เธอที่ปลายสายเป็นทั้งนางแบบ นักร้อง และนักแสดง ที่มีผลงานมากมายนับตั้งแต่ พ.ศ.​2556

ภายใต้สถานการณ์ล็อกดาวน์ The Cloud โทรหา คารีสา สปริงเก็ตต์ เพื่อทำการสัมภาษณ์

ศิลปินแห่งวงการแฟชั่นคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวัยเพียง 15 จากละครเรื่อง ตะวันบ้านทุ่ง และ หลวงตามหาชน ที่ออกอากาศทางช่อง 3 HD 

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ก่อนที่เธอจะแจ้งเกิดเต็มตัวจากการประกวด The Face Thailand Season 1 ในฐานะลูกทีมคนสำคัญของ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ พร้อมฝากวลีเด็ดไว้ในรายการที่หลายคนยังจำได้จนวันนี้

คารีสาผ่านประสบการณ์มากมายตลอด 8 ปี มีละครฮิตหลายเรื่อง อาทิ Gossip Girl Thailand, นางอาย, ทายาทอสูร และ เมียหลวง

เธอเป็นไอคอนด้านการแต่งตัวของใครหลายคน จนมีแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Kidwell เป็นของตัวเอง 

ปลายปีที่แล้ว คารีสากลายเป็นศิลปินคนแรกแห่งค่าย Khotkool Music ของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน และได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชื่อเดียวกับวลีเด็ดของเธออย่าง ขอบคุณนะคะ (ที่กล้าสอนหนู)

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คนนี้ คือความหลงใหลที่เธอมีให้กับผ้าไทย สิ่งที่เธอไม่เพียงสะสม แต่ยังสั่งตัดเพื่อสวมใส่ในโอกาสต่างๆ

ล่าสุด คารีสาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Upcycle Rising ที่เธอและแบรนด์ LaLaLove ร่วมกันนำผ้าเก่ามาตัดเป็นชุดใหม่ในคอนเซปต์แฟชั่นรักษ์โลก

คำพูดที่เต็มไปด้วยแพสชันพรั่งพรู เชื้อเชิญให้ทุกคนเปิดดูตู้เสื้อผ้าที่บอกเล่าตัวตน วัฒนธรรม การเดินทาง และเรื่องราวผ้าไทยของหญิงสาวผู้มาพร้อมความมั่นใจคนนี้

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ไม่รู้เชยไหม แต่ผ้าไทยคือความสุข

ทำไมคนรุ่นใหม่อย่างคุณจึงสนใจผ้าไทย

เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นแน่เลย แม่กับยายชอบซื้อผ้าไทย ก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เขาให้เราเรียนรำไทยด้วย มันคงทำให้เราอินประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสี่ภาคตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สนใจผ้าไทยมากที่สุด น่าจะเพราะที่บ้านไปต่างจังหวัดกันบ่อย แต่ละครั้งที่ไปก็ได้เห็นผ้าไทยมากขึ้น ได้รู้ว่าผ้าไทยแต่ละภาคมีลายและฉลุแตกต่างกัน เราชอบของภาคเหนือเป็นพิเศษ

แสดงว่าถ้าเดินทางไปที่ไหนก็จะซื้อของจากที่นั่น

ใช่ อย่างตอนไปภาคเหนือ เจอชนเผ่าอาข่ากับอีก้อ พวกเขาทำเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายเอง เราก็อยากซื้อเก็บไว้ เอาจริงๆ ของไทยๆ โดยเฉพาะผ้าไทยสวยและมีเอกลักษณ์มากนะ ผ้าม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า ผ้าบาติก เป็นงานอาร์ตที่สวมใส่ก็ได้ ใส่กรอบก็สวย แบรนด์อย่าง Off-White หรือ AMBUSH ยังเอาไปทำ เหมือนผ้าไทยต้องกลายเป็นดีไซน์ใหม่ก่อนคนถึงจะคิดว่าสวย ทั้งที่จริงๆ มันอยู่ใกล้ตัวเรามาตั้งนานแล้ว

เกณฑ์ในการสะสมของคุณคืออะไร ดูยังไงว่าชิ้นไหนสวย 

พูดลำบาก เมื่อไหร่ที่เดินผ่านแล้วใจเต้น เมื่อนั้นแสดงว่าของหรือผ้าชิ้นนั้นกำลังเรียกชื่อเราอยู่ ถ้าเต้นแรงแปลว่าเขากำลังเรียกเราอย่างรุนแรงเลย (หัวเราะ)

จากการสะสม เปลี่ยนมาเป็นใส่ชุดผ้าไทยได้ยังไง

เรากลัวผ้าที่ซื้อมาจะเก่าก็เลยเอามาตัด อยากเป็นวัยรุ่นที่เข้าวัด แต่ยังสนุกกับการแต่งตัวไปพร้อมกันได้ นึกภาพเวลาพวกผู้ใหญ่ คุณป้า คุณยาย ใส่ชุดไทยเต็มยศ เขาก็อยากให้ลูกหลานใส่แบบนั้นเหมือนกัน แต่ลูกหลานคงไม่ชอบเสื้อผ้าพวกนั้น เราเลยหาว่าตรงกลางคืออะไร 

เรามีโอกาสเอาผ้าไทยที่มีไปให้ พี่ลินดา (ลินดา เจริญลาภ) แบรนด์ LaLaLove ช่วยออกแบบและตัดให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นผ้าแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการอยู่ เราว่านี่คือตรงกลางที่เราตามหา

การคลุกคลีกับผ้าให้อะไรกับคุณบ้าง

อย่างที่บอกว่าไปไหนเราก็มักจะซื้อผ้ากลับมา ตอนไปพม่าเราซื้อผ้าลุนตยา เป็นของขึ้นชื่อของที่นั่น ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราได้เล่นละครเรื่อง เล่ห์ลุนตยา ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับผ้าไทย รู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิต เพราะจริงๆ คนอื่นก็ไม่รู้ว่าเราชอบผ้าไทยขนาดนั้น คงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สุดท้ายเป็นเราที่ได้เล่น ได้ทำงานนี้ ได้เรียนรู้การปักลุนตยา (ยิ้ม)

สำหรับคุณ เหตุผลที่หลายคนไม่นิยมผ้าไทยคืออะไร

เราว่ามันมีกรอบบางอย่าง เช่น เขาอาจจะมองว่าผ้าไทยเชยหรือโบราณ คือถ้าคนพูดอะไรมาอย่างหนึ่ง แล้วทุกคนเดินตามทางนั้น สักพักเราก็จะรู้สึกและคิดแบบนั้นไปด้วย พอได้ยินว่าผ้าไทยเชยบ่อยๆ เข้า ก็คงคิดไปแล้วว่ามันเชย แต่ถ้าเราเจอคำว่าเชย แล้วมานั่งเขียนบนกระดานตัวใหญ่ๆ ตั้งคำถามว่าคำนี้คืออะไรกันแน่ ผ้าไทยเชยเพราะอะไร จริงๆ แล้วผ้าไทยมีประวัติอะไรบ้าง หนึ่งผืนใช้เวลาทอกี่วัน มีมูลค่าเท่าไหร่ หรือเพราะอะไรชาวต่างชาติจึงชอบผ้าไทยขนาดนั้น

ถ้าเราเป็นเด็กขี้สงสัยหรือตั้งคำถามมากพอ คำว่าเชยอาจจะเล็กลงก็ได้ เราคงเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีความขบถอยู่ลึกๆ ล่ะมั้ง พอมีคนบอกว่าผ้าไทยเชย ความขบถในใจเราเลยฟุ้งออกมา อ๋อเหรอ เชยใช่มั้ย ได้ งั้นเราจะทำ เราเป็นเด็กดื้อที่เวลาใครพูดอะไรก็จะทำในสิ่งตรงข้าม

อะไรคือเกณฑ์บอกว่าสิ่งไหนเชยหรือไม่เชย

พอโตขึ้น เรามองว่าความเชยคือรสนิยมแบบหนึ่ง คนที่เชยคือคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามต่างหาก รสนิยมมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวว่าเรามองสิ่งตรงหน้ายังไง คารีสามีประสบการณ์ร่วมกับผ้าไทยเยอะ แม่และยายผูกพันกับสิ่งนี้ ไม่รู้เชยมั้ย รู้แต่ว่าผ้าไทยคือความสุข มันทำให้ใจเราฟู แต่ถ้าใครมีประสบการณ์ไม่ดีร่วมกับผ้าไทยก็อาจมองว่ามันเชยได้ ไม่แปลก การพิสูจน์สิ่งนี้ต้องใช้วิธีแทรกซึมอย่างเป็นธรรมชาติ 

ถ้าเราเดินไปบอกวัยรุ่นยุคนี้ว่าต้องใส่ผ้าไทยนะ นี่คือการยัดเยียดความคิด เหมือนเป็นการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของเขา ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิดคน เราต้องแทรกซึม ห้ามสั่ง ห้ามตีกรอบ แต่ต้องสร้างตัวเองให้น่าเชื่อถือจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา วันหนึ่งเขาอาจเชื่อก็ได้

แสดงว่าผ้าไทยกับแฟชั่นปัจจุบันก็อยู่ด้วยกันได้

ใช่ คนอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องเร็วๆ ผ้าไทยดูเคลื่อนไหวช้า แต่จริงๆ แล้ว แฟชั่นไม่มีช้าหรือเร็ว ผ้าไทยมีอยู่ในคอลเลกชันได้ อยู่ที่ว่าเราจะตัดหรือบอกเล่าเรื่องราวของมันในฤดูนั้นยังไง เหมือนกับ CHANEL ที่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปใช้ผ้ารุ่นดั้งเดิม มีความวินเทจ แต่เปลี่ยนลักษณะบางอย่าง สุดท้ายความวินเทจคือของแพง เป็นของที่เอากลับมาขายเมื่อไหร่ ถึงจะมีตำหนิก็ยังมีมูลค่า และถ้าของมีมูลค่า ยังไงนักสะสมก็อยากได้อยู่ดี ผ้าไทยก็เหมือนกัน 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการเดินทาง

ดูคุณรักวัฒนธรรมไทยมากเลยนะ

เอาจริงๆ ไม่กล้าพูดนะว่าตัวเองไทยแค่ไหน เพราะเราก็ไม่ได้นำเสนอความเป็นไทยได้ดีขนาดนั้น เราแค่ชอบคำว่าวัฒนธรรม ไม่อยากให้สิ่งนี้หายไป เวลาเดินทางไปไหน เราอยากทำความรู้จักวัฒนธรรมของที่นั่นให้ลึกซึ้ง อยากสะสมความทรงจำของที่นั่นไว้ รู้สึกว่าถ้าได้ใช้ชีวิตอย่างประณีตและใส่ใจรายละเอียด วันหนึ่งที่กลับมาเล่าคงจะน่ารักดี แถมเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมไม่หายไปด้วย

ประทับใจที่ไหนบ้าง

เราชอบไปงานประเพณีต่างๆ ไปดูผีตาโขนที่จังหวัดเลยก็ชอบ งานทอดกฐินก็ประทับใจ ตอนนั้นไปวัดที่ดอยแม่สลอง มีคนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาร่วมงาน อาหารก็ไม่เหมือนกัน คนจากระยองมีหมูชะมวง คนจากชนเผ่าอาข่ามีถั่วเน่า อร่อยมาก เหมือนได้เจอญาติที่ไม่ใช่ญาติ แถมอากาศก็ดีด้วย เอาจริงๆ เมื่อก่อนเดินทางทุกอาทิตย์เลย กรุงเทพเหมือนเป็นแค่ที่ทำงาน พอมีเวลาว่างก็กลัวหมดเวลา เลยหากิจกรรมให้ตัวเองตลอด 

การเดินทางเหล่านั้นสอนอะไร

เราได้เรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรม เวลาเดินทาง เราจะถามตัวเองตลอดว่า เราชอบประเทศนี้เพราะอะไร สิ่งที่เรามักจะบอกต่อคืออาหารกับสถานที่ ของพวกนี้เป็นสิ่งจับต้องได้ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราหลงรักในอาหารหรือสถานที่ คือวัฒนธรรมที่เราหาไม่ได้จากที่อื่น 

ถ้ามองประเทศไทย คนต่างชาตินึกถึงผัดกะเพราหรือต้มยำกุ้ง วัฒนธรรมในอาหารเหล่านี้ดูยังไงก็ไม่น่าหายไป แต่มันอาจจะหายไปโดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ตอนนี้มีฝรั่งทำอาหารไทยได้อร่อยเทียบเท่าคนไทยแล้ว วันหนึ่งมันอาจจะไม่ใช่ของเราแล้วก็ได้ งั้นทำไมเราจึงไม่ได้เป็นคนบอกเล่าหรือรักษาในสิ่งที่ประเทศเราริเริ่ม 

ทุกวันนี้ฝรั่งอินผ้าไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อยู่คู่ประเทศเราเสมอมา สิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นเรื่องแฟชั่น การจัดวางว่าผ้านี้ควรอยู่ตรงไหน ในงานอาร์ต บนโซฟา หรือบนตัวเรา แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืนคือเรื่องราวที่สะท้อนยุคสมัย ค่านิยม และความชอบ เป็นงานศิลปะที่มีค่าจนเราไม่อยากให้หายไป หรือกลายเป็นของคนอื่น

5 ชุดโปรดของคารีสา

ช่วงนี้คุณชอบใส่เสื้อผ้าแนวไหน

เอาจริงๆ ช่วงนี้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่บ้านก็ใส่ชุดนอน ตอนนี้ที่คุยกันยังใส่ชุดนอนอยู่เลย (หัวเราะ) การต้องอยู่บ้านทำให้เราเอาของหลายอย่างมาทิ้ง ค้นพบว่าหลายสิ่งที่ซื้อมาไม่ใช่สิ่งจำเป็น เรามองเสื้อผ้าเป็นของนอกกายมากขึ้น กลายเป็นว่าตู้เสื้อผ้าโล่งมาก เราใส่แต่ชุดเดิมๆ ที่คล่องตัว ใส่สบาย ใส่นอน และออกไปข้างนอกได้โดยไม่น่าเกลียด 

5 ชุดที่บอกเล่าตัวตนของคุณที่สุด มีชุดไหนบ้าง

โห ยากจัง ถ้าเอาที่คิดออกเลยก็ชุดมัดย้อม เราใส่บ่อยจนคนเรียกว่า ‘ฝรั่งข้าวสารโร้ด’ เป็นลุคหัวฟูๆ ไม่หวีผมแล้วก็ใส่ชุดมัดย้อม ดูสกปรกแต่สะอาด (หัวเราะ)

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ถัดมาน่าจะเป็นชุดว่ายน้ำที่น้องมอแกนวาด จำได้เลยว่าคนวาดชื่อน้องคางคก เขาอายุแค่ห้าหกขวบ ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่วาดภาพปะการังสวยมากๆ เราได้เรียนรู้ว่า มีแต่ประสบการณ์ชีวิตและการได้ออกไปเห็นโลกเท่านั้นแหละ ที่ทำให้น้องสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาได้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

อันที่สามขอเป็นเครื่องประดับแล้วกัน เราประทับใจสร้อยลูกปัดของน้องๆ โรงเรียนพนาสวรรค์ ช่วงนั้นเราไปอยู่บนดอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น ได้คลุกคลีทำความรู้จักกัน คารีสาเป็นญาติกับคนง่ายเพราะชอบคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

เราเห็นสร้อยลูกปัดพวกนี้บนชุดชนเผ่า น่ารักมาก เลยถามน้องๆ ว่าสร้อยนี้ซื้อจากไหนเหรอ น้องๆ ตอบว่าทำกันเอง เป็นชุดประจำชุมชน เราถามต่อว่าถ้าอยากเป็นเพื่อนกับน้องๆ ด้วย ทำให้เราได้ไหม เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำเสร็จแล้วส่งมาให้เราหน่อย 

เราให้เงินเขาไปเล็กๆ น้อยๆ โดยมีอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นคนกลางช่วยส่งพัสดุมาให้ สร้อยลูกปัดพวกนี้เป็นงานร้อยมือฝีมือเด็กๆ น่ารักมาก เราชอบมาก

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

สี่คือชุดที่ทำกับพี่ลินดา จริงๆ ตัดไว้นานแล้ว ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเลย แค่รู้สึกว่าถ้าต้องไปฉลองงานวัดกับแม่และยาย เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปีใหม่ สงกรานต์ ก็อยากมีชุดไว้ใส่ จนได้มาทำโปรเจกต์ถ่ายแบบกับพี่เขา ทำกันง่ายๆ ถ่ายข้างล่างออฟฟิศ Lalalove แต่งหน้าทำผมกันเอง ถ่ายเสร็จเรากับพี่ลินดาเซอร์ไพรส์มากที่มีคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ Vogue ถึงกับเอาไปลง เสียงตอบรับดีเราก็ดีใจ อยากทำอีก อยากทำให้ดีกว่านี้ 

และชุดสุดท้ายยกให้เดรสสีรุ้งของ Kidwell 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

Kidwell แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากให้ลูกค้าชอบตัวเอง

รู้มาว่าที่มาของเดรสไหมพรมนี้น่าประทับใจมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย

ตอนนั้นไปอยู่เชียงรายประมาณสองอาทิตย์ ได้เจอกับชุมชนหนึ่งที่รุ่นพี่เคยไปทำแบรนด์ที่นั่น เป็นแบรนด์ที่อยากให้คุณป้าและคุณยายในชุมชนทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดเป็นอาชีพได้ ซึ่งสิ่งนั้นคือการถักไหมพรม

พอได้เห็นคอลเลกชันเดรสไหมพรมสีรุ้งก็ชอบมาก อยากใส่ เอ๊ะ ถ้าเราอยากใส่ก็น่าจะมีคนอื่นชอบเหมือนเราอีก เลยลองเปิดให้พรีออเดอร์ กลายเป็นขายดีจนน่าตกใจ

เราอาจจะได้กำไรไม่มากจากคอลเลกชันนี้ แต่ก็ดีใจมากจริงๆ เพราะมันทำให้คนที่นั่นมีอาชีพ ชุมชนกับคนเมืองได้เชื่อมต่อกัน ดาราและคนทั่วไปซื้อไปใส่ พอคนที่นั่นได้เห็นรูป ได้ฟังฟีดแบ็กก็ดีใจกันมาก งานของเขาแพร่หลายมากขึ้น 

เอาจริงๆ เรื่องราวในการทำชุดพวกนี้สนุกกว่าการได้ใส่อีก ถ้าดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าเป็นแค่ชุดไหมพรมธรรมดา แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป มันคือชุดแฮนด์เมดที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทำสองอาทิตย์ ต้องใช้ทักษะและความตั้งใจเยอะมาก เพื่อจะถักให้ไหมพรมธรรมดากลายเป็นโครเชต์ได้ขนาดนี้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

คอนเซปต์ของแบรนด์ Kidwell คืออะไร 

จริงๆ เราทำตามความสะใจเลยนะ ทำเสื้อผ้าที่เราอยากใส่ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะขายดีมั้ย เราแค่ชอบสีสันสดใส ชอบความสนุกของการเอาผ้ามาแมตช์กัน คอนเซปต์ของเราคืออยากให้คนใส่แล้วรู้สึกดี สนุก และชอบตัวเอง

คอลเลกชันใหม่ของ Kidwell จะเป็นแนวไหน

จริงๆ เรามีโปรเจกต์ที่ทำไว้แล้ว เป็นชุดออกกำลังกายที่ใส่เป็นชุดว่ายน้ำได้ด้วย แต่ยังไม่ขายเพราะถ้าขายก็จะรู้สึกผิด เรารู้สึกไม่ดีที่จะได้กำไรในช่วงที่คนกำลังเดือดร้อน คือยังเปิดขายปกตินะ แต่ไม่อยากโปรโมตอะไรเยอะ เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนในท้องตลาด ตอนนี้คนกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่รอด เราก็อยากช่วยโพสต์เนื้อหาที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนมากกว่าการขายของ

อาจเป็นของนอกกาย แต่ก็สำคัญ

มองย้อนกลับไป รู้สึกว่ามีช่วงไหนที่แต่งตัวพลาดมั้ย

อืม (คิดสักพัก) น่าจะตอน ม.1 ม.2 มั้ง เป็นช่วงที่อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากใส่ชุดเปรี้ยวซ่า อยากโตแล้ว แต่พอนึกย้อนกลับไปก็ไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบตัวเองนะ แค่รู้สึกว่า เออ จริงๆ เราไม่ต้องรีบสวย ไม่ต้องรีบโตก็ได้ เสื้อผ้าวัยนั้นแค่ใส่คลุมร่างกายก็พอ การแต่งตัวแต่ละวัยก็มีเสน่ห์ของมัน

การแต่งตัวสไตล์คารีสาเป็นแบบไหนกันแน่

ไม่รู้เลยแฮะ เราอาจจะไม่ใช่คนที่ชัดเจนขนาดนั้น อยู่ที่ว่าอารมณ์ช่วงนั้นเป็นแบบไหน ไปสถานที่ไหน ทำอะไรอยู่ เราไม่ได้แต่งตัวแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ได้เท่ตลอด น่ารักตลอด ก็ผสมๆ ไปเรื่อยๆ 

แนะนำเทคนิคการแต่งตัวหน่อย

จริงๆ ต้องมาจากตัวเองก่อน การแต่งตัวควรเริ่มจากการรู้จักตัวเอง แล้วใส่สิ่งที่เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความมั่นใจ ไม่เกี่ยวว่าแพงแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องสะสม เสื้อผ้าอาจเป็นของนอกกาย แต่ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือหรือความไว้ใจที่คนอื่นมีต่อเรา สุดท้ายคนก็อาจจะตัดสินกันที่ภาพลักษณ์ภายนอกก่อน

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ปกติคุณหาซื้อเสื้อผ้าจากไหน

ทั่วไปเลย เจอที่ไหนก็ซื้อที่นั่น แต่ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ก็เลยไม่ค่อยได้ซื้อ เราซื้อของออนไลน์ไม่เก่ง อินเนอร์คารีสาอาจจะดูโมเดิร์น แต่จริงๆ เราไม่ใช่คนยุคใหม่ ใช้คอมฯ ไม่เก่งเลย ถ้าให้เอฟของออนไลน์นี่ไม่ทันชัวร์ (หัวเราะ)

 สเต็ปชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น อายุสิบสี่ก็ต้องทำงานแล้ว ความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ และวัยต่างๆ ของเราเลยเดินหน้าถอยหลังสลับกันตลอด เราไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้เทคโนโลยีเท่าไหร่

แสดงว่าถ้าจะซื้อเสื้อผ้าต้องไปซื้อที่ร้านเท่านั้น

ใช่ เราชอบจับผ้า ถ้าได้จับและดูคัทติ้งก่อนซื้อก็จะดี แต่ลองเสื้อผ้านี่ไม่ค่อยนะ ขี้เกียจ เรามั่นใจว่าหุ่นตัวเองมาตรฐาน (หัวเราะ)

เราเรียกคารีสาว่าแฟชั่นนิสต้าได้ไหม

เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นแฟชั่นนิสต้าเลยนะ ถ้าต้องเล่าเรื่องแฟชั่นคือกดดันมาก

ทั้งที่เป็นคนแต่งตัว

ก็ใช่ แต่เราไม่ใช่คนตามเทรนด์ แฟชั่นนิสต้าน่าจะเป็นคนที่คอยอัปเดตเทรนด์การแต่งตัวต่างๆ คิดว่าตัวเองยังไม่ใช่คนนั้นที่จะอัปเดตทุกอย่างได้ดี เราแค่เป็นคนชอบแต่งตัวคนหนึ่งที่มั่นใจ และเชื่อว่าถ้ามั่นใจเมื่อไหร่ จะแต่งชุดอะไรก็ดูดี (ยิ้ม)

คุณพัฒนาความมั่นใจของตัวเองยังไง

เราเคยเป็นคนแคร์ความคิดของคนอื่นมาก่อน ตอนนั้นเป็นคนเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วหลิ่วตาตาม แต่พอได้เห็นรูปพวกนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทุกคนบนโลก ไม่ชอบแบบนั้นเลย วันหนึ่งเลยก้าวข้ามความแคร์คนอื่นได้ ตอนนี้เราเป็นตัวเองสุดๆ ไปสนามบินก็แต่งตัวเหมือนไปจ่ายตลาดได้ เราแค่รู้สึกมั่นใจกับชุดนี้ 

พอมาอยู่ในวงการ เราเข้าใจสิ่งนี้ชัดขึ้น ดาราคนนี้มีข่าวแนวนี้ นักแสดงคนนี้น่ารัก อีกคนเรียบร้อย คนนั้นบุคลิกมั่นใจ สิ่งพวกนี้คือการปรุงที่อร่อยที่สุดซึ่งเกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน อาหารจานหนึ่งต้องมีทุกรส เพราะงั้นคนเราก็ไม่ควรเหมือนกัน โลกนี้จึงจะกลมกล่อม ทุกคนจึงจะพึ่งพาอาศัยกันได้ 

คำถามสุดท้าย อยากให้คนรู้จักตัวตนแบบไหนของคารีสา

จำเราที่ผลงาน วงการนี้คนจำนักแสดงบางคนได้จากการเล่นหนัง บางคนจากข่าวรักกุ๊กกิ๊ก แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะมีความรักกี่รอบ ก็จะให้สัมภาษณ์เรื่องความรักเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนปิดหรือเปิด เราก็มีชีวิตทั่วๆ ไปนั่นแหละ 

แต่ถ้ามีคนถามว่าคารีสาไหน เราไม่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่เป็นแฟนของคนนี้ แต่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่ทำงานนี้ เราอยากให้คนจำได้จากงาน ยิ่งถ้าเป็นงานที่ตั้งใจก็จะรู้สึกดีมากๆ เลยแหละ

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ภาพ : คารีสา สปริงเก็ตต์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load