คุณคงสงสัยว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้แบรนด์กาแฟและแฟชั่นโคจรมาพบกัน

ตอบตรงๆ ว่าตอนแรกเราก็สงสัยไม่ต่างกัน เราเลยขอชวนคุณมารับฟังเบื้องหลังจุดเริ่มต้นของการมาร่วม Collaboration กันระหว่าง 2 แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จากแนวคิด ‘Beyond Coffee’ ของคาเฟ่ อเมซอน ที่อยากจะเป็นมากกว่าร้านกาแฟ มาพบกับแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศอย่างนารายา ทั้งคู่มีจุดร่วมอย่างความเชื่อในเรื่องการคืนกำไรกลับสู่สังคม และเล็งเห็นถึงปัญหาการว่างงานของกลุ่มฝีมือแรงงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 เหมือนกัน จึงกลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษ Limited Edition อย่างกระเป๋าผ้ารักษ์โลกและหน้ากากผ้า ที่ทางนารายารับหน้าที่ออกแบบโดยคงดีเอ็นเอของคาเฟ่ อเมซอน ไว้ได้อย่างครบถ้วนกับ 2 ลายอย่าง Coffee Bean ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ที่สื่อผ่านลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก และ Forest Art สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคาเฟ่ อเมซอน

The Cloud จึงขออาสาพามาฟังเรื่องราวโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้กัน

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่คล้ายกัน

ในทุกๆ ปี คาเฟ่ อเมซอน จะจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อมูลนิธิหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรเมล็ดกาแฟบนดอย รับซื้อเมล็ดกาแฟและสอนเกษตรกรชาวเขาในการปลูกกาแฟ หรือภายในร้านเองก็มีโครงการจ้างงานผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือผู้สูงวัยมาฝึกเป็นบาริสต้า ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับหลายส่วน ทางคาเฟ่ อเมซอน จึงมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจคล้ายๆ กัน พบว่าทางนารายาเองก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมและชุมชนอยู่แล้ว ด้วยการจ้างแรงงานในพื้นที่ต่างๆ ในการตัดเย็บชิ้นส่วน รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยเหมือนกัน จึงได้เริ่มมีการชักชวนและพูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2563 ว่าอยากจะจับมือร่วมกันทำอะไรสักอย่าง

ตั้งใจทำกระเป๋าและหน้ากากผ้า

ทั้งสองแบรนด์ระดมไอเดียกันว่า จะมาร่วมงานกันในรูปแบบไหนดี จึงออกมาเป็นสินค้าที่ทางนารายาถนัดอยู่แล้วอย่างกระเป๋าผ้า ซึ่งสอดคล้องกับทางคาเฟ่ อเมซอน ที่รณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกอยู่ตลอดเหมือนกัน รวมถึงหน้ากากผ้ายังเป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ประจวบเหมาะกับที่นารายาเองเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำหน้ากากผ้า ซึ่งใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าและสามารถซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 30 ครั้ง โดยเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตมาจำนวนจำกัด ไม่ได้วางขายทั่วไป มีจำหน่ายเฉพาะที่คาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และ Official Store บน Shopee และ Lazada 

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม

ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของป่าแอมะซอน

ทางนารายาที่ได้รับหน้าที่ออกแบบเล่าว่า สำหรับ 2 ลายที่ออกมา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากป่าแอมะซอนที่เมื่อพูดถึงใครก็ต้องนึกถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างแรก ลาย Forest Art จึงมีส่วนประกอบหลักเป็นสีเขียว แซมด้วยสีส้มที่เติมความสดใสในรูปแบบของลาย Abstract และลาย Coffee Bean ที่เป็นภาพวาดของต้นกาแฟ แสดงให้เห็นต้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผลกาแฟสีแดงสดใสที่ช่วยชูให้เด่นออกมาด้วย

Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
Café Amazon x Naraya การร่วมงานกันครั้งแรกของแบรนด์ไทยที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคม
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

สร้างองค์ความรู้และช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ปกติแล้วทางนารายามีการรับหูกระเป๋า ตัวกระเป๋า หรือชิ้นส่วนต่างๆ จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อประกอบสินค้าทั้งหมดอีกทีที่โรงงาน โดยผู้ร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรมเรื่องการเย็บ การตรวจสอบคุณภาพ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าจากทางแบรนด์ก่อน จึงจะสามารถรับผ้าไปทำงานเองได้ ซึ่งส่วนมากคนที่รับไปจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาภายในชุมชน บางที่ทำเป็นกิจกรรมของส่วนกลางหมู่บ้านเลยก็มี ทำให้แต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญในแต่ละชิ้นส่วนโดยเฉพาะทางต่างกันไป ช่วยให้ตั้งแต่กลุ่มคนอายุน้อยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสและการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การมอบเงินหรืออาหารไปให้เพียงไม่กี่มื้อ แต่เป็นการสร้างอาชีพและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตให้แก่ชุมชน

ปรับจูนกันจนเป็นความภูมิใจของทั้งสองฝ่าย

การนำพาสองแบรนด์ที่อยู่ต่างกันในคนละสนามธุรกิจมาร่วมงานกัน ต้องมีอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ให้ความสำคัญเรื่องของโทนสีหรือมู้ดแอนด์โทนของของที่ระลึกภายในร้าน เพราะเป็นธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ต้องควบคุมและดูแลคู่ค้าทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน 

ในขณะเดียวกัน นารายาเป็นแบรนด์งานคราฟต์ที่ต้องใช้ฝีมือ และสินค้าแต่ละชิ้นอาจจะไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานฝีมือแบรนด์นี้ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับจูนเข้าหากัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์หรืองานพิมพ์ผ้า ซึ่งคาเฟ่ อเมซอน ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดที่มี จะให้เทียบสีโค้ดเหมือนการผลิตในไลน์อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นงานแฮนด์คราฟต์ แต่ทางนารายาก็พยายามช่วยปรับช่วยแก้อยู่หลายรอบกว่าจะลงตัว จนสุดท้ายได้สีและชิ้นงานที่ทั้งสองแบรนด์ประทับใจและภูมิใจในสินค้าที่ออกมา 

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19
การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

เรียนรู้ร่วมกันจากโปรเจกต์นี้ 

ที่ผ่านมา คาเฟ่ อเมซอน แทบไม่ค่อยมีการทำ Collaborate ร่วมกับแบรนด์ใดเท่าไหร่นัก สินค้าที่ระลึกของแบรนด์เองค่อนข้างขายดีมาก และมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อแบรนด์โตขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แบรนด์จึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในเรื่องสินค้าใหม่ โดยมีการขยับให้สินค้ามีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นารายาจึงถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ทำโครงการในลักษณะนี้ด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนและขยายฐานลูกค้ากัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของนารายามีช่วงอายุที่มากกว่า ส่วนคาเฟ่ อเมซอน กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งแต่นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นารายายังเข้าถึงได้ไม่มาก ทำให้เกิดการเรียนรู้จากงานนี้ว่า จะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องยึดติดอัตลักษณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง การร่วมงานกันทำให้ทั้งคู่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เข้าใจลูกค้ามากขึ้น กว้างขึ้น และได้สินค้าที่คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถใช้ได้จริงๆ

การร่วมงานครั้งแรกของ Café Amazon และ Naraya แบรนด์ไทยที่อยากคืนกำไรสู่สังคมด้วยโปรเจคต์แก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19

หากใครสนใจจับจองเป็นเจ้าของคอลเลกชันพิเศษนี้สามารถหาซื้อได้ที่หน้าร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ Official Account บน Shopee และ Lazada ถุงผ้ารักษ์โลก ราคา 79 บาท หน้ากากผ้า ราคา 99 บาท และโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อกระเป๋าผ้ารักษ์โลกคู่กับหน้ากากผ้า ลดเหลือ 159 บาท (จากปกติ 178 บาท)

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

ถ้าคิดถึง ‘Netflix’ แน่นอนว่าต้องนึกถึงหนังหรือซีรีส์เรื่องโปรดสักเรื่อง

ถ้าพูดถึง ‘สมใจ’ ก็อาจจะนึกถึงปากกาลื่น ๆ สักด้าม กับสมุดโน้ตคู่ใจสักเล่ม พร้อมบรรดาเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์

แล้วถ้าหาก Netflix ทำบางอย่างร่วมกับ สมใจ อยู่ล่ะ ก็คงต้องนึกถึง…

ครั้งแรกที่เราได้ยินว่าค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่กำลังจะมีการ ‘Collaborate’ กับร้านเครื่องเขียนในตำนาน ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า การโคจรมาเจอกันระหว่างซีรีส์กับเครื่องเขียนจะออกมาในทิศทางไหน แต่มันเป็นความนึกไม่ออกที่ว้าวมาก ๆ รู้ตัวอีกที มือก็กดโทรศัพท์พร้อมฟังปลายสายบอกเล่าเรื่องราวโปรเจกต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้แล้ว

“ถ้าคนเห็นสิ่งที่เราจะทำ จะต้องรู้เลยว่า มันเป็นหนังซอมบี้บุกโรงเรียนหรือว่านักเรียนซอมบี้” เอย-ภัทศา อัตตนนท์ เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และพร้อมสำหรับการเกิดขึ้นของแคมเปญในครั้งนี้มาก ๆ 

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

All of Us Are Dead หรือ มัธยมซอมบี้ เป็นซีรีส์รื่องใหม่ที่กำลังฉายผ่านทางเน็ตฟลิกซ์และเป็นที่พูดถึงจนติดแฮชแท็ก #มัธยมซอมบี้ ในทวิตเตอร์อยู่ในขณะนี้ ซึ่งแคมเปญการโปรโมตครั้งนี้ Netflix ได้ร่วมงานกับ Creative Agency and Production Design Lab ระดับคุณภาพของเมืองไทยอย่าง Jongluckdee ซึ่งเป็นผู้รังสรรค์ให้เกิดการ Collaboration กับสมใจขึ้นในที่สุด

ซีรีส์เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นเรื่องการดิ้นรนเอาชีวิตรอดพร้อมต่อสู้กับบรรดาเพื่อน ๆ ที่ทยอยกลายร่างเป็นซอมบี้ทีละคน จึงจำเป็นต้องมีตำราวิชาเอาตัวรอด Jongluckdee จึงไม่ลังเลที่จะเลือกทำงานร่วมกับร้านเครื่องเขียนระดับตำนานภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นสาม อย่าง ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร ซึ่งเธอก็ตอบตกลงในวินาทีแรก

Stationary Set นี้จึงเกิดขึ้น ประกอบไปด้วยชุดเครื่องเขียนเปื้อนเลือดตรงตามธีมซอมบี้ ไม่ว่าจะเป็นสมุด ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ฉีกทุกกฎของเครื่องเขียนในร้านแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และโจทย์ในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การมาเจอกันเพื่อทำให้เกิดสินค้าชิ้นหนึ่งแล้วจบไป แต่เป็นการสร้างสตอรี่ให้คนสัมผัสได้ที่ร้านสมใจทุกสาขา สตอรี่ที่ว่านั่นคืออะไร เอยและตาลพร้อมที่จะเปิดไมค์เล่าให้เราฟังแล้ว

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ
การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

บรีฟที่ 1 : Netflix x สมใจ = 

“โจทย์แรกมาด้วยการบอกว่า จะมีซีรีส์เกาหลีเกี่ยวกับซอมบี้” 

เมื่อทางทีม Jongluckdee ได้รับโจทย์นี้ แม้ในตอนแรกที่ยังไม่ทราบชื่อเรื่องภาษาไทย ทางทีมก็คิดไว้ก่อนเลยว่า ต้องทำให้คนรู้สึกใหม่ ไม่ใช่ซอมบี้ที่เขาคุ้นเคย

ต้องทำให้คนเชื่อได้ว่าซอมบี้กับโรงเรียนเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องส่งเมสเสจให้ได้ว่าซอมบี้บุกโรงเรียน หรือนักเรียนซอมบี้ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นมิติที่ใหม่ด้วย

หลังจากได้รับโจทย์ ทีมงานมีเวลาอีกเพียง 1 เดือนที่จะทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จ (ขนาดเราเองยังลุ้นไปด้วยว่า 1 เดือนท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งติดเทศกาลปีใหม่พ่วงมาถึงตรุษจีน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เต็มร้อย งานนี้คงจะเป็นไปได้ยากแน่)

ความท้าทายแรกและความท้าทายเดียวที่มีคือ “จะทำยังไงให้ที่เราตั้งใจไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันออกมาเป็นแบบ 300 เปอร์เซ็นต์” 

เราเห็นคำว่าโรงเรียน เรารู้เลยว่าสมการนี้ถูกต้อง

พอเป็นคำว่าโรงเรียน แน่นอนว่าเครื่องเขียนเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ 

แต่ร้านเครื่องเขียนก็มีเป็นร้อย คงไม่ใช่เหตุผลนี้อย่างเดียวแน่ ๆ

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ติดตามทุกแคมเปญของ Netflix จะสัมผัสได้เลยว่า แคมเปญทั้งหมดเน้นการสื่อสารกับผู้คน ให้เข้าถึงได้ง่ายกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคม 

ฉะนั้น หนึ่งในเช็กลิสต์ของการเลือกแบรนด์ที่ Netflix จะทำงานด้วยด้วย คือแบรนด์นั้น ๆ ต้องเข้าใจคน เข้าใจสังคม และรู้ว่าจะสื่ออะไรออกไปให้ผู้คน ซึ่งสมใจมีทุกอย่าง แถมยังมีมากกว่านั้น 

“ที่เราเลือกสมใจ อย่างหนึ่งคือ เขามีหน้าร้านที่คนแวะเวียนไปได้หลายสาขา ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ได้เป็นแค่ชุดเครื่องเขียนแล้วก็จบ ให้เขาต่อยอดไปได้”

เจตนารมณ์นั้นสมบูณ์ในที่สุด และไม่ใช่แค่การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพาร์ตเนอร์อีกด้วย

“พอทีมทำคอนเซ็ปต์ออกมา เราต้องดูก่อนเลยว่า มันจะไม่ไปแตะความเป็นสมใจ มันต้องอยู่ในจุดที่พอดี ไม่มีใครเสียประโยชน์”

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

3 หัวใจ สู่การตัดสินใจของสมใจ

สูตรทั่วไปทางการตลาดที่ว่า การลงทุนคือกำไร พวกเรารู้จักกันและคุ้นเคยกันดี เป้าหมายแรกในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างของหลายคนก็คงจะเป็นสิ่งนี้

แต่สำหรับสมใจ ยังมี 3 สิ่งที่สำคัญกว่าผลกำไร นั่นคือ ทีม ลูกค้า และพาร์ตเนอร์

พวกเขาให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคน ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันเป็น ‘ทีม’ และมองว่าการร่วมงานในครั้งนี้ จะเพิ่มโอกาสให้ทุกคนในทีมได้ท้าทายด้วยการทำอะไรใหม่ ๆ 

และให้ความสำคัญกับ ‘ลูกค้า’ และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเด็ก เพราะเด็ก ๆ ส่วนใหญ่รู้จัก มัธยมซอมบี้ ตั้งแต่เป็นการ์ตูน ถ้าพวกเขารู้ว่าจะมีชุดเครื่องเขียนในธีมซอมบี้เกิดขึ้น และมีการจัดหน้าร้านให้เหมือนฉากในซีรีส์ พร้อมทั้งมีพนักงานโรลเพลย์เป็นซอมบี้ น่าจะเป็นที่ฮือฮาในหมู่เด็ก ๆ และบรรยากาศการมาเลือกซื้อเครื่องเขียนที่ร้านคงจะกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ คือสมใจให้ความสำคัญกับ ‘พาร์ตเนอร์’ การที่ได้มาคอลแลบกับ Netflix เป็นการปลดล็อกแนวคิดบางอย่าง และเป็นการพาแบรนด์เดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งสเต็ป

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

สำคัญกว่าสินค้าคือประสบการณ์ของลูกค้า

“เราก็เลยจะทำให้เป็นซอมบี้จริง ๆ แบบมีคนไปแสดงอยู่หน้าร้านสมใจ และเนรมิตดิสเพลย์กระจกให้เป็นฉากหนึ่งในซีรีส์ เพื่อให้คนได้ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับซอมบี้เหมือนหลุดเข้าไปในหนัง และชุดเครื่องเขียนนี้ เราไม่ได้ขาย เราทำมาให้เป็นของรางวัลแก่คนที่มาเข้าร่วม ดังนั้นทั้งหมดก็ได้ร้อยเรียงออกมาเป็น Experience เดียวกันหมด” เอยเล่าถึงแผนงานของแคมเปญนี้

“เริ่มต้นด้วยการมี School Bus ใน 7 วัน 7 สถานที่ โดยวันสุดท้ายจะไปจบที่สามย่านมิตรทาวน์ เสมือนว่ารถโรงเรียนได้ส่งซอมบี้ไปอาละวาดที่สามย่านมิตรทาวน์ และด้วยความที่ซอมบี้เป็นนักเรียน ก็เลยเลือกไปอาละวาดที่ร้านเครื่องเขียน อาละวาดไปถึงขั้นแพร่เชื้อซอมบี้ไปที่แคชเชียร์ เพราะเดี๋ยวแคชเชียร์จะแต่งเป็นซอมบี้ทั้ง 5 สาขาเลย” 

การรวมพลังสร้างสรรค์ภาพใหม่ของแคมเปญซอมบี้ ผ่านทีมจงรักดีและสมใจ

เอยและตาลเห็นตรงกันว่า อยากส่งต่อสารนี้ให้คนได้เข้าถึงและจับต้องได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ให้เครื่องเขียนชุด Survival Kit นี้ไปแล้วจบ จึงมีการเนรมิตแปลงโฉมร้านสมใจทั้ง 5 สาขา ให้เข้ากับธีม มัธยมซอมบี้ เลือดสาดขั้นสุด จัดเต็มยิ่งกว่าฮัลโลวีน โดยสมใจซัพพอร์ตถึงขั้นว่าเปลี่ยนป้ายร้านเป็นสีดำ พร้อมด้วยตัวอักษรเปื้อนเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวคิดของทายาทรุ่นเก่า อีกทั้งยังมีดิสเพลย์หน้าร้าน ที่บังบรรยากาศในร้านแบบที่ทายาทรุ่นเก่าปลูกฝังและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า หน้าร้านต้องโปร่ง โล่ง ลูกค้ามองเข้ามาต้องชัด และเห็นทุกสรรพสิ่งภายใน แต่ตาลเลือกจะออกจากกรอบเดิมและเพิ่มภาพใหม่ให้กับร้าน 

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

รุ่นสามสื่อสารกับรุ่นเก่าอย่างไร

เราเองเป็นลูกค้าของสมใจมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ภาพจำที่มีต่อที่นี่จึงเป็นร้านเครื่องเขียนสุดคลาสสิกมาโดยตลอด ขนาดเราเองที่เป็นลูกค้ายังคุ้นเคยกับภาพแบบนั้น ทายาทรุ่นเก่าก็คงต้องมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมากกว่าเราเป็นแน่ 

“ตาลโชคดีที่เขาไว้ใจ” ประโยคเดียวสั้น ๆ แต่กลับเป็นคำตอบของทุกอย่าง

ตาลเล่าว่าสมใจเคยมีประสบการณ์การ Collaboration มาก่อนหน้านี้แล้ว 2 – 3 ครั้ง ซึ่งในทุกครั้งจะแจงรายละเอียดของต้นทุนและการประเมินค่าผลกำไร รวมทั้งแผนงานทั้งหมดอย่างชัดเจนให้ที่บ้านฟัง พอเขารับรู้ได้ถึงความตั้งใจและรับรู้รายละเอียดที่ตอบทุกคำถาม จึงมั่นใจให้ทายาทรุ่นสามคนนี้ต่อยอดความคิดและขับเคลื่อนแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ 

แนวคิดเปิดกว้างแบบนี้ ที่ทำให้ร้านเก่ายังเก๋ามาจนถึงทุกวันนี้

Talk of the Town Overnight

เมื่อเราได้คำตอบจากทุกข้อสงสัย ประการสุดท้าย คือ ผลลัพธ์ของสมการนี้

ความสำเร็จสำหรับแคมเปญนี้คืออะไร-เราถาม

“Talk of the Town ชั่วข้ามคืน” เอยตอบกลับด้วยประโยคที่ทำให้เราอยากทำความเข้าใจกับโจทย์ข้อนี้ต่อ สิ่งนี้นับว่าเป็นไฮไลต์สำคัญสำหรับการทำงานของ Jongluckdee ก็ว่าได้ 

ในทุก ๆ ไอเดียที่ออกมา จะต้องเลือกทางที่มีความใหม่ มีความท้าทาย เหมือนเป็นการได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น อย่างในครั้งนี้ การเลือกเปิดแคมเปญด้วย School Bus ทางทีมต้องคิดหนักมาก เพราะอาจจะสร้างความตกใจให้คนที่พบเห็นได้ ทุกคนทำการบ้านหนักมาก จนสุดท้ายผลตอบรับก็ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

“แสดงให้เห็นแล้วว่ามาถูกทาง เพราะทุกอันถ้ามันใช่ มันจะมีความเป็นไปไม่ได้อยู่ในนั้น” นี่แหละหนึ่งในสูตรลับความสำเร็จของเอย

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

ทุก ๆ แคมเปญที่ Netflix ทำ หัวใจสำคัญคือ

หนึ่ง คนดูจะต้องรู้สึกได้ว่าเขาให้เกียรติผู้ชม 

สอง ทีมต้องมีความภูมิใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซี่หรือว่าทีมลูกค้าเอง 

นี่จึงเป็นอีก 2 สิ่งสำคัญที่แสดงถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง สื่อต้องไปถึงผู้รับอย่างที่ตั้งใจ และสิ่งนั้นต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำงาน 

“ทางทีม Jongluckdee เราเห็นสปิริตของเด็ก ๆ ที่เขามีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ทำงานนี้ มันเหมือนเราต่อเติมความฝันให้คนทำงาน ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แต่วันนี้เราเหมือนมาเติมเชื้อไฟนั้นให้สว่างยิ่งขึ้น มันจึงเป็นมากกว่าการทำงานที่ทำเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ” 

ฟังมาถึงตรงนี้ เราไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมแคมเปญนี้ถึงออกมาดีเหนือจินตนาการ และเป็นที่พูดถึงในวงกว้างเพียงชั่วข้ามคืน

เบื้องหลังเครื่องเขียนเปื้อนเลือด Netflix x สมใจ หยิบ ‘มัธยมซอมบี้’ มาสร้างประสบการณ์กลางกรุง

สม-ใจ สมใจ

“ถ้าออกไปแล้วมันไม่นิ่ง มันก็คือใช่ แต่มันจะไปไกลขนาดไหน อันนี้ตาลก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วกัน”

จากคำตอบนี้ เราเชื่อเลยว่าเอยและตาลมองเห็นภาพเดียวกันจริง ๆ ถึงทำให้ทุกกระบวนการของแคมเปญนี้มีคุณค่าและมีคุณภาพอย่างมาก รวมไปถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใด ความคาดหวังให้ผลงานที่ทำออกมาส่งไปถึงผู้คนได้ตามที่ตั้งใจ ก็นับเป็นนิยามของความสำเร็จ

สำหรับตาลการที่ได้มาคอลแลบกับ Netflix ในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นและแสดงให้เห็นว่าสมใจพร้อมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นไปของสังคม โดยไม่ทิ้งความเป็นตัวตนและไม่ละเลยคนเบื้องหลังที่สำคัญ นั่นคือทุกคนในทีมที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาเป็นการร่วมงานที่สมบูรณ์ในครั้งนี้ เหมือนที่ตาลเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า 

“ในแง่การบริหาร การที่เราปรับให้ทันสมัยมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่มีค่ากว่าทุก ๆ อย่าง จากที่สมใจมาจากศูนย์ จนถึงทุกวันนี้ที่ทุกคนในครอบครัวเปิดรับเรื่องใหม่ ๆ รวมไปถึงความภูมิใจของทุกคนในทีม มันมีค่ามากจริง ๆ”

“ไม่รู้ว่าปลายทางจะสำเร็จหรือไม่ แต่ว่าแค่ได้มาถึงจุดนี้ ตาลก็ดีใจแล้ว”

คำกล่าวทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ของตาล ทำให้เราได้คำตอบของแบบฝึกหัดข้อนี้

ตอบ : Netflix x สมใจ = ความสำเร็จของการทำงานกันในรูปแบบชุดเครื่องเขียนเรื่อง มัธยมซอมบี้ ที่เต็มไปด้วยการเป็นที่พูดถึง การถูกจดจำ รวมไปถึงการทำงานร่วมกันของทีมงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณค่า มากเกินกว่าจะประเมินค่าได้

เสาะหาชุดเครื่องเขียน ‘เปิดตำรา วิชาเอาตัวรอด’ พร้อมคู่มือแนะนำวิธีใช้เครื่องเขียนเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ต่อกรกับซอมบี้ ทั้งสมุด ดินสอกด ไม้บรรทัด ยางลบ กระดาษโน้ต และแฟ้มพลาสติก ได้แล้ววันนี้ที่ร้านสมใจทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์, อาคารสยามกิตติ์, เซ็นทรัลพระราม 9, เซ็นทรัล สีลม คอมเพล็กซ์ และมาบุญครอง 

มาสัมผัสและเก็บภาพบรรยากาศห้องเรียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เชื้อไวรัสซอมบี้แพร่ระบาด พร้อมกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ที่หน้าร้านและออนไลน์ให้ได้ร่วมสนุก ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ร้านสมใจ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลป์ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load