ชื่อแบรนด์: BEAMS
สัญชาติ:  ญี่ปุ่น
ปีที่ก่อตั้ง: 1976

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นจากญี่ปุ่นแล้ว โปรดไว้วางใจ…

BEAMS คือ แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น

BEAMS เป็นแบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนๆ อย่างเราคาดไม่ถึงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ทีมงาน BEAMS (ประเทศไทย) นับสิบชีวิตมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาว The Cloud ถึงที่ และพร้อมเพรียงกันในชุดคอลเลกชันใหม่ทั้งทีม และเมื่อรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่คนของ BEAMS พร้อมใจกันจนเป็นเอกลักษณ์ เราก็ได้แต่หวังว่า บ.ก. ที่รักจะอ่านข้ามๆ ประโยคนี้ไป ประโยคที่บอกว่า ขณะนี้นัยน์ตาแวววาวมาก อยู่ๆ ก็เกิดอยากแปรพักตร์ขอย้ายไปเป็นพนักงาน BEAMS ให้ครบทุกรอบที่คอลเลกชันออกใหม่

ระหว่างชื่นชมเสื้อมีระบายหลายเลเยอร์ แต่ไม่ดูหวานมากไป กลับให้ลุคบอยๆ แบบที่ฮิตสุดๆ ในช่วงนี้ ทีม BEAMS (ประเทศไทย) ก็แนะนำให้รู้จักและพูดคุยกับคุณมิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara) Supervisor Oversea Business Strategy and Management จาก BEAMS (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เราได้รู้จัก BEAMS ในแบบพิเศษสุดๆ

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

เบื้องหลังที่ทำให้ BEAMS ไปไกลกว่าแบรนด์ร้านแฟชั่นค้าปลีก สู่การเป็นผู้คัดเลือกและสร้างสรรค์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม วัยรุ่นของญี่ปุ่นมากว่า 40 ปี

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 ครอบครัวโยชิตาระ (Etsuzo Shitara) เริ่มต้นร้าน BEAMS ขึ้นจากพื้นที่เพียง 21 ตารางเมตรในย่านฮาราจุกุ มีชื่อร้านว่า “American Life Shop BEAMS”,ซึ่งตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอสไตล์วัยรุ่นอเมริกันให้กับคนญี่ปุ่น 

โดยชื่อบริษัท BEAMS แฝงความหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลำแสง หรือการส่องแสงให้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นและนำเสนอสิ่งนั้นแก่โลก 2. คาน มาจากตัวอักษรคันจิ หมายถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ 3. รอยยิ้ม ที่มาจากทุกคนที่จะทำให้โลกนี้สดใส

ในยุคแรกนั้น ร้าน BEAMS เสนอความแปลกใหม่ด้วยเสื้อผ้าในสไตล์นักศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงตกแต่งร้านคล้ายหอพักนักศึกษา UCLA โดยนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีโรลเลอร์สเก็ตของ Nike และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวไลฟ์สไตล์ทั้งหมด อย่างล้อสเก็ตบอร์ด ไปจนถึงของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกับดักหนู เราจึงไม่แปลกใจที่จะเจอตะกร้าหวาย รองเท้าใส่เล่นในบ้าน ที่รองจานบนโต๊ะอาหาร หรือฟองน้ำล้างจานในร้าน BEAMS ทั้ง 150 สาขาทั่วญี่ปุ่น และ 4 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ของเรา

คุณมิซากิเล่าโจทย์แรกเริ่มของ BEAMS ให้ฟังว่า BEAMS พยายามที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นให้กับวัฒนธรรมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และเปิดให้โตเกียวเห็นโลกที่กว้างใหญ่ โดย BEAMS เริ่มขายรองเท้าไนกี้ครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำเพราะในขณะนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือรู้จักแค่ในวงแคบๆ ของคนที่คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคนญี่ปุ่นยังไม่รู้วิธีออกเสียง Nike จึงออกเสียงว่า “Nii-Keh”

BEAMS BEAMS

คัดสรรดีมาก

แม้จะเริ่มต้นจากความหลงใหลในสไตล์อเมริกัน BEAMS พาตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น

ในปี 1976 BEAMS วางแบบร้านแรกให้เป็นเหมือนหอพักของนักศึกษา UCLA หลังจากนั้นจึงค่อยขยายเป็นเป็นสไตล์ IVY League จากฝั่ง EAST COAST  และจึงพัฒนามาถึงแบรนด์ฝั่งยุโรปตั้งแต่ Italian suit มาจนถึงสไตล์ London street และมาถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหน้าใหม่

BEAMS จึงเริ่มต้นค้นหาและเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและงานออกแบบดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำเสนอแก่คนญี่ปุ่น ถือเป็นการพัฒนาแนวทางของร้านให้ชัดเจน

นายแบบ BEAMS BEAMS รองเท้า BEAMS

“เรานำเสนอสินค้าที่ดึงดูดใจจากทั่วโลกเพื่อทำให้ลูกค้าเรามีความสุข เรามักมีสินค้าเหนือความคาดหมายมานำเสนออยู่เสมอ ไม่เพียงแค่สิ่งนั้นจะไม่เหมือนใคร แต่ยังน่าสนใจและน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจกรรมและอีเว้นท์มาตลอด 40 ปี” และนี้คือ BEAMS จากความคิดเห็นของคุณมิซากิ

ขณะที่ร้านแฟชั่นแบรนด์ทั่วไปทำสื่อสารการตลาดเฉพาะสินค้าคอลเลกชันใหม่ ไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งตัว BEAMS ผู้สนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปของเทรนด์เสมอมา คุณมิซากิเล่าว่า นี่เป็นวิธีที่แสดงความเคารพแฟชั่น ด้วยการแสดงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและความสนใจของแต่ละบุคคลซึ่งมีแฟชั่นเป็นตัวนำเรื่องราว ที่สำคัญ เป็นโอกาสให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
BEAMS BEAMS

เป็นคนที่สำคัญ

แม้เรากำลังพูดคุยอยู่กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น แต่ตลอดการสนทนาระหว่างเรา คุณมิซากิเน้นย้ำเรื่องความสุขของ BEAMS เยอะครั้งกว่าที่พูดถึงสินค้าและเทรนด์เสื้อผ้าของซีซั่นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิประจำปีเสียอีก

BEAMS มีวัฒนะรรมที่เรียกกันเองภายในว่า ‘Happy life solution company’ หลักการความสุขของลูกค้า คู่ค้า แฟนๆ ของแบรนด์ พันธมิตร และทีมงานทุกคน

“ความสุขของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉัน การทำงานที่นี่ทำให้ฉันพบผู้คนแปลกๆ และความคิดที่แปลกแหวกแนวมากมายเต็มไปหมด งานของเราคือสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คน คุณจะได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจ แรงบันดาลใจ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายจากการทำงานที่ BEAMS” ความสุขของคุณมิซากิส่งผ่านจากตัวเธอมาสู่เรา

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

รูปแบบความใกล้ชิดระหว่างทีมงานและผู้บริหารระดับสูงของ BEAMS ที่มีมาตั้งแต่ BEAMS ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ก็ทำให้ทีมสามารถขายไอเดียใหม่และทำนัดหมายผู้บริหารง่ายมาก

คุณมิซากิเล่าว่า พนักงานเกือบทุกคนของ BEAMS จะเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้าน เพื่อเรียนรู้และสังเกตการณ์ลูกค้าและแฟนๆ ที่มาที่ BEAMS ว่ามีความต้องการอะไร จึงทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่สดใหม่ตลอดเวลา และข้อมูลจากพนักงานหน้าร้านก็ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นไอเดียสำหรับการผลิตสินค้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ คนของ BEAMS ทุกคนล้วนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเก่งเรื่องวัฒนธรรม บางคนเชี่ยวชาญเรื่องของวินเทจ คาแรกเตอร์ที่หลากหลายทำให้ BEAMS มีข้อมูลมากมายพอที่จะนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ และไม่ใช่แค่คาแรกเตอร์จากเสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้นที่ BEAMS มองหา แต่รวมถึงมุมมองต่อชีวิต ไลฟ์สไตล์ การฟังเพลง ดูหนัง การเลือกเสพสื่อ กิจกรรม กีฬา ที่สนใจด้วย ทั้งหมดนี้เลย คุณมิซากิบอกว่า ไม่ใช่การมองหาว่าใครมีพรสวรรค์ แค่มองหาว่าได้ทำในสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเปล่า

เราจึงชอบแอบมอง styling ของทีมงานของ BEAMS ทุกครั้งที่เข้าไปอัพเดตของใหม่ที่ร้าน BEAMS และเว็บไซต์ แต่อย่าเผลอเข้าไปส่องนานนะคะ เพราะมีหวังเสียเงินแน่ๆ

BEAMS

ดูเพิ่มเติม: www.beams.co.jp

Whatever Will BEAMS Will BEAMS

ครั้งแรกที่ได้ยินว่าภายใต้ BEAMS นั้นมี house brand ถึง 30 label เราสงสัยว่า BEAMS มีวิธีการสื่อสารและทำแบรนดิ้งอย่างไรให้ทุกแบรนด์ในเครือ BEAMS อยู่ปรองดองใต้ร่มคันเดียวกันได้

“ที่ BEAMS เราขายไลฟ์สไตล์แห่งความสุข เราโตมาจากไอเดียที่ว่า ทุกที่มีความต้องการอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำเสนอบริการที่ตอบสนองจุดๆ นั้น กล่าวสั้นๆ คือ หนึ่งในลักษณะเฉพาะของ BEAMS คือเราประกอบด้วยหลากหลายมุม” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าวด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

แบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ภายใต้ BEAMS นั้นมีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า นั่นคือเหตุผลที่ BEAMS มีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ดนตรี ศิลปะ งานทำมือ และอีกมากมายทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก

สินค้า label หลักๆ ได้แก่ BEAMS: เสื้อผ้าผู้ชายของ BEAMS ซึ่งนำเสนอสไตล์ลำลองร่วมสมัยตั้งแต่สไตล์ sport, street, military จนถึง workwear BEAMS PLUS: เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมซึ่งมีพื้นฐานมาจากสไตล์ American classic  VAPORIZE: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ลำลองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี ภายใต้การดูแลของ Jams lha มือกีต้าวง Smashing Pumpkins  BEAMS BOY: แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมของผู้ชายมาทำให้เป็นสไตล์ลำลอง และสุดท้าย Ray BEAMS: เสื้อผ้าผู้หญิงที่นำเสนอสไตล์ตามเทรนด์ที่หลากหลาย โดยมีพื้นฐานมาจากคอนเซ็ป ‘The way of chic’

BEAMS

Speaking Words of Wisdom, Let It BEAMS

แม้การทำ collaboration จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงหลังมานี้ การร่วมกันทำโปรเจกต์พิเศษขององค์กร ห้างร้าน หรือแบรนด์ ที่ต่างกันกำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นทางออกที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์ให้อยู่รอด ผ่านการสร้างการรับรู้ที่ไปไกลและกว้างกว่าวิธีการเดินเพียงลำพังแบบเดิมเสียอีก

เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่น้อยเริ่มต้นรู้จัก BEAMS จากโปรเจกต์พิเศษที่ BEAMS ไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชื่อดังมากมาย

BEAMS ทำได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็ทำ collaboration แต่ส่วนมากก็แค่ทำสีพิเศษขึ้นมาใหม่

การพัฒนาความสัมพันธ์ของแบรนด์, ศิลปิน, ดีไซเนอร์, ผู้ทำงานฝีมือ, โรงงานผลิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ BEAMS สามารถสร้างโลกของสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นจากการปล่อยสินค้า collaboration ออกมาหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ สินค้าจากแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นชั้นนำไปจนถึงสินค้า outdoor และ sport หรือข้ามวงการ ไปร่วมกับอย่าง Starbuck, ANA(Airline) และ Panasonic นี่เป็นแค่ตัวอย่าง

“ความสามารถในการสร้าง collaboration ให้ตรงความต้องการของบุคคลและของตลาดโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำเป็นกุญแจสำคัญ เราพยายามที่จะทำทุกอย่างล้ำหน้าก่อนคนอื่น

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่เราทำโปรเจค collaboration มา เรารวบรวมไว้ในหนังสือ “BEAMS Beyond Tokyo” หนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเราและวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของการ collaboration ซึ่งจัดพิมพ์โดย Rizzoli เมื่อปีก่อน” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าว

สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.beams.co.jp

รองเท้า Ura- VANS

BEAMS JAPAN, TEAM JAPAN

BEAMS JAPAN

BEAMS JAPAN เป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ BEAMS เริ่มเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี โดยทีมญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลายโดยมีจุดร่วมคือ “Japan”

“ที่ผ่านมา เรานำของเข้าจากต่างประเทศมามากมาย โดยลืมของที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดทั้งๆ ที่เรามีสิ่งที่ดีในประเทศจำนวนไม่น้อย พวกเราคนญี่ปุ่น ถ้าไม่คิดว่าของญี่ปุ่นเองก็เจ๋ง เราก็จะไม่สามารถส่งออกของเราได้เลย เราจึงริเริ่มโปรเจกต์ BEAMS JAPAN ขึ้นมา” ตัวแทนจากญี่ปุ่นเล่า

ที่ BEAMS JAPAN คุณจะพบกับสิ่งของที่สวยงามมากมายที่ได้รับการคัดสรรจากสายตาที่แหลมคมของ BEAMS ซึ่งแต่ละชั้นก็มี theme ของตัวเองทั้ง 6 ชั้น ; อาหาร, ผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, สินค้าแฟชั่น, การ collaboration,   วัฒนธรรมศิลปะและงานฝีมือ

ถือเป็นการนำเสนอความเจ๋งของญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้นอีก

BEAMS BEAMS

BEAMS BEAMS

หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น ก็ลองไปแวะหยิบจับของจาก BEAMS JAPAN รับรองว่าเพลินชนิดว่าอยู่ได้ทั้งวัน เพราะมีทั้งร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคัดสรรพิเศษและสินค้าของดีพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นและเสื้อผ้าที่ผลิตจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 เป็นโปรเจค collaboration ที่มีกลิ่นไอแบบของ BEAMS ชั้นที่ 4 มีการผสมผสานงานศิลปะ การออกแบบสินค้า และหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ชั้น 5 เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ และสุดท้ายชั้นใต้ดินเป็นร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้วัตุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น

BEAMS

ท่านผู้นำแฟชั่น

สินค้าจาก BEAMS ชิ้นแรกของผู้เขียนคือ รองเท้าแตะผู้ชาย สีดำ ไซส์เล็กที่สุด จากร้านที่ญี่ปุ่น

รองเท้าสีดำเรียบ ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่เรียกร้องความสนใจใดๆ คู่นี้ ตรงกับภาพรองเท้าที่ตามหามานาน 3 เดือนหลังจากนั้น รองเท้าทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านเรา

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าตัวนั้นเป็นแฟชั่นนิสต้า และคำว่าแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วเกินไป ผิดจากงบประมาณที่มี และวิสัยที่ชอบมองหาสิ่งของที่ถูกใจจริงๆ เพื่อใช้ในระยะยาว

สไตล์ สำคัญที่การมองหา เปิดรับความหลากหลาย จนไม่ได้มีคาแรกเตอร์ใดๆ มากำหนดอย่างชัดเจนว่า BEAMS เป็นแบรนด์แบบไหน เป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิต มีความจริงจัง มีความลำลอง มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสิ่งสำคัญอื่นๆ เติมเต็มตัวตน

หลายคนรู้จัก BEAMS จากการร่วมมือกันทำเพราะสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง เคารพตัวตนที่อาจจะแตกต่าง มองหาจุดที่จะลงตัวทั้งสองฝ่าย เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างตั้งใจ

ขออภัยที่อาจจะไม่มีคำแนะนำให้คุณว่าควรเลือกทดลองกับสิ่งไหน หรือบอกให้คุณจับตาว่าอะไรจะกลายเป็นเทรนด์ต่อไป เพราะเรื่องราวของ BEAMS แบรนด์ผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นี้ ไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณแฟชั่นที่เรียกร้องให้ใครทำตาม แต่เป็นผู้นำแฟชั่น ที่นำพาแฟชั่นมาหาเรา และหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกอะไรที่เหมาะสม ทำให้คุณเปล่งประกาย และ Let it BEAMS

www.beams.co.jp
Facebook | BEAMS Thailand Official

Writers

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Photographer

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

20 มิถุนายน 2560
5 K
ชื่อแบรนด์: Netflix
สัญชาติ:  อเมริกัน
ปีที่ก่อตั้ง: 1997

วินาทีนี้ คอหนังคอซีรีส์น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับ Netflix กันแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นสาวก เราขอแนะนำให้รู้จักกับบริษัทให้เช่าภาพยนตร์ออนไลน์ผู้ผันตัวสู่วงการสตรีมมิ่ง และเติบโตจนขยายบริการไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ถ้าอยากรู้ข้อมูลเชิงตัวเลข ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์มีสมาชิกสิริรวมกว่า 100 ล้านคนในกว่า 190 ประเทศ มีคนดูรายการต่างๆ มากกว่า 125 ล้านชั่วโมงในแต่ละวัน

 ผู้ชมชาวไทยท่านใดเคยใช้บริการแล้วคงเห็นด้วยกับเราว่า เน็ตฟลิกซ์ตรึงตาคนดูได้ไม่ยาก

และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

หลังศึกษาข้อมูลและนั่งพูดคุยกับ สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer) รองประธานฝ่าย Device Partner Ecosystem ของเน็ตฟลิกซ์ เนื่องในวาระที่สตรีมมิ่งเจ้านี้มาเปิดตัวเมืองไทย เราก็ได้เห็นต้นกำเนิดเสน่ห์ร้ายกาจของเน็ตฟลิกซ์ บริษัทนี้ไม่ใช่แค่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังหยิบใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เนื้อหาและประสบการณ์รับชมของคนดูสมบูรณ์แบบ จะพูดว่านี่คือการรวมร่างของครีเอทีฟกับมนุษย์เนิร์ดแนวซิลิคอนแวลลีย์ก็อาจไม่ผิดนัก

ก่อนกลับไปดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ที่ค้างอยู่ ลองมาอ่านเหตุผลที่ทำให้พวกเราต้องอดนอนข้ามคืนหน่อยไหม

Original Content : เนื้อหาแบบเน็ตฟลิกซ์ที่จะพาแบรนด์สู่ระดับโลก

6 พันล้านดอลลาร์ฯ คือจำนวนเงินที่เน็ตฟลิกซ์จะใช้ไปในปีนี้กับ Original Content หรือเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเพื่อเน็ตฟลิกซ์เท่านั้น

ใครเป็นสาวกเน็ตฟลิกซ์คงรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในแรงดึงดูดหลักของสตรีมมิ่งเจ้านี้ เพราะเป็นรายการที่หาดูที่อื่นไม่ได้ แต่มากกว่านั้น รายการออริจินัลเหล่านี้ยังช่วยให้บริษัทผลิตเนื้อหาได้อย่างไม่ต้องสนขนบเดิม เช่น แต่ละตอนของซีรีส์ต้องยาวเท่ากัน นิยามของซีซั่นต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น

นอกจากนี้ การสร้างเนื้อหาของตัวเองยังช่วยขจัดปัญหาที่ขัดขวางการขยายสู่ระดับนานาชาติ นั่นคือเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะบางทีหนังหรือซีรีส์บางเรื่องก็ฉายได้ในอเมริกาแต่ยังมาฉายเอเชียไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรายการที่เน็ตฟลิกซ์ทำเอง อยากฉายกี่ประเทศก็ไม่มีปัญหา   

ว่าแต่วันนี้คุณได้ดู House of Cards ซีรีส์เรื่องแรกสุดของเน็ตฟลิกซ์หรือยัง?

Netflix, House of Cards

‘ดีและโดน’ มากกว่า ‘ดัง’

เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมสำหรับเน็ตฟลิกซ์คือเรื่องราวที่ทรงพลัง คนดูมีความรู้สึกร่วม และดูจบแล้วอยากบอกต่อ มากไปกว่านั้น วิธีเล่าเรื่องยังต้องดีทั้งในแง่การสื่อสารและการผลิต (แต่ทั้งนี้ เน็ตฟลิกซ์ขึ้นชื่อเรื่องให้อิสระกับผู้ผลิตมาก พวกเขามีไกด์ไลน์ให้แต่จะไม่ก้าวก่ายจนเกินเหตุ) ที่สำคัญคือ เนื้อหาดีเหล่านี้จะต้องโดนใจคนดู ไม่ใช่ทุกคนพร้อมกัน หากแต่ละคนควรได้มีหนังโปรดของตัวเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่ดีคือ Stranger Things ซีรีส์ที่ก่อนหน้านี้ถูกปฏิเสธโดยช่องอื่นๆ กว่า 19 ช่อง ด้วยเหตุผลอย่างหนังเรื่องนี้อาจมีกลุ่มคนดูเล็กเกินไป คนทำเองก็ไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่เมื่อมาถึงมือเน็ตฟลิกซ์ พวกเขากลับมองเห็นความเป็นไปได้อื่น เช่น Stranger Things อาจไม่ได้โดนใจทุกคน แต่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนดูที่คิดถึงยุค 80 และรักเรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ที่สุดแล้วซีรีส์นี้จึงได้รับอนุญาตให้สร้างและกลายเป็นหนึ่งในตัวสร้างชื่อของสตรีมมิ่งเจ้านี้

และเพราะมีวิธีคิดเช่นนี้เอง เมื่อเราลองเลียบเคียงถามเรื่องหนังดังในเน็ตฟลิกซ์ พวกเขาดูจะไม่ค่อยสนใจนัก

“ถ้าเราคิดถึงความดังหรืออะไรดังที่สุด ผมไม่คิดว่าเราจะสร้างโชว์ที่ยอดเยี่ยมได้” สก๊อตต์บอกเรา

Netflix, Stranger Things

เนื้อหาที่ดีจะก้าวข้ามทุกพรมแดน

ในปี 2016 เน็ตฟลิกซ์ก้าวสู่การเป็นสตรีมมิ่งระดับนานาชาติ เราถามชาวเน็ตฟลิกซ์ว่า ก้าวใหญ่ก้าวนี้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการผลิตเนื้อหาหรือเปล่า

“ทั้งใช่และไม่ใช่” สก๊อตต์ตอบ แล้วอธิบายต่อว่า คำว่าไม่ใช่ คือหลักการสำคัญในการสร้างเนื้อหานั้นยังเหมือนเดิม นั่นคือค้นหาเรื่องที่ดีและพามันไปถึงกลุ่มคนที่ใช่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขาตระหนักว่าเน็ตฟลิกซ์ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ตลาดท้องถิ่นเล่าเรื่องของตัวเองได้ทั้งระดับในและนอกประเทศ พวกเขาจึงลงทุนไปเยอะกับการทำให้การผลิตระดับท้องถิ่นมีศักยภาพ

ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์ทำงานกับผู้ผลิตในหลากหลายประเทศ ตั้งแต่เกาหลี เม็กซิโก จนถึงฝรั่งเศส (และตอนนี้ก็กำลังทำงานกับเมืองไทยอยู่ด้วย) โดยไม่กังวลเรื่องปัญหาที่จะเกิดจากความแตกต่างของวัฒนธรรม เพราะพวกเขาเชื่อว่าเรื่องเล่าที่ดีจะก้าวไปถึงใจคนดูทั่วทุกมุมโลกได้ ไม่ต่างจากที่แอนิเมชันญี่ปุ่นจับใจคนนานาชาติมาแล้ว

และนั่นคือเหตุผลที่สาวกเน็ตฟลิกซ์ชาวไทยบางคนอาจติดรายการสัญชาติบราซิลอยู่ตอนนี้

Netflix, รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings), สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer)

เลือกของแบบไม่มั่วด้วย Big Data

“ศิลปะมากเท่าๆ กับวิทยาศาสตร์” – รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์เคยให้นิยามบริษัทตัวเองไว้แบบนั้น

นั่นเพราะเนื้อหาชั้นเยี่ยมในเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะพวกเขามีรสนิยมดีในการคัดสรร แต่เบื้องหลังการแทงหวย เน็ตฟลิกซ์มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้พวกเขาเก็บข้อมูลของผู้ชมไว้แบบละเอียดยิบ และ Big Data นี้เองที่ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจคัดเลือกเนื้อหาใหม่และกะงบที่ต้องใช้ลงทุนกับแต่ละเรื่องได้อย่างมั่นใจขึ้น

“Big Data บอกเราบางเรื่องเกี่ยวกับคนดู ดังนั้น เมื่อมีคนเอาเรื่องมาเสนอเรา เช่น เรื่องแนวสยองขวัญ เราจะรู้ว่าคนดูแบบไหนจะชอบเนื้อหาแบบนี้” สก๊อตต์บอก

นอกจากนี้ ใครที่เป็นสมาชิกเน็ตฟลิกซ์จะรู้ว่าสตรีมมิ่งเจ้านี้จะช่วยคัดเลือกและนำเสนอรายการที่คิดว่าแต่ละคนน่าจะชอบมาให้ นั่นเพราะ Big Data ช่วยคัดแยกและคัดสรรสิ่งที่คนดูต้องการจากมหาสมุทรรายการของเน็ตฟลิกซ์ ช่วยทำนายให้ว่าถ้าเลือกดูหนังเรื่องนี้ เรื่องถัดไปที่เขาอยากดูน่าจะเป็นเรื่องไหน โดยการทำนายที่ว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยม ไม่ใช่ถิ่นฐานของคนดู เพราะคนดูจากคนละที่อาจชอบรายการเดียวกัน และนั่นหมายความว่าเขาอาจชอบรายการอื่นที่เหมือนกันด้วย

“มันคือการแต่งงานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเนื้อหากับเทคโนโลยี” สก๊อตต์อธิบายฟังก์ชันคัดสรรเนื้อหาด้วยคำนี้

คุยกับผู้บริหาร Netflix ถึงเบื้องหลังที่ทำให้เรากดดูสตรีมมิ่งเจ้านี้แล้วหยุดไม่ได้จนตาโหล

สร้างประสบการณ์รับชมที่คนดูจะหลงรัก

รี้ดเคยกล่าวไว้ว่า ธุรกิจของเขาช่วยให้ผู้ชมมีอำนาจควบคุมการชมวิดีโอในทุกที่ ทุกเวลา ที่ต้องการ ไม่ต่างจากเสน่ห์ที่เราได้สัมผัสเวลาอ่านสื่อกระดาษอย่างนิตยสาร นอกจากนี้ การชมวิดีโอของเน็ตฟลิกซ์ยังชมได้พร้อมกันจากทั่วโลก และเป็นการชมที่ลื่นไหลไม่สะดุด เพราะเน็ตฟลิกซ์มีนโยบายแต่เริ่มต้นว่าจะไม่มีโฆษณาระหว่างฉาย

ไม่ใช่แค่นั้น สก๊อตต์ยังอธิบายว่า ในตอนแรกคนจะเลือกรายการที่พวกเขาอยากดู แต่เมื่อเลือกแล้ว สิ่งที่พวกเขาอยากได้ต่อจากนั้นก็คือประสบการณ์การชมที่ดีที่สุด เบื้องหลังหน้าจอที่เราเห็น ชาวเน็ตฟลิกซ์จึงทำงานหนักและลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ชม ตั้งแต่คุณภาพการแสดงภาพระดับความละเอียดสูง เทคโนโลยีที่ทำให้วิดีโอไม่กระตุกแม้เน็ตจะอ่อน ไปจนถึงฟังก์ชันดาวน์โหลดรายการในตอนที่มีไวไฟเพื่อเก็บไว้ดูทีหลัง

“เราอยากสร้างสรรค์เนื้อหาชั้นยอดและส่งมันไปถึงคนดูด้วยเครื่องมือชั้นเยี่ยม” สก๊อตต์บอกความตั้งใจของเขาและทีมงาน

โฟกัสที่ตัวเองมากกว่าคู่แข่ง

คู่แข่งทุกวันนี้มีเยอะมาก คุณทำยังไงให้ต่างจากคนอื่น-เราถาม

“เราอยากจะคิดว่าตอนนี้เราก็แตกต่างอยู่แล้วนะ” สก๊อตต์ตอบทีเล่นทีจริง ก่อนอธิบายต่ออย่างเป็นการเป็นงานว่า ตอนนี้เน็ตฟลิกซ์ให้บริการสตรีมมิ่งในอเมริกามา 10 ปีแล้ว นอกจากตัวเน็ตฟลิกซ์เอง ก็มีผู้ให้บริการเจ้าใหญ่อยู่อีกหลายเจ้า เช่น HBO และ Amazon ซึ่งแน่นอนว่าคนดูก็ไม่ได้เลือกเจ้าเดียว ไม่ต่างจากเวลาดูทีวี

เพราะฉะนั้น เน็ตฟลิกซ์จึงมองว่าคนดูจะใช้บริการจากแบรนด์อื่นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ (ดีเสียอีก เพราะพวกเขาจะได้คุ้นเคยกับการชมเนื้อหาผ่านระบบ Internet TV on Demand) สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาตัวเองให้ชนะใจคนดู

“สิ่งที่เรากังวลคือ เราจะพัฒนาตัวเองขึ้นได้อย่างไรในการหาและเล่าเรื่องที่ดี รวมถึงทำให้เทคโนโลยีที่สื่อสารเรื่องราวออกไปดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเน้นที่ตรงนั้น ผู้ชมจะได้คุณค่าจากสิ่งที่เราทำมากขึ้นเรื่อยๆ” สก๊อตต์กล่าว

ถ้าอยากรู้ว่าเน็ตฟลิกซ์ทำสำเร็จหรือไม่ เห็นจะต้องลอง Sign in แล้วพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง

Netflix, รี้ด แฮสต์ลิงส์ (Reed Hastlings), สก๊อตต์ มิเรอร์ (Scott Mirer)
 
 

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load