปมากมาย เพียงเพื่อจัดให้เกิดเป็นองค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากที่สุดเท่านั้น

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของวาฬเพชรฆาต หรือ Killer Whale (Orcinus Orca) ภาพนี้เป็นภาพที่ไม่คม ไม่ชัด และไม่สวย เพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งต้องใช้ฟิล์มบันทึกภาพ แต่เป็นภาพที่มีคุณค่าในเชิง Document ชิ้นหนึ่ง เพราะผมบันทึกภาพมาจากบริเวณนอกกองหินริเชลิว ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพวาฬชนิดนี้จากใต้น้ำครั้งแรกในประเทศไทย ราว ๆ พ.ศ. 2540 วาฬเพชรฆาตในกลุ่มนี้ไม่ได้พลัดหลงมา แต่เป็นกลุ่มที่เดินทางร่อนเร่อยู่ในทะเลเปิด มีสถิติการพบเห็นในน่านน้ำเขตร้อนอยู่เสมอ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราว 4 – 5 ปีถึงจะมีรายงานพบเห็นเข้ามาในน่านน้ำไทยสักครั้ง

เรื่องราวของสัจจะในภาพถ่ายก็เป็นที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า อะไรคือจริงหรือลวง และเราปรับแต่งแก้ไขภาพถ่ายได้แค่ไหน แน่นอนที่สุด ในยุคสมัยที่ช่างภาพแทบทุกคนในโลก รวมถึงผู้คนที่ถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากให้ภาพของตนนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้น ในโลกที่ถูกจำกัดการมองเห็นได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่เราจะสไลด์ภาพผ่านจอมือถือไป

ภาพที่ดูโดดเด่นน่าสนใจมักจะได้นิ้วโป้งสีฟ้าหรือหัวใจสีแดง และถูกแชร์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดของระบบอัลกอริทึมอย่างท่วมท้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของช่างภาพหรือคนคนหนึ่งไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน รายได้ต่าง ๆ รวมทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมายที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าตัวนั้นอาจมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องของสัจจะในภาพถ่ายจึงเป็นเรื่องที่หลาย คนตั้งใจมองข้ามไป จนกระทั่งมีคนจับโป๊ะได้ว่าภาพที่เห็นนั้นแทบไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของฉลามเสือดาวหรือ Zebra Shark (Stegostoma tigrinum) ขณะกำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในห้วงของความลึกในบริเวณกองหินนอกเกาะตาชัย ผมบันทึกมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาและโอกาสให้ไปอยู่ตรงนั้นถูกที่ ถูกเวลา เราจะได้เห็นและสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เรากะเกณฑ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดและเวลาไหน

ในยุคสมัยของกล้องฟิล์ม ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ ภาพส่วนใหญ่นั้นจบลงที่การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในขณะนั้น ก่อนฟิล์มจะถูกส่งไปล้างที่แล็บ และปรากฏให้เห็นเป็นภาพสไลด์ขึ้นมา ต้องใช้ทักษะและการเรียนรู้ในเบื้องต้นในการควบคุมกล้องในระดับหนึ่ง เพราะว่าฟิล์มสไลด์หรือ Color Reversal Film นั้นเป็นฟิล์มที่มี Lattitude ค่อนข้างแคบ และบันทึกภาพออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมพันธ์กับการตั้งค่าในการเปิดรับแสงของช่างภาพคนนั้น 

ภาพที่ออกมา ไม่ว่าจะมืดเกินไป สว่างเกินไป บันทึกมาอย่างไรก็ได้ภาพเช่นนั้น การปรับแต่งภาพในฟิล์มสไลด์เรียกว่าแทบทำไม่ได้เลย นอกจากการสแกนจากฟิล์มสไลด์ให้มาเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อนปรับแต่งภาพ หรือในยุคก่อนที่จะมีสแกนเนอร์ มีกรรมวิธีวุ่นวายไม่เหมือนกับฟิล์มเนกาตีฟสีหรือขาวดำที่ควบคุมหลาย ๆ อย่างในขั้นตอนการอัดภาพในห้องมืดได้ 

และที่สำคัญคือ เรายังมีภาพต้นฉบับไว้เพื่อยืนยันถึงสิ่งที่บันทึกมา ฟิล์มสไลด์สีจึงเป็นอุปกรณ์ที่ในวงการสำนักข่าวและนิตยสารใช้มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุค 60 มาจนถึงต้นยุค 2000 ก่อนถูกแทนที่ด้วยระบบกล้องดิจิทัล

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

สิงโตทะเลกาลาปากอสในขณว่ายแหวกเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงปลา Selemas Porgy นับพันนับหมื่นตัว ผมบันทึกภาพมาจากเกาะกาลาปากอสในปี 2006 แม้ว่าจะเดินทางกลับไปกาลาปากอสอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเลย

การเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สัจจะของภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยบางอย่างมีส่วนช่วยเร่งให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางอย่างไปเช่นกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ภาพจากกล้องดิจิทัลแทบทุกภาพต้องผ่านกระบวนการ ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ และต้องปรับแต่งภาพเพื่อชดเชยข้อด้อยบางอย่าง กล้องดิจิทัลในยุคแรกยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังบันทึกภาพมาได้ไม่ดีนัก และเมื่อศาสตร์ของการแก้ไขข้อบกพร่องในการบันทึกภาพนั้นพัฒนาขึ้น ก็กลายเป็นอีกศาสตร์ที่ง่ายต่อการบิดเบือนสัจจะในภาพถ่าย 

ภาพบางภาพ เราดูแล้วเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่มากกว่าหนึ่งดวงบนโลก ภาพของดารา นางแบบ ในหน้าปกนิตยสารที่ปรับแต่งรีทัชเพื่อให้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กลายมาเป็นบรรทัดฐานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการแต่งภาพหน้าใสในโทรศัพท์มือถือ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบันทึกภาพของใน Metaverse ทุกวันนี้ เราต่างรับรู้ว่าไม่มีอะไรจริงแท้ในภาพถ่าย 

คำว่าสวยหน้าสดนั้นดูเหมือนไม่มีอยู่จริง คำว่าเผลอ ๆ เป็นแค่ท่าหนึ่งในการโพสท่า และแคนดิดนั้นบางทีก็ถ่ายมาด้วยตากล้องมืออาชีพที่จ้างให้เดินตามถ่ายอย่างจงใจ เมื่อแทบทุกคนบนโลกนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นดารา อยู่บนจอเล็ก ๆ ที่มีแชนแนลของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับแต่งภาพโดยใช้แอปฯ หรือโปรแกรมต่าง ๆ หากคือความจริงที่เลื่อนไหลไปตามบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า แน่นอนที่สุดในยุคสมัยฟิล์มก็มีเหตุการณ์หลาย อย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาจากการบิดเบือนปรับแต่งภาพโดยใช้ภาพถ่าย แต่ทุกวันนี้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการในการบิดเบือนง่าย ๆ เพียงแค่ 2 คลิกเพียงเท่านั้น

ทุกวันนี้ในวงการข่าว สำนักข่าวต่าง ๆ เริ่มปรับให้ช่างภาพถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ในสกุล Jpeg เพียงอย่างเดียว ห้ามถ่ายภาพต้นฉบับจากไฟล์ Raw แล้วนำมาปรับภาพในโปรแกรม แต่ให้ส่งไฟล์ภาพ Jpeg จากหลังกล้องที่ช่างภาพบันทึกภาพมาโดยตรง เพราะสิ่งที่สำนักข่าวถือเป็นหลักในการทำงานก็คือความรวดเร็วและความเที่ยงตรง อย่างน้อยที่สุดภาพนั้นก็ถูกบันทึกภาพมาแบบนั้นผ่านสายตาของช่างภาพ และบันทึกลงมาในไฟล์ภาพนั้นจริง ๆ

แน่นอนที่สุดในวงการโฆษณา แฟชั่น หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายศิลปะนั้น เรื่องของความงาม ความสมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบ) ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ช่างภาพ หรือศิลปินต้องการสื่อออกมา ย่อมสำคัญมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่บันทึกมา

ในขณะที่งานบางอย่างไม่ว่าจะเป็นงาน Wildlife หรือ Natural History คุณค่าของมันยังคงอยู่ที่ Document ในภาพซึ่งบันทึกมาอย่างตรงไปตรงมา 

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

นุ-ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล ช่างภาพใต้น้ำชาวไทยอีกคนที่มีผลงานน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะกำลัง Free Dive ลงไปเพื่อบันทึกภาพท่ามกลางฝูงปลากระเบนราหูหรือ Manta Ray ในบริเวณอ่าว Hanifaru ในมัลดีฟส์ เขาใช้เวลานับสิบวันเฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ที่พิเศษเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่จะได้บันทึกภาพอันสวยงาม

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งในแวดวงของ Wildlife Photographer ชาวไทย เมื่อมีเด็กไทย 2 คนได้รับรางวัลชนะเลิศและดีเด่นในประเภทเยาวชน จาก WPY หรือ Wildlife Photographer of the Year จัดขึ้นโดย Natural History Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นเสมือนรางวัลออสการ์ของการถ่ายภาพ Wildlife 

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าภาพที่งดงาม คือความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาพถ่ายนั้น ๆ กำแพงที่ปิดกั้นช่างภาพชาวเอเชียกับการยอมรับของชนชาติตะวันตกมาเนิ่นนานได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยผลงานจากเด็กไทย 2 คนที่ก้าวข้ามความลังเลและสงสัย ไปสู่การยอมรับในระดับสากลได้

ดราม่าการรีทัชภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ได้รางวัลใหญ่ คุณค่าที่แท้จริงของภาพ การแต่งภาพ การเปลี่ยนฟิล์มสไลด์สู่ดิจิทัล

บางทีคุณค่าของการถ่ายภาพ Wildlife อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลสุดขอบโลกเพื่อบันทึกภาพหรือเรื่องราวที่ไม่เคยมีคนบันทึกภาพมาก่อน หรือสถานที่ที่ผู้คนแห่กันไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ผลลัพธ์ของภาพที่คาดเดาได้ออกมาคล้าย ๆ กัน สถานที่นั้นอาจเป็นแค่บึงน้ำข้างบ้าน และภาพพฤติกรรมของปลาช่อนในขณะเฝ้าดักรอเหยื่ออยู่ใต้กอบัวอันรกร้าง ในพื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ได้ เพราะว่าทุกที่มีเรื่องราวและระบบนิเวศที่น่าสนใจอยู่ทั่วโลก

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมกับช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นพี่ก็เคยสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมนิตยสารชั้นนำของโลกอย่าง National Geographic ถึงต้องส่งช่างภาพเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบันทึกภาพในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย เพราะว่าช่างภาพในเมืองไทยมีความสามารถไม่พอ หรือว่าประเด็นความน่าเชื่อถือในข้อมูลและความถูกต้องในการบันทึกภาพ อาจจะสำคัญไปกว่าความงามของภาพนั้น ๆ ก็เป็นได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ การถ่ายภาพ Wildlife เริ่มเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือในการประกวดภาพของ WPY แทบจะไม่มีผลงานของช่างภาพชาวจีนปรากฏให้เห็น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สำหรับงาน Wildlife และ Natural History นั้น ความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ถูกบันทึกมานั้น อาจสำคัญไปกว่าความงามที่ได้มาจากข้อเท็จจริงอันลางเลือน

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load