“หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลไปจากความเจริญ ย่อมเป็นที่อยู่ของชีวิตเล็กๆ ที่อาจจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับคุณหรือใครก็ตามที่ต้องต่อสู้กับเรื่องราวใหญ่โต แต่ความหมายของชีวิต วัดกันด้วยถิ่นที่พวกเขาถือกำเนิด การได้รับการศึกษา การยกย่องจากสังคมอย่างนั้นหรือ เมื่อคุณอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง จะปล่อยเฉยโดยมิได้สนใจไยดีชีวิตอื่นในสังคมอื่นเลยละหรือ”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ข้อความด้านบนเป็นถ้อยคำของ นิพพานฯ ในคำนำของวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก อ่านดูแล้วคล้ายเป็นข้อความตัดพ้อเรื่องความไม่เท่าเทียม แต่ก็ดูเป็นคำเชิญชวนให้ออกเดินทางออกไปทำความรู้จักกับสถานที่และเรื่องราวที่เราไม่คุ้นเคย

The Cloud Journey 05 : ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นการเดินทางที่เกิดขึ้นก่อนฝนจะทิ้งช่วง เราชวนผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ไปทำความรู้จักเรื่องราวเล็กๆ ที่เป็นฉากหลังของวรรณกรรมเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ที่จังหวัดสงขลา

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ทริปนี้เราเดินทางพร้อม อาจารย์มกุฏ อรฤดี เจ้าของนามปากกานิพพานฯ ผู้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เจ้าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และผู้นำทางกิตติมศักดิ์ให้แก่พวกเรา โดยมี ม.ล.วราภา อุกฤษณ์ ผู้ตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นแขกรับเชิญพิเศษที่จะมาเล่าเบื้องหลังของหนังเรื่องนี้ 

ผีเสื้อและดอกไม้ ได้รับยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่มีคุณค่าที่สุดเล่มหนึ่งของไทย วรรณกรรมเล่มนี้กวาดรางวัลมากมาย และภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมเล่มนี้ก็ได้รางวัลทั้งในและต่างประเทศมากมายเช่นกัน 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

แต่ในทริปนี้สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นรายละเอียดเพียงส่วนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเรื่องราวเบื้องหลังของนักเขียนหนุ่ม (ในขณะนั้น) ที่เขาอยากจะเล่าผ่านน้ำหมึก ตัวตนของเขาที่ถูกสะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญชิ้นนี้ และวันเวลาครึ่งศตวรรษในอาชีพคนทำหนังสือที่มีเรื่องเล่าสนุกสนานไม่แพ้นิยายดีๆ 

ในวันแรกของทริป พวกเราล้อมวงที่ Misiem’s อาคารเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์โดย พี่เหมียว-เกล้ามาศ ยิบอินซอย เพื่อฟังเรื่องราวของอาจารย์มกุฏเมื่อครั้งยังเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ ณ อำเภอเทพา อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดสงขลา 

การนั่งสนทนาครั้งนั้น หลายคนมองหาความเป็นเด็กชายฮูยันในตัวของอาจารย์ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

เด็กชายมกุฏ 

“พ่อของผมไม่รู้หนังสือและแม่ของผมก็เรียนหนังสือถึงแค่ประถมสอง ผมเป็นลูกคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือ เพราะพี่ๆ โชคร้ายเกิดมาตอนที่มีสงครามและครอบครัวก็ยากจน” อาจารย์พูดถึงตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมคุณสมบัติในการที่จะเป็นคนสลักสำคัญ แต่ยังโชคดีที่มีพ่อและแม่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการเกิดมาในสถานะไหนก็ไม่สำคัญเท่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร

แม่ของอาจารย์เป็นนักค้าขายข้ามชาติทั้งๆ ที่ฟังภาษาต่างประเทศใดๆ ไม่ออกทั้งสิ้น แต่อาศัยว่าอำเภอเทพาอยู่ติดชายแดน จึงรับคลื่นวิทยุจากสิงคโปร์ได้ เมื่อฟังซ้ำๆ ทุกวัน เธอจึงจับใจความจากภาษาจีนได้ว่ามันเป็นการบอกราคารับซื้อยางพาราที่สิงคโปร์ เธอก็เลยรู้ว่าราคายางพาราที่สิงคโปร์ต่างจากไทยเท่าไหร่ แล้วทำราคาจากตรงนั้น จนกอบกู้ฐานะครอบครัวจากที่ยากจนขึ้นมาได้

ถึงแม้ตัวจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่แม่ของอาจารย์ก็เห็นความสำคัญของการศึกษา เมื่อครอบครัวมีฐานะดีขึ้นแล้ว แม่ก็เลยส่งอาจารย์ไปเรียนที่โรงเรียนแสงทองวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำในอำเภอหาดใหญ่ แม้จะเป็นโรงเรียนฝรั่งที่เข้มงวด แต่ก็มีขุมทรัพย์ใหญ่โตคือห้องสมุดประจำโรงเรียนที่มีนิตยสาร วารสารใหม่ๆ มาส่งทุกสัปดาห์

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

เมื่อได้ไปอยู่ในเมืองอาจารย์เลยมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือ หนังสือเล่มแรกที่เด็กชายมกุฏซื้อก็คือ ศรีธนญชัย ซื้อที่ร้านแพร่พิทยาในอำเภอหาดใหญ่ และก็เลือกซื้อแบบปกแข็งด้วย เพราะมันสวยกว่า 

“แม่ไม่ได้รวยแต่ก็ส่งไปเรียนโรงเรียนดีๆ เพราะคิดว่าควรจะให้ลูกไปได้แบบที่ควรจะไป แม่เข้าใจด้วยว่าชอบอ่านหนังสือ แต่ที่เทพาไม่มี ผมไปอยู่โรงเรียนประจำสามปี รู้สึกว่าเป็นสวรรค์ของเด็กเลย” อาจารย์พูดประโยคนี้ด้วยแววตาเป็นประกาย

หลังจากเรียนที่โรงเรียนประจำได้ 3 ปี อาจารย์ก็ขอแม่กลับบ้าน เพราะเกรงใจที่ค่าเล่าเรียนแพง อาจารย์มกุฏได้ไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมในอำเภอเทพาซึ่งเปิดมาได้แค่ 2 ปี และไม่มีห้องสมุด 

“ผมไปถามครู ครูบอกว่าไม่มีงบประมาณ ผมก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่างบประมาณคืออะไร ผมรู้แต่ว่าที่นี่ควรจะมีหนังสือ สัปดาห์ต่อมาผมก็เริ่มรวบรวมค่าขนมจากเพื่อนที่อยากอ่านหนังสืออีก 8 คน สมัยนั้นเราได้วันละ 1 บาท ทุกวันมันต้องใช้ มันจำเป็น เด็กต้องกินขนม แต่ก็ยอมอดขนมแล้วเรี่ยไรกันมาได้เงิน 9 บาท ไปซื้อนิตยสารได้ 4 ฉบับ นั่นเป็นห้องสมุดแรกที่ผมทำ ตอนนั้นอายุ 13 ปัจจุบันนี้โรงเรียนนั้นมีหนังสือเป็นหมื่นเล่มจากการเรี่ยไรกันเอง โดยใช้เวลาทั้งหมด 25 ปี มันไม่ยุติธรรมเลย เด็กในเมืองมีหนังสืออ่านเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เด็กในเทพาไม่มีสิทธิ์อ่านหนังสือ ไม่มีหนังสือให้อ่าน เพราะรัฐบาลไม่มีงบประมาณให้แก่โรงเรียนในชนบท

“จากนั้นผมก็ตั้งใจว่าผมจะทำให้ทุกคนในประเทศไทย อ่านหนังสือให้ได้”

คนทำหนังสือ

เราเรียกอาจารย์มกุฏว่าอาจารย์ แต่กว่าครึ่งชีวิตการทำงาน อาจารย์ไม่ได้เป็นอาจารย์แม้จะจบวิชาครูมาก็ตาม อาจารย์ตั้งใจเดินทางบนเส้นทางของนักเขียนผู้พยายามจะไปสู่การเป็นบรรณาธิการ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนอ่านหนังสือ

เด็กหนุ่มชื่อมกุฏในวัย 16 ปี หอบหิ้วความรู้สึกไม่ยุติธรรม ที่ชาวบ้านไม่มีหนังสืออ่าน มาทำงานที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง แล้วต่อมาก็ได้เป็นนักเขียนบทความเรื่องการเมือง และใช้นามปากกาว่า นิพพานฯ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อาจารย์เล่าถึงนามปากกานี้ว่า “เมื่อเรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูสงขลาผมทำหน้าที่บรรณาธิการ พอต้องหานามปากกาใหม่ก็เปิดพจนานุกรม เจอคำว่านิพพาน เป็นคำที่ดูสวยและเสียงก็เพราะ พอเปิดดูความหมายก็เห็นว่าเรายังไปไม่ถึง แต่ว่าอยากจะใช้แล้ว ก็เลยเอาอย่างนี้ดีกว่า ยังไม่นิพพานก็ใส่ไปยาลน้อยเข้าไป ขณะนั้นอายุ 17 – 18 ปี เริ่มเขียนให้สำนักพิมพ์การเมืองทั้งหลายแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้กับต้นฉบับการเมืองเท่านั้น แต่พอใช้ไปแล้วมันดังมาก ขนาดจอมพลประภาสส่งคนมาตาม ก็เลยคิดว่าควรใช้หากินต่อไป พอเขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง ทุ่งดอกไม้ก็ เลยใช้นามปากกานี้และก็ใช้เรื่อยมา

“ผลงานชิ้นแรกที่ได้ตีพิมพ์ ผมเขียนตอนอายุ 19 และเขียนแบบที่เป็นชาวบ้าน ผมเป็นคนต่างจังหวัด ก็เลยมีสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ไม่เห็น แต่ผมเห็น ผมเห็นว่าคนของเราขาดโอกาส ไม่มีหนังสืออ่าน ไม่มีความรู้ จึงต้องเป็นกรรมกรที่ต้องแบกของจนกระทั่งแก่ และตายไป ไม่มีโอกาสให้เขาได้ทำอย่างอื่นเลย มันไม่ยุติธรรม”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

เมื่อเริ่มออกเดินก้าวแรกตอนอายุ 19 ปี อาจารย์ก็เริ่มมีความหวังว่าอยากจะเขียนจนเปลี่ยนแปลงอะไรได้ “แต่ความหวังนั้นก็เหมือนลูกคลื่น” อาจารย์บอก “เดี๋ยวก็มีหวังเดี๋ยวก็หมดหวัง ผมมีความหวังมาเป็นระลอกจนถึงวันนี้ ด้วยเรื่องเดียวคืออยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ” 

คลื่นความหวัง

ช่วงปี 2514 – 2528 อาจารย์ได้เปลี่ยนบทบาทจากคนทำบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ไปเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ซึ่งก็ยังคงตอบโจทย์เรื่องการอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ แล้วก็ยังเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์เขียนและพิมพ์วรรณกรรม ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา

“ผีเสื้อและดอกไม้เปลี่ยนชีวิตอาจารย์ไปอย่างไรบ้าง” มีคนถาม

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

“มันทำให้ผมต้องเปิดเผยตัวมากขึ้น ทำให้ผมไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้หนังสือมีชื่อเสียง และทำให้คนได้อ่าน” อาจารย์ตอบ

ปี 2521 วรรณกรรม ผีเสื้อและดอกไม้ ตีพิมพ์ครั้งแรก และได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือแห่งชาติในปีเดียวกัน

ปี 2528 ผีเสื้อและดอกไม้ กลายมาเป็นภาพยนตร์ โดย ยุทธนา มุกดาสนิท และได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 7 รางวัล รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีเดียวกันกับที่ออกฉาย

ปี 2562 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกหยิบยืมจากหอภาพยนตร์แห่งชาติโดย ม.ล.วราภา อุกฤษณ์ เจ้าของรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ มาฉายให้พวกเราหลายคนได้ดูเป็นครั้งแรก และหลายคนก็ถือโอกาสได้นึกถึงวันเก่าๆ ณ a.e.y.space ของ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอายุ 35 ปีแล้ว แม้บรรยากาศในเรื่องจะดูเก่าไม่คุ้นตา แต่เรื่องราวในภาพยนตร์ก็ยังเข้ายุคเข้าสมัย เรื่องราวของระบบการศึกษาที่มีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดในการเข้าถึงมากมาย จนทำให้แม้คนที่อยากจะลืมตาอ้าปากก็เรียนหนังสือไม่ได้ เรื่องราวของชาวมุสลิมที่มีความเชื่อและความหมายที่งดงาม เรื่องความรักแบบเด็กๆ ของฮูยันและมิมปี ก็ยังทำให้คนดูยิ้มเขินได้ไม่ว่าจะยุคไหน และฉากกองทัพมดบนหลังคารถไฟตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก ก็ทำให้ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องในยุคนี้ถึงกับต้องอาย

หลังจากฉายภาพยนตร์จบ อาจารย์มกุฏถึงกับบอกว่า “ผมไม่เคยผิดหวังเลย ทุกครั้งที่ได้ดูก็ยังรู้สึกว่าดีอยู่ มีภาพยนตร์น้อยเรื่องที่ทำให้วรรณกรรมดีขึ้น และภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้วรรณกรรมดีขึ้นมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีส่วนทำให้หนังสือมีชื่อเสียง ได้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียน และก็ได้ตีพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” 

บ้านเกิดของผีเสื้อ

วันที่สองของการเดินทาง อาจารย์มกุฏพาพวกเราไปที่อำเภอเทพา บ้านเกิดของอาจารย์ และบ้านเกิดของ ผีเสื้อและดอกไม้

ระหว่างทาง อาจารย์พาพวกเราไปหยุดที่ทุ่งกว้างแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันไม่มีอะไร แต่เมื่อปี 2518 มันมีความเงียบ ที่อาจารย์บอกว่ามันทำให้เขามีความสุขมาก 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

บ้านกลางทุ่ง ที่ด้านหลังเป็นภูเขาและด้านหน้าเป็นทะเล อยู่ในพื้นที่ซึ่งยุคนั้นเรียกว่าพื้นที่สีชมพู เนื่องจากบริเวณชายแดนอย่างอำเภอเทพามีการจับกุมการขนยาเสพติดเป็นจำนวนมาก รัฐจึงกำหนดให้เป็นพื้นที่อันตราย แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันยังเป็นบ้านและชุมชนที่ยังคงต้องช่วยเหลือและดูแลกันและกัน

“ชาวบ้านจะจัดเวรกันมานอนเป็นเพื่อนผมวันละสองคน เย็นๆ ก็จะเดินข้ามทุ่งมา มีปืนคนละกระบอก ผมอยู่ตรงนี้เวลามีคนจะคลอดลูกก็ชอบมีคนมาตามให้ผมไปช่วย ใครทำผิดมาก็ชอบมาขอหลบ แต่รวมๆ แล้วที่นี่เป็นบ้านที่เงียบ สงบ ผมอยู่ที่นี่แล้วมีความสุขมาก”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

หลังจากอยู่ที่นี่เพื่อจะได้ใกล้ชิดแล้วก็เฝ้าดูความเป็นอยู่ของผู้คนนาน 1 ปี อาจารย์ก็ใช้เวลาเพียง 11 คืนในการเขียนต้นฉบับ ผีเสื้อและดอกไม้ และบ้านหลังนี้ก็โดนรื้อออกตามคำสั่งของแม่ของอาจารย์ ตอนที่อาจารย์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปส่งต้นฉบับ 

แม้บ้านกลางทุ่งจะไม่อยู่แล้ว แต่หลายฉากสำคัญและเรื่องราวของ ผีเสื้อและดอกไม้ ยังคงอยู่ 

โรงเรียน

ที่ต่อมาที่พวกเราไปแวะคือโรงเรียนเทพา ซึ่งเป็นโรงเรียนของฮูยัน ที่ที่ฮูยันเอาไอศครีมแท่งมาขายและเป็นที่ที่ทำให้ฮูยันได้รู้จักกับมิมปี 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ในเรื่อง ฮูยันได้ปลูกต้นหูกวางเอาไว้ที่โรงเรียนต้นหนึ่ง ในวันที่ทางโรงเรียนกำหนดให้เป็นวันต้นไม้ เขาดูแลรักษาต้นหูกวางต้นนั้นจนวันที่เขาต้องออกจากโรงเรียนไป 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ที่โรงเรียนวันนี้ก็มีต้นหูกวาง แต่ก็ไม่มีอะไรบอกได้ว่ามันเป็นต้นหูกวางของฮูยันหรือเปล่า 

สถานีรถไฟ

ห่างจากโรงเรียนไป 1 กิโลเมตรเป็นสถานีรถไฟเทพา และบ้านที่อยู่ในวัดของฮูยัน พ่อ และน้องๆ ของเขา สถานีรถไฟเทพาเป็นสถานีเล็กๆ แม้เราจะไม่ได้เจอกองทัพมด และความคึกคักของสถานีที่บรรยายในหนังสือก็แทบไม่เหลือให้เห็น แต่เรื่องสนุกคือการนั่งมองรถไฟขบวนต่างๆ ที่ยังคงผ่านมาและผ่านไปเพื่อขนผู้คน สัมภาระ ความหวัง และความฝัน ขึ้นเหนือล่องใต้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา
ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ทางรถไฟที่ผ่านสถานีเทพาเป็นทางรถไฟสายมลายูที่ผ่านจากชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ไปจนถึงช่องเขาขาดที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเส้นทางขนอาวุธในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเส้นทางที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย แต่ทุกวันนี้สถานีเทพาก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ บนเส้นทางที่ไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว

นอกจากพวกเรา อาจารย์จึงได้เชิญผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรมให้มารู้จักสถานีรถไฟเทพาด้วย เพื่อจะเสนอให้พัฒนาอำเภอเทพาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวรรณกรรม โดยการบูรณะของเดิมให้น่าท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้อำเภอเทพาไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่าน ชาวบ้านก็จะได้มีรายได้มากขึ้น ผู้คนก็จะได้มีโอกาสมากขึ้น 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

สถานีรถไฟเทพาเป็นสถานีที่สวยมาก ทางเข้าสถานีเป็นทางโค้ง และทางออกก็เป็นทางโค้ง ซึ่งเมื่อพ้นโค้งไปจะเห็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเทพาสีดำตัดกับฟ้าใสๆ เป็นภาพที่น่าลงอินสตาแกรมสุดๆ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

สะพานนี้มีความพิเศษและเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง ทั้งในสมัยนั้นและในสมัยนี้ เพราะว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ไม่มีตอม่อกลางสะพาน แต่ยังรับน้ำหนักมหาศาลของรถไฟได้ สะพานนี้สร้างโดยวิศวกรชาวเยอรมัน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้ขนของจากเมืองหลวงไปขายที่ประเทศมาเลเซีย 

อาจารย์มกุฏบอกว่า “สมัยผมเป็นเด็ก สะพานนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลกของผมเลย แล้วถ้าคุณยืนตรงใต้สะพาน เวลาที่รถไฟวิ่งผ่าน คุณจะได้ยินเสียงที่แรงสั่นของสะพานไปกระทบกับน้ำทำให้เป็นเสียงบรรเลงที่ไพเราะมาก” 

คนเทพา

ผู้คนที่อำเภอเทพาตื่นเต้นมากกับการมาเยือนของคนสำคัญอย่างอาจารย์มกุฏ ทุกคนที่เราพบ ล้วนแต่เล่าให้ฟังถึงความเกี่ยวข้องของเขา หรือคนที่เขารู้จัก กับภาพยนตร์ ผีเสื้อและดอกไม้ กันทั้งนั้น บางคนอยู่ในหนัง บางคนเคยเดินผ่านฉาก บางคนเคยได้ยินเรื่องเล่า บางคนถึงกับเคยทำอาหารส่งกองถ่าย

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ถึงเราจะเห็นว่าวันนี้ทุกคนดูมีความสุข แต่อาจารย์กลับบอกว่า “คนเทพาเคยมีความสุขกว่านี้ วันนี้ผมเห็นว่าเขามีความทุกข์ เพราะการพัฒนาที่ไม่ใส่ใจความเป็นอยู่ของชาวบ้าน” 

ตอนนั่งเรือเที่ยวแม่น้ำเทพา พวกเรามีแขกพิเศษเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อปกป้องเทพา ทั้งคุณหมอ นักข่าวท้องถิ่น และชาวบ้านธรรมดาที่กำลังจะถูกยึดบ้านเพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างโรงไฟฟ้า คนธรรมดาเหล่านี้ต้องต่อสู้กับอำนาจและความสำคัญของเรื่องที่คนทั่วไปบอกว่ายิ่งใหญ่และสำคัญกว่า แต่ใครจะคิดบ้างว่าอะไรจะยิ่งใหญ่และสำคัญไปกว่าบ้าน และอนาคตของลูกหลานของตัวเอง

ช่วงนี้ทำให้เราเห็นความไม่ยุติธรรมที่อาจารย์พูดถึง และเห็นความตั้งใจแก้ปัญหาจากคนที่สร้างโอกาสขึ้นมาด้วยตัวเองอย่างอาจารย์มกุฏ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อาจารย์บอกตัวแทนชุมชนที่มาพบว่า “ถ้าทุกคนในชุมชนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่เอา ก็คงไม่มีใครทำอะไรได้ แต่วันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะยังมีคนที่ยังไม่ได้ข้อมูลของสิ่งที่จะเกิดขึ้น และไม่มีความรู้ความเข้าใจ มันไม่ใช่ความผิดของเขา มันเป็นความไม่ยุติธรรมที่ทุกคนไม่เท่าเทียม พวกเราต้องส่งเสริมความรู้ แทนที่จะใช้ความรุนแรง เพราะความรุนแรงมันไม่ช่วยอะไรเลย”

“แด่ความรักต่อกัน ความหมาย และการมีชีวิต” เป็นคำโปรยที่อยู่ในหนังสือ ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นสิ่งที่อาจารย์บอกว่าอยากบอกผ่านตัวละคร และเราว่ามันเป็นบทสรุปของสิ่งที่พวกเราได้มาพบเจอที่เทพาวันนี้  “ถ้าเราเข้าใจสามอย่างนี้เราก็คงจะอยู่กันอย่างปกติสุข” อาจารย์ฝากไว้ให้คิด

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

พวกเราเที่ยวเล่นอยู่ที่เทพากันทั้งวัน จนทำให้คิดถึงเด็กๆ ในเรื่องที่ไม่ควรจะต้องมีความกังวลอะไร แต่สถานการณ์ชีวิตไม่อนุญาตให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น แม้ทั้งวันจะมีแดดจ้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ฮูยันก็มาทักทายเราบ้างเป็นระยะๆ ในรูปแบบของสายฝน (ฮูยัน แปลว่า ฝน แต่มิมปีแปลว่าอะไรอาจารย์บอกว่าจำไม่ได้) คนที่นั่นบอกว่าเป็นปกติของภาคใต้ที่ฝนจะมาเร็วไปเร็ว ฟังดูคล้ายกับความเจริญอันไม่ยั่งยืนที่ใครก็ตามพยายามจะยัดเยียดให้เทพา

ร้านหนังสือเล็กๆ

วันสุดท้ายของการเดินทาง หลังจากพลาดข้าวยำโบราณที่พวกเราหมายมั่นปั้นมือเพราะร้านปิดวันจันทร์ เราก็ไปรวมตัวกันที่ร้านหนังสือเล็กๆ ของ อริยา ไพฑูรย์ อดีตบรรณาธิการวรรณกรรมเยาวชนที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เพื่อฟังเรื่องราวของ ผีเสื้อและดอกไม้ กันต่อ

ร้านหนังสือเล็กๆ

ราว 20 ปีก่อน มีร้านหนังสือเล็กๆ เกิดขึ้นที่ถนนพระอาทิตย์ ในกรุงเทพฯ ความลับหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อนก็คือ อาจารย์มกุฏมีส่วนสำคัญกับร้านนี้ คือเป็นคนตั้งชื่อร้าน ช่วยออกทุน และเป็นคนขนหนังสือไปวางขาย 

“ชื่อร้านผมว่ามันต้องแปลก ก็เลยให้ชื่อว่าร้านหนังสือเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าดี แต่ชื่อที่แปลกนี้กลับกลายเป็นอุปสรรค เพราะเวลาสั่งซื้อหนังสือจากสายส่ง สายส่งจะลดเปอร์เซ็นต์ให้เราน้อย เพราะคิดว่าร้านหนังสือเราเล็ก” อาจารย์เล่าให้ฟังสนุกๆ พร้อมบอกว่าถ้าเปิดร้านหนังสืออีกจะตั้งชื่อว่า “ร้านหนังสือใหญ่ๆ” 

Know a book from its cover 

ที่ร้านหนังสือเล็กๆ อาจารย์มกุฏเล่าให้เราฟังเรื่องการทำหนังสือ ผีเสื้อและดอกไม้ ผ่านเรื่องของ ‘ปก’ ทั้งที่ใครๆ ก็บอกว่าอย่าเอาปกมาตัดสินหนังสือ แต่อาจารย์มกุฏบอกว่า “หนังสือที่ดีต้องงามตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงเรื่องราวข้างใน”

เราคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เคยรู้ว่าการทำปกหนังสือมันจะมีเรื่องราวมากมายขนาดนี้ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ปกที่สร้างคนสำคัญ

การพิมพ์ครั้งที่หนึ่งของ ผีเสื้อและดอกไม้ อาจารย์มกุฏเปิดโอกาสให้คนอย่างน้อย 2 คนได้กลายมาเป็นคนสำคัญในวงการหนังสือทุกวันนี้ 

คนแรกคือ ช่วง มูลพินิจ ผู้วาดรูปประกอบให้ และเขาเพิ่งจะได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติไปเมื่อ 2 ปีก่อน และ ปกรณ์ พงศ์วราภา (ผู้ก่อตั้งนิตยสาร GM) ผู้ดูแลรูปเล่ม ผู้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานคนทำหนังสือในปัจจุบัน

ตอนนั้นทั้งสองยังคงเป็นมือใหม่ในวงการ อาจารย์มกุฏยังยอมรับเองว่าทั้งปกและการวางรูปเล่มก็ยังไม่ได้ถูกใจที่สุด แต่มันก็มีเรื่องที่ให้ทั้งเขาและทีมงานได้เรียนรู้มากมาย 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

อีกคนหนึ่งที่ได้โอกาสครั้งแรกๆ เป็นการทำปกหนังสือผีเสื้อและดอกไม้คือ อภิชัย วิจิตรปิยกุล เขาเข้ามาทำงานตอนเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เพิ่งจบจากศิลปากร ปกที่เขาทำแม้อาจารย์จะรู้สึกว่ามันไม่ลงตัว แต่อาจารย์ก็ให้โอกาส และสิบกว่าปีต่อมา อภิชัยก็ได้ฝากผลงานมาสเตอร์พีซเอาไว้อีกเยอะมาก พวกปกของผีเสื้อที่เป็นภาพคนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเขา

อาจารย์เล่าว่า เวลาที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำปกจะวาดรูปขนาดใหญ่มากด้วยสีอะคริลิกหรือไม่ก็วาดสีน้ำมัน 

“เราคงจะเป็นสำนักพิมพ์เดียวที่เหลือในโลกนี้กระมังที่ใช้รูปวาดสีน้ำมันเป็นปก ด้วยวัตถุประสงค์ให้มันเป็นปก ไม่ใช้วาดไว้ทำอย่างอื่นแล้วค่อยเอามาใช้ มันละเอียดเสียจนบางทีศิลปินกลัว มีหลายแห่งไม่รับทำงานให้ เพราะบอกว่าเราจู้จี้เกินไป”

ปกที่ผิดพลาด

แม้จะตั้งใจทำปกด้วยความประณีตบรรจง แต่บางทีก็ยังเกิดความผิดพลาด อย่างในการพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โทรมาขอพิมพ์ 300 เล่ม เพื่อเอาเข้าห้องสมุดทั่วกรุงเทพฯ การพิมพ์ครั้งนั้นอาจารย์พิมพ์ทั้งหมด 500 เล่ม และทำเป็นปกแข็งพิมพ์ทอง แต่ด้วยความเร่งรีบเลยมีความผิดพลาดเรื่องการจัดวางโลโก้สันปกซึ่งควรจะอยู่ส่วนบนของสัน กลับโดนเลื่อนลงมาด้านล่างจนผิดสัดส่วน แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อจัดพิมพ์เสร็จแล้ว อาจารย์ก็ส่งให้พลตรีจำลอง 300 เล่ม ตามที่สั่ง และอาจารย์เก็บไว้เอง 200 เล่ม แม้ผลที่ออกมาอาจารย์จะไม่ค่อยพอใจ แต่ด้วยครั้งนี้พิมพ์จำนวนน้อย แถมมีตำหนิ ก็เลยทำให้เป็นของหายาก 

อริยา ไพฑูรย์ อดีตบรรณาธิการวรรณกรรมเยาวชน

ในเวลาต่อมา หนังสือเล่มนี้มีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 122 บาทเมื่อปี 2534 ในขณะที่เมื่อปีที่พิมพ์ปี 2522 หนังสือเล่มนี้ราคาเพียงราคา 22 บาท 

การพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2533 ก็เป็นเล่มที่หายากที่สุดในบรรดา ผีเสื้อและดอกไม้ ทั้งหลาย เนื่องมาจากรูปปกที่อาจารย์เลือกใช้ดูผิดจาก ผีเสื้อและดอกไม้ ที่เคยมีมา คือเป็นรูปคล้ายจริงของผู้ชายที่มีปีกผีเสื้อ อาจารย์บอกว่าเลือกมาตามความชอบของตัวเอง โดยลืมไปว่าสิ่งที่ตัวเองชอบมักจะล่วงหน้าไป 10 ปี การพิมพ์ครั้งนั้นสายส่งสั่งมา 10,000 เล่ม โดยไม่รู้ว่าเป็นปกแบบนี้ เมื่อสายส่งเห็นปกหนังสือที่พิมพ์เสร็จแล้วก็มาขอลดราคา อาจารย์จึงไม่ขายและขอคืนทั้งหมด หนังสือล็อตนี้โดนฝังดินไป 9,900 เล่ม  

“ผมโกรธร้านหนังสือ ที่เอาสิ่งผิดปกติของหนังสือไปเป็นเครื่องต่อรองราคา” อาจารย์เล่าเหตุผลให้ฟัง 

แล้วอาจารย์ก็เริ่มขาดทุนในเรื่องการทำหนังสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะเมื่อไม่พอใจอะไร ก็เอาหนังสือไปฝัง (สถานที่ฝังคือ ในสำนักงานที่สุขุมวิท ซอย 24 ตอนนี้ที่ดินตรงนั้นแพงมาก) แต่สิ่งที่ไม่โดนฝังไปด้วยคือแรงใจในการทำหนังสือต่อไปของอาจารย์ “ความผิดพลาดมันก็มีทุกปี ทำให้เรียนรู้ในการแก้ปัญหา” 

ปี 2538 สำนักพิมพ์ผีเสื้อและดอกไม้ขาดทุนอย่างหนักและเป็นหนี้อยู่ 19,053,000 บาท เวลานั้นอาจารย์ยอมรับความช่วยเหลือจาก ‘พี่ปู’ นักธุรกิจที่รักหนังสือ และได้รับอนุญาตให้เข้ามาช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามมีเงื่อนไขกับการช่วยครั้งนี้ พี่ปูเคลียร์หนี้ให้อาจารย์เพียงชั่วข้ามคืน และขอให้อาจารย์มกุฏทำหนังสือเพื่อคนอ่านต่อไป อาจารย์บอกว่า “ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธ์มีจริง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะเลิกทำหนังสือไม่ได้แล้ว”

ปกแบบญี่ปุ่น

ปี 2528 ผีเสื้อและดอกไม้ ถูกพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 เป็นการพิมพ์หลังจากที่มีภาพยนตร์แล้ว ในหนังสือที่พิมพ์ครั้งนั้นปรากฏชื่อคนออกแบบปกและรูปเล่มว่า ‘โคบุตะ’ 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

โคบุตะคือใคร 

“คือก่อนหน้านั้นมีหนังสือพิมพ์วิจารณ์ว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อทำหนังสือเชย ออกแบบปกก็เชย ผมก็เลยเปลี่ยนชื่อคนออกแบบให้เป็นโคบุตะ” 

แล้วได้ผลไหม

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี

“ในอีกสองเดือนต่อมาคนวิจารณ์คนเดิมเขียนว่าหลังๆ นี้หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อออกแบบดีขึ้นมาก หลังจากได้นักออกแบบมาจากญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่คนออกแบบก็คนเดิมนั่นแหละ ผมแค่เปลี่ยนชื่อให้เขา” 

ปกแบบญี่ปุ่น (จริงๆ)

ในการพิมพ์ครั้งที่ 7 ปี 2530 ผีเสื้อและดอกไม้ ใช้รูปของ CHIHIRO IWASAKI เป็นปก อาจารย์บอกว่าชอบเพราะรู้สึกว่ารูปของเขามีชีวิต แล้วการพิมพ์อีกหลายครั้งต่อมาก็มีการหยิบรูปของ CHIHIRO มาใช้อีกบ้าง ความน่าสนใจของการใช้ภาพจากศิลปินคนนี้อยู่ตรงการไม่ใช่รูปที่วาดขึ้นมาใหม่ตามการตีความหนังสืออย่างการออกแบบปกหนังสือปกติ แต่เป็นการเลือกรูปที่มีอยู่แล้วและเข้ากับหนังสือมาใช้แทน อย่างไรก็ตาม ในการพิมพ์ครั้งที่ 9 อาจารย์ก็ได้จัดการรวมตัวของศิลปินญี่ปุ่นสองท่านเอาไว้ด้วยกัน การพิมพ์ครั้งนั้นใช้ภาพของ CHIHIRO และออกแบบรูปเล่มโดย โคบุตะ เจ้าเก่า  

ผีเสื้อและดอกไม้ ตีพิมพ์มาแล้วทั้งหมด 21 ครั้ง 

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

พิมพ์ครั้งล่าสุด 

ในโอกาสครบรอบ 44 ปี และโอกาสที่จะมีการจัดทริปตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นครั้งแรก อาจารย์ก็เลยจัดพิมพ์ ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งใหม่เพื่อเอามาแจกในทริป เป็นการพิมพ์หนังสือที่มีคอนเซปต์เยอะมากตามประสาคนช่างคิดและช่างประดิษฐ์หนังสือ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ความพิเศษเริ่มมาตั้งแต่ปกติแล้วสำนักพิมพ์ผีเสื้อจะไม่แปลและพิมพ์หนังสือที่ต้องแข่งกับเวลา เพื่อให้เห็นภาพ อาจารย์เล่าว่า “เคยมีคนเสนอต้นฉบับ Harry Potter ให้สำนักพิมพ์ผีเสื้อพิมพ์ ผมดูแล้วบอกว่าออกเร็วไม่ได้ หนังสือแบบนี้ต้องใช้เวลาสิบปีในการทำ” แต่สำหรับ ผีเสื้อและดอกไม้ เล่มพิเศษนี้อาจารย์ทำให้พวกเราได้ในเวลาเพียง 1 เดือน 

เนื่องจากทริปนี้เป็นการมาเยือนจุดเริ่มต้นของ ผีเสื้อและดอกไม้ อาจารย์จึงเลือกการเอาหนังสือที่พิมพ์ครั้งที่ 1 มาชุบชีวิตใหม่ โดยวิธีสแกนหนังสือทีละหน้าเพื่อไปสั่งพิมพ์เท่าจำนวนที่เราต้องการ ร้านที่รับพิมพ์ให้ก็ใช้ความประณีตบรรจงในการรีทัช เก็บร่องรอยทุกหน้าจนกริบเหมือนหนังสือที่พิมพ์ใหม่ 

สำหรับหน้าปกก็เช่นกัน อาจารย์ใช้วิธีสแกนและรีทัชเพื่อเก็บรายละเอียด และคิดวิธีพิมพ์ใหม่ๆ อย่างการเล่นกับแสงมุม ที่จะต้องพลิกหนังสือให้กระทบแสงจึงจะเห็นเส้นขาวๆ บนปกสะท้อนขึ้นมาเป็นรูป 

“ผมก็ไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ชอบอะไรที่มันเห็นไม่ชัด มันจะรู้สึกอึดอัด แต่ก็ยอมเพราะอยากทำให้เห็นว่าจะให้ทำอะไรเวลาสั้นๆ ผีเสื้อก็ทำได้” อาจารย์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ความพิเศษอีกอย่างคือสันโค้งที่มีสี อาจารย์เล่าว่า ช่างทำริมแบบนี้มีที่ฝีมือดีเหลืออยู่คนเดียว และราคาขึ้นทุกวัน ถ้ารีบด่วนจะแพงมาก นอกจากจะเป็นเรื่องของความสวยงามแล้ว สันที่โค้งๆ ยังทำให้จับง่าย เวลานอนอ่านแล้วทำตกก็ไม่จิ้มตา หนังสือที่มีน้ำหนักถ้าสันไม่โค้งเวลาจับแล้วจะเจ็บ สันโค้งทำให้เราถือหนังสือได้นานขึ้นแล้วก็ไม่เจ็บ เป็นวิธีโบราณมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 

และกิมมิกสุดท้ายที่เรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อยคือ ริบบิ้นมีสองเส้น สีชมพู และสีฟ้า สีชมพูหมายถึงดอกไม้ และสีฟ้าก็คือสีที่มิมปีชอบ เพิ่มความโรแมนติกเข้าไปอีกด้วยคำอธิบายของอาจารย์ที่บอกว่า “ริบบิ้นสองเส้นเพิ่งค้นพบปีนี้เอง เพราะรู้มาว่าหนังสือ 1 เล่มถ้าอ่าน 2 คนริบบิ้นเส้นเดียวมันไม่พอ”

ชีวิตวัยเยาว์ของ มกุฏ อรฤดี บนเส้นทางการเดินทางตามรอย ผีเสื้อและดอกไม้ ครั้งแรกยังสงขลา

ก่อนจะแยกย้ายกันที่ร้านหนังสือเล็กๆ พวกเราหลายคนก็ได้อุดหนุนหนังสือกันไปกองใหญ่ พร้อมทั้งมองหนังสือในมือเปลี่ยนไปกันทุกคน 

ทริปนี้เราไม่ได้แค่มารู้จักกับเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ แต่ยังได้มาสัมผัสความตั้งใจของอาจารย์มกุฏที่อยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการทำหนังสือ

ทุ่งดอกไม้ที่ฮูยันตั้งใจจะปลูกก็คงเหมือนหนังสือดีๆ มากมายที่อาจารย์มกุฏตั้งใจสร้างให้ผีเสื้ออย่างพวกเรา หน้าที่ของผีเสื้อที่ทำได้หลังจากชื่นชมดอกไม้ก็คือ ช่วยเอาเกสรไปกับตัว แล้วก็พามันไปทำประโยชน์ให้แก่ดอกไม้ดอกอื่นต่อๆ ไป

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

16 กุมภาพันธ์ 2562
9 K
The Cloud X SCATH

คอกาแฟทั้งหลาย คุณรู้จักกาแฟดีแค่ไหน

ช่วงฤดูหนาวต้นปีแบบนี้ อากาศและเมฆหมอกเป็นใจ เราจึงชวนผู้อ่าน The Cloud เดินทางไปสำรวจโลกของกาแฟ ผ่านการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง ในทริป The Cloud Journey 04 : Full Moon Coffee ที่อมก๋อย อำเภอเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ใต้สุดของจังหวัดเชียงใหม่

ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน 6 ผู้ร่วมทริปและทีมงานอีกหลายสิบชีวิต ได้ร่วมกันสำรวจ เรียนรู้และทำความเข้าใจโลกของกาแฟทุกขั้นตอน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของผลกาแฟในผืนป่า ผ่านกระบวนการแปรรูปอันซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากมาย กว่าจะกลายมาเป็นกาแฟอุ่นๆ ให้ได้ลิ้มลองสักแก้ว

กาแฟ

ไม่ใช่แค่โลกของกาแฟเท่านั้น The Cloud Journey ครั้งนี้ เราได้เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่า สายน้ำ ต้นกาแฟและคนดูแลป่าที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะคนปกปักษ์รักษา ผืนป่าจึงอุดมสมบูรณ์และนำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้าน

น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งต้นน้ำบนยอดดอยเหล่านี้ ซึมซาบไปตามพื้นดิน ให้แร่ธาตุและความชุ่มชื้นแก่ต้นกาแฟที่ปลูกขึ้นเพื่อช่วยฟื้นฟูผืนป่า กาแฟอมก๋อยรสชาติดีเพราะดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ นี่คือวงจรแห่งชีวิตที่หมุนเวียนเป็นวัฏจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์

กาแฟ กาแฟ

ทริปสำรวจสำรวจโลกกาแฟถึงถิ่นกำเนิดบนยอดดอยครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปพบกันที่งาน Thailand Coffee Fest 2019 : Sip to Start “เริ่มจิบ…ไม่รู้จบ” มหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Southeast Asia ที่ The Cloud จัดขึ้นร่วมกับ สมาคมกาแฟพิเศษไทย ระหว่างวันที่ 14 – 17 มีนาคม 2562 ณ อิมแพค เอกซิบิชั่นฮอลล์ 5 – 6 เมืองทองธานี  

สัมผัสกลิ่นและรสชาติของกาแฟ

จากตัวเมืองเชียงใหม่ เราแวะจิบกาแฟกันที่สวนสนบ่อแก้ว และบาริสต้าผู้มาดริปกาแฟท่ามกลางต้นสนนับพันที่เรียงรายไปจนลิปตาคือ พี่ตู๋-ต่อพงศ์ ตันตราภรณ์ เจ้าของแบรนด์ Espressoman Supply หนึ่งในวิทยากรหลักของทริปนี้

พี่ตู๋ดริปกาแฟ 3 แบบให้พวกเราชิม คือกาแฟคั่วเข้ม คั่วกลาง และคั่วอ่อน พร้อมกับสอนวิชาจิบกาแฟ 101 ให้รู้จักรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันของกาแฟแต่ละแบบ

กาแฟ

กาแฟ

การสัมผัสรสชาติและกลิ่นของกาแฟ เริ่มจากการดม โดยสูดลมหายใจช้าๆ เข้าไปสุดขั้วปอด อั้นไว้ 1 วินาที หายใจออกช้าๆ แล้วพยายามจินตนาการว่าเราได้กลิ่นอะไรในแวบแรก จากนั้นชิมโดยซดกาแฟเข้าไป อมไว้ในปาก 1 วินาทีแล้วกลืน พี่ตู๋อธิบายว่าการชิมกาแฟแบบจริงจัง ต้องแยกเรื่องกลิ่นและรสชาติออกจากกัน

เพราะของบางอย่าง ถ้าเอามือปิดจมูกแล้วชิม เราจะไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ากินกีวีและมะละกอโดยปิดจมูกไว้ เราจะแยกไม่ออกเลยว่าชิ้นไหนกีวี ชิ้นไหนมะละกอ เพราะลิ้นของเราจะรับรสได้แค่ว่ามันเปรี้ยวหรือหวาน ต้องอาศัยการได้กลิ่นเฉพาะตัวของมันด้วย จึงจะสามารถจำแนกได้ว่าสิ่งที่อยู่ในปากคืออะไร กาแฟก็เช่นกัน

หลังจากชิมกาแฟทั้ง 3 แบบ ผู้ร่วมทริปแต่ละคนได้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ถั่วนึ่ง รากไม้ มะขามเทศ ไปจนถึงกลิ่นดิน และกาแฟแต่ละแบบก็มีรสชาติผสมผสานหลากหลายในระดับที่ไม่เท่ากัน ทั้งขมมาก เปรี้ยวปานกลาง และหวานน้อย

พี่ตู๋สรุปให้ฟังว่า ในบรรดาเหตุผลมากมายที่ทำให้กาแฟแต่ละแก้วมีกลิ่นและรสชาติต่างกัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือระดับการคั่วกาแฟ ซึ่งถ้ามองเมล็ดกาแฟคั่วด้วยตาก็จะสามารถแยกออกได้ไม่ยากว่า เมล็ดไหนคั่วเข้ม คั่วกลาง หรือขั้วอ่อน

กาแฟ

กาแฟ

Light Roast หรือกาแฟคั่วอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน กาแฟที่คั่วในระดับนี้จะมีรสชาติเปรี้ยว และยังคงหลงเหลือกลิ่นของความเป็นผลไม้อยู่สูงกว่ากาแฟคั่วเข้ม  

พี่ตู๋อธิบายว่าถ้าดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่เป็น Single Original เราจะสัมผัสถึงรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแหล่งปลูกนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เพราะเมล็ดกาแฟยังไม่ถูกความร้อนจากการคั่วทำลายรสและกลิ่นเหล่านั้นไป จึงอร่อยเป็นที่สุดเมื่อดื่มแบบไม่ใส่นมหรือน้ำตาล

Medium Roast หรือกาแฟคั่วกลาง ซึ่งจะมีสีน้ำตาลกลางๆ ไปจนถึงเข้ม กาแฟที่คั่วในระดับนี้จะมีรสชาติเปรี้ยวหวานแบบผลไม้ลดลง ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นที่เข้มขึ้น กาแฟคั่วกลางจะมีกลิ่นชัดเจน อบอวล และมีบอดี้ที่หนักแน่น จึงนิยมนำไปผสมนมเพื่อชงเป็นเมนู Cappuccino หรือ Latte

กาแฟ

Dark Roast หรือกาแฟคั่วเข้ม นอกจากสีของเมล็ดกาแฟที่เข้มจัดจนเกือบดำแล้ว ยังมีผิวมันเป็นเงา เนื่องจากเซลลูโลสในกาแฟโดนทำลาย จึงระเหยออกมาเป็นน้ำมันที่เคลือบผิวเมล็ดกาแฟเอาไว้ แน่นอนว่ากาแฟที่คั่วในระดับนี้ ไม่มีกลิ่นและรสชาติแบบผลไม้อยู่อีกแล้ว เสน่ห์ที่เหลืออยู่คือกลิ่นไหม้และรสชาติเข้มขม

กลิ่นของกาแฟคั่วเข้มนี่แหละ คือกลิ่นหอมเข้มข้นที่คนไทยคุ้นเคย ถ้าใครยังนึกไม่ออก พี่ตู๋เฉลยต่อว่ามันคือกลิ่นกาแฟตามห้องอาหารเช้าในโรงแรมนั่นเอง

กาแฟ

หลังชิมกาแฟกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปเรียนรู้เรื่องราวก่อนจะกลายมาเป็นกาแฟคั่ว ที่ถูกชงเป็นกาแฟหอมกรุ่นแต่ละแก้วให้เราได้ลิ้มลอง

รู้จักกาแฟรักษาป่า

จากตัวเมืองอำเภออมก๋อย เรามุ่งหน้าสูงขึ้นไปอีก เพื่อไปยังไร่กาแฟบนภูเขา สองข้างทางเป็นไร่นาป่าเขาสลับกับหมู่บ้านคนพื้นเมืองเป็นระยะ ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างทุระกันดาร เราจึงต้องเปลี่ยนจากรถตู้ไปนั่งรถกระบะโฟว์วีลที่วิ่งคลุกฝุ่นตลบไปตลอดทาง

ชั่วโมงกว่าๆ ต่อมา เราก็มาถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด ที่พักของเราในค่ำคืนนี้

กาแฟ

พระอาทิตย์คล้อยลงพร้อมๆ กับอุณหภูมิที่ลดต่ำ ตอนนั้นเองที่พี่ตู๋และลูกทีมเริ่มก่อกองไฟ ใช่แล้ว! คืนนี้เราจะนั่งกินข้าว ล้อมวงคุยกันรอบกองไฟ และเมื่อท้องฟ้าเริ่มโรยตัวเข้าสู่ความมืด พระจันทร์เต็มดวง พระเอกของทริป ก็ค่อยๆ ปรากฏโฉมให้เห็น

มื้อค่ำเย็นนั้นอร่อยมาก เป็นอาหารพื้นเมืองหลากหลายเมนูที่ปรุงโดยแม่ครัวชาวปะกาเกอะญอ ประจำหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด พร้อมข้าวดอยหอมกรุ่นที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเมื่อปลายปี จากนาของ พี่โสภา-บงกชษศฎา ไชยพรหม แห่ง Sopa’s Estate หญิงแกร่งผู้เปลี่ยนอมก๋อยเป็นแหล่งปลูกกาแฟอันดับต้นของประเทศไทยด้วยสองมือและหัวใจ อีกหนึ่งวิทยากรหลักของพวกเราในทริปนี้

หลังมื้อค่ำ เรานั่งล้อมวงกันรอบกองไฟ อากาศบริสุทธิ์รอบตัวเย็นยะเยียบทว่าสดชื่น จนอดไม่ได้ที่จะต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ให้ชุ่มปอด พี่โสภาและพี่ตู๋พร้อมแล้ว ที่จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกาแฟต้นแรกที่หยั่งรากลงบนผืนดินอมก๋อยให้พวกเราฟัง

กาแฟ

กาแฟ

อมก๋อยเคยเป็นภูเขาหัวโล้นจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างยาวนานหลายสิบปี และยังเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นแหล่งใหญ่ของไทยแต่ถูกกวาดล้างจนหมด และได้รับการฟื้นฟูด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นๆ

เริ่มจากสน ทั้งสนสองใบและสนสามใบ ซึ่งปลูกเพื่อรักษาเยียวยาดิน เพราะเป็นพืชที่ทน สามารถเติบโตได้ดีในดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ใบและกิ่งสนที่ร่วงหล่นอยู่ตลอดเวลา ช่วยปลุกคลุมและกักเก็บความชื้น สนยังมีเชื้อราที่เมื่อย่อยสลาย จะกลายเป็นแร่ธาตุและเชื้อชั้นดีให้ต้นกาแฟที่ปลูกใต้ต้นสนอีกด้วย

กาแฟ

กาแฟ

นอกจากสน ยังมีไม้โครงสร้างอื่นๆ ที่ถูกปลูกและเติบโตสลับพันธุ์กันไปทั่วทั้งผืนป่า เช่น นางพญาเสือโคร่ง กำลังเสือโคร่ง มะขามป้อม และแอปเปิ้ลป่า เมื่อป่าเริ่มคืนกลับมา ต้นกาแฟต้นแรกเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วจึงถูกปลูกลงในดินของอมก๋อย

ด้วยภูมิประเทศ สภาพอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและผืนป่าที่ได้รับการฟื้นฟู ทำให้อมก๋อยเป็นพื้นที่ๆ เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก ไม่ว่าจะปลูกอะไร ล้วนให้ผลผลิตงอกงาม หนึ่งในนั้นคือต้นกาแฟที่ปลูกลดหลั่นไปตามแนวเขาอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาและสารเคมี

กาแฟ

กาแฟจะให้รสชาติและผลผลิตที่ดีเมื่อเติบโตใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นนี่คือโครงข่ายความยั่งยืนที่อิงอาศัยกันไปอย่างไม่รู้จบ การปลูกต้นกาแฟช่วยรักษาป่าเอาไว้ ในขณะเดียวกันป่าแผ่ขยายกิ่งก้านสาขามอบร่มเงาให้ต้นกาแฟ

อมก๋อยบีนส์

พี่โสภาเป็นคนอมก๋อย เธอเกิด เติบโต และเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมาด้วยสองตา ตั้งแต่วันที่ผืนป่าถูกทำลาย เธอจึงบุกเบิกการปลูกกาแฟบนดอยแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าต้นกาแฟจะช่วยให้ชาวอมก๋อยได้ผืนป่ากลับคืนมา และก่อตั้ง Sopa’s Estate ขึ้น เพื่อผลักดันให้ผลผลิตของกาแฟจากอมก๋อย สามารถขายและสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน

กาแฟ

Sopa’s Estate คือ Processor ที่รับซื้อกาแฟเชอร์รี่จากแหล่งปลูกทั่วอมก๋อย ซึ่งไม่ได้ปลูกเป็นไร่สุดลูกหูลูกตาแบบที่เราเคยเห็นกันทั่วๆ ไป ไร่กาแฟอมก๋อยกลมกลืนอยู่กับผืนป่าบนภูเขาสูง หลายพื้นที่ห่างไกลจนแทบไม่มีใครไปรับซื้อกาแฟเชอร์รี่จากชาวบ้าน เพราะต้องขับรถไปเป็นวันๆ แถมเส้นทางก็ลำบาก

แต่พี่โสภาเป็นมนุษย์ไม่ธรรมดา เธอดั้นด้นไปหาเกษตรกรถึงที่ นำพันธุ์กาแฟไปส่งเสริมให้ปลูก นำวิทยาการความรู้ไปมอบให้ และยังไปรับซื้อผลผลิตที่ใครต่อใครต่างปฏิเสธที่จะบุกป่าฝ่าดงเข้าไป และนำกาแฟเชอร์รี่เหล่านั้นมา Process ต่อ

เส้นทางการ Process ของพี่โสภาล้มลุกคลุกคลานมานานหลายปี กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เธอเริ่มลงมือทำโดยไม่มีความรู้อะไรเลย อาศัยการเรียนด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือ สอบถามผู้รู้ และลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ช่วงแรกที่พี่โสภาเอากาแฟที่ตัวเองทำไปส่งขาย หลายครั้งถูกปฏิเสธกลับมาด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพต่างๆ นานา จนทำให้เธอคิดว่าวันหนึ่งอยากจะทำกาแฟอมก๋อยให้มีคุณภาพดีและเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่านี้

กาแฟ

พี่โสภาลองส่งกาแฟของตัวเองเข้าไปประกวดในงานประกวดเมล็ดกาแฟของไทย เหตุผลที่ส่งประกวดก็เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่ทำมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในปีแรกๆ กาแฟที่เธอลงมือทำได้มาด้วยความรู้จากการอ่านทั้งหมด และอยู่ในระดับดีจนน่าพอใจ  

เธอรวบรวมข้อผิดพลาดที่ได้รับมาปรับปรุงแก้ไข และเตรียมส่งประกวดอีกครั้งในปีถัดไป พัฒนาการที่ก้าวกระโดดทำให้กาแฟจาก 2 หมู่บ้านของอมก๋อยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 3 ในปีเดียวกัน หลังจากปลูกปั้นมา 5 ปีเต็ม

กาแฟอมก๋อยของพี่โสภาได้อันดับที่ 1 ได้รับการประมูลต่อไปโดยพี่ตู๋ และทำให้พี่ตู๋เริ่มสังเกตเห็นว่า กาแฟจากตอนใต้ของเชียงใหม่จะต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่นอน พี่ตู๋ถึงกับต้องขึ้นมาหาพี่โสภาถึงอมก๋อย เพื่อดูว่าทำไมกาแฟของที่นี่ถึงมีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่นได้ขนาดนี้

กาแฟ

กาแฟ

เมื่อพี่ตู๋ได้ขึ้นมาเห็นกับตาและรับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นของกาแฟอมก๋อย ซึ่งพี่โสภาไม่ได้พัฒนาแค่กาแฟ แต่ตั้งใจพัฒนาคน ชุมชมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมกันสร้าง วิสาหกิจชุมชนอมก๋อยบีนส์ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นคืออยากพัฒนากาแฟของอมก๋อยและสนับสนับกาแฟไทยให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

อมก๋อยบีนส์เชื่อเรื่องป่า เมื่อป่าที่สมบูรณ์คือหัวใจที่ทำให้กาแฟของอมก๋อยรสชาติดี ก็เลยชวนเกษตรกรมาช่วยกันปลูกกาแฟ และช่วยกันปลูกป่าเพื่อดูแลป่าไปด้วยเสียเลย

กองไฟค่อยๆ มอดลง เป็นเหมือนนาฬิกาที่บอกว่าถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว แหงนหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด อาจเป็นเพราะเราอยู่บนดอยที่สูงขึ้นมาจากระดับน้ำทะเลกว่าหนึ่งพันเมตร ใกล้ท้องฟ้ากว่าที่เคย แถมยังไร้แสงใดๆ รบกวน ทำให้พระจันทร์ดวงโตที่ลอยอยู่เหนือวงสนทนาดูสว่างเจิดจ้ากว่าครั้งไหนๆ

กาแฟ

และพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะไปเก็บเกี่ยวผลกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง และเยี่ยมชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่ทำให้กาแฟอมก๋อยพิเศษและแตกต่างจากที่อื่นกัน

ผืนป่า สายน้ำ และต้นกาแฟ

เช้าตรู่วันต่อมา หลังเติมพลังด้วยข้าวต้มดอยและกาแฟดริปหอมกรุ่น พวกเราก็ออกเดินเข้าป่าไปพร้อมกับพี่โสภา พี่ตู๋ และ พี่ทับทิม ไชยยงค์ เจ้าหน้าที่ประสานงาน หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด ผู้มาเป็นวิทยากรรับเชิญเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่า สายน้ำ และต้นกาแฟ ที่เชื่อมโยงความอุดมสมบูรณ์ถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ให้เราฟัง

กาแฟ

กาแฟ กาแฟ

พี่ทับทิมอธิบายว่า ที่นี่เป็นหน่วยจัดการต้นน้ำ มีหน้าที่สังเกตการณ์ วัดระดับและความเร็วของน้ำในลำห้วย รวมถึงเพาะพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะไม้โครงสร้างที่จะถูกนำไปปลูกเพื่อให้เจริญเติบโตเป็นหลังคาของป่าต่อไป ต่างจากหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ ซึ่งมีหน้าที่สอดส่องดูแลความเรียบร้อย และจัดการคนทำผิดกฏหมายในผืนป่า เช่น คนตัดไม้หรือคนทำไร่เลื่อนลอย

เราเดินผ่านกำแพงดินสูงหลายเมตรที่ปลูกหน้าแฝกเอาไว้เป็นจุดๆ พี่ทับทิมบอกว่าหญ้าแฝกมีรากที่แข็งแรงและยาวหลายเมตร ผืนดินบริเวณไหนแข็งมาก ก็จะปลูกหน้าแฝกเพื่อใช้รากของมันชอนไชลงไปทำให้ดินนิ่มขึ้น แถมยังช่วยป้องกันดินทลายได้ดี จนได้รับฉายาว่ากำแพงมีชีวิต

เดินต่อไปอีกหน่วย ก็พบกับแปลงปลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังออกดอกชูช่อ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาดเพาะพันธุ์และปลูกกล้วยไม้มานานหลายสิบปีแล้ว เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านนำไปปลูกแทนการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว กล้วยไม้ให้ราคางามเมื่อเทียบกับการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นๆ

กาแฟ กาแฟ

พี่ทับทิมชี้ให้ดูกล้วยไม้ต้นหนึ่งซึ่งสวยงามมาก กลีบดอกแข็งแรงแต่ชดช้อยงองุ้มเข้าหากันเป็นถุงลึก จนมีลักษณะคล้ายรองเท้า นี่คือกล้วยไม้สายพันธุ์รองเท้านารี ที่โด่งดังและปลูกได้ดีบนภูเขาสูงทางภาคเหนือของไทย

เดินต่อไปอีกไม่ไกล เราก็พบกับลำน้ำใสแจ๋วซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ครึ้ม พี่ทับทิมอธิบายว่า ลำน้ำสายนี้ไหลมาจากต้นน้ำบนยอดเขา จากนั้นไหลไปรวมกับลำน้ำสาขาอีกหลายร้อยสายสู่เขื่อนภูมิพล น้ำที่คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ใช้กันอยู่ทุกวัน ก็มีต้นกำเนิดมาจากลำน้ำน้อยสายนี้

กาแฟ

  ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่านำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้าน และซึมซาบไปตามพื้นดินสู่ต้นกาแฟ เมื่อชาวบ้านไม่ใช้สารเคมี ลำน้ำพวกนี้จึงบริสุทธิ์มาก กาแฟอมก๋อยรสชาติดีเพราะดินอุดมสมบูรณ์และน้ำอุดมไปด้วยแร่ธาตุ

เก็บเกี่ยวกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง

ต้นกาแฟของอมก๋อยถูกปลูกไว้ใต้ร่มเงาไม้โครงสร้างสูงใหญ่ในผืนป่า ลดหลั่นกันไปตามความสูงชันของเขา ในขณะที่ผู้เข้าร่วมทริปแต่ละคนกำลังทุลักทุเลกับการปีนป่ายและทรงตัวอยู่นั้น ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อคุณยายชาวปะกาเกอะญอคนหนึ่ง แบกกระสอบใส่กาแฟเชอร์รี่เดินลงเขาอย่างคล่องแคล่วผ่านหน้าพวกเราไป

อมก๋อยบีนส์ เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำตั้งแต่คัดเลือกสายพันธุ์กาแฟที่ดี เพาะต้นกล้า แล้วนำไปปลูก ช่วยลงไปจัดการสวน ช่วยตกแต่งสวน เพื่อให้ได้ต้นกาแฟที่สุขภาพดีที่สุด รวมถึงแนะนำการเก็บเกี่ยว

กาแฟ กาแฟ

พี่โสภาเริ่มอธิบายวิธีการเก็บกาแฟเชอร์รี่ ว่าผลที่เก็บต้องเป็นสีแดงฉ่ำหมดทั้งลูก ไม่ติดสีเขียวมาเลย วิธีการเด็ดให้บิดผลแล้วหมุนตามแนวกิ่ง เพื่อให้กาแฟเชอร์รี่ที่ได้มีความบอบช้ำน้อยที่สุด และต้องนำไปส่งที่โรง Process ทันที

และเหตุผลที่เราเลือกเก็บเกี่ยวกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง มาจากคำแนะนำของ เอโกะ-Eko Purnomowidieko ผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนากาแฟชาวอินโดนีเซีย ที่ใช้หลักการข้างขึ้นข้างแรม อธิบายว่าช่วงพระจันทร์เต็มดวงต้นกาแฟจะดูดสารอาหาร น้ำ จากรากมาสู่ลำต้น ใบ ผล มากที่สุด ทำให้ผลกาแฟชุ่มฉ่ำและเต็มไปด้วยสารอาหารที่ทำให้กาแฟมีรสชาติดี

เราสะพายตะกร้าสานขนาดพอเหมาะกันคนละใบและแยกย้ายกันไปเก็บผลกาแฟในผืนป่ากว้าง

กาแฟ กาแฟ

จนเวลาล่วงเลยเกือบจะเที่ยงวัน ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า แต่พวกเราแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนเลย เพราะไม้โครงสร้างสูงใหญ่ให้ร่มเงาจนมีเพียงแสงแดดรำไรที่ส่องลงมาถึงพื้นป่า และนั่นคือสภาพแสงแดดแบบที่ต้นกาแฟชอบ

ทุกคนกลับลงมาที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาดพร้อมกับกาแฟเชอร์รี่เต็มตะกร้าสาน ขั้นตอนต่อจากนี้คือการ Process หรือแปรรูปกาแฟเชอร์รี่ ซึ่งเราจะต้องลงไปทำกันที่ Sopa’s Estate ในตัวเมืองอำเภออมก๋อย และโชคดีที่ขาลงจากดอยนั้นเร็วกว่า ทำให้ระยะเวลาในการนั่งโขยกเขยกอยู่บนรถกระบะโฟว์วีลไม่นานเกินไปนัก

จากกาแฟเชอร์รี่สู่กาแฟกะลา

เป็นหน้าที่หลักของ Sopa’s Estate ของพี่โสภาในการคัดเลือกกาแฟด้วยตัวเองถึงสวนของลูกสวนที่ขายผลกาแฟให้ พี่โสภารับซื้อจากชาวสวนกาแฟทั่วอมก๋อยด้วยราคาที่สูงกว่าปกติ แต่ต้องแลกด้วยการคัดเลือกที่ละเอียดอ่อน และเมื่อเก็บได้ต้องนำมาส่งทันที

พี่โสภาพาเราเดินชมแต่ละพื้นที่ในโรง Process พร้อมอธิบายให้ฟังว่า ทันทีที่กาแฟเชอร์รี่มาถึงที่ Sopa’s Estate กระบวนการแรกที่ต้องทำคือการล้างทำความสะอาดและคัดเลือกเชอร์รี่ที่ยังไม่สุก สุกเกินไป หรือฝ่อทิ้งไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการเก็บกาแฟของเกษตรกรต้นทาง หากต้นทางเลือกเก็บเฉพาะกาแฟเชอร์รี่ที่แดงสุดขั้วคุณภาพดี ขั้นตอนนี้ก็จะทุ่นแรงไปได้มาก

กาแฟ

จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการแปรรูป ซึ่งพี่โสภาอธิบายให้ฟังว่ามีด้วยกัน 3 แบบ

Dry Process คือการตากกาแฟเชอร์รี่เลยโดยไม่ต้องทำอะไร นอกจากล้าง เอาสิ่งแปลกปลอมออกและนำไปตากเลย ซึ่งถือเป็นวิธีแปรรูปแบบดั้งเดิมที่สุด และเป็นวิธีที่นิยมในพื้นที่ซึ่งมีแดดจัดและไม่มีน้ำอยู่มากนักอย่างแอฟริกา

กาแฟ

กาแฟ

Washed Process คือการกระเทาะเปลือกและเนื้อของกาแฟเชอร์รี่ออก โดยที่ยังเหลือเมือกไว้ จากนั้นนำไปหมักในบ่อหมักจนเมือกสลายไป แล้วจึงนำไปตาก การแปรรูปวิธีนี้จะทำให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพสูง ที่มีความเปรี้ยวในแบบของกาแฟมากกว่าการ Process ด้วยวิธีอื่น

พี่โสภาอธิบายยิ้มๆ ว่าบ่อหมักหน้าตายูนีคของ Sopa’s Estate ที่เราเห็นอยู่นี้ เธอออกแบบและก่อสร้างเองกับมือ อาจไม่ได้สวยเป๊ะแบบบ่อหมักที่อื่น แต่รับรองว่าทนทานและตอบโจทย์การใช้งานจริง

กาแฟ

Semi-Washed หรือ Honey Process คือการกระเทาะเปลือกและเนื้อของกาแฟเชอร์รี่ออก โดยที่ยังเหลือเมือกไว้ ก่อนนำไปตาก เมือกมีความหวานตามธรรมชาติ การตากกาแฟพร้อมเมือกจะช่วยให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติหวานขึ้น   

พี่ตู๋ช่วยเสริมว่า ทุกวันนี้เครื่องจักรที่ใช้ในการแปรรูปทันสมัยขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้สามารถกำหนด % ของเมือกที่ยังคงติดอยู่กับกาแฟกะลาระหว่างการตากได้ เราจึงมักเห็นฉลาก 50% Honey หรือ 80% Honey อยู่บ่อยครั้ง

กาแฟ กาแฟ

กาแฟเชอร์รี่ที่ผ่านการแปรรูปไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม เมื่อตากแห้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราเรียกว่ากาแฟกะลา แต่ก่อนจะตามไปดูการเดินทางขั้นต่อไปของกาแฟกะลา พี่โสภาพาพวกเราไปนั่งในศาลาไม้หลังเล็กใกล้ๆ โรง Process และหยิบอุปกรณ์ขนาดเหมาะมือออกมาพร้อมกับอธิบายว่า เราจะมาวัดค่าความหวานของกาแฟกัน

เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้มีชื่อว่า เครื่องวัดค่า Brix ซึ่งเป็นหน่วยวัดความหวานในผลไม้ วิธีวัดนั้นแสนง่าย เพียงแค่กระเทาะเปลือกกาแฟเชอร์รี่ จากนั้นนำน้ำในผลไปป้ายบนหน้าจอของเครื่อง ส่องเข้าไปจะเห็นหน้าจอสีฟ้าที่แสดงค่าหักเหแสงไว้ให้เราเสร็จสรรพ

กาแฟ

กาแฟเชอร์รี่ที่เก็บเกี่ยวได้ จะมีค่า Brix อยู่ระหว่าง 12-25°Bx. ยิ่งค่า Brix สูง ยิ่งแปลว่ามีน้ำตาลอยู่มาก พี่โสภาอธิบายว่าการวัดค่า Brix จะทำให้รู้ว่ากาแฟเชอร์รี่ที่รับมาจากแต่ละสวนมีค่าน้ำตาลเฉลี่ยอยู่เท่าไหร่ ค่าน้ำตาลมีผลต่อคะแนนในการ Cupping และถือเป็นค่ามาตรฐานที่วัดผลได้แม่นยำในการต่อรองราคากาแฟ

พี่ตู๋ช่วยอธิบายเพิ่มว่าค่า Brix นี้ สามารถเพิ่มได้หลังจากเก็บเกี่ยวกาแฟเชอร์รี่ที่อาจยังไม่สุกจัดมาแล้วนำไปบ่ม คล้ายเวลาเราบ่มผลไม้ต่างๆ นั่นเอง

จากกาแฟกะลาสู่กาแฟคั่ว

วันสุดท้ายของทริป เราแวะไปที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในตัวอำเภออมก๋อย ที่พี่โสภาสร้างไว้ให้เกษตรกรลูกสวนได้ชิมกาแฟของตัวเองแบบง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาคนปลูกกาแฟแทบไม่เคยรู้ว่ากาแฟที่ตัวเองส่งต่อนั้นรสชาติเป็นอย่างไร แม้ร้านจะเล็ก แต่ก็อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยลูกค้าขาประจำและขาจรอย่างพวกเรา จนบาริสต้าสาวดอยประจำร้านชงกาแฟแทบไม่ทัน

จากนั้นก็ถึงเวลาสนุก เราไปเยี่ยมชมโรงสีกาแฟของ Sopa’s Estate

หลังจากเราได้กาแฟกะลามาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปสีเพื่อเอาเปลือกออก กาแฟกะลาจะกลายเป็นกาแฟสาร ที่จะถูกคัดเกรดด้วยเครื่อง ซึ่งจะแยกกาแฟสารออกเป็นขนาดต่างๆ จากนั้น Defect คัดเอาเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกด้วยมือ

กาแฟ กาแฟ

พี่โสภาบอกว่าเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์มีตั้งแต่ เมล็ดที่แตก หัวแบะ ฝ่อ มีแผล วิธีสังเกตกาแฟสารที่สมบูรณ์อย่างง่ายที่สุด คือเมื่อวางเมล็ดคว่ำลง เมล็ดจะต้องไม่กระดกไปมา มีรูปร่างคล้ายเมาส์คอมพิวเตอร์

เราไปเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้เรื่องกาแฟของวิสาหกิจชุมชนอมก๋อยบีนส์ ที่ Espressoman Supply ซัพพอร์ตเรื่องอุปกรณ์ให้ทั้งหมด แถมยังมีเครื่องคั่วขนาดเล็กเพื่อใช้คั่วกาแฟชิมได้ทันที ไม่ต้องส่งลงมาคั่วในเมืองแล้วส่งกลับมาชิมเหมือนที่ผ่านๆ มา

กาแฟ

ขั้นตอนสุดท้ายในการแปรรูปกาแฟ คือการคั่วนั่นเอง โดยนำกาแฟสารมาผ่านความร้อนภายในถังคั่ว อุณภูมิมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 120-240 องศาเซลเซียส ในขั้นตอนการคั่วจะแบ่งออกเป็นการคั่วอ่อน การคั่วกลาง และการคั่วแบบเข้ม อย่างที่เราได้เรียนวิชาจิบกาแฟ 101 ให้รู้จักรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ของกาแฟที่คั่วไม่เท่ากันกับพี่ตู๋ไปแล้วตั้งแต่วันแรก

กาแฟ

Coffee Cupping เริ่มจิบ ไม่รู้จบ

และไฮไลท์สุดท้ายของทริปนี้ ที่ทำให้ผู้ร่วมทริปหลายคนรวมทั้งเราเองตื่นเต้นมาก คือการลอง Cupping เป็นครั้งแรกในชีวิต

Cupping คือการใช้ประสาทสัมผัสประเมินรสชาติ กลิ่น และความรู้สึกที่เรามีต่อกาแฟนั้นๆ

พี่ตู๋อธิบายว่า ที่ต้องทำ Cupping เพราะรสชาติของกาแฟที่ได้จากการชงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการชง เช่น ระดับการคั่ว อุณหภูมิน้ำ ขนาดบด และเวลาที่ใช้ในการชง ทำให้ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่ารสชาติของกาแฟที่ได้นั้น เป็นผลมาจากการชงหรือตัวเมล็ดกาแฟเอง

ดังนั้นการที่จะบอกว่ารสชาติที่ชิมนั้นเป็นรสชาติที่เกิดมาจากคุณภาพของเมล็ดกาแฟ เราจึงจำเป็นต้องควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อรสชาติของกาแฟให้คงที่ 

พี่ตู๋และทีม Espressoman Supply เริ่มต้นขั้นตอนการทำ Cupping อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งบอกเลยว่าละเอียดอ่อนมาก เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าต้องควบคุมปัจจัยทุกอย่างให้คงที่  

กาแฟ

กาแฟ

เริ่มจากนำกาแฟมาบดใส่แก้วแล้วดมกลิ่นกลิ่นช่วงแรกคือกลิ่นที่อยู่ในกาแฟ จากนั้นเติมน้ำร้อนลงไป ดมกลิ่น ทิ้งไว้ 3-4 นาที ใช้ช้อน Cupping ค่อยๆ ดันเปิดหน้าผิวกาแฟและดมกลิ่นจากหลังช้อน โดยอย่าลืมตักกากแฟที่อยู่ด้านบนออก และสุดท้ายชิม

เมื่อชิมแล้ว รสชาติ กลิ่น และความรู้สึกที่เราต้องประเมินต่อกาแฟนั้นๆ มี 6 อย่างด้วยกัน คือ

Aroma  กลิ่น

Taste รสชาติของกาแฟว่า หวาน ขม เปรี้ยว หรือเค็ม

Favour กลิ่นรส เป็นการแจกแจงว่ารสที่เรากินเข้าไปมีรสชาติเหมือนอะไร เช่น เหมือนถั่วหรือมะขามเป็นต้น

After test กลิ่นและรสชาติที่คงค้างอยู่หลังจากเรากลืนกาแฟลงคอไปแล้ว

Body ความเข้มที่เคลือบอยู่รอบปาก

Acidity ความเปรี้ยวที่อยู่ในกาแฟ ความเปรี้ยวสามารถแบ่งว่าเป็นเปรี้ยวแบบมะนาว เปรี้ยวแบบเลมอน หรือเปรี้ยวแบบแอปเปิ้ล

กาแฟ

กาแฟที่เราได้ชิมวันนั้นมี 4 ตัว แต่ละตัวถูกแปรรูปด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน หลังซดกาแฟไปหลายสิบอึก จนคิดว่าน่าจะตาค้างไปจนถึงวันพรุ่งนี้เช้าแน่ ก็ต้องยอมรับว่ามือใหม่อย่างเรา แม้จะชิมและดมไปหลายรอบ ก็ยากมากที่จะแยกกลิ่นและรสชาติของกาแฟ

พี่ตู๋บอกว่าการ Cupping ต้องอาศัยการฝึกฝนและแยกประสาทสัมผัส แถมประสบการณ์ที่มีต่อวัตถุดิบอื่นๆ ก็มีผลต่อการ Cupping เพราะยิ่งถ้าเราเคยกินพืชผักผลไม้หลากหลายชนิดมากเท่าไหร่ เราก็จะมีความทรงจำเรื่องกลิ่นและรสชาติในโลกนี้มากเท่านั้น

กาแฟ

และนี่คือโลกของกาแฟที่พวกเราได้ไปสำรวจและเรียนรู้ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน เป็นโครงข่ายความยั่งยืนที่อิงอาศัยกันไปอย่างไม่รู้จบ ตั้งแต่ต้นน้ำบนดอย ไปจนถึงปลายน้ำในเมืองใหญ่ และกาแฟแก้วอุ่นในมือที่พวกเราได้ลิ้มลอง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load