วันนี้เรามานั่งคุยกับ เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์ และภรรยานักร้องเสียงดีวา นิว-นภัสสร ภูธรใจ ถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่แม้จะเติบโตมาจากคนละที่ แต่มีสิ่งที่พวกเขารักเหมือนกันและคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน อย่างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การลุยเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือเรื่องไฟป่าที่ภาคเหนือ กระทั่งร่วมกันสร้างร้านอาหารและคาเฟ่กลางทุ่งข้าวสองสีที่บ้านปง จังหวัดเชียงใหม่ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

เป๊กเป็นที่รู้จักในฐานะของพิธีกร นักร้อง นักแสดง ผู้รักในเรื่องท้าทายและสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และเป็นคนที่ไปสุดกับทุกอย่าง แม้กระทั่งโยนตัวเองสุดตัวลงไปในบ่อปลาสวายสมัยยังเป็นเด็ก เขาคนนี้ก็ทำมาแล้ว เป๊กเริ่มต้นเข้าวงการจากการผันตัวเองจากนักฟุตบอลโรงเรียน ที่ได้เชื้อมาจากคุณพ่อนักกีฬาทีมชาติ จนจับพลัดจับผลูได้มาซ้อมร้อง ซ้อมเต้นกระทบไหล่ กอล์ฟ-พิชญะ นิธิไพศาลกุล, ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน

ในขณะที่นิวเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องจากเวที เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เด็กสาวที่เติบโตมาท่ามกลางทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบทของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเธอมาจากการแอบที่บ้านไปประกวดจนได้รางวัลมากมาย ไปจนถึงการต้องนั่งรอรอออดิชันเพื่อเป็นนักร้องตรงบันไดหนีไฟของสถานีวิทยุโหวต แซทเทิลไลท์ ในสมัยหนึ่ง เธอคนนี้ก็เคยผ่านมาแล้ว

ทั้งคู่พบกันเพราะสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าสิ่งที่ต่าง อย่างความชื่นชอบในกล้องฟิล์ม การท่องเที่ยว ความสนใจทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ลองทำ อย่างเรื่องข้าวก็เป็นอีกเรื่องที่ทั้งคู่ศึกษากันอย่างเอาจริงเอาจัง จนลงมือปลูกข้าวกว่า 5 ไร่ และสร้างร้านอาหารภายใต้ชื่อ Brandnew Field Good ขึ้นมาในที่นาที่ไม่มีใครเชียร์ให้ซื้อตั้งแต่แรก เพราะภาพแรกที่พวกเขาเห็นคือ ที่นาตรงนั้นเป็นเพียงผืนนาแห้งๆ ปอเทืองออกบ้างไม่ออกบ้าง น้ำก็ไม่มี แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันต้องเกิดอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ถ้าเข้าไปอยู่และช่วยพัฒนา 

และนี่คือเรื่องราวการปลุกปั้นผืนดินเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ของเป๊กและนิว

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

คุณสองคนเริ่มต้นเส้นทางบันเทิงจากการเป็นสายประกวดเหมือนกันเลย

นิว : นิวเริ่มมาเป็นนักร้องจากความชอบก่อน ตอนเด็กๆ คุณครูให้โอกาสเราไปเป็นนักร้องนำตามงานต่างๆ แต่ครอบครัวเขาไม่อยากให้เราไปทำอะไรนอกเหนือจากการเรียน แต่ว่าพี่ชายกับเราชอบแอบไป แล้วพี่ชายก็เป็นคนผลักดัน บอกให้ไปประกวดสิ ไปแข่งนู่นแข่งนี่สิ จนได้ทุนการศึกษาให้แม่เห็น มีถ้วยรางวัลให้เขาดู ได้เป็นตัวแทนโรงเรียน ตอนนั้นเราประกวดทุกอย่างเลยนะ ตั้งแต่ประกวดร้องเพลง ประกวดเต้น ประกวดวาดรูปคอมพิวเตอร์กราฟิก ประกวดยำหมูยอ

เป๊ก : อะไรคือประกวดยำหมูยอ

นิว : แต่ละโรงเรียนเขาจะหาแม่ครัวมาประกวดกัน เราทำมาหมดแล้ว 

เป๊ก : ส่วนเป๊กตอนเด็กๆ เราเกิดมาพร้อมกับลูกฟุตบอลเลย

นิว : เห้ย 

เป๊ก : เท่ปะ รู้สึกว่าลูกฟุตบอลก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะว่าพ่อเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ แล้วก็ไปเป็นโค้ชทีมชาติ พ่อจะสอนเบสิกให้เรารู้จักหมด ฉะนั้นเราเลยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เป็นนักวิ่งโรงเรียน แข่งปิงปอง แข่งว่ายน้ำ 

นิว : อ้าว สายประกวดเหมือนกันนี่

เป๊ก : แต่ว่ามันมาจากสิ่งที่พ่อสั่งสมมาไง มันเลยไปทางนี้หมด 

นิว : หลังจากอัดเพลงไปที่สถานีวิทยุแล้วไม่สำเร็จ นิวก็หยุดความคิดเรื่องเป็นนักร้องไป หลังจากนั้นน้าของนิว เขาเปิดร้านอาหารที่ริมแม่น้ำปิง มีคนเขามาที่ร้านแล้วชวนเราไปประกวด ให้ไปออดิชันเป็นนักร้องดู นั่นก็คือเส้นทางแบบเข้าไปเป็นนักร้องอย่างเต็มตัว

เป๊ก : ส่วนเป๊กชอบทำอะไรที่มันท้าทาย ตอนนั้นเพื่อนนักบอลที่สวนกุหลาบมันหนีไปเป็นหลีดก่อน เราก็เลยลองตามเพื่อนไปเป็นหลีดดู ก็รู้สึกว่านี่คือความท้าทายใหม่ของตัวเอง แล้วพอไปเป็นหลีด เราต้องไปหาสปอนเซอร์เอาเอง เลยไปขอสปอนเซอร์ที่แกรมมี่ เลยได้เข้ามาทำงานเป็นพิธีกรตั้งแต่ช่วงมอห้า มอหก จนถึงทุกวันนี้

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์

ได้ยินมาว่าคุณเจอกันครั้งแรกที่เชียงดาว

นิว : เจอกันจากการทำงานค่ะ เขาเป็นพิธีกรรายการ ฮัลโหลวันหยุด นิวก็เป็นนักร้อง แล้วไปเจอกันที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เป๊ก : จริงๆ นักร้องรุ่นป้าเขาไม่พาไปแล้วนะ เขาเอาแต่วัยรุ่นไป (หัวเราะ) ล้อเล่น กัดกัน แซวกันแบบนี้แหละ

นิว : ก็รู้จักกันช่วงนั้นแหละค่ะ แต่พอเจอก็แค่ อ๋อ คนนั้นหรอ เป๊ก เปรมณัช 

เป๊ก : ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรคนเดียวที่ต้องดูแลนักร้องหลายคน มันก็มีเครียดบ้าง มีตึงบ้าง แต่ว่าให้มันรีแลกซ์ไปกับธรรมชาติ จำได้ว่าเรายังกินไวน์ว้าเลย ไวน์หมักจากกล้วยน้ำว้าอะ แต่ละคนก็อ้วกพุ่งคาต้นกล้วยเลย (หัวเราะ) มันหวานๆ แต่กินง่ายเมาง่าย แล้วตอนนั้นนิวจิ๋วเขาก็จะไม่ค่อยไปสุงสิงกับใคร เป็นดีวายังไง ก็จะเป็นดีวาอย่างนั้น

นิว : จะให้ไปกินไวน์ว้าหรอ ไม่ใช่ปะ

เป๊ก : จะได้มาคุยก็ตอนที่ถ่ายรายการ ตอนกินข้าวเท่านั้นเอง

ร้าน Brandnew Field Good, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

จากคนร่วมงานกลายมาเป็นคู่รักได้ยังไง

เป๊ก : บอกเขาไปสิว่าเพราะหล่อ หน้าตาดี

นิว : นิวเป็นคนที่ชอบคนที่เป็นผู้นำ ทำงานเก่ง

เป๊ก : เธอเห็นแค่นั้นเนี่ยนะ

นิว : ในช่วงเวลานั้นเราเห็นแค่นั้นจริงๆ หลังจากนั้นไปเราเสียใจมาก 

เป๊ก : หยอกใช่ไหม (หัวเราะ)

นิว : ได้มาคุยกันจริงๆ เพราะเรื่องกล้อง เราคุยกันเรื่องเล่นกล้องโลโม่  

เป๊ก : เขาถ่ายกล้องโลโม่ LCA อยู่แล้วเขามีปัญหา เราเลยหยิบมาแก้ไขแล้วก็ถ่ายให้เขา เลยสนิทกัน ได้คุยกัน อ๋อคนนี้ก็ชอบเล่นกล้องเหมือนกัน พอหลังๆ มาก็เริ่มส่องเฟซบุ๊ก แล้วก็ทักไปถามเขาเรื่องรูปเฟซบุ๊ก

นิว : ถามว่ารูปนั้นถ่ายที่ไหน

เป๊ก : แล้วจำได้ไหมว่ารูปเฟซบุ๊กเธอเป็นรูปอะไร 

นิว : หึ (ส่ายหัว)

เป๊ก : ไม่ได้มีความจำอะไรโรแมนติกเลย รูปที่เธอถ่ายคือรูปดำน้ำ ไปทะเล แล้วเราก็ชอบดำน้ำด้วยตอนนั้นอะ ก็เลยเห้ย ดูมีอะไรที่เหมือนกันมากขึ้นแล้วนะ ซึ่งตอนนั้นเราก็ขอบีบีไว้ทั้งคู่เลยนะทั้งนิวทั้งจิ๋ว แต่ว่านิวตอบก่อนจิ๋ว เลยไม่ได้คุยกับจิ๋ว (หัวเราะ) จากนั้นก็เลยได้คุยกันมายาวๆ มาสิบเอ็ดปี จนถึงแต่งงาน

ตอนแรกเราวางแผนว่าจะไปขอเขาแต่งงานท่ามกลางแสงเหนือ เพราะมันสวย แต่ไปๆ มาๆ เปลี่ยนแผนมาขอที่คอนเสิร์ตแทน ตอนนั้นแต่งเพลงเองเลยนะ เพราะเขาคือเดอะสตาร์ เขาคือดาว แล้วอะไรที่จะอยู่กับเขานานที่สุด ก็คือเคียงดาว ตอนนั้นไปเกาะมันนอกหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ร้องเพลงนี้จบแล้วก็ขอแต่งงาน จากการขอครั้งนั้น เรื่องก็มาถึงจุดนี้เนี่ยแหละ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของพวกคุณมีธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบสำคัญคืออะไร

เป๊ก : เทียบตอนนั้นกับตอนนี้ที่เราทำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อยู่กับป่าเขา วันแรกที่เราเจอกันก็อยู่ที่เชียงใหม่เหมือนกัน มันก็เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกันเนอะ

นิว : มีคนชอบอิจฉาเรานะว่าเป็นคนเชียงใหม่หรอ ร่มรื่นน่าอยู่ดีนะ แล้วครอบครัวนิวอยู่ที่เชียงใหม่อยู่แล้ว แต่ในวันหนึ่งที่เราบินกลับบ้าน แล้วภาพที่เราเห็นทำเราน้ำตาไหลเลย เพราะว่าจากที่เราลงเครื่องมา เราเคยมองเห็นดอยสุเทพ มันหายไปเลยเพราะหมอกควันจากไฟป่า แล้วนิวคนเดียวมันช่วยไม่ได้อะ แล้วทำยังไงดี เราเลยต้องทำให้คนทุกคนรู้แล้วล่ะว่ามันกระทบกับชีวิตของเราจริงๆ รู้สึกว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่เราต้องมาช่วยกันอนุรักษ์แล้ว

เป๊ก : นิวทำให้เป๊กเปลี่ยนความคิดเลยแหละ คือเราก็รู้จักเชียงใหม่ในระดับหนึ่ง แล้วด้วยความรู้สึกของเขาที่ส่งผ่านมาถึงเรา ในการที่เขาร้องไห้วันนั้น เขาบอกว่าแม่เขาเคยใช้ชีวิตอย่างนี้นะ พ่อเขาอยู่แบบนี้นะ นิวเป็นคนแบบนี้ที่ถ้ารู้วิถีเกิดของเขาแล้ว เป็นคนที่ซึมซับกับชนบทและต่างจังหวัดมาก แล้วก็ภูมิใจรักบ้านเกิด เราก็รู้สึกว่าธรรมชาติทุกอย่าง เราก็อยากช่วยดูแลมันนะ จากนั้นเราก็ขึ้นมาดูของจริงแล้ว เราก็พยายามศึกษามากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวให้ได้ 

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ
ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

อะไรทำให้คุณตัดสินใจสร้างบ้านและย้ายมาอยู่เชียงใหม่

นิว : นิวมีความฝันว่าอยากได้บ้านที่เห็นวิวดอยสุเทพ มีอยู่วันหนึ่งเราสองคนขับรถไปตกหล่มที่บ้านปง ฝนตกหนัก ดินลื่น เราต้องตรงนั้นตั้งแต่บ่ายสามยันทุ่มหนึ่ง โชคดีที่มีคนในชุมชนมาช่วยไว้ เราเลยประทับใจพื้นที่ตรงนั้นมาก ต่อมาได้รู้ว่ามีร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวๆ นั้นอยากขายกิจการเพราะเขาไปไม่ไหว แล้วมันอยู่กลางธรรมชาติดี มีดอย ดูสงบดี เราเลยตัดสินใจซื้อที่ตรงนั้น และเริ่มต่อเติมเป็นบ้านและร้านในฝัน

เป๊ก : ตอนที่เรามาอยู่บ้านกลางนา ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยนะ มีแค่เสียงกบ เสียงเขียด เสียงฝนตก ซึ่งแบบโคตรเฟรช โคตรดีเลยอะ ชอบที่ตรงนั้นมาก มันอยู่กลางหุบเขาเลย ถ้าฮวงจุ้ยเขาจะเรียกว่าโอ่งมังกรเลย แล้วในเมื่อซื้อแล้วมันต้องทำอะไรได้ งั้นก็ประเดิมด้วยการจัดงานแต่งงานของเราตรงนี้เลย

ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ
ร้าน Brandnew Field Good, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, นิว-นภัสสร ภูธรใจ

เป๊ก : หลังงานแต่งงาน เราเลยลองเปิดร้านอาหาร 

นิว : ตอนแรกเราไม่ได้มีความคิดว่าจะเปิดร้านหรอก แค่เปิดให้คนรู้จักแวะเวียนกันเข้ามาหา แต่ปรากฏว่ามีคนมาเยอะกว่าที่คิด (หัวเราะ) เลยกลายเป็น Brandnew Field Good ที่เป็นกิจการแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมา

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

Brandnew Field Good ต่างจากคาเฟ่กลางทุ่งนาที่อื่นยังไง

เป๊ก : เราก็ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว ลองทำให้ครบวงจรทั้งการกิน การเที่ยว การเรียนรู้ ที่จริงเราทำมาหลายปีแล้ว แม้จะไม่ค่อยมีคนเห็นก็ตาม ทั้งการออกแบบเมนู การตกแต่งร้าน เราใส่ความครีเอทีฟเข้าไป ให้มันสมัยใหม่มากขึ้น ในไทยมีคาเฟ่กลางนาเป็นห้าสิบที่ แต่จุดเด่นของเราคือมันมีนาอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เราไม่ต้องมาฝืน

นิว : เราอยากทำให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะภาคไหนก็มีนาหมด เราเลยต้องทำให้คนอยากมาเที่ยวนา เพราะอยากให้เขาหันมาสนใจในเรื่องข้าวให้มากขึ้นมากกว่า

เป๊ก : และเรารู้ว่าถ้าเราทำ ชุมชนจะมาช่วยเรา แล้วร้านเราก็จะเป็นพื้นที่ที่ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับเกษตร สนใจเกี่ยวกับการปลูกข้าว สนใจอะไรคล้ายๆ เรา มาเจอกันได้

จากการทำร้านอาหาร กลายมาเป็นโมเดลพัฒนาชุมชนละแวกนั้นได้ยังไง

นิว : นิวมาที่นี่แล้วคิดถึงตอนเด็กๆ บ้านคุณตานิวอยู่ติดกับนาข้าวเลย เราได้ไปวิ่งเล่นตามคันนา แล้วพอเรามาอยู่ที่บ้านปง เรารู้สึกว่ามันย้อนกลับไปถึงวัยเด็กของเราด้วย ด้วยความที่เราเป็นคนเหนือและเป็นดารา ชาวบ้านเขาก็รู้จักเรา พูดจาอบอุ่น เราก็เลยกลายเป็นคนของที่บ้านปงไปโดยปริยาย เวลาเขามีอะไรก็เอามาหาสู่ มาแลกกันกิน เราก็เลยถามว่าที่บ้านปลูกอะไร ทำอะไรกันบ้าง พยายามจะดูว่า เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

คุณยกให้ชาวนาเป็นครูเลยใช่ไหม

นิว : ใช่ค่ะ คือในรุ่นตารุ่นแม่ เขาเป็นชาวนา แต่รุ่นเรา เราไม่เคยปลูกข้าวเลย พอเราได้มาเป็นเจ้าของผืนนาจริงๆ เราก็ต้องเรียนรู้ แทนที่จะขายกาแฟอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องรู้ว่าทำไมเราถึงมาอยู่นี่ เพราะเรามีนา มีนาแล้วมันยังไงล่ะ ต้องปลูกยังไงล่ะ เราทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเรามีความตั้งใจ มีความสนใจ เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำอยู่ เขาก็จะภูมิใจกับอาชีพของเขา แล้วพอเรารู้จักเขามากขึ้น เขาไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่เขาเป็นดอกเตอร์ ศาสตราจารย์เลย เพราะเขาบอกว่าปลูกข้าวตั้งแต่อายุเก้าขวบ จนตอนนี้อายุหกสิบกว่าแล้วอะ นิวก็เลยบอกว่า พ่อเป็นดอกเตอร์ได้แล้วนะ ความรู้เขามีเยอะมากเกี่ยวกับการปลูกข้าว 

เป๊ก : เกษตรกรหรือชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น ชาวนาคือวิถีของเขาไปแล้วนะ 

อะไรทำให้คุณหันมาสนใจเรื่องข้าว

เป๊ก : ในมุมเป๊กก็คือ ที่เรามาใส่ใจเรื่องข้าวเพิ่มเติมเพราะว่า COVID-19 แล้วเรารู้สึกว่าคนที่ตกงาน เขาไม่ได้เงินเดือน ไม่มีเงินเดือนก็ไม่มีอะไรกิน ฉะนั้นการที่เราจะมีอะไรกิน ก็คือสิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ใช่การเปิดร้านอาหารนะ แต่เราสร้างแปลงเกษตรกันเอง ปลูกข้าวเอง มีผักกินได้ เลี้ยงไก่เก็บไข่กินได้ เราพยายามไม่พึ่งพาใคร อยากให้มันเป็นวิถีเกษตรยั่งยืนมากขึ้น ก็เลยเริ่มตั้งใจในเรื่องข้าวเป็นพิเศษ

นิว : แล้วเราก็ได้ไปเรียนรู้กับศูนย์พันธุ์ข้าวสะเมิง เพื่อให้เขาดูว่าดินของเราไปปลูกข้าวพันธุ์อะไรได้บ้าง ทางเป๊กเองก็ไปคุยกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เขาส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องพันธุ์ข้าวและการแปรรูปข้าวด้วย

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

ตอนนี้ลงมือปลูกข้าวอะไรไปแล้วบ้าง 

เป๊ก : ตอนนี้เราลงมือปลูกสิบกระทงนา ก็ประมาณห้าไร่ ซึ่งยังเป็นแปลงทดลองอยู่นะครับ มีข้าวดอย แล้วก็ข้าวจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกว่าข้าวพ่อแม่ลูก ซึ่งคัดมาแล้วว่าดีที่สุด แม่เป็นข้าวก่ำ พ่อเป็นข้าวหอมมะลิ พอผสมกันลูกออกมาเป็นก่ำดอยสะเก็ด มันก็จะหอมด้วยเป็นซ้อมมือหรือเป็นข้าวก่ำด้วย 

นิว : เราจริงจังกับเรื่องนามาก แล้วเรารู้สึกว่าข้าวที่คัดมาแล้วต้องเป็นสีที่ไม่ใช่สีเขียวอย่างเดียว เราเลยทำนาสองสี ปลูกข้าวก่ำด้วย ข้าวขาวด้วย

ได้ยินมาว่าคุณปลูกข้าวดอยด้วย ทำไมถึงปลูกข้าวที่ไม่ค่อยมีใครอยากปลูก

นิว : อันที่จริงข้าวดอยอร่อยมากเลยนะ แต่ที่ชาวบ้านไม่อยากปลูกเพราะมันปลูกยาก แล้วคนเชียงใหม่แทบไม่ค่อยได้ทาน เพราะมันปลูกข้างบนดอย คนบนดอยเขาก็ปลูกแล้วเขาก็กินกันเอง แล้วแจกจ่ายให้ชนเผ่าของเขา 

เป๊ก : เรายังอยากกินเลยอะ

นิว : แล้วข้าวดอยมันจะมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีความเป็นคาร์โบไฮเดรตสูง 

เป๊ก : พอกินแล้วมันเหนียว มันคือข้าวญี่ปุ่นเลย โอ้โห มันอร่อยว่ะ กินแล้วเราชอบ 

นิว : นี่แหละที่ว่าทำไมคนดอยถึงมีกำลัง มีแรงเยอะ

เป๊ก : ถ้าเราทำข้าวดอย มันก็เป็นการช่วยชาติพันธุ์ข้างบนด้วย แล้วก็ช่วยพวกเราเองด้วย ในเรื่องวิถีเกษตรแบบธรรมชาติ หน้าที่ของเราก็คือทำให้ชาวบ้านเขาเห็นว่าเราปลูกได้นะ นำร่องให้ชาวบ้านได้ดูก่อน 

อุปสรรคและความท้าทายของการทำนาคืออะไร

นิว : ปลูกจริงๆ ไม่ยากนะคะ แต่ดูแลยาก

เป๊ก : น้ำเอย ฝนเอย

นิว : เราเลยรู้ว่าการมาเป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชวนสวน ชาวไร่ เป็นอาชีพที่อยู่กับความคาดหวัง ดินฟ้าอากาศมันบอกไม่ได้ว่าปีนี้ผลผลิตจะดีไหม มันคือการใช้ใจ อยากปลูกอยากทำ แต่ผลผลิตเป็นยังไงไม่รู้ คาดเดาไม่ได้ 

เป๊ก : ชาวบ้านถึงไม่เสี่ยง ที่เขาปฏิเสธไม่เอาพันธุ์ข้าวของเราก็เพราะว่ามันเกี่ยวโยงกับชีวิตเขาเลย ถ้าสุดท้ายผลผลิตมันไม่ออกดีเท่าที่ควร แล้วใครจะรับผิดชอบ ต้องเข้าใจเขาด้วย เราก็เลยต้องลองปลูกให้ดู ให้การกระทำของเราเป็นตัวบอกได้ชัดเจนที่สุด 

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว
เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

เป้าหมายของ Brandnew Field Good คืออะไร

เป๊ก : เราอยากทำให้ Brandnew Field Good มัน Sustainable แบบระยะยาวไปเลย ถ้าเราชอบเที่ยว รักการท่องเที่ยว นี่คือหนึ่งจุดหมาย ที่คุณถ้ามาเชียงใหม่คุณจะต้องมาเที่ยวร้านเราไปยาวๆ เป็นสิบปี ยี่สิบปี

นิว : เรามีความคิดว่าการท่องเที่ยวมันก็คือการเจริญหู เจริญตา แต่ของเรามีการเจริญอาหารด้วย คือเราก็ต้องนำข้าวไปนำเสนอให้มันเป็นอะไรที่คนอยากจะมาเที่ยวมากิน พยายามเอาพันธุ์ข้าวพวกนี้ไปแปรรูป หรือว่าจะไปทำเป็นเมนูพิเศษที่จะนำเสนอในร้านต่อไป 

ทำไมถึงอยากพัฒนาที่นี่เป็น Eco Tourism

เป๊ก : เรามีโอกาสได้ไปกินข้าวตามเถียงนากับชาวนา ได้กินอ่องปูเอย ผักกาดจอเอย ซึ่งอร่อยมาก พอถามว่าใส่อะไร เขาก็เลยบอกว่าใส่ผงชูรส (หัวเราะ) ธรรมชาติ แล้วเรารู้สึกมีความสุขมาก เดินไปมีกอไผ่ ข้างหลังเป็นเหมืองหิน เดินขึ้นไปมีเผาปูน เรารู้สึกว่าชุมชนมีทุกอย่างที่เราอยากทำเป็น Eco Tourism

สำหรับแผนก่อนแต่งงาน คือเราอยากทำที่นี่เป็นร้านอาหาร พอทำเสร็จเราก็คิดว่าเราอยากจะพัฒนาชุมชน เพราะว่าทุกอย่างมันดูเป็น Eco Tourism ได้ ผมก็ไปเลย ไปประชุมหมู่บ้าน แล้วก็นั่งคุยกับพ่อหลวง พูดเหมือนจะไปเป็นพ่อหลวงเองเลย ว่าคิดไหมครับว่าบ้านปงของเรามีอะไรพิเศษบ้าง ลองคิดดูว่าทำอะไรได้บ้าง อย่างหนองมนเขายังมีข้าวหลาม แล้วเราเคยคิดไหมว่าบ้านปงของเรามีอะไรดี เพื่อที่จะสร้างและพัฒนาชุมชนต่อได้

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

มาถึงตอนนี้แล้ว คุณวาดภาพ Brandnew Field Good ในอนาคตไว้ยังไงบ้าง

นิว : Brandnew Field Good ในปีต่อๆ ไป จะเกี่ยวกับการส่งเสริมและการเรียนรู้ ทั้งเรื่องข้าว เรื่องธรรมชาติ อยากให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แล้วก็วัฒนธรรมที่ดี เป็นศูนย์การเรียนรู้ เราเห็นภาพพ่อแม่มานั่งทานอาหารไป ชมธรรมชาติไป แล้วก็มีเด็กตัวน้อยๆ มาเล่นดินเล่นทราย เรารู้สึกว่าเป็นโมเมนต์ที่ครอบครัวควรมีให้กัน มันเป็นภาพที่นิวอยากให้เป็น มีกิจกรรม มีเดย์แคมป์ นิวรู้สึกว่าการทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่พอเขาโตขึ้น เขาจะเอาไปเล่าต่อได้ เหมือนทุกวันนี้ที่เรามาเล่าได้ เพราะว่าเรามีประสบการณ์ ตอนนี้เราก็ยังเป็นนักเรียนอยู่นะ แต่เราเรียนในยุคที่เราโตแล้ว ถ้าเรามีโอกาสได้เรียนตั้งแต่เด็กๆ เราก็อาจจะเจอความสนใจได้เร็วกว่านี้ 

เป๊ก : แล้วเราก็มองในมุมคนที่ชอบเที่ยวด้วย ถ้าเสร็จนาปี ปกติชาวบ้านเขาจะปลูกถั่วกันต่อ แล้วถ้าเราปลูกข้าวบาร์เลย์ต่อล่ะ ทุ่งสีทองสวย ให้คนมาถ่ายรูปได้ มี Chef’s Table อยู่ตรงนั้น มันน่าจะเป็นไปได้ สนุกนะที่คิดเรื่องข้าว แล้วถ้ามีคนที่สนใจมาช่วยกัน มันก็จะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นก็ได้

นิว : ใช่ค่ะ อย่างในวันนี้ที่เรามานั่งคุยกัน อาจจะมีหลายๆ อย่างที่มันอาจยังไม่เกิดขึ้น แต่มันเป็นภาพในอนาคตที่เราอยากให้มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้ลงมือทำแล้ว และเราก็คงจะพัฒนามันต่อไปอีก

เป๊ก-นิว คู่รักที่ลงมือดำและทำร้านอาหารในทุ่งนาสองสีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าว

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load