The Cloud x British Council

Carol Sinclair ออกแบบและดำเนินธุรกิจเซรามิกที่ประสบความสำเร็จมากว่า 30 ปี เธอเป็นศิลปินโดยแท้ แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นได้มากกว่านั้น

ประสบการณ์หลายปีและผู้คนมหาศาลที่เธอพบพาน มอบความรู้ด้านธุรกิจงานคราฟต์ที่เธอคิดว่ามีประโยชน์แก่ช่างฝีมือทั้งหลาย ไม่ว่าจะใช้ชีวิตในสกอตแลนด์ อัฟกานิสถาน หรือประเทศไทย คนทำงานฝีมือและเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ก็ประสบความท้าทายใกล้เคียงกัน

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

สมาชิกผู้บริหาร Applied Arts Scotland ร่วมมือกับ British Council Thailand หลายครั้งใน Crafting Futures โครงการพัฒนาภาคงานฝีมือทั่วโลก เธอจัดเวิร์กช็อปให้นักออกแบบและช่างท้องถิ่นในไทย รวมถึงยินดีแบ่งปันบทเรียนและเครื่องมือที่ช่วยให้นักสร้างสรรค์ประสบความสำเร็จบนเส้นทางของตัวเอง

คุณมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจหรือศิลปินมากกว่ากัน

คิดว่าเป็นทั้งคู่นะ ฉันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจมาสิบแปดปีแล้ว ฉันชอบทำงานกับช่างฝีมืออื่นๆ ฉันเริ่มทำงานในเมืองไทยในปี 2014 และก็ทำงานหลายรูปแบบกับ British Council เป็นทั้งศิลปินอิสระและผู้ดูแลหลายๆ โครงการ หลังจากนั้นฉันก็หาทางทำงานในเมืองไทยตลอดเพราะชอบงานที่นี่มาก

โครงการล่าสุดเป็นการร่วมมือในฐานะ Applied Arts Scotland องค์กรการกุศลที่ก่อตั้งมามากกว่ายี่สิบห้าปี จัดโครงการและนิทรรศการในธุรกิจงานคราฟต์ โดยช่างฝีมือเพื่อช่างฝีมือ เราต่างปรารถนาให้แต่ละคนทำงานได้ง่ายขึ้น 

คุณเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและด้านศิลปะไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร ช่างฝีมือในเมืองไทยถนัดเรื่องสร้างสิ่งสวยงาม แต่มีไม่กี่คนที่ทราบวิธีดำเนินธุรกิจ

คนทำงานฝีมือทุกคนที่ฉันรู้จักมีปัญหานี้ทั้งนั้น เพราะคุณมีสิ่งต้องทำมากมายที่แตกต่างกัน คุณต้องมีทักษะ ต้องมีเวลาเรียนรู้วิธีทำงานฝีมือ ต้องออกแบบเป็น และต้องทดลองหลายๆ วิธีเพื่อหาวิธีที่ได้ผล แล้วคุณต้องขายงานเป็น ต้องรู้วิธีคุยกับลูกค้า แถมต้องรู้จักมาร์เก็ตติ้ง

ฉันว่าธุรกิจขนาดเล็กเจอเรื่องนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะงานคราฟต์ซึ่งอาศัยคนที่ใช้ใจทำงาน คนรักงานฝีมือใส่ใจวัตถุดิบและทักษะ ซึ่งต้องใช้เวลา แล้วช่างฝีมือจะหาเวลาทำงานที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ได้อย่างไร มันยากนะคะ คุณต้องมีวินัย และบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าไม่มีเวลามากพอหรอก

งานที่ฉันทำหลายปีมานี้คือทำให้คนคิดหาวิธีจัดการเวลาของตัวเอง จะดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาที่สุดได้อย่างไร และจะทำให้ผลงานสะท้อนสิ่งที่คุณหลงใหลได้อย่างไร ไม่ใช่การแยกส่วนสร้างสรรค์ออกจากธุรกิจ แต่เป็นการตามหาวิธีที่จะทำมาร์เก็ตติ้งอย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพและเพลิดเพลินด้วย

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

ตอนที่คุณเริ่มสร้างธุรกิจเซรามิกใหม่ๆ สังคมยอมรับงานคราฟต์เหมือนในปัจจุบันไหม

จากประสบการณ์ของฉัน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเป็นคนทำงานคราฟต์ ความเข้าใจงานฝีมือเพิ่มขึ้นมาก ฉันไม่คุ้นเคยกับระบบการศึกษาในเมืองไทย แต่ที่สกอตแลนด์ ปัญหาหนึ่งคือการศึกษาด้านงานฝีมือหายไป ฉันเรียนเซรามิกสี่ปีเพื่อจะพัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนได้ปริญญาด้านเซรามิก ตอนนี้ไม่มีหลักสูตรในสกอตแลนด์ที่ทำให้ได้ปริญญาด้านเซรามิกอีกต่อไปแล้ว เรียนเป็นวิชาหนึ่งได้นะ แต่ทุ่มเทเพื่อเซรามิกอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องไปเรียนที่ส่วนอื่นของโลก

เมื่อการศึกษาด้านงานฝีมือหายไป ความสนใจในงานคราฟต์กลับเติบโตขึ้น สังคมต้องการเรียนรู้เรื่องงานคราฟต์มากกว่าที่เคย เป็นโอกาสให้ช่างฝีมือสร้างรายได้ ไม่ใช่แค่จากการทำงานและขายงาน แต่จากการสอนด้วย ฉันคิดว่าในเมืองไทยเอง ความต้องการวิชางานฝีมือก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเรียนการสอนซึ่งๆ หน้า 

งานฝีมือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีโอกาสทดลอง โดยเฉพาะเมื่อเราในยุคดิจิทัล งานช่างและทักษะมือจำเป็นมาก ฉันคิดว่าเด็กๆ ควรได้เรียนวิชางานฝีมือในโรงเรียน ปัญหาในสกอตแลนด์คือเราไม่มีวิชางานฝีมือในโรงเรียนประถมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเติบโตโดยไม่มีโอกาสลองงานคราฟต์ ทั้งที่ทักษะงานฝีมือนำไปปรับใช้ได้ ถึงคุณจะไม่เป็นช่างฝีมืออาชีพ ทักษะที่คุณได้รับก็มีประโยชน์กับคุณในชีวิตประจำวัน มีเรื่องเล่าว่านักศึกษาแพทย์ในสกอตแลนด์ซึ่งไม่เคยเรียนงานคราฟต์ในโรงเรียน ถูกมหาวิทยาลัยส่งตัวไปเรียนการทำเครื่องประดับเพื่อศึกษาทักษะการใช้มือ สมมติถ้าใครจะผ่าตัดฉัน ฉันก็อยากให้คนๆ นั้นมีทักษะการใช้มือที่ดีมาก (หัวเราะ)

หลายปีที่ผ่านมา ฉันเห็นหลายๆ คนหันมาทำงานฝีมือเป็นอาชีพทีหลัง พวกเขาอาจจะทำอาชีพอื่นก่อนแล้วในที่สุดก็ได้โอกาสทำสิ่งที่อยากทำมาตลอด คนเราทำงานคราฟต์ได้ในหลายช่วงชีวิต

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างคนทำงานฝีมือชาวสกอตกับชาวไทยคืออะไร

ความหลงใหลในงาน พวกเขาชัดเจนกับสิ่งที่ทำ และมักจะใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะนิยมใช้วัตถุดิบธรรมชาติ พวกเขาใส่ใจชุมชน คนทำงานคราฟต์มากมายดำเนินกิจการเพื่อสังคม เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องการประโยชน์ส่วนรวมด้วย คนทำงานฝีมือใจดี ใจกว้างมาก และชอบแบ่งปัน พวกเขาชอบช่วยเหลือกัน และฉันดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

คุณสมบัติอะไรที่คนทำงานคราฟต์ไทยยังขาดอยู่

นักธุรกิจไทยเข้าใจเรื่องการขาย แต่บางทีพวกเขาอาจยังไม่ได้เล่าเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ฉันพยายามช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าคนทั่วไปน่าจะสนใจเรื่องราวของพวกเขาในแง่มุมไหน ไม่ได้สอนให้เขาทำสิ่งที่ต่างไปจากเดิม แต่สอนให้ทำแล้วได้ผลดีขึ้น เล่าเรื่องได้เก่งขึ้น และบางทีก็สอนเรื่องการนำเสนอผลงาน 

ความท้าทายที่คนทำงานฝีมือชาวไทยเจอไม่ต่างจากคนทำงานฝีมือชาวสกอต บางครั้งเราไม่ต้องบอกโลกทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต้องบอกสิ่งที่เข้าใจง่าย เป็นเหตุเป็นผล และเชื่อมโยงกับเขาได้ง่าย

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

ยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหม

ตอนที่ฉันทำงานธุรกิจกระเบื้องเซรามิก ฉันมีกระเบื้องอย่างน้อยยี่สิบแบบในงานแสดงสินค้า ฉันตั้งใจแสดงทุกสิ่งทุกอย่างกับทุกคนอย่างไม่คิดชีวิต เล่าทุกอย่างที่ฉันสนใจ คนเข้ามาดูสิ่งที่ขายแล้วก็สับสน พวกเขาไม่เจอสิ่งที่ต้องการเพราะว่ามันยุ่งเหยิงเกินไป ดังนั้นฉันจึงเรียนรู้ว่าจะดีกว่ามาก ถ้านำเสนอเรื่องราวที่ง่ายขึ้น ประกอบด้วยความตั้งใจและสิ่งที่คุณชอบ ไม่ต้องพยายามเล่าทุกสิ่งที่คุณสนใจให้ลูกค้าฟัง

ปัญหาสำคัญคือมาร์เก็ตติ้งใช่ไหม

ใช่ มาร์เก็ตติ้งคือการเล่าเรื่อง และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกค้า ข้อเท็จจริงด้านธุรกิจข้อหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือการสร้างลูกค้าใหม่ยากกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึงสิบสองเท่า ถ้าคุณใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า พวกเขาจะกลับมาหาคุณเสมอ และคุณจะทำงานกับเขาต่อไปอีกหลายๆ ปี 

คุณทำให้คนเชื่อถือแบรนด์ของคุณได้อย่างไร

ประเทศฉันมีกระแสเรื่อง Slow Food และการทำสิ่งที่ใช้ทักษะและเวลาช้าๆ บางทีความชื่นชอบก็มาจากวิธีการเล่าเรื่อง ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเองอีกครั้ง ตอนฉันเริ่มทำกระเบื้องเซรามิกใหม่ๆ ฉันคิดถึงราคาที่ตัวเองจะซื้อแล้วก็ตั้งราคาตามนั้น พอแสดงสินค้า คนเห็นก็บอกว่าแพง ฉันคิดว่า อ้าว จริงเหรอ แล้วฉันก็ตั้งราคาให้ถูกลงทันที แม้ว่าจะเป็นกระเบื้องทำมือที่ใช้เวลาผลิตนานก็ตาม

ฉันคิดว่าลูกค้ารู้ดีกว่าเสมอ แต่เมื่อพอมานั่งนึกว่าฉันใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้วัตถุดิบไปเท่าไหร่ แล้วกระบวนการทำมากมายแค่ไหน ฉันคิดว่าควรจะคิดราคากระเบื้องมากขึ้นกว่าเดิมสองเท่าด้วยซ้ำ

ฉันกังวลมากเมื่อนำเสนอกระเบื้องอีกครั้ง ทุกคนบอกว่ามันแพงมาก แต่ลูกค้ามักคิดว่าแพงเสมอ ตอนนี้ฉันบอกพวกเขาได้ว่าจริงๆ มันไม่ได้แพงเลย คุ้มค่ากับเงินมากเพราะกว่าจะได้กระเบื้องนี้มา ฉันต้องลงสีด้วยมือ อบกระเบื้องหลายครั้ง ต้องทำนั่นทำนี่ จนพวกเขาก็เข้าใจ แล้วตกลงซื้อมากกว่าเดิมสองเท่าเพราะเข้าใจคุณค่าของงาน นี่เป็นตัวอย่างการเล่าเรื่อง ไม่ใช่แค่เล่าว่าสินค้าเป็นอย่างไร แต่เล่าว่าคุณมาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร และต้องผ่านอะไรมาบ้าง

สิ่งที่ใช้เวลาย่อมแพงกว่า แต่ก็คุ้มค่าเพราะของคุณภาพดีย่อมทนทาน มันคือการลงทุน มาร์เก็ตติ้งและการเล่าเรื่องมาด้วยกัน งานทั้งหมดที่ฉันทำร่วมกับคนทำงานคราฟต์ในอัฟกานิสถาน เม็กซิโก เมืองไทย หรือสกอตแลนด์เป็นเรื่องเดียวกัน คือทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า กว่าจะผลิตสิ่งที่สวยงามขึ้นมาได้ต้องใช้อะไรบ้าง

คุณเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากประสบการณ์ส่วนตัวหรือจากที่อื่น

ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ตัวเอง ตอนที่ฉันได้โอกาสทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจและผู้ฝึกสอน ฉันอยากแบ่งปันประสบการณ์ที่มี แล้วฉันก็ได้เจอคนทำงานสร้างสรรค์ทุกประเภท นักดนตรี นักเต้น ช่างฝีมือ แล้วฉันก็เรียนรู้ว่าความท้าทายที่เรามีเหมือนกันคือการมีเวลามากพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้ดี

เพราะเราเป็นนักสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่เลยชอบทำงาน ชอบนั่งประดิษฐ์สิ่งที่สวยงาม การได้พูดคุยกับคนก็ดีนะ ความกระตือรือร้นของคนที่เจอของสวยๆ นี่น่ารักมาก เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้เรื่องราวและเจอคนที่สร้างผลงาน และเราได้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่การนั่งลงทำงานมันช่างผ่อนคลายและบำบัด ดังนั้นบางทีเราก็ต้องบังคับตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้น 

คุณใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะเข้าใจบทเรียนเหล่านี้ และสามารถสอนคนอื่นๆ ได้

ฉันเรียนรู้มาตลอด และยังมีอีกมากให้เรียนต่อไป ตอนมาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจ ฉันไม่เคยสอนคนว่าต้องทำอะไร ฉันแค่ช่วยให้พวกเขาพูดถึงสิ่งที่อยากทำ เป้าหมาย และงานที่อยากสร้าง ถ้าตอบคำถามทั้งหมดได้ การมุ่งไปในทิศทางเดียวจะง่ายขึ้นมาก คนอยากซื้อสินค้าที่ผลิตด้วยหัวใจ 

คนทำงานคราฟต์ไทยคนไหนบ้างที่เรียนกับคุณ

ฉันสอนคนทำงานคราฟต์ในปี 2014 หลายคนที่เรียนตอนนั้นกลายคนดังไปแล้ว พวกเขาประสบความสำเร็จด้านธุรกิจหรือกลายเป็นคิวเรเตอร์ เช่น แบรนด์ PiN metal art (ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ) Thaniya, Mann Craft (แมน-ปราชญ์ นิยมค้า) , Varni (นัท-มนัทพงศ์ เซ่งฮวด) พวกเขาได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงสินค้าที่ลอนดอน ฉันได้ทำงานกับกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดหลายปี การได้เห็นพวกเขาเติบโตและสร้างธุรกิจเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก 

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

คุณสอนอะไรพวกเขา

ฉันไม่ได้มีส่วนในชื่อเสียงและความสำเร็จของพวกเขา พวกเขาทำงานหนักมาจนถึงวันนี้ แต่สิ่งที่ฉันสอนแตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย แทนที่จะสอนว่าต้องทำอะไร ฉันให้พวกเขาวาดรูปลูกค้าของตัวเอง ให้พวกเขาทำงานร่วมกันและตัดสินใจว่าเขาอยากทำอะไร การสอนแบบนี้เริ่มเป็นที่รู้จักแล้วตอนนี้ แต่ตอนนั้นมันค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนอื่นๆ 

เมื่อสร้างความมั่นใจว่างานเขามีคุณค่า พวกเขาเริ่มตัดสินใจเองได้และผลักดันธุรกิจไปในทิศทางที่อยากไป ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญในการประสบความสำเร็จคือต้องคุมทิศทางธุรกิจให้ได้ การทำให้คนคิดถึงตัวเลือกของเขา คือแก่นที่เราพยายามสร้าง เราเลยทำ Digital Craft Toolkit เว็บไซต์ฟรีที่จะใช้เมื่อไหร่อย่างไรก็ได้แค่เข้าไปลงทะเบียนเท่านั้น

มีอะไรอยู่ในเว็บ Digital Craft Toolkit บ้าง

เราพัฒนาเครื่องมือนี้เป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคือการตั้งเป้าหมาย ให้นั่งลงขบคิดว่าอยากทำอะไร ก่อนเจอกับข้อมูลจำเป็นต่างๆ มากมาย ถ้ารู้ว่าอยากทำอะไร ชัดเจนกับเป้าหมาย ก็บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น 

ส่วนที่สองคือการคิดถึงการพัฒนาสินค้า เรามีเครื่องมือสนุกๆ ที่เรียกว่าเครื่องสุ่มสินค้า มันจะโยนโจทย์ส่งเดชอย่างสถานที่ สี หรือสถานการณ์มาให้ออกแบบ เราอยากให้คนคิดอย่างผ่อนคลาย สนุกที่จะได้พัฒนาสินค้าจากโจทย์เหล่านี้ เลยทำเกมเพื่อช่วยกระตุ้นความคิดแทนที่จะเป็นหัวข้อธุรกิจแห้งแล้ง 

ส่วนที่สามคือการเล่าเรื่อง เข้าใจว่าลูกค้าเป็นใคร มีแบบฝึกหัดให้วาดรูปลูกค้า ไม่ใช่แค่เพื่อให้ระบุลูกค้าเก่า แต่เพื่อให้หาลูกค้าในอุดมคติ สร้างความสัมพันธ์กับคนที่เข้าใจความหลงใหลของเราจริงๆ 

ส่วนสุดท้ายคือเรื่องเงิน เงินสำคัญมาก ต้องรู้ว่าในการขายสินค้า เราหาเงินได้มากพอที่จะสร้างกำไรและทำงานต่อได้

คนไทยคิดยังไงกับคลาสเรียนฟรีนี้บ้าง

เท่าที่ผ่านมาคนชอบมากนะ เราสอนคนมากกว่าร้อยคนในเดือนสิงหาคมที่แล้ว บางคนใช้เครื่องมือนี้เป็นกลุ่ม บางคนใช้คนเดียว จะใช้เพื่อหาคำตอบเฉพาะหรือทำทั้งหมดเพื่อสร้างแผนธุรกิจแบบง่ายๆ ขึ้นมาก็ได้ มันค่อนข้างสนุกที่จะใช้งาน เป็นส่วนผสมระหว่างงานที่เราทำ และประสบการณ์ที่ฉันได้เรียนรู้จากคนทำงานคราฟต์ในประเทศอื่นๆ 

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ประเทศจะต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน บางครั้งวัตถุดิบหรือภาษาก็ต่างกัน แต่ความท้าทายเหมือนเดิมเสมอ คือทำยังไงให้คนเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่คุณทำด้วยมือ 

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

อะไรทำให้เครื่องมือนี้ใช้งานได้ผลดี

นักพัฒนาเว็บชาวสกอตช่วยเราเรื่องนั้น แต่เราก็มาเมืองไทยตั้งแต่ปีก่อนเพื่อถ่ายทำคนทำงานคราฟต์ไทยและสัมภาษณ์พวกเขาเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ เราสัมภาษณ์คนทำงานคราฟต์ชาวสกอตด้วย ดังนั้นเครื่องมือนี้จึงมีชุดหนังสั้นของคนทำงานฝีมือเก่งๆ ผู้ชมจะได้แรงบันดาลใจจากคนที่ปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี พวกเขาใจกว้างมากที่แบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้กับคนอื่นๆ เวลาท้อแท้ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าพวกเขาทำได้

เราอยากมั่นใจว่าเครื่องมือนี้เปิดตัวในเมืองไทยและปีหน้าเราจะเปิดตัวเครื่องมือนี้ที่สกอตแลนด์ด้วย โครงการ Crafting Futures ประเทศอื่นๆ ก็สนใจเช่นกัน เราอาจจะพัฒนาเครื่องมือนี้ในอินเดียและอาร์เจนตินา เราอยากแปลเครื่องมือและถ่ายทำการทำงานของช่างฝีมือ เพื่อจะได้มีตัวอย่างสำหรับทุกประเทศ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน การได้เห็นตัวอย่างประเทศอื่นเป็นแรงบันดาลใจและเห็นความคล้ายคลึงของกันและกัน รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไป ถึงแม้ว่าช่างฝีมือจะพูดภาษาต่างกัน แต่พวกเขาสื่อสารกันผ่านมือและเข้ากันได้ดี

สมาชิก Wanita เรียนเวิร์กช็อปกับคุณด้วย การสอนช่างฝีมือชุมชนแตกต่างจากการสอนนักออกแบบไหม

เป็นหนึ่งในการสอนที่อ่อนไหวที่สุดที่ฉันเคยจัดมาเลย พวกเขาอยากให้คนเข้าใจว่าแม้ต่างศาสนากัน เราก็อยู่ร่วมกันได้มีความสุข เป็นเรื่องใหญ่ที่ฉันได้เรียนรู้และพกกลับบ้าน วันสุดท้ายทุกคนต่างร้องไห้ ฉันได้เรียนรู้ว่าชีวิตพวกเขายากแค่ไหน และถ้าฉันช่วยได้สักหน่อยก็คงดี

สิ่งที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่แค่การเห็นสินค้า แต่คือการได้เห็นว่าช่างฝีมือมีความสุขแค่ไหน พวกเขามีความสุขและความมั่นใจ ตอนแรกที่เราเจอกัน พวกเขาไม่กล้ามองตาเราด้วยซ้ำ พวกเขาประหม่า ขี้อาย และไม่รู้สึกถึงคุณค่าตัวเอง เช้าวันนี้เรากอดกัน ทักทายกัน และดีใจที่ได้เจอกัน สุดยอดมาก พวกเขาภูมิใจจริงๆ ในสิ่งที่ทำ สินค้าของพวกเขาก็สวยงามมาก พวกเขามีทักษะที่ดีมากและทำงานที่มีกลิ่นอายร่วมสมัย สินค้าที่พวกเขาทำซ้ำๆ มาหลายปีได้รับการชุบชีวิตใหม่ พลังและความมุ่งมั่นที่พวกเขาเคยขาดไปกลับมา

เราคุยกับช่างจักสานคนหนึ่ง วันแรกที่เจอกันเขาหน้าตาเครียดมาก เขาค่อนข้างเศร้าเพราะขายของได้ไม่ดีและไม่ได้รายได้เยอะเท่าแต่ก่อน แต่ตอนนี้เขามีสินค้าชุดใหม่ที่ทำให้เขาภูมิใจและตื่นเต้น เห็นได้จากภาษากายเลย ตอนนี้เขายืนตรงสง่าผ่าเผย

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์

กลุ่มย่านลิเภา (อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส) เคยทำกระเป๋าย่านลิเภาที่ใช้ในงานพิธี ซึ่งมีตลาดน้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหาสินค้าใหม่ พวกเขาทำกล่องขนาดเล็กลง เครื่องประดับ คัฟลิงก์ ที่คาดผม และปิ่นปักผมที่ใช้ทักษะชั้นสูงดั้งเดิม กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านทุ่ง (อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี) และกลุ่มกระจูดโคกพะยอม (อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส) ทำภาชนะทรงสวย กลุ่มปาหนันปูลากาป๊ะ (อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส) ทำคอลเลกชันงานสานที่คิดมารอบคอบ เขาทำชุดจักสานชายหาดโดยใช้สีที่สื่อถึงท้องฟ้า ทะเล และธรรมชาติรอบตัว

‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก Carol Sinclair ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์
‘นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำงานคราฟต์’ คำแนะนำจาก c ศิลปินเซรามิกที่ผันตัวเป็นที่ปรึกษาธุรกิจงานคราฟต์อ

พวกเขาทำเลือกชุดสินค้าที่สัมพันธ์กัน ซึ่งคนเข้าใจและซื้อได้ง่าย เป็นการสร้างคอลเลกชันไม่ใช่แค่สินค้าเดี่ยวๆ จึงสนับสนุนให้ลูกค้าซื้อของได้มากกว่าหนึ่งชิ้น หรือกลับมาอีกครั้งและอีกครั้งเพื่อสะสม เป็นวิธีการสร้างลูกค้า

อะไรคือปัญหาของตลาดงานคราฟต์ในเมืองไทย และคนทำงานคราฟต์ไทยจะแก้ได้อย่างไร

มีงานคราฟต์สวยๆ มากมายในเมืองไทยให้ช้อปปิ้ง แต่ก็สับสนได้เพราะมีแต่ครามเยอะแยะเต็มไปหมด คุณจะทำให้สินค้าของคุณโดดเด่นได้อย่างไร มันต้องมาจากที่มาจริงใจ ซึ่งคุณรู้สึกภูมิใจและหลงใหล

คุณจะเชื่อมต่อเรื่องราวของคุณกับลูกค้าได้อย่างไร เวลาพูดถึงชายหาดที่บันดาลใจคุณในชีวิตประจำวัน ลูกค้าคุณต้องอยากไปชายหาดกับคุณ อยากเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว สิ่งที่คุณทำได้ดีและแตกต่างคืออะไร เวลาคิดถึงจุดขาย คนมักนึกถึงสิ่งเดียว แต่มันคือส่วนผสมระหว่างสถานที่ มรดก ตัวตน วัตถุดิบ และความคิดร่วมสมัย คือการนำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมารวมกันเพื่อเล่าเรื่องที่สวยงามของงานคราฟต์ของคุณ 

ถ้าสินค้าไหนเป็นที่นิยมมากๆ ก็มักมีการเลียนแบบตาม แล้วคนทำงานฝีมือควรทำอย่างไร

ยากนะ เวลาคนเห็นสิ่งที่เขาคิดว่าประสบความสำเร็จ เขาก็อยากเป็นส่วนหนึ่งด้วย แต่มันก็ไม่ช่วยใครเลย เพราะถ้าลอกใคร สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือทำถูกกว่า แล้วราคาก็จะต่ำลงหมด ซึ่งไม่ช่วยคุณเท่าไหร่ เพราะมันเป็นเรื่องราวของคนอื่น ไม่ใช่ของคุณ เราต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าเราต่างต้องหาจุดขายของตัวเอง ไม่มีเหตุผลที่จะลอกคนอื่น คุณต้องพยายามที่จะมีเอกลักษณ์ และคนที่เราทำงานด้วยตอนนี้ เราเห็นเลยว่าเขาพวกเขากำลังก้าวหน้า และจะมีสิ่งใหม่มานำเสนอเสมอ

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือเลือกชมสินค้าจักสานจากคอลเลกชันใหม่ของ Wanita ได้ที่ Facebook : WANITA

Let’s try Craft Toolkit!

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

แขกไปใครมา ถ้าได้ยินชื่อ Chiang Mai Design Week ก็เป็นอันรู้กันว่านี่คือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ที่รวบรวมความสร้างสรรค์ของทั้งนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เอาไว้เป็นประจำทุกปี และใน ค.ศ. 2020 งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Stay Safe Stay Alive อยู่ดีมีสุข’ และเราก็ได้โอกาสไปเยี่ยมเยือนเทศกาลสุดสร้างสรรค์นี้ด้วย

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

พอสำรวจไปสักพัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนิทรรศการที่ดึงดูดความสนใจและกระตุกจิตเราเอาไว้ได้ด้วยกระจกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของงาน

นิทรรศการที่น่าสนใจนี้เกิดจากการร่วมมือของ British Council และ Fashion Revolution องค์กรที่สนใจเรื่องงานคราฟต์และเมืองสร้างสรรค์ ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิวัติวงการแฟชั่นให้เป็นเรื่องยั่งยืน ที่ต้องการบอกทุกคนว่าเสื้อผ้า ภาวะโลกร้อน สังคม และเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน 

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่
ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

เราเลยขอดึงตัว เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ตัวแทนจาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ตัวแทนจาก Fashion Revolution มาพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทั้งนิทรรศการ Homegrown และกิจกรรม Circular Design Lab: Closing the Loops ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่อง Circular Design ทางออกของโลกร้อนแก้ได้ด้วยการออกแบบหมุนเวียน 

01

โลกร้อน VS แฟชั่น

ตอบรับปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม British Council ร่วมมือกับ Fashion Revolutionในงาน Chiang Mai Design Week เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่น 

“British Council ทำงานด้านงานหัตถกรรมกับเครือข่ายช่างฝีมือและผู้ประกอบการมาตลอด โดยใน ค.ศ. 2021 ทางสหราชอาณาจักรและอิตาลีจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม The 26th session of the Conference of the Parties (COP26) ซึ่งเป็นการประชุมภาคีของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนสภาพทางภูมิอากาศที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ เราเลยอยากสื่อสารว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ” เจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงาน

ส่วนทางอุ้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประจำประเทศไทย ก็เริ่มแนะนำตัวว่า Fashion Revolution เป็นเครือข่ายนักออกแบบที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบของแฟชั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องแรงงาน รวมถึงเรื่องความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ทำให้โครงการนี้ค่อยๆ ขยายไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั่วโลก สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ผู้บริโภค และทุกคนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องแฟชั่นยั่งยืน ตัวอย่างคือกิจกรรมอย่างนิทรรศการและเวิร์กช็อปในงาน Chiang Mai Design Week 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

ความร่วมมือระหว่าง British Council และ Fashion Revolution เกิดขึ้นในระดับสากลมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรในประเทศไทยอยากมาร่วมมือกันสื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Circular Design หรือการออกแบบหมุนเวียน

ก่อนพูดถึงการแก้ปัญหา เราควรเข้าใจปัญหาเรื่องโลกร้อนกันก่อน ว่าทำไมการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ถึงมีผลกระทบต่อสภาพอากาศมากมายขนาดที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา 

“ในไทยตอนนี้ เวลาเราพูดถึงโลกร้อน เราก็จะนึกถึงแต่หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก เพราะมันง่ายและเห็นชัดเจนว่าคือขยะ แต่สิ่งที่เราทุกคนไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แท้จริงมันเป็นขยะปริมาณมหาศาลบนโลกก็คือเสื้อผ้า” อุ้งเอ่ย

“จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า เราทุกคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทั้งวิธีการที่เราแต่งตัว หรือของที่เราใช้ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อวานนี้มีคนมายืนดูนิทรรศเราแล้วบอกว่า อ้าว ไม่เห็นรู้เลยว่าการซื้อกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งใช้น้ำตั้งสามพันเจ็ดร้อยกว่าลิตรเลยเหรอ อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อโลกในเชิงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” เจกล่าวเสริม

ทั้ง British Council และ Fashion Revolution จึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ว่า เราทุกคนควรหันกลับมามองว่าเราบริโภคเสื้อผ้าได้อย่างไรบ้าง 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

02

Circular Design 

จากสถิติ คนเราใส่เสื้อผ้าแค่ 1 ใน 4 ของบรรดาเสื้อผ้าที่เราครอบครองอยู่ ของที่เราเก็บไว้แม้ไม่สปาร์กจอยมีปริมาณมากเกินไป

อุ้งบอกความจริงอันน่าตกใจกับเราต่อไปอีกว่า “แค่ในตู้เสื้อผ้าเรา เสื้อที่เราไม่ได้ใส่ก็เยอะมากแล้ว และในองค์รวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบรวมกันทั้งโลกมากกว่าสายการบินทุกประเทศรวมกันอีกนะ เพราะเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นมันผลิตข้ามโลกแล้ว ทำให้เราศูนย์เสียคาร์บอนเยอะมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการขนส่งไปก็เยอะ แล้วอย่างการปลูกฝ้ายก็ใช้สารเคมีมหาศาล ไหนจะการฟอกย้อมอีกที่ทำให้เกิดน้ำเสียลงสู่ธรรมชาติอีก”

เมื่อลองคิดภาพตามแล้ว วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดน้ำเสียถึง 1 ใน 5 ปริมาณน้ำเสียในโลกเลยทีเดียว แค่กางเกงยีนส์หนึ่งตัว ต้องใช้น้ำในการผลิตเท่ากับปริมาณที่คนใช้ดื่มกินถึง 3 ปี 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“สุดท้ายเป็นเรื่องของพลาสติกด้วย เพราะนอกจากฝ้ายแล้ว เส้นใยที่เป็นที่นิยมคือโพลีเอสเตอร์ใยสังเคราะห์ โดยหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าบนโลกเป็นโพลีเอสเตอร์ ซึ่งทุกครั้งที่เราซักผ้า จะมีไมโครไฟเบอร์หรือเส้นใยพลาสติกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ไหลจากท่อระบายน้ำลงไปสู่ทะเล และมันก็จะวนกลับมาหาเราในจานข้าว”

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องไมโครพลาสติกในปลาทูหรือในสัตว์น้ำกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยที่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งของไมโครพลาสติกเหล่านั้นมาจากเสื้อผ้าของเราเอง

“มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าที่ได้รับการรีไซเคิล ที่เหลือกลายเป็นขยะหมดเลย พอมันถูกฝังกลบอยู่ที่บ่อขยะ หมักหมมไปก็เกิดแอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ทุกอย่างในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกจริงๆ” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเข้าของนิทรรศการถึงมีกระจกตั้งไว้ เพราะทางผู้จัดงานต้องการให้เหล่าคนบนโลกอย่างเรา ลองสำรวจตัวเองดูว่าเสื้อผ้าของเราฝากอะไรไว้กับโลกบ้าง 

แล้วทางออกสำหรับปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่มีต่อโลกร้อนคืออะไร 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

เจตอบว่า “งานคราฟต์นี่แหละที่เป็นทางออกของปัญหา เพราะงานคราฟต์ล้วนแต่มาจากธรรมชาติ ทั้งฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติ ใช้แล้วอยู่ในระบบได้นาน แต่หลายคนยังไม่รู้ เพราะคนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้เชื่อมไปถึงงานคราฟต์ ไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน จะเข้าถึงได้ยังไง หรืออาจจะยังมีภาพจำของงานคราฟต์ที่ดูเชย มันก็เลยเป็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าเราอยากนำเสนอให้คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้วก็เข้าใจงานหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น

“รวมถึงการนำเสนอเรื่อง Circular Design หรือการออกแบบที่เลียนแบบวงจรชีวิตของธรรมชาติ ปกติแล้วเส้นทางของเสื้อผ้ามักถูกมองเป็นเส้นตรง เริ่มต้นจากผลิต ใช้ แล้วก็ทิ้ง แต่แนวคิด Circular คือความพยายามที่พอใช้เสร็จ มันกลับเข้ามาสู่ดินหรือย่อยสลายได้มากที่สุด นำกลับมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

“การคิดแบบครบวงจรมาจากแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าต้องการทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการคนบนโลก เราต้องใช้โลกถึงสองใบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นเส้นตรง แต่ Circular Design สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แค่เราเปลี่ยนวิธีการบริโภคให้มันหมุนเวียน ก็มีส่วนช่วยในแนวทางที่ดีกับโลกได้” อุ้งกล่าวเสริม

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

03

Homegrown 

“เราตั้งชื่อนิทรรศการว่า Homegrown เพราะเรานึกถึงคำว่า Eco ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า Home ที่แปลว่าบ้าน ดังนั้น เลยเลือกคำนี้มาใช้เป็นคอนเซปต์ของงานว่า ถ้าเราได้กลับมาเชื่อมโยงกับบ้าน กับชุมชน และกับธรรมชาติ อีกครั้ง ก็จะตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนได้ ไอเดียหลักก็คือการออกแบบหมุนเวียน โดยเริ่มจากที่บ้าน ปลูกใกล้บ้าน พอย่อยสลายก็กลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง” อุ้งบอกกับเราเช่นนั้น

นิทรรศการนี้บอกเล่าตั้งแต่ผลกระทบของแฟชั่นที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทั้งปัญหาจากการบริโภค Fast Fashion รวมถึงเสนอทางแก้ไข ว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เราไม่ฝากภาระไว้กับโลกในภายหลัง

“อุ้งได้ทุนของ British Council ไปเรียนที่อังกฤษเรื่องการออกแบบหมุนเวียนประมาณหนึ่งสัปดาห์กับเพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหกประเทศ พอเราคนเอเชียเข้าไปดู งานคราฟต์ที่เขามองว่าเป็นทางออก มันเหมือนภูมิปัญญาที่เราทำอยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นสิ่งดั้งเดิมที่เราทำอยู่ มันมีความเป็นพุทธมากเลยนะ วัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน วันหนึ่งมันต้องย่อยสลายกลับไปสู่ดิน แล้วเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใหม่ๆ ต่อไป แล้วตอนนี้มันกลายเป็นอนาคตของวงการออกแบบ ที่นักออกแบบทั่วโลกกำลังหันกลับมามองวิถีของงานคราฟต์กัน” 

การคิดแบบ Circular Design แตกต่างจาก Eco-design ที่เราเคยได้ยิน ตรงที่เป็นกระบวนการคิดให้ครบลูป ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนจบ ว่าเมื่อหมดอายุขัยของสิ่งของชิ้นนี้แล้ว มันจะกลับไปเป็นอะไรได้ 

“ถ้าเกิดระบบ Circular หลายๆ ที่ในเมืองไทย ก็จะเกิดความยั่งยืนของชุมชนของแต่ละเมือง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ต้อง นำเข้าผ้า แต่ถ้าชุมชนปลูกได้เอง ช่างฝีมือและช่างเย็บตัดเย็บได้เอง ความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดตามมา” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

อุ้งเล่าว่า เกือบทุกแบรนด์เสื้อผ้าในนิทรรศการเป็นแบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ทำแล้วก็จบ แต่เป็นนักออกแบบที่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรืออยู่ในชุมชนอยู่แล้ว เช่น กลุ่มไทลื้อ วานีตา ภูคราม FolkCharm เพื่อเป็นตัวอย่างว่า นี่แหละคือตัวอย่างแฟชั่นที่รักษ์โลกที่เราควรสนับสนุน

เจผู้ลงไปสัมผัสกลุ่มนักออกแบบในโครงการนี้เล่าสิ่งที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า 

FolkCharm ทำงานกับชุมชนที่ปลูกฝ้ายออร์แกนิกที่จังหวัดเลย ตั้งแต่ปลูก ทอเป็นผืน จนตัดเย็บ ซึ่งทำให้เกิด Local Impact ในแต่ละที่ที่เขาไปทำงานด้วย เราเลยอยากให้เป็นตัวอย่างสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มไทลื้อ นักออกแบบที่มาทำงานกับช่างทอเขาก็อยากให้เกิดขยะน้อยที่สุดในกระบวนการผลิต ปกติเวลาเราจะตัดชุดหนึ่งชุด ถ้าวางแพตเทิร์นตามปกติแล้วมันก็จะมีขยะที่เหลือ เขาเลยออกแบบแพตเทิร์นแบบที่ชาวบ้านนำมาขายได้ ทำให้ไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย ไปจนถึงคิดวิธีการทอให้ทำออกมาแล้วเป็นแพตเทิร์นได้เลย ตรงนี้จะเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดต่อไป เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ท้องถิ่น งานที่ชาวบ้านทำมันปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงสำหรับโลกนี้”

สุดท้ายปลายทางของงานนิทรรศการ เราจะพบโต๊ะที่จะให้ผู้ร่วมงานสามารถมานั่งใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกก้าวของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก

“อุ้งตั้งโจทย์ Design Your Future Dress ให้คนที่พอเขาชมนิทรรศการจบแล้ว ถ้าเขาอยากได้โลกแบบไหน ก็อยากให้เขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้น เรามีทั้งดอกไม้ใบไม้มาให้ลองสร้างสรรค์เป็นชุดดู พอคนได้มาลองทำงานศิลปะ เขาก็จะมาคุยกัน สุดท้ายแล้วเขาก็จะเข้าใจว่าเรื่องโลกร้อนและเรื่องสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

04

Circular Design Labs 

นอกจากนิทรรศการที่คนทั่วไปอย่างเราจะเข้าถึงและเข้าใจเรื่องแฟชั่นยั่งยืนได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรม คือเวิร์กช็อปสำหรับเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อุ้งพัฒนามาจากการไปค่ายนักออกแบบกับ British Council เมื่อค.ศ. 2018

“เป็นเวิร์กช็อปเรื่อง Circular Design นี่แหละ แต่เราจะเน้นที่การแชร์กระบวนการคิดเพื่อความยั่งยืนกันมากกว่า เป็นค่ายที่อุ้งได้องค์ความรู้ที่ได้มาจากค่าย Circular Futures Lab ที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นร่วมมือกับ Ellen MacArthur Foundation เป็นองค์กรที่ทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกจริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“เขาตั้งโจทย์ให้นักออกแบบเลยว่า ทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้โดยไม่ทำร้ายโลก ปกติเราจะคิดว่าถ้าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ เราก็ต้องทำร้ายโลกใช่ไหม แต่สำหรับหลักการ Circular Design มันมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ เราก็ได้เรียนรู้กระบวนการคิดว่ามีหลักการอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนออกมา ซึ่งจะเหมือน Design Thinking แล้วผนวกหลักการความยั่งยืนเสริมเข้าไป”

ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อาจรู้สึกว่า Design Thinking เป็นคำสามัญประจำกาย แต่สำหรับนักออกแบบยั่งยืน คำคำนี้อาจต่างออกไป

“จริงๆ Design Thinking ฮิตมากนะ คือการคิดโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง คิดว่าจะทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการได้แล้วก็จบ มันแค่ตอบโจทย์สำหรับมนุษย์ แต่ Circular Design จะชวนให้เราคิดว่าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ยังไงโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น เสื้อหนึ่งตัวมีหลายวัตถุดิบที่มาประกอบกัน มีปัญหามากเวลารีไซเคิล เพราะว่าวัสดุทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ทำ เช่น ซิป กระดุม ปนกัน แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ Circular Design เพราะมันคือการคิดตั้งแต่ต้นว่าทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ให้ถอดประกอบ แยกออกจากกัน รวมถึงแยกลงถังได้ คิดตั้งแต่เริ่มเลยว่าต้องไม่มีของเสียให้มากที่สุด รวมถึงคิดวัสดุใหม่ๆ เราเลยอยากมาแชร์ใน Chiang Mai Design Week ครั้งนี้ อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ดู” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

05

ความร่วมมือของคนต่อแฟชั่น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตระหนักรู้ที่เรามีคือขั้นแรก สิ่งที่เราควรทำในลำดับถัดไป คือการร่วมด้วยช่วยโลกผ่านเรื่องง่ายๆ อย่างแฟชั่น

 “อุ้งว่าการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน คือการเลือกแบรนด์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมในทางบวก อย่างแบรนด์ที่เรานำเสนอซึ่งช่วยสนับสนุนชุมชน เพราะนักออกแบบขายความคิดสร้างสรรค์ได้ เหมือนเราซื้องานศิลปะ มันจะเก๋และแตกต่างนะ เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อเล่าเรื่องได้ คนเดี๋ยวนี้อาจรู้สึกว่าใส่แบรนด์เนมไม่เก๋เท่าใส่งานคราฟต์อีกแล้ว” 

“ผู้บริโภคก็ค่อยๆ ลดการซื้อและใช้ซ้ำได้มากขึ้น เพราะเสื้อตัวหนึ่งมีอายุอยู่ได้ยี่สิบห้าปีขึ้นไป อย่างช่างฝีมือท้องถิ่น เขาก็ใส่เสื้อที่เขาทอเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ คนละแนวความคิดกับ Fast Fashion เลย เพราะงานคราฟต์ ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม คุณค่าจะมากขึ้นตามเวลา มันวาบิซาบิ มันเก๋

“ประเทศอื่นๆ มองงานคราฟต์ว่าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ของไทย เรามักเข้าใจว่างานคราฟต์เป็นงานชาวบ้าน เลยชอบต่อราคากัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของงาน ตัวช่างเองก็รู้สึกไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคสามารถกำหนดทิศทางการผลิต ให้เขามีกำลังใจในการทำ และทำให้เขามีความภาคภูมิใจในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นด้วย” เจเอ่ยเสริม

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

นอกจากการอุดหนุนเหล่าช่างฝีมือชุมชนแล้ว อุ้งเสนอว่า ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกที่เราในฐานะผู้บริโภคปัจจัย 4 อย่างเสื้อผ้าทำได้ทันที

“การคิดเรื่องเสื้อผ้ายั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ยั่งยืนเท่านั้น จริงๆ แล้วมีทางเลือกมากกว่านั้น สเต็ปที่ง่ายที่สุด คือการกลับมาดูว่าตู้เสื้อผ้าของเรามีอะไรอยู่บ้าง และคิดว่าเราจะนำมา Mix and Match ใหม่ๆ ได้ยังไง

“เสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่แต่เก็บไว้มากมาย ก็เพราะเราเบื่อแล้วหรือหาวิธีแมตช์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นเอง สาเหตุก็คือเราซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์มันก็เลยจะเก่าเร็ว ถ้าเราสามารถแมตช์ลุคใหม่ๆ ได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อเพิ่มอีก ซึ่งสิ่งนี้ในต่างประเทศเขาเรียกกันว่า Capsule Wardrobe เหมือนเป็นชาเลนจ์ว่าในหนึ่งเดือนเราจะแต่งตัวให้ได้สามสิบวัน สามสิบลุค ด้วยเสื้อผ้าแค่สิบสองชิ้น ซึ่งเป็นไอเดียสนุกๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“หรือถ้าใครเราอยากได้เสื้อใหม่ ก็อาจจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่มาแลกกันดูไหม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ Fashion Revolution กำลังทำ คือเราจะชวนคนเอาเสื้อผ้าในตู้มาแลกกัน”

นอกจากการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมีการเช่ายืมซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของวงการแฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้นด้วย ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ ก็น่าลองซ่อมแซมและดัดแปลงก่อนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เอาล่ะ เมื่อได้ไอเดียดีๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน คุณก็เข้าร่วมได้ง่ายๆ อย่ามัวรอช้าอยู่เลย มาเริ่มปฏิบัติการรันวงการแฟชั่นพร้อมการรักษาโลกใบนี้ไปพร้อมกันกันเถอะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load