กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load