วันหนึ่งในโลกที่หมุนเข้าใกล้ยุคสังคมไร้กระดาษ ข้อมูลหลั่งไหลสู่รูปแบบออนไลน์ และ ‘สิ่งพิมพ์ตายแล้ว’ กลายเป็นประเด็นถกเถียงหนาหู ฉันได้นั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่รอบตัวเต็มไปด้วยกระดาษนานาชนิด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu) คือกรรมการผู้จัดการสาขาประเทศไทยของ TAKEO บริษัทกระดาษญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1899 กิจการอายุนับร้อยนับพันปีอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ทาเคโอะพิเศษ คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนวัสดุที่กำลังทยอยสูญหายจากชีวิตผู้คน

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ยังอยู่รอด โองิทสึบอกฉันว่า ยอดขายของทาเคโอะไม่ตกลงเสียด้วย

ฉันพิจารณา Fine Paper หรือ ‘กระดาษชนิดพิเศษ’ หลากแบรนด์หลายลักษณะที่เป็นสินค้าหลักของทาเคโอะด้วยสายตาและปลายนิ้ว ก่อนเงยหน้าขึ้นถามถึงวิธีการแล่นเรือฝ่าคลื่นลมของบริษัทกระดาษเก่าแก่

ด้านล่างนี้คือคำตอบจากทาเคโอะผู้นิยามตนเองว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษ

ยืนหยัดเพราะไม่มีใครแทนที่ได้

หนึ่งในเหตุผลการอยู่รอดของทาเคโอะคือ ประเภทสินค้า

จริงอยู่ว่า กระดาษปกติซึ่งเอาไว้ขีดเขียนหรือพิมพ์เอกสารจำเป็นน้อยลงทุกที แต่ Fine Paper หรือกระดาษแบบพิเศษที่ทาเคโอะจำหน่ายคือกระดาษที่คนอาจไม่ค่อยรู้จักและหยิบใช้

แต่เพราะความพิเศษนั้นทำให้ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

Fine Paper เกิดขึ้นเพื่อรองรับการสร้างสรรค์ผลงานพิเศษหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หน้าปกหนังสือ ชุดเครื่องเขียนของโรงแรม จนถึงหีบห่อขวดสาเก ผู้ใช้กระดาษพิเศษเหล่านี้คือ นักสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มองกระดาษในฐานะสิ่งบันทึกข้อมูล แต่มองมันเป็นวัสดุซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นรูปธรรม

Fine Paper จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการมาถึงของโลกออนไลน์ เพราะสีสัน ผิวสัมผัสอันเป็นเสน่ห์จับต้องได้ของกระดาษ ย่อมต้องมาจากของจริง

“เราเปลี่ยนความต้องการบริโภคสื่อของคนไม่ได้ แต่มันก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะกระดาษเราไม่ใช่กระดาษทั่วไป ยังไงนักสร้างสรรค์ก็ยังมองหาวัสดุที่ดี” โองิทสึกล่าว

สิ่งที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ ขณะที่โลกทุกวันนี้ใช้กระดาษธรรมดาน้อยลง หลายคนกลับหันมาหากระดาษชนิดพิเศษมากขึ้น เช่น สำนักพิมพ์ที่ยอดขายหนังสือเล่มตกลง ก็หันมาพิถีพิถันกับกระดาษหน้าปกเพื่อดึงดูดนักอ่าน ซึ่งคนรักหนังสือที่เติบโตทันยุคก่อนเว็บไซต์และ e-book ก็คงไม่กังขาถึงแรงดึงดูดของสิ่งพิมพ์กระดาษแสนประณีต

จะว่าไป ถ้ามองเทรนด์โดยรวม Fine Paper ก็ตอบโจทย์กระแสย้อนกลับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย คุณคงเห็นได้ว่าขณะเทคโนโลยีเดินไปข้างหน้าเร็วจี๋ สิ่งของจับต้องได้ที่ให้ความรู้สึกละเมียดละไมกลับกลายมีเสน่ห์จับใจ

ไม่น่าแปลกใจที่โองิทสึจะบอกว่าตลาดของทาเคโอะยังคงมีอยู่เสมอ

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงถาโถม การเป็นสิ่งที่ไม่อาจทดแทนและตอบโจทย์คือความได้เปรียบและเหตุผลในการอยู่รอดอย่างแท้จริง

กระดาษ กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

เป็นเพื่อนที่รับฟัง

แม้มีสินค้าที่มาถูกทาง แต่กระดาษพิเศษก็มีด้วยกันหลายแบบหลายแบรนด์

ทาเคโอะพบตัวเลือกที่ใช่ได้อย่างไร?

ถึงตรงนี้ คงต้องพูดถึงจุดเด่นหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ นั่นคือ ‘สายสัมพันธ์’

โองิทสึบอกเราว่า ทาเคโอะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตกระดาษของตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับโรงงานผลิตกระดาษฝีมือเยี่ยมทั้งในและนอกประเทศ ทำงานกับแต่ละแห่งมายาวนาน และอีกฟากหนึ่ง ก็สนิทสนมลึกซึ้งกับเหล่านักสร้างสรรค์ผู้ใช้งานจริง

เมื่อมีสายสัมพันธ์อันดี สิ่งที่ทาเคโอะทำก็คือถามและฟังให้มาก

คุณต้องการกระดาษแบบไหน? ลองใช้กระดาษแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร?

บริษัทรู้ข้อมูล ความถนัดเรื่องกระดาษจากโรงงาน จากนั้นก็หันมาถามคำถามเหล่านี้กับนักออกแบบ เมื่อพวกเขาบอกความต้องการ ทางบริษัทก็สรรหากระดาษมาให้ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วจากโรงงาน บางครั้งก็ผลิตขึ้นใหม่

นี่ยังไม่นับการที่ทาเคโอะมีสายสัมพันธ์อันดีกับโรงพิมพ์ ซึ่งทำให้การเลือกและสร้างสรรค์กระดาษเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น บางทีก็เป็นเทคโนโลยีล้ำๆ เช่น กระดาษ Pachica ที่มีการใช้เทคนิคทำให้โปร่งแสง หรือหมึกพิมพ์นำไฟฟ้า

กระดาษที่ดีคืออะไร? ระหว่างการสนทนา ฉันถามคำถามนี้กับโองิทสึ

กระดาษที่ดีคือกระดาษที่ดีสำหรับลูกค้า-เขาตอบ

กระดาษ TAKEO กระดาษ

แตกกิ่งก้านอย่างชาญฉลาด

ความเป็นเอกลักษณ์ทำให้ Fine Paper มีตลาดเฉพาะ แต่ปัญหาคือ ขนาดตลาดก็เล็กตามไปด้วย

นี่คือโจทย์ที่ทาเคโอะขบคิดและทดลองแก้อยู่เสมอ

วิธีแรก บริษัทค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ให้สินค้า

อย่างที่บอกว่าทาเคโอะมีมิตรภาพยาวนานกับนักสร้างสรรค์ ชนิดที่บางครั้งเจอกระดาษที่ไม่รู้จะนำไปใช้อย่างไร ก็หันไปถามพวกเขาได้ จากผู้ขายและผู้ซื้อ บริษัทจึงยื่นมือชวนลูกค้ามาร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หนึ่งในตัวอย่างน่าทึ่งคือ การร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อ Oki Sato และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการพิมพ์

จากกระดาษที่ใช้เพื่อตีพิมพ์ ถูกนำมาต่อยอดกลายเป็น ‘ไฟฉาย’ ด้วยหมึกพิมพ์นาโนชนิดพิเศษที่เรียกว่า Silver Nanoparticle Ink

ไม่ใช่แค่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ให้กระดาษแผ่นเก่า ทาเคโอะยังรู้ว่าอีกเหตุผลที่ตลาด Fine Paper เล็ก เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก เช่น เหล่านักศึกษาอาจต้องการใช้แต่ไม่เคยรู้ว่ามีกระดาษแบบนี้อยู่

การแนะนำตัวกระดาษแก่ลูกค้า จึงเป็นวิธีแก้โจทย์แบบที่ 2

ทาเคโอะเปิดโชว์รูมกระดาษขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดแสดงตัวอย่างกระดาษ นั่นคือ MIHONCHO HONTEN,  Aoyama MIHONCHO, TAKEO MIHONCHO Ginza at Itoya และ Osaka MIHONCHO นอกจากนั้น บริษัทยังตั้งโจทย์ท้าทายความเป็นไปได้ของกระดาษจนกลายเป็นนิทรรศการสนุก มีทั้งที่จัดขึ้นเองในธีมหมุนเวียน และการไปเป็นสปอนเซอร์ให้นิทรรศการเจ้าอื่น รวมถึงมีการเปิดคลาสเพื่อสอนวิธีใช้กระดาษแก่ผู้สนใจ

นี่ยังไม่รวมถึงการจัด TAKEO PAPER SHOW โชว์กระดาษหนึ่งเดียวของวงการกระดาษญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพและอนาคตของสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ เป็นงานที่คนมาเดินอัพเดตเทรนด์วัสดุชนิดนี้ได้สบายๆ

ฉะนั้น ถึงไม่ใช่นักสร้างสรรค์ แต่งานที่สอดรับความสนใจหลากหลายก็ย่อมทำให้ชื่อทาเคโอะคุ้นหูคนมากขึ้น และแม้แต่คนที่โตมากับโลกออนไลน์ก็อาจรักสิ่งจับต้องได้นี้ผ่านหีบห่อสนุกด้านบน

ทีนี้ก็มาถึงวิธีแก้โจทย์แบบสุดท้าย นั่นคือการบุกตลาดนอกประเทศ

ต้องย้อนเล่าก่อนว่า ทาเคโอะไม่ใช่ Fine Paper เจ้าเดียวในญี่ปุ่น หากที่บริษัทอยู่ได้และเติบโต แม้มีคู่แข่งซึ่งหลายเจ้าก็ทำงานกับนักออกแบบเหมือนกัน นั่นเพราะคู่แข่งในประเทศมีไม่เยอะและแม้มีสินค้าซ้ำกันบ้าง ต่างคนก็ต่างมีซิกเนเจอร์ โรงงานกระดาษบางที่ก็ผลิตกระดาษส่งให้ทาเคโอะเท่านั้น

แต่เมื่อก้าวออกไปสู่สนามใหญ่นอกบ้าน สถานการณ์ก็ต่างไป

TAKEO กระดาษพิเศษ TAKEO

โองิทสึเล่าว่า วัฒนธรรมกระดาษแต่ละประเทศเบ่งบานไม่เท่ากัน ถ้าไปประเทศที่รู้จักและใส่ใจกระดาษ การทำงานจะง่ายกว่าเพราะคนใช้กระดาษเป็น สนใจคุณภาพไม่ใช่ต้องการของถูกที่สุด แต่ปัญหาคือ ประเทศที่คุ้นเคยกับกระดาษชนิดพิเศษซึ่งมักเป็นแถบยุโรปมีโรงงานผลิตกระดาษเยอะ มีคนจัดจำหน่ายกระดาษพิเศษก็เยอะ หนำซ้ำบางโรงงานซึ่งถือเป็นซัพพลายเออร์ที่ดีของทาเคโอะยามอยู่ในญี่ปุ่น ก็กลายเป็นคู่แข่งที่ส่งกระดาษขายในพื้นที่อยู่แล้ว  

แต่ถ้ายังอยากออกไปข้างนอกล่ะ จะทำอย่างไร?

โองิทสึบอกว่า ทาเคโอะเลือกหันมาขยายตลาดแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง จีน มาเลเซีย และไทย ที่ถึงไม่ได้ใช้กระดาษพิเศษแพร่หลายเท่ายุโรป แต่ก็มีผู้ใช้ที่รู้จักสนใจ และกระดาษที่ขายให้ประเทศเหล่านี้จะต่างกันไปตามรสนิยมแต่ละพื้นที่ เหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เดียวกันในห้างแต่ละสาขาที่คัดสรรมาให้ตอบโจทย์คนแถวนั้น

ส่วนตลาดยุโรป บริษัทก็ยังโดดเข้าไปเล่น แต่เลือกชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนผู้เล่นในพื้นที่

“เรามีตัวเลือกกระดาษแบบญี่ปุ่นที่หลากหลาย มาจากโรงงานกระดาษญี่ปุ่นที่มีเทคนิคพิเศษคุณภาพสูง และกระดาษของเรามีเอกลักษณ์ เช่น เรื่องสีสัน ปกติตลาดยุโรป กระดาษสีแดงก็คือกระดาษสีแดง แต่สีแดงของกระดาษญี่ปุ่นเรานั้นมาจากสีแดงหลายชนิด หลายโทน บางเฉดมาจากดอกซากุระ เป็นสีของธรรมชาติ” ไดเรกเตอร์ของทาเคโอะสาขาเมืองไทยอธิบาย

ด้วยวิธีนำโจทย์มาแก้ในหลายระดับ ทาเคโอะจึงเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่แตกกิ่งก้านเติบโตต่อได้ไม่หยุด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

กระดาษ TAKEO

มองไกลกว่าแค่ตัวเรา

ถ้าลองเสิร์ชเทรนด์ผู้บริโภค หนึ่งในเทรนด์ยุคนี้คือการที่คนซื้ออย่างพวกเราเลือกจ่ายเงินให้แบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่ยังใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัว

หันมามองที่ทาเคโอะ โองิทสึหยิบตัวอย่างกระดาษชนิดหนึ่งของบริษัทมาให้ฉันดู

‘สิ่งแวดล้อม (Environment)’ คือชื่อของมัน

“การทำกระดาษสร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมไม่น้อย ซึ่งถ้าเราสร้างผลกระทบต่อป่ามากเกินไป ก็จะไม่ดีต่อมนุษย์ เราเลยต้องผลิตกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ไดเรกเตอร์หนุ่มอธิบายตรรกะเรียบง่าย

ในคอลเลกชันกระดาษพิเศษของทาเคโอะประเทศไทยจึงมีกระดาษรีไซเคิลหลากชนิด บ้างเป็นกระดาษรีไซเคิลแบบผสม บ้างเป็นรีไซเคิลร้อยเปอร์เซนต์อย่างเจ้ากระดาษสิ่งแวดล้อมในมือโองิทสึ อ้อ นอกจากรีไซเคิลเยื่อกระดาษมาใช้ใหม่ ทาเคโอะยังร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิตกระดาษปลูกป่าทดแทนด้วย

ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบที่แสดงตัวอยู่ในแผ่นกระดาษของทาเคโอะ

แน่นอน สิ่งนี้สร้างความประทับใจให้คนซื้อได้ไม่ยากเลย

กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

ไม่หยุดนิ่งตลอด 100 ปีและจากนี้ไป  

พวกคุณทำยังไงให้บริษัทอยู่มาเป็นร้อยปี-ฉันถามโองิทสึเอาดื้อๆ ในท้ายบทสนทนา

เราพยายามตามความต้องการตลาดให้ทันและสร้างตลาดใหม่ คือคำตอบของเขา

เราจึงเห็นบริษัทเก่าแก่นี้ปรับตัวสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ฟังว่าลูกค้าต้องการกระดาษแบบไหน แต่กระดาษที่ผู้ใช้ยุคนี้ไม่ต้องการแล้ว ก็ย่อมต้องจากไป ต่อให้เป็นกระดาษที่เคยขายดีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นอกจากนี้ ก็ยังมีการนำกระดาษเก่ามาปรับโฉมก่อนนำออกขายอีกครั้ง สำหรับในเมืองไทย ทาเคโอะเริ่มขายกระดาษรุ่น VENT NOUVEAU V และสร้างตลาดให้กับ Rough and Gloss ซึ่งเป็นกระดาษชนิดใหม่สำหรับประเทศไทย อีกทั้งยังมีกระดาษแบบปั๊มนูนชื่อ TS ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นความท้าทายในการสร้างค่านิยมใหม่ๆ

มากกว่า 100 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ใช่การยืนนิ่งท้าคลื่นลม แต่คือการไปข้างหน้าพร้อมปรับตัวกับคลื่นแต่ละลูกที่ซัดสาดมา

แล้วต่อจากนี้มีเป้าหมายอย่างไร-ฉันถามต่อ

“เราวางแผนอยากจะขยายตลาดสู่ประเทศอื่นมากขึ้น และถ้าในทุกตลาด ทุกสถานที่บนโลก ผมเจอกระดาษของทาเคโอะได้ ผมจะรู้สึกดีมาก เพราะรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ของสังคม เป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของเราช่วยสนับสนุนพวกเขาได้” ชายหนุ่มผู้มาร่วมงานกับทาเคโอะเพราะตกหลุมรักกระดาษของบริษัทนี้บอกฉัน

นี่คือเรื่องราวของบริษัทกระดาษจากแดนอาทิตย์อุทัยที่อยู่กับคนรักกระดาษมาเกินศตวรรษ

และจะอยู่ต่อไป ด้วยความไม่บังเอิญ

TAKEO

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load