ชื่อแบรนด์: BEAMS
สัญชาติ:  ญี่ปุ่น
ปีที่ก่อตั้ง: 1976

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นจากญี่ปุ่นแล้ว โปรดไว้วางใจ…

BEAMS คือ แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น

BEAMS เป็นแบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนๆ อย่างเราคาดไม่ถึงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ทีมงาน BEAMS (ประเทศไทย) นับสิบชีวิตมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาว The Cloud ถึงที่ และพร้อมเพรียงกันในชุดคอลเลกชันใหม่ทั้งทีม และเมื่อรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่คนของ BEAMS พร้อมใจกันจนเป็นเอกลักษณ์ เราก็ได้แต่หวังว่า บ.ก. ที่รักจะอ่านข้ามๆ ประโยคนี้ไป ประโยคที่บอกว่า ขณะนี้นัยน์ตาแวววาวมาก อยู่ๆ ก็เกิดอยากแปรพักตร์ขอย้ายไปเป็นพนักงาน BEAMS ให้ครบทุกรอบที่คอลเลกชันออกใหม่

ระหว่างชื่นชมเสื้อมีระบายหลายเลเยอร์ แต่ไม่ดูหวานมากไป กลับให้ลุคบอยๆ แบบที่ฮิตสุดๆ ในช่วงนี้ ทีม BEAMS (ประเทศไทย) ก็แนะนำให้รู้จักและพูดคุยกับคุณมิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara) Supervisor Oversea Business Strategy and Management จาก BEAMS (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เราได้รู้จัก BEAMS ในแบบพิเศษสุดๆ

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

เบื้องหลังที่ทำให้ BEAMS ไปไกลกว่าแบรนด์ร้านแฟชั่นค้าปลีก สู่การเป็นผู้คัดเลือกและสร้างสรรค์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม วัยรุ่นของญี่ปุ่นมากว่า 40 ปี

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 ครอบครัวโยชิตาระ (Etsuzo Shitara) เริ่มต้นร้าน BEAMS ขึ้นจากพื้นที่เพียง 21 ตารางเมตรในย่านฮาราจุกุ มีชื่อร้านว่า “American Life Shop BEAMS”,ซึ่งตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอสไตล์วัยรุ่นอเมริกันให้กับคนญี่ปุ่น 

โดยชื่อบริษัท BEAMS แฝงความหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลำแสง หรือการส่องแสงให้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นและนำเสนอสิ่งนั้นแก่โลก 2. คาน มาจากตัวอักษรคันจิ หมายถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ 3. รอยยิ้ม ที่มาจากทุกคนที่จะทำให้โลกนี้สดใส

ในยุคแรกนั้น ร้าน BEAMS เสนอความแปลกใหม่ด้วยเสื้อผ้าในสไตล์นักศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงตกแต่งร้านคล้ายหอพักนักศึกษา UCLA โดยนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีโรลเลอร์สเก็ตของ Nike และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวไลฟ์สไตล์ทั้งหมด อย่างล้อสเก็ตบอร์ด ไปจนถึงของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกับดักหนู เราจึงไม่แปลกใจที่จะเจอตะกร้าหวาย รองเท้าใส่เล่นในบ้าน ที่รองจานบนโต๊ะอาหาร หรือฟองน้ำล้างจานในร้าน BEAMS ทั้ง 150 สาขาทั่วญี่ปุ่น และ 4 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ของเรา

คุณมิซากิเล่าโจทย์แรกเริ่มของ BEAMS ให้ฟังว่า BEAMS พยายามที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นให้กับวัฒนธรรมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และเปิดให้โตเกียวเห็นโลกที่กว้างใหญ่ โดย BEAMS เริ่มขายรองเท้าไนกี้ครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำเพราะในขณะนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือรู้จักแค่ในวงแคบๆ ของคนที่คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคนญี่ปุ่นยังไม่รู้วิธีออกเสียง Nike จึงออกเสียงว่า “Nii-Keh”

BEAMS BEAMS

คัดสรรดีมาก

แม้จะเริ่มต้นจากความหลงใหลในสไตล์อเมริกัน BEAMS พาตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น

ในปี 1976 BEAMS วางแบบร้านแรกให้เป็นเหมือนหอพักของนักศึกษา UCLA หลังจากนั้นจึงค่อยขยายเป็นเป็นสไตล์ IVY League จากฝั่ง EAST COAST  และจึงพัฒนามาถึงแบรนด์ฝั่งยุโรปตั้งแต่ Italian suit มาจนถึงสไตล์ London street และมาถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหน้าใหม่

BEAMS จึงเริ่มต้นค้นหาและเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและงานออกแบบดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำเสนอแก่คนญี่ปุ่น ถือเป็นการพัฒนาแนวทางของร้านให้ชัดเจน

นายแบบ BEAMS BEAMS รองเท้า BEAMS

“เรานำเสนอสินค้าที่ดึงดูดใจจากทั่วโลกเพื่อทำให้ลูกค้าเรามีความสุข เรามักมีสินค้าเหนือความคาดหมายมานำเสนออยู่เสมอ ไม่เพียงแค่สิ่งนั้นจะไม่เหมือนใคร แต่ยังน่าสนใจและน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจกรรมและอีเว้นท์มาตลอด 40 ปี” และนี้คือ BEAMS จากความคิดเห็นของคุณมิซากิ

ขณะที่ร้านแฟชั่นแบรนด์ทั่วไปทำสื่อสารการตลาดเฉพาะสินค้าคอลเลกชันใหม่ ไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งตัว BEAMS ผู้สนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปของเทรนด์เสมอมา คุณมิซากิเล่าว่า นี่เป็นวิธีที่แสดงความเคารพแฟชั่น ด้วยการแสดงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและความสนใจของแต่ละบุคคลซึ่งมีแฟชั่นเป็นตัวนำเรื่องราว ที่สำคัญ เป็นโอกาสให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
BEAMS BEAMS

เป็นคนที่สำคัญ

แม้เรากำลังพูดคุยอยู่กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น แต่ตลอดการสนทนาระหว่างเรา คุณมิซากิเน้นย้ำเรื่องความสุขของ BEAMS เยอะครั้งกว่าที่พูดถึงสินค้าและเทรนด์เสื้อผ้าของซีซั่นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิประจำปีเสียอีก

BEAMS มีวัฒนะรรมที่เรียกกันเองภายในว่า ‘Happy life solution company’ หลักการความสุขของลูกค้า คู่ค้า แฟนๆ ของแบรนด์ พันธมิตร และทีมงานทุกคน

“ความสุขของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉัน การทำงานที่นี่ทำให้ฉันพบผู้คนแปลกๆ และความคิดที่แปลกแหวกแนวมากมายเต็มไปหมด งานของเราคือสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คน คุณจะได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจ แรงบันดาลใจ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายจากการทำงานที่ BEAMS” ความสุขของคุณมิซากิส่งผ่านจากตัวเธอมาสู่เรา

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

รูปแบบความใกล้ชิดระหว่างทีมงานและผู้บริหารระดับสูงของ BEAMS ที่มีมาตั้งแต่ BEAMS ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ก็ทำให้ทีมสามารถขายไอเดียใหม่และทำนัดหมายผู้บริหารง่ายมาก

คุณมิซากิเล่าว่า พนักงานเกือบทุกคนของ BEAMS จะเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้าน เพื่อเรียนรู้และสังเกตการณ์ลูกค้าและแฟนๆ ที่มาที่ BEAMS ว่ามีความต้องการอะไร จึงทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่สดใหม่ตลอดเวลา และข้อมูลจากพนักงานหน้าร้านก็ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นไอเดียสำหรับการผลิตสินค้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ คนของ BEAMS ทุกคนล้วนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเก่งเรื่องวัฒนธรรม บางคนเชี่ยวชาญเรื่องของวินเทจ คาแรกเตอร์ที่หลากหลายทำให้ BEAMS มีข้อมูลมากมายพอที่จะนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ และไม่ใช่แค่คาแรกเตอร์จากเสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้นที่ BEAMS มองหา แต่รวมถึงมุมมองต่อชีวิต ไลฟ์สไตล์ การฟังเพลง ดูหนัง การเลือกเสพสื่อ กิจกรรม กีฬา ที่สนใจด้วย ทั้งหมดนี้เลย คุณมิซากิบอกว่า ไม่ใช่การมองหาว่าใครมีพรสวรรค์ แค่มองหาว่าได้ทำในสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเปล่า

เราจึงชอบแอบมอง styling ของทีมงานของ BEAMS ทุกครั้งที่เข้าไปอัพเดตของใหม่ที่ร้าน BEAMS และเว็บไซต์ แต่อย่าเผลอเข้าไปส่องนานนะคะ เพราะมีหวังเสียเงินแน่ๆ

BEAMS

ดูเพิ่มเติม: www.beams.co.jp

Whatever Will BEAMS Will BEAMS

ครั้งแรกที่ได้ยินว่าภายใต้ BEAMS นั้นมี house brand ถึง 30 label เราสงสัยว่า BEAMS มีวิธีการสื่อสารและทำแบรนดิ้งอย่างไรให้ทุกแบรนด์ในเครือ BEAMS อยู่ปรองดองใต้ร่มคันเดียวกันได้

“ที่ BEAMS เราขายไลฟ์สไตล์แห่งความสุข เราโตมาจากไอเดียที่ว่า ทุกที่มีความต้องการอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำเสนอบริการที่ตอบสนองจุดๆ นั้น กล่าวสั้นๆ คือ หนึ่งในลักษณะเฉพาะของ BEAMS คือเราประกอบด้วยหลากหลายมุม” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าวด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

แบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ภายใต้ BEAMS นั้นมีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า นั่นคือเหตุผลที่ BEAMS มีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ดนตรี ศิลปะ งานทำมือ และอีกมากมายทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก

สินค้า label หลักๆ ได้แก่ BEAMS: เสื้อผ้าผู้ชายของ BEAMS ซึ่งนำเสนอสไตล์ลำลองร่วมสมัยตั้งแต่สไตล์ sport, street, military จนถึง workwear BEAMS PLUS: เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมซึ่งมีพื้นฐานมาจากสไตล์ American classic  VAPORIZE: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ลำลองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี ภายใต้การดูแลของ Jams lha มือกีต้าวง Smashing Pumpkins  BEAMS BOY: แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมของผู้ชายมาทำให้เป็นสไตล์ลำลอง และสุดท้าย Ray BEAMS: เสื้อผ้าผู้หญิงที่นำเสนอสไตล์ตามเทรนด์ที่หลากหลาย โดยมีพื้นฐานมาจากคอนเซ็ป ‘The way of chic’

BEAMS

Speaking Words of Wisdom, Let It BEAMS

แม้การทำ collaboration จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงหลังมานี้ การร่วมกันทำโปรเจกต์พิเศษขององค์กร ห้างร้าน หรือแบรนด์ ที่ต่างกันกำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นทางออกที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์ให้อยู่รอด ผ่านการสร้างการรับรู้ที่ไปไกลและกว้างกว่าวิธีการเดินเพียงลำพังแบบเดิมเสียอีก

เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่น้อยเริ่มต้นรู้จัก BEAMS จากโปรเจกต์พิเศษที่ BEAMS ไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชื่อดังมากมาย

BEAMS ทำได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็ทำ collaboration แต่ส่วนมากก็แค่ทำสีพิเศษขึ้นมาใหม่

การพัฒนาความสัมพันธ์ของแบรนด์, ศิลปิน, ดีไซเนอร์, ผู้ทำงานฝีมือ, โรงงานผลิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ BEAMS สามารถสร้างโลกของสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นจากการปล่อยสินค้า collaboration ออกมาหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ สินค้าจากแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นชั้นนำไปจนถึงสินค้า outdoor และ sport หรือข้ามวงการ ไปร่วมกับอย่าง Starbuck, ANA(Airline) และ Panasonic นี่เป็นแค่ตัวอย่าง

“ความสามารถในการสร้าง collaboration ให้ตรงความต้องการของบุคคลและของตลาดโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำเป็นกุญแจสำคัญ เราพยายามที่จะทำทุกอย่างล้ำหน้าก่อนคนอื่น

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่เราทำโปรเจค collaboration มา เรารวบรวมไว้ในหนังสือ “BEAMS Beyond Tokyo” หนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเราและวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของการ collaboration ซึ่งจัดพิมพ์โดย Rizzoli เมื่อปีก่อน” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าว

สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.beams.co.jp

รองเท้า Ura- VANS

BEAMS JAPAN, TEAM JAPAN

BEAMS JAPAN

BEAMS JAPAN เป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ BEAMS เริ่มเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี โดยทีมญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลายโดยมีจุดร่วมคือ “Japan”

“ที่ผ่านมา เรานำของเข้าจากต่างประเทศมามากมาย โดยลืมของที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดทั้งๆ ที่เรามีสิ่งที่ดีในประเทศจำนวนไม่น้อย พวกเราคนญี่ปุ่น ถ้าไม่คิดว่าของญี่ปุ่นเองก็เจ๋ง เราก็จะไม่สามารถส่งออกของเราได้เลย เราจึงริเริ่มโปรเจกต์ BEAMS JAPAN ขึ้นมา” ตัวแทนจากญี่ปุ่นเล่า

ที่ BEAMS JAPAN คุณจะพบกับสิ่งของที่สวยงามมากมายที่ได้รับการคัดสรรจากสายตาที่แหลมคมของ BEAMS ซึ่งแต่ละชั้นก็มี theme ของตัวเองทั้ง 6 ชั้น ; อาหาร, ผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, สินค้าแฟชั่น, การ collaboration,   วัฒนธรรมศิลปะและงานฝีมือ

ถือเป็นการนำเสนอความเจ๋งของญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้นอีก

BEAMS BEAMS

BEAMS BEAMS

หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น ก็ลองไปแวะหยิบจับของจาก BEAMS JAPAN รับรองว่าเพลินชนิดว่าอยู่ได้ทั้งวัน เพราะมีทั้งร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคัดสรรพิเศษและสินค้าของดีพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นและเสื้อผ้าที่ผลิตจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 เป็นโปรเจค collaboration ที่มีกลิ่นไอแบบของ BEAMS ชั้นที่ 4 มีการผสมผสานงานศิลปะ การออกแบบสินค้า และหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ชั้น 5 เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ และสุดท้ายชั้นใต้ดินเป็นร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้วัตุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น

BEAMS

ท่านผู้นำแฟชั่น

สินค้าจาก BEAMS ชิ้นแรกของผู้เขียนคือ รองเท้าแตะผู้ชาย สีดำ ไซส์เล็กที่สุด จากร้านที่ญี่ปุ่น

รองเท้าสีดำเรียบ ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่เรียกร้องความสนใจใดๆ คู่นี้ ตรงกับภาพรองเท้าที่ตามหามานาน 3 เดือนหลังจากนั้น รองเท้าทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านเรา

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าตัวนั้นเป็นแฟชั่นนิสต้า และคำว่าแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วเกินไป ผิดจากงบประมาณที่มี และวิสัยที่ชอบมองหาสิ่งของที่ถูกใจจริงๆ เพื่อใช้ในระยะยาว

สไตล์ สำคัญที่การมองหา เปิดรับความหลากหลาย จนไม่ได้มีคาแรกเตอร์ใดๆ มากำหนดอย่างชัดเจนว่า BEAMS เป็นแบรนด์แบบไหน เป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิต มีความจริงจัง มีความลำลอง มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสิ่งสำคัญอื่นๆ เติมเต็มตัวตน

หลายคนรู้จัก BEAMS จากการร่วมมือกันทำเพราะสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง เคารพตัวตนที่อาจจะแตกต่าง มองหาจุดที่จะลงตัวทั้งสองฝ่าย เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างตั้งใจ

ขออภัยที่อาจจะไม่มีคำแนะนำให้คุณว่าควรเลือกทดลองกับสิ่งไหน หรือบอกให้คุณจับตาว่าอะไรจะกลายเป็นเทรนด์ต่อไป เพราะเรื่องราวของ BEAMS แบรนด์ผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นี้ ไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณแฟชั่นที่เรียกร้องให้ใครทำตาม แต่เป็นผู้นำแฟชั่น ที่นำพาแฟชั่นมาหาเรา และหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกอะไรที่เหมาะสม ทำให้คุณเปล่งประกาย และ Let it BEAMS

www.beams.co.jp
Facebook | BEAMS Thailand Official

Writers

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Photographer

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

14 พฤศจิกายน 2565
3 K

กวาดสายตาไปบนท้องถนนเมืองไทยที่มีรถยนต์หนาแน่นตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะมีภาพจำเกี่ยวกับแบรนด์รถยนต์ เพียงแค่เห็น ‘สัญชาติ’ ของรถคันนั้น

รถเอเชียที่วิ่งกันอย่างเนืองแน่น เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน รถยุโรปที่อาจเห็นได้ยากกว่าเพราะราคาสูง คือตัวแทนของคุณภาพและความหรูหรา

แต่นั่นไม่ใช่กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะกับ ‘Kia’

Kia เป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อมาจากคำว่า ‘คิ’ (기 / 起) ที่แปลว่า ‘การทะยานขึ้นมา’ และ ‘อา’ (아 / 亞) ซึ่งหมายถึง ‘เอเชีย’

เมื่อนำมารวมกัน จึงเกิดเป็นแบรนด์เอเชียที่มีความตั้งใจทะยานขึ้นมาในเวทีโลก

วันนี้ The Cloud มีนัดกับ ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพื่อไขความลับเบื้องหลังการเติบโตของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ จนทำให้ยอดจองในประเทศไทยแซงหน้ากำลังการผลิต จนบางครั้งอาจต้องจองข้ามปีกันเลยทีเดียว

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

1. หัวใจของ Kia คือ ‘ดีไซน์’

ย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว Kia มีรถยนต์จำหน่ายหลากหลายรุ่น แต่ไม่ได้มีรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าขับไปบนท้องถนนก็อาจจะไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเชิญ ปีเตอร์ ชเรเยอร์ (Peter Schreyer) นักออกแบบมือทองในวงการยานยนต์เข้ามา เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้รถคันอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่ชายตามองผ่านกระจกหลังก็รู้ว่ารถคันนั้นคือ Kia

นั่นคือแนวคิดที่ทำให้เกิดการดีไซน์กระจังหน้าให้ออกมาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Tiger Nose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จนคว้ารางวัลด้านการดีไซน์มานับไม่ถ้วน และทำให้ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

2. สโลแกนไม่ใช่แค่แท็กไลน์ แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์ทุกส่วน

เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ชั้นนำต่อไป ล่าสุด Kia มีการรีแบรนด์ใหม่ โดยไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ แต่รวมไปถึงเป้าหมายด้วย

สโลแกนเดิมคือ ‘The Power to Surprise’ หมายถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้ลูกค้าอยู่เสมอ

สโลแกนใหม่คือ ‘Movement that inspires’ เริ่มมาจากความเชื่อว่า การเดินทางสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่ ๆ ได้

Kia คลุกคลีอยู่ในวงการยานพาหนะมายาวนาน ตั้งแต่ผลิตมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก จนถึงรถยนต์ และเชื่อว่าการที่มนุษย์ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้เป็นเพราะการเดินทาง การเคลื่อนที่ขยับขยายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ดีไซน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของรถยนต์ แต่เป็นการดีไซน์ประสบการณ์ของลูกค้าให้ราบรื่นที่สุด

ประเทศไทยเองก็ได้เปิดตัว Kia Connect ซึ่งเป็นบริการผ่าน Line OA ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ รวมถึงจองบริการอื่น ๆ ในที่เดียว ลูกค้าจึงได้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. Kia เป็นตัวแทนของการทะยานของเอเชีย แม้ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างทุกวันนี้

ยุคนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน รถยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า EV กลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนจับตามอง และ Kia ก็เป็นแบรนด์เอเชียที่เป็นผู้นำในเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

Kia เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอมา อย่างในสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากสุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่ Tesla เท่านั้น!

4. มาตรฐานเป็นที่ 1 ระดับโลก

นี่คือแบรนด์สัญชาติเอเชียที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถเอเชียก็มีคุณภาพดีไม่แพ้รถยุโรป Kia เป็นที่ 1 ในกลุ่ม Mass-brand ของ U.S. J.D. Power Initial Quality Study (IQS) ซึ่งเป็นรางวัลให้กับแบรนด์รถยนต์ที่มีการรายงานปัญหาน้อยที่สุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 และล่าสุด แบรนด์นี้ยังได้รับเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของคุณภาพรถยนต์จาก 2022 U.S. J.D. Power Vehicle Dependability Study

นอกจากการอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ Hyundai Motor Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กด้วย โดยเหล็กที่นำมาใช้กับรถยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group จะเป็นเหล็ก Advanced High Strength Steel หรือ AHSS ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงกว่าเหล็กทั่ว ๆ ไป ยังเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้อีกทาง

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

5. ดูแลครอบครัว แบบครอบครัว

หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจนี้ของ Kia คือการมอบการรับประกันคุณภาพ (Warranty) สำหรับ Kia Carnival ใหม่ทุกคันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กม. ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์สัญชาติเอเชียหรือแม้แต่แบรนด์สัญชาติตะวันตกบางแบรนด์ หากต้องการ Warranty ถึง 5 ปี คุณอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้านบริการหลังการขายเสมือนคนในครอบครัว ให้หมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับตัวรถที่อาจตามมาตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันนี้

6. โชว์รูมไม่ใช่แค่ที่จัดแสดงรถ แต่คือ Service Center ที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตได้

หลายคนอาจมองว่าโชว์รูมคือที่จัดแสดงรถยนต์ให้ลูกค้ามาซื้อและทดลองขับ แต่แบรนด์นี้ไม่ได้มองแบบนั้น โดยตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สบายมากยิ่งขึ้น แบ่งโซนเป็นห้องให้ลูกค้ามานั่งสบาย ๆ มีมุมให้นั่งทำงานระหว่างรอ และในอนาคตก็มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ มาจัดแสดง เพื่อความสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

7. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ แต่คือประสบการณ์ในการเคลื่อนที่

อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนชื่อกลุ่มบริษัท

เดิมชื่อเต็ม ๆ คือ Kia Motor Corporation แต่แบรนด์มองว่าการเคลื่อนที่หรือการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เราเคลื่อนที่ Kia จึงเชื่อในคำว่า Mobility มากกว่าแค่คำว่า Motor 

ดังนั้น Kia จึงตัดคำว่า Motor ออกจากชื่อ ให้เหลือเพียงคำว่า Kia Corporation เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เครื่องยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของการเคลื่อนที่ในยุคใหม่ได้

8. ลงทุนในอนาคตด้วย R&D

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวมาสู่จุดนี้และยังก้าวต่อไปในอนาคต คือความตั้งใจไม่หยุดพัฒนา Kia ตั้งศูนย์วิจัยในหลายประเทศ ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกมากมาย ทำให้ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และยังได้มุมมองจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอหลังการรีแบรนด์ คือการเปิดตัว Dedicated Platform สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นภายในปี 2026

เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างเดิม แต่คราวนี้ แบรนด์ตัดสินใจดีไซน์โครงสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเป็นยานพาหนะยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากความเสถียรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภายในรถยนต์ยังจะมีพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Kia Corporation วางนโยบายไว้ว่า อย่างน้อย 6% ของรายได้ทั้งหมด จะทุ่มไปกับการวิจัยและพัฒนา ทำให้นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

9. สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน 

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการที่บริษัทจัดกิจกรรม CSR ช่วยเหลือสังคม ลดการปล่อยมลภาวะ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ 

สำหรับ Kia การสร้างความยั่งยืนผ่านวิธีการเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเป็นพาร์ตเนอร์กับ National Geographic สนับสนุนเรื่องความยั่งยืน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเป็นมากกว่านั้น

ในทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เครื่องยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้กลับมองล้ำไปถึงการพัฒนา Fuel Cell ซึ่งจะมาเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนในการเคลื่อนที่ของมนุษย์

และนี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ Kia ไม่ได้ยั่งยืนแบบทั่ว ๆ ไป แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับทุก ๆ คนอีกด้วย

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load