ชีวิตของ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แห่ง ‘ฮอนโมโน ซูชิ’ น่าเอาไปทำหนัง

‘ฮอนโมโน’ แปลว่า ของจริง หรือของแท้ 

เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขา ต้องยอมรับว่า ไม่น่าจะมีชื่อไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้แต้มต่อในชีวิตทั้งหมดจะติดลบ ทั้งพื้นฐานครอบครัว เงินทุน การศึกษา และเส้นสาย แต่สิ่งที่เด็กชายตัวเล็กๆ จากครอบครัวยากจนในจังหวัดอุบลราชธานีมีมากกว่าคนอื่นๆ คือหัวใจนักสู้

เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ใช้เวลาสร้างเนื้อสร้างตัวราว 20 กว่าปี จนได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นของประเทศไทย เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอาหารญี่ปุ่นและจัดจำหน่ายวัตถุดิบ รายได้ระดับพันล้านบาท ตั้งแต่อายุเพียง 40 กว่าปีเท่านั้น

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ลักษณะอย่างหนึ่งของเชฟบุญธรรม คือเขาเป็นคนมองหาโอกาสและความรู้ใหม่ๆ ให้ชีวิตตลอดเวลา หลักคิดเมื่อจะเปลี่ยนงานของเขาคือ ต้องหาวิชาใส่ตัวให้มากที่สุด เป็นที่มาของการเปรียบตัวเองเป็น ‘ซามูไรร้อยสำนัก’ ทำงานมาแล้วมากกว่า 10 ร้าน ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานจะต้องมีเหตุผล บางครั้งถูกลดเงินเดือน แต่ยอมไปเพราะอยากเรียนรู้

แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจลงแข่งรายการ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย ทางช่อง 7HD ก็เป็นช่วงที่เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว จึงมีผู้หวังดีช่วยกันห้ามไม่ให้เขาเข้าแข่งขัน เพราะถ้าแพ้ปุ๊บ เสียชื่อแน่นอน

แต่เขาหรือจะกลัว เขากลับคิดว่า การแข่งขันย่อมมีแพ้ชนะ จึงตัดสินใจสู้ดูสักตั้ง 

ผลคือเขาชนะ ได้เป็นเชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่น ดังระเบิดกว่าเดิม 

“สิ่งที่ติดตัวผมมาตลอดตั้งแต่เด็ก คือไม่ว่าจะทำอะไร ผมมักทำทุกอย่างสุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ พยายามเรียนรู้และหาช่องทางให้ตัวเองอยู่เสมอ” เชฟบุญธรรมกล่าว

คำว่า “สุดตัว สุดกำลัง สุดความสามารถ” ที่เขาว่านั้น ไม่ธรรมดาจริงๆ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

กว่าจะได้เข้ากรุงเทพฯ

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ที่ห่างไกลความเจริญ เดินทางไปกลับโรงเรียนวันละหกกิโลเมตร เรามองว่าแรงผลักดันคือเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น สักวันหนึ่งเราอยากอิสระ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องเงิน กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน” เชฟบุญธรรมเล่า

เชื่อหรือไม่ว่าเขามีปมในใจกับเงาะ เพราะความยากจนทำให้ไม่เคยได้กินเงาะเลย เห็นคนข้างบ้านกินกันก็อยากกินบ้าง แต่เขาไม่ชวน เด็กชายบุญธรรมได้เพียงรอเก็บเปลือกเงาะที่หล่นเกลื่อนพื้นมาแทะเนื้อที่เหลือติดเปลือก จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ยังชอบกินเงาะ ชอบนั่งกินคนเดียวเพื่อนึกถึงความหลัง กินไปน้ำตาซึมไป

นอกจากไม่มีเงินแล้ว ยังขาดทั้งพ่อและแม่ พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้อง โตขึ้นมาหน่อยแม่ไปมีครอบครัวใหม่ เขาโตมากับตาและยาย แม้จะคิดถึงแม่ แต่ทำได้เพียงเอาเสื้อเก่าของแม่มาดมและกอดไว้

เด็กชายบุญธรรมเดินไปโรงเรียน กลับถึงบ้านช่วยตาและยายทำงานทุกอย่าง ดังที่เขาเล่าว่า “เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามประสา ตกเย็นก็หาอะไรกินตามมีตามเกิด”

พอจบ ป.6 ไม่ได้เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน เขาเล่าไว้ว่า “ถ้าไม่ได้เรียนต่อ ผมต้องทำนา เลี้ยงควาย มีชีวิตยากจนเหมือนปู่ย่าตายายไปจนตาย ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น แม้ผมยังไม่มีตังค์ ผมฝันไว้เสมอว่าสักวันผมต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

ด้วยความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เด็กชายบุญธรรมตัดสินใจขอบวช เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ

สามเณรบุญธรรมมุมานะท่องหนังสือจนสอบได้นักธรรมตรี โท ได้เปรียญธรรม 1 – 2 ประโยค เป็นที่เอ็นดูของหลวงพ่อ แต่เป็นที่หมั่นไส้ของสามเณรรุ่นพี่ จนถูกขู่ทำร้ายกลางดึก

ด้วยความกลัวว่าจะอยู่วัดต่อไม่ได้และไม่ได้เรียนหนังสือ สามเณรบุญธรรมมุมานะยิ่งกว่าเก่า เพื่อสอบเปรียญธรรม 3 ประโยคให้ได้ ทุกวันเขาตื่นแต่เช้ามาท่องหนังสือก่อนไปบิณฑบาต ทำวัตรเช้าเสร็จอ่านหนังสือต่อ ในขณะที่เณรรูปอื่นๆ คุยเล่นกันสนุกสนาน

วันประกาศผลสอบเปรียญธรรม 3 ประโยค ไม่มีชื่อสามเณรบุญธรรมบนบอร์ด

เขาผิดหวังอย่างหนัก ตัดสินใจกลับบ้าน เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยเวทีมวยตามงานวัด เอาหมัดแลกเงิน ชีวิตหักเหไปลองทำงานก่อสร้างที่หัวหินตามที่มีคนชวน และยังคงซ้อมมวยไปด้วย แต่งานกรรมกรก่อสร้างที่หนักเกินแรงเด็กจะรับไหว ทำให้บุญธรรมตัดสินใจกลับบ้านไปทำนาอีกครั้ง

เขากล่าวว่า “ในตอนนั้น ชีวิตผมดูเหมือนมีไว้เพื่อล้มเหลวจริงๆ” เพราะไปทางพระก็ไม่สำเร็จ ชกมวยก็ไม่รุ่ง ทำก่อสร้างก็เกินแรง และยังมองไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไปในชีวิต

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จทั้งทางพระ มวย และก่อสร้าง แต่ในที่สุด โอกาสที่บุญธรรมจะได้ไปกรุงเทพฯ ก็มาถึงจนได้ เมื่อพ่อเลี้ยงฝากฝังเขาให้ญาติคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ตอนนั้นเขาเองก็นึกไม่ถึง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จาก ‘นายบุญธรรม’ สู่ ‘เชฟบุญธรรม’

จากวันที่นั่งรถ บขส. จากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ จนได้เป็นเชฟบุญธรรมที่ทุกคนรู้จัก ผ่านระยะเวลามายี่สิบกว่าปี

บุญธรรมในวัยยังไม่ถึง 20 เริ่มทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นย่านสีลม ตื่นตาตื่นใจกับตู้โชว์ของสดและร้านสวยๆ ตื่นเต้นแม้กระทั่งกับเตาแก๊ส เพราะเคยใช้แต่เตาถ่าน

หน้าที่ของเขาคือล้างจาน ล้างห้องน้ำ เตรียมของไว้ให้ลูกพี่หยิบใช้ งานหนักแสนสาหัส เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 8 เพื่อนที่มาด้วยกันถอดใจกลับบ้าน

แต่บุญธรรมยังสู้ต่อ เพราะกว่าจะได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ง่ายเลย

บุญธรรมเริ่มค่อยๆ ได้ทำอย่างอื่นนอกจากล้างจานเตรียมของ คือการต้มน้ำมันไว้ทอดเทมปุระ และได้เรียนรู้สไตล์การทำงานของเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นชื่อซาโจ้ ทั้งความเข้มงวดและเอาจริงเอาจัง และการไม่สอนใครง่ายๆ

 “ตอนนั้นผมอาศัยลูกขยันเป็นจุดขาย ถ้าอยากเรียนรู้ต้องพร้อมตลอดเวลา” เชฟบุญธรรมกล่าว

เขาทำงานไป เรียนรู้ทุกอย่างจากทุกคน จนเมื่อรุ่นพี่ลาหยุด เขาต้องรับหน้าเสื่อทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า และทำได้ดีจนซาโจ้แปลกใจ ว่าทำได้อย่างไร

เมื่อพนักงานประจำที่ซูชิบาร์ลาออก ซาโจ้จึงเลือกให้บุญธรรมขึ้นมาแทนที่ ทำให้รุ่นพี่รวมทั้งซาโจ้เริ่มสอนวิชาอื่นๆ เช่น การทำหัวไชเท้า หุงข้าวซูชิ แล่ปลา การปั้นข้าวซูชิ หั่นผัก ทำไข่หวาน ของเหล่านี้ไม่ใช่ของง่ายเลยสำหรับคนไม่เคยทำ และต้องเผชิญอุปสรรคทั้งทางกายและกำลังใจ บุญธรรมทั้งโดนมีดบาดเป็นแผลเหวอะ โดนซาโจ้ด่าที่แล่ปลาแหว่ง ไปจนถึงถูกซาโจ้ด่าว่าอย่างรุนแรงต่อหน้าลูกค้า จนต้องแอบไปยืนร้องไห้แล้วรีบกลับมาทำงานต่อ

“แต่ก่อนคนญี่ปุ่นเขาไม่มีสูตร เขียนแต่ว่าใส่อะไรบ้าง แต่ไม่บอกอัตราส่วน เขาหวงมาก อาจารย์เชฟบางคนก็จะแบบคุณต้องชิมจนรู้เอง สมมติว่าพรุ่งนี้จะปรุงอะไรสักอย่างที่สำคัญ คืนนี้ต้องห้ามกินเหล้า ห้ามอมลูกอม ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อเตรียมตัวทำอาหารหม้อสำคัญหม้อนั้น เขาจะบอกแค่ว่าใส่อะไรบ้าง ชิมก็ต้องใช้ลิ้นอย่างเดียว” เชฟบุญธรรมเล่าถึงความยากของการทำงาน

แม้เขาจะกล่าวถึงงานว่า “ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยสายตัวแทบขาด” การเข้างาน 10 โมงเช้า และยืนยาวถึง 3 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เขาได้มาคือประสบการณ์ ได้ทำซูชิเพิ่มมากขึ้น ได้ขึ้นปลา (ภาษาคนครัวหมายถึงแล่ปลา) ราคาแพงมากขึ้น

บุญธรรมเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะเป็นมือหนึ่งให้ได้ เมื่อเปลี่ยนร้านอีกครั้ง มาทำร้านโคบูเนะ เขาตั้งใจว่าต้องพยายามทำทุกอย่างที่เชฟหมายเลขหนึ่งของร้านในตอนนั้นทำได้ ให้ได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ทำได้จริงๆ

เมื่อทั้งงานและเงินลงตัว เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าต้องการอะไร คำตอบที่ได้คือ อยากได้วิชา หรือความลึกซึ้งทางด้านอาหาร ดังนั้น การย้ายร้านครั้งต่อไป ต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องความรู้ที่ได้และเรื่องเงินเดือน

“ส่วนมากคนเขาจะมองว่าฉันเป็นกุ๊กนะ มีหน้าที่ทำอาหาร แต่ผมมองว่าเราต้องรู้เรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ หรือเรื่องหน้าร้าน หลังบ้าน ก็คือระบบบัญชี ถึงแม้เราจะเป็นกุ๊ก แต่ถ้าฝึกแค่เรื่องการทำอาหาร เราก็ขยับขึ้นไปเป็นหัวหน้าเชฟได้อย่างเดียว” นี่คือมุมมองของเขา

“นี่คือสักยี่สิบปีที่แล้ว พ.ศ. 2543 ช่วงนั้นได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ผมยังคิดว่าเราเป็นหัวหน้าในที่เล็ก หมายถึงเป็นร้านเล็ก มีแต่คนไทยเข้าไปทาน ตอนนั้นรู้สึกว่า เอ๊ะ ความรู้เราแค่นี้ แต่เราได้เป็นหัวหน้าแล้ว มันไม่น่าจะดีมั้ง ตอนนั้นร้านญี่ปุ่นที่ใหญ่หน่อย ก็มีซึคิจิ โชกุน ที่โรงแรมดุสิต นิปปอนเต อาโออิ เขามีลูกค้าญี่ปุ่นมาทาน 

“เป้าหมายตอนนั้น ผมมองว่าถ้าจะเติบโตมากกว่านี้ ต้องไปเรียนรู้วัตถุดิบญี่ปุ่น เพราะ ณ เวลานั้นโคบูเนะก็มีพวกแซลมอน ปูอัด ปลาหมึกยักษ์ ปลาช่อนทะเล อะไรพวกนี้ เรามองว่าก็รู้อยู่แค่นี้ บางทีแขกถามถึงวัตถุดิบอย่างอื่น เราไม่รู้เรื่องเลย พอเขาถามว่า เป็นหัวหน้ากี่ปีแล้ว เราก็ตอบไม่เต็มคำ ตอนนั้นอายุสักยี่สิบหก ยี่สิบเจ็ดได้ พอแขกถามแล้วตอบไม่ได้ ไม่ชอบความรู้สึกนั้น ก็รู้สึกว่างั้นไปหาร้านที่เขามีวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นดีกว่า ไปเรียนรู้ อยากไปต่อ” เชฟบุญธรรมเล่า

ร้านถัดไปที่เขาย้ายไปทำงาน บุญธรรมยอมลดเงินเดือนจากเดิมที่ได้ 12,000 เหลือ 9,000 บาท เพราะคิดว่าจะดีต่อการเรียนรู้ เนื่องจากร้านใหม่นี้เลือกใช้วัตถุดิบสดๆ เป็นๆ ตามฤดูกาล อันเป็นสิ่งที่เขาสนใจ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

“ตอนนั้น วิธีเดียวที่จะเรียนรู้ได้ คือไปทำงานที่ร้าน เพราะไม่มีหนังสือจะอ่าน หนังสืออาหารญี่ปุ่น เวลานั้นก็พอหาซื้อได้ ที่อิเซตันชั้นบน แต่มันแพงครับ เราก็ไม่มีปัญญาซื้อ เล่มหนึ่งเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยบาท” เชฟบุญธรรมยิ้ม “ถึงมีเงินซื้อ เราก็อ่านไม่ออกด้วย ว่าวิธีการทำเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไง เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย”

ที่ร้านใหม่ คือซูชิ ซึกิจิ บุญธรรมยังได้พบ ‘อาจารย์’ ที่เขานับถือมาก คือ คุโรซากิซัง ที่ถือเป็นอาจารย์ใหญ่ของร้าน เขากล่าวว่า พยายามอย่างเต็มที่ให้คุโรซากิซังเห็นว่าเขาอยากเรียนรู้ในทุกเรื่อง ตั้งใจทำงานมาก ไม่สาย ไม่ลา ไม่ขาด จนกระทั่งคุโรซากิซังไว้ใจให้ ‘ลับมีด’ อันเป็นสิ่งที่บุญธรรมภูมิใจมาก เพราะเชฟญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องหวงมีด ไม่ค่อยให้ใครแตะมีดถ้าไม่จำเป็น

ปัญหาอีกเรื่องคือ คุโรซากิซังพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น บุญธรรมคิดว่า ถ้าจะเอาดีทางนี้ คงหนีไม่พ้นต้องทำงานกับคนญี่ปุ่น เขาจึงลงทุนลงแรงไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม โดยใช้เวลาช่วงพัก บ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็น นั่งรถเมล์ไปเรียนสัปดาห์ละ 5 วันอยู่นานกว่า 2 ปี อีกทั้งยังมีสนามฝึกชั้นดีคือลูกค้าชาวญี่ปุ่นของร้าน

สำหรับคนครัวที่งานหนักอยู่แล้ว การไปเรียนภาษาเพิ่มเติมไม่ใช่ของง่ายเลย แต่เชฟบุญธรรมมีต้นทุนอย่างเดียวที่มากกว่าใคร คือความขยันและมุ่งมั่น เขาคิดการณ์ไกลไปว่าภาษาญี่ปุ่นจะช่วยให้เติบโตในหน้าที่การงานได้

“คือตอนนั้นผมมองว่า ผมอยู่สายอาหารญี่ปุ่น นอกจากทำอาหารญี่ปุ่นได้ เราก็จะยังสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้ เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเองมากขึ้น” เชฟบุญธรรมกล่าว เขาจึงอดทนนั่งรถไปเรียนในขณะที่เพื่อนร่วมงานนอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทำงานช่วงเย็น คุโรซากิซังนั่นเองที่ช่วยบอกช่วยสอนเมื่อเห็นเขาพูดภาษาญี่ปุ่นผิด

“ผมอยู่กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นราวห้าคน ทุกคนเก่งหมด มาจากโอซาก้า ฮอกไกโด แตกต่างกันไป แต่คนที่ประทับใจคือคุโรซากิซัง ท่านอาจจะดุหน่อย แต่สอนและแนะนำการขึ้นปลาไหล การลับมีด คือดุแต่สอน ผมไม่เคยเห็นอาจารย์ญี่ปุ่นท่านไหนที่จับมือเราสอน ไม่รู้เขาประทับใจอะไรเรา ก็ทำงานตามปกติ แต่วันหนึ่งเขาก็สอนเรา เป็นห่วงเรา อันนี้คือรู้สึกเอาเองนะครับ เขาไม่เคยพูด แต่รู้สึกได้ ตอนที่ผมเข้าไปใหม่ๆ หรือขออนุญาตไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เขาก็ถาม บุญธรรมไหวไหม เขากลัวเราพักผ่อนไม่พอ จะทำงานได้หรือเปล่า เรื่องวัตถุดิบเขาก็จะมา ‘ซ่อม’ ทุกวัน ซ่อมหมายถึงว่าผมจดชื่อวัตถุดิบไว้ท่อง เขาจะมาถามทุกวัน จำได้กี่ชื่อแล้ว อันนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรอร่อย” เชฟบุญธรรมเล่าถึงบรรยากาศการทำงาน

ทำที่นี่ได้ 4 ปี เชฟบุญธรรมถูกคุโรซากิซังเลือกให้ไปร่วมทีมเปิดร้านใหม่ในเครือ โดยวางตัวให้เป็นคนบริหารจัดการเรื่องวัตถุดิบ ที่นี่ เขาเป็นมือสอง โดยมือหนึ่งในตอนนั้นคือ เชฟคำมูล บุตรแสน

เมื่อเชฟคำมูลลาออกไป เชฟบุญธรรมจึงได้ขึ้นมาเป็นมือหนึ่งแทน

เชฟบุญธรรมยังดำเนินนโยบาย ‘เปลี่ยนร้านเพื่อความก้าวหน้า’ ไปเรื่อยๆ มีทั้งเปลี่ยนร้านเพราะได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า เปลี่ยนเพราะร้านเก่าต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะเจอทีมที่ไม่ค่อยดี

จนในที่สุดเขาได้มาทำร้านโซโก้ โรงแรมเอราวัณ ที่นี่เขาได้พบบุคคลที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างมากมายคือ เชฟบรรณฑูร ชูผลา หัวหน้าเชฟของร้านโซโก้หรือผู้เป็นหัวหน้างาน และกลายมาเป็นพี่ชาย เพื่อนร่วมงาน และหุ้นส่วนในภายหลัง

ทำร้านนี้ในฐานะมือสองของเชฟบรรณฑูรได้ราว 1 ปี ร้านโซโก้ต้องปิดเพื่อปรับปรุง ทำให้เชฟบุญธรรมและพนักงานคนอื่นๆ ถูกย้ายไปทำงานในโรงแรมต่างๆ ในเครือเพื่อรอให้ร้านใหม่เปิด เชฟบุญธรรมถูกย้ายไปโรงแรมแกรนด์ไฮแอท และถูกดึงตัวไว้ให้ทำงานต่อ แต่ในที่สุด เขาเลือกที่จะกลับไปทำงานกับเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า

ทำได้สักพักก็มีข้อเสนอจากลูกค้าที่อยากให้ไปช่วยเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ ‘เทนซุย’ โดยเสนอค่าตัวที่สูงเป็นพิเศษ

เขาต้องคิดหนัก แต่สุดท้ายก็เลือกคว้าโอกาสไว้ คราวนี้เขาได้เป็นมือหนึ่งอย่างเต็มตัว เป็นหัวหน้าทีมดูแลพนักงานคนไทยทั้งหมด เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าร่วมประชุมกับทีมผู้บริหารและเชฟคนอื่นๆ ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นล้วน สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบนี้ทำให้เขาได้เห็นความมีวินัยและความเป็นมืออาชีพของคนญี่ปุ่น เป็นต้นว่า แม้จะถึงเวลาพัก แต่ถ้างานยังไม่เสร็จ ก็จะไม่มีใครไปพัก หรือถ้าไม่มีคนล้างจาน หัวหน้าเชฟจะลงมือทำเอง

ที่ร้านเทนซุย เชฟบุญธรรมได้งัดวิชาเรียกลูกค้าที่ได้เห็นเชฟบรรณฑูรปฏิบัติมา คือโทรเชิญลูกค้าเก่ามาลองรับประทานอาหารที่ร้านใหม่ จนทำให้ช่วงแรกๆ ของร้านมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าประจำของเชฟบุญธรรมนี่เอง และผู้จัดการร้านชาวญี่ปุ่นกล่าวขอบคุณเขากลางที่ประชุม ที่ทำให้พนักงานมีเงินเดือนในเดือนนั้น

เชฟบุญธรรมกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นว่า “คำพูดนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งที่ผมทุ่มเทเรียนรู้มานั้นไม่สูญเปล่า”

เมื่อถามว่า ควรใช้เกณฑ์อะไรร่วมตัดสินใจเมื่อคิดจะเปลี่ยนงาน เชฟบุญธรรมตอบว่า

“จะประสบความสำเร็จได้ต้องอดทน ผมไม่ได้หมายถึงอดทนในเรื่องการลุยงานอย่างเดียว แต่ต้องอดทนกับคำพูดของคน อดทนต่อสิ่งรอบข้าง เพราะมันจะมีเข้ามาตลอดเวลา สิ่งที่จะพิสูจน์เรา เมื่อไรที่เราคิดว่า พอมีสิ่งเข้ามากระทบกระทั่ง แล้วเราหมดความอดทน เราก็ไม่พอใจ จะเปลี่ยนร้าน ย้ายงานใหม่ อันนี้อาจจะไม่ควร คือไม่ได้มีความคิดที่จะดัดแปลงตรงโน้นตรงนี้ เพื่อหาจุดที่มันจะเปลี่ยนให้ถึงจุดหมายให้ได้

“ในเรื่องการเปลี่ยนงาน ผมคิดว่าช่วงอายุสักยี่สิบห้าถึงสามสิบเอ็ด สามสิบสอง มองว่าเป็นช่วงที่เราต้องเรียนรู้ อาจจะอยู่ที่ละสองปีก็ได้ แต่ควรจะเป็นร้านในสายเดิม คือทำญี่ปุ่นมา จะข้ามไปครัวยุโรป แบบนี้ผมไม่แนะนำนะ อาจไปเรียนรู้ได้ประปราย แต่สุดท้ายแล้วผมมองว่าเราต้องเรียนรู้ไปในทางใดทางหนึ่ง 

“การเรียนรู้อาหารหลายๆ สัญชาติอาจจะฟังดูดีสำหรับคนเป็นเชฟ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางที่สะเปะสะปะ เราไม่มีอะไรที่แน่วแน่ ถ้าแน่วแน่ในเส้นทางอะไรสักอย่าง เราก็ไปให้มันสุดเลย หลังจากนั้นจะเปิดร้านหรือทำอะไรก็ได้ เพียงแต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็อยู่ไปเลย จะย้ายร้านก็ได้ถ้ามีอะไรที่ดีขึ้น ในแง่การเรียนรู้หรือเงิน”

แม้ไม่สำเร็จ แต่เป็นบทเรียน

เชฟบุญธรรมยอมรับว่า เขามีช่วง ‘เหลวไหล’ บ้างเหมือนกันตามประสาคนหนุ่ม ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา เริ่มกินดื่มเที่ยว จากเด็กขยันที่ไม่เคยหยุดงาน เริ่มมีเที่ยวดึกจนลุกไปทำงานไม่ไหว โดนหักเงินเดือน ที่หนักที่สุดคืออยากได้ไอ้โน่นไอ้นี่เต็มไปหมด จนเป็นหนี้บัตรเครดิตหัวโต แต่ยังดีที่กลับตัวกลับใจได้ ค่อยๆ ทำงานใช้หนี้ สิ่งนี้เขาถือเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต

เชฟบุญธรรมเคยทำธุรกิจของตัวเองและเจ๊งคามือ คือทำร้านลาบ โดยตอนนั้นเขาคิดว่าอยากได้รายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ แต่ด้วยความที่เป็นคนเพื่อนฝูงเยอะ ร้านของเขาจึงกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนยามไม่มีเงิน ลูกค้ากินแล้วขอจ่ายตอนสิ้นเดือน หลายรายทำเป็นลืมไม่ยอมจ่าย พอมีแบบนี้มากๆ เข้าจึงไม่มีผลลัพธ์อื่นนอกจากร้านต้องปิดตัว

นี่เป็นการทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิตของเชฟบุญธรรม เป็นสิ่งที่เขาบอกว่า “เข็ดเขี้ยวมาจนทุกวันนี้” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตลอดชีวิตการทำงาน เขาใฝ่ฝันถึงการมีกิจการเป็นของตนเอง ไม่อยากเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน เพราะคิดว่า เงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มี ‘อิสระทางการเงิน’ ได้

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

เขาจึงคิดจะกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารญี่ปุ่น เพื่อนำมาขายต่อ แต่เมื่อติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร กลับไม่เป็นผล เมื่อเปิดร้านคาราโอเกะกึ่งผับ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องกระแสเงินสดและการเปิดเกินเวลา จนต้องปิดตัวไป 

เมื่องานประจำเริ่มดีขึ้นขณะร้านเทนซุย เขาเริ่มอยากทำกิจการของตัวเองอีก ดูลู่ทางแล้ว เชฟบุญธรรมจึงตัดสินใจทาบทามเชฟบรรณฑูร หัวหน้าเก่า ซึ่งตอนนั้นทำงานอยู่คนละร้าน ให้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนร้านคาราโอเกะ

ร้านนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เนื่องจากถูกหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งโกง

อย่างไรก็ตาม การ “ทำงานไปวันๆ รอให้เงินเดือนออก” เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ไม่ใช่สไตล์ผม”

แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ขณะอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง เขาเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ถึงขั้นตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเดินได้อีกหรือไม่ แต่เขาโกรธตัวเองมากที่ประมาท ยิ่งพอเห็นหน้าลูกและภรรยาก็ยิ่งน้ำตาไหล เขาพยายามทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อพอยืนได้ ก็ตัดสินใจหารายได้ด้วยการซื้อรถเข็นพร้อมอุปกรณ์ ยืนลวกก๋วยเตี๋ยวขาย ได้กำไรราววันละ 700 บาทเท่านั้น

ที่จำเป็นต้องทำ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะกลับไปยืนทำซูชิได้อีกหรือไม่ เขาเล่าว่า ขายก๋วยเตี๋ยวในสภาพทั้งเจ็บทั้งจนแบบนั้นอยู่เป็นปี บางครั้งลูกค้าเห็นแล้วสงสารถึงกับเข้ามาช่วยลวก

ในที่สุด เมื่อกลับไปทำงานที่ร้านเทนซุยอีกครั้ง เขาเริ่มคิดถึงการมีกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง เพราะคิดว่า หากวันหนึ่งเขาเป็นอะไรไป ยืนปั้นซูชิไม่ได้ คนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นช่องทางการ ‘ซื้อมาขายไป’ จึงเริ่มค่อยๆ ไปปรึกษาซัพพลายเออร์ที่เขาติดต่อด้วยขณะทำงานอยู่ร้านเทนซุยนั่นเอง ว่าถ้าจะเปิดบริษัทขายส่ง ซื้อของจากซัพพลายเออร์มาเอง ต้องทำอย่างไรบ้าง

ในเรื่องหุ้นส่วน เขาหาใครมาร่วมหุ้นไม่ได้เลย นอกจากคนเดียว คือเชฟบรรณฑูร ซึ่งก็ต้องทาบทามอยู่ถึง 2 ครั้ง

คนเราไม่มีใครล้มเหลวไปตลอด บริษัทขายส่งวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่น ชื่อ ‘ฮอนโมโน ช็อป’ ที่เชฟบุญธรรมกับเชฟบรรณฑูรร่วมกันทำ จึงค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง

เชฟทั้งสองแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยเชฟบุญธรรมเป็นคนหาลูกค้า เชฟบรรณฑูรเป็นคนส่งของ โดยลูกค้าในช่วงแรกๆ ก็คือบรรดาเพื่อนหรือลูกน้องเก่าที่เติบโตไปเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ร้านอื่นๆ นั่นเอง

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย
เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

จุดเปลี่ยนมาถึงอีกครั้ง เมื่อได้ออร์เดอร์ใหญ่มา แต่ไม่มีเงินพอจะไปซื้อวัตถุดิบมากขนาดนั้นมาขาย สองเชฟแห่งฮอนโมโน ช็อป ลองเสี่ยงอีกครั้ง ด้วยการเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายของเชฟบรรณฑูร คือรถยนต์ ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงิน

เชฟบุญธรรมเล็งเห็นว่า ธุรกิจขายส่งฮอนโมโน ช็อป มีลู่ทางไปได้ดี จึงตัดสินใจลาออกมาทำอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อบอกลูกค้า ลูกค้ากลับบ่นว่า “แล้วผมจะกินซูชิกับใครล่ะ”

ทำให้เขาคิดการใหญ่อีกครั้ง คือต้องเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย เป็นที่มาของ ฮอนโมโน ซูชิ ที่เปิดสาขาแรกที่ซอยทองหล่อ 23 ใน พ.ศ. 2552

เท่ากับว่าร้านนี้เป็นการผนึกกำลังกันของสองเชฟอาหารญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

ในฐานะคนทำงานที่มองหาลู่ทางทำอาชีพเสริมมาโดยตลอด เชฟบุญธรรมกล่าวว่า “ผมมองว่า ตอนเราทำงาน ก็ทำอาชีพที่สองได้ ไม่งั้นเราไม่โต ทำงานแล้วมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าเราคิดว่า เก็บไว้ก่อน ลาออกจากงานแล้วค่อยไปทำ โอกาสที่จะพลาดเนี่ยมันเยอะ แต่ถ้าทำอาชีพอื่นระหว่างทำงาน อย่างน้อยๆ ถ้าเจ๊งหรือขาดทุนมา เราก็ยังมีอาชีพหลักรองรับ ก็คือทำได้ แต่ระมัดระวัง ผมเปิดร้านลาบ มันไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิด ทำงานอยู่โรงแรม ไปเปิดร้านคาราโอเกะ ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ปิดอีก แต่ก็เป็นการเก็บประสบการณ์”

“ผมมองว่า ถ้าไม่ได้เจ๊งกับสองร้านนั้นมาก่อน ก็คงไม่แกร่งเท่านี้” เขาย้ำ

การเลือกหุ้นส่วนมาทำงานด้วยกัน เขากล่าวว่า

“ผมมองว่า ต้องรู้จักกันมาก่อน รู้พื้นเพ รู้นิสัยกัน เป็นคนยังไง อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้จักที่มาที่ไป ยิ่งถ้าเคยร่วมงานกันมาก่อนก็ยิ่งดี จะได้รู้นิสัยใจคอกันว่าเขาเป็นคนยังไง วันที่มาหุ้นกัน ต่างคนก็จะต่างยอมรับสิ่งที่คนนั้นเป็น คนนั้นรู้อันนี้เยอะกว่า คนนี้รู้อันนี้เยอะกว่า แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน

แต่เมื่อไรที่เราเลือกหุ้นส่วนเพียงเพราะเขามีเงินเยอะกว่า เรามีความสามารถ วันหนึ่งเขาอาจเดินมาหาแล้วบอก หุ้นกันไหม ถ้าเราคิดว่า หยิบเงินไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้มองในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาคงตามมาแน่นอน”

สำหรับเขาเอง คงไม่มีหุ้นส่วนคนไหนจะรู้ใจกันดีไปกว่าเชฟบรรณฑูร ชูผลา ผู้เป็นหัวหน้าเก่าและพี่ชาย แม้สไตล์การทำงานจะต่างกันมาก แต่กลับลงตัวเหมือนหยินกับหยาง

“เวลาทำงาน ผมจะเป็นคนลุยๆ คิดแล้วทำไปเลย แต่อาจารย์บรรณฑูรเป็นคนละเอียดอ่อน คิดแล้วคอยเก็บข้างหลังบ้าน อาจารย์จะบอกว่า เฮ้ย บุญธรรม ดีหรือเปล่า คือจะไม่ห้าม แต่จะบอกว่าคิดดีๆ นะ คอยเตือน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนตอนที่ครบรอบหนึ่งปี ตอนเปิดฮอนโมโน ผมก็จะไปละ ฟรึ้บบบบ บอกอาจารย์เลยว่า ผมอยากเอาบลูฟินทูน่าตัวละสองร้อยห้าสิบกิโลครับอาจารย์ อยากเอามาครบรอบหนึ่งปี คืออาจารย์บรรณฑูรยังไม่คิด แต่ผมคิดไปแล้ว ผมอยากมีทีวีมาถ่าย” เขาหัวเราะ 

“อาจารย์มองว่า บุญธรรม เอ็งจะเอาทีวีมาจากไหนฮะ พวกเราก็อยู่กันแค่นี้ แกจะบอกว่า บุญธรรมคิดดีๆ นะ ตัวหนึ่งมันเป็นล้านนะ ถ้าไม่มีแขกมากินจะทำยังไง จะทำยังไง คิดดีแล้วยัง”

แล้วเชฟทำอย่างไร เชฟบรรณฑูรถึงยอม

“ผมก็จะยกแม่น้ำทั้งห้ามาพูดให้ฟัง ก็จะบอกว่า อาจารย์ครับ อย่างนี้นะครับ ก็อธิบายให้ฟังว่าถ้าทำแบบนี้ จะเกิดผลแบบนี้ คือผมก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน ว่าถ้าถูกถามก็จะตอบแบบนี้ ต้องพูดแบบมั่นใจ” เชฟบุญธรรมหัวเราะ

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งศตวรรษ

ในวัยเพียง 49 ปี พร้อมความสำเร็จทั้งในแง่ชื่อเสียงและเงินทอง เชฟบุญธรรมยังไม่หยุดคิดอะไรใหม่ๆ

ราว 3 ปีก่อนหน้านี้ เขาตั้ง ‘ค่ายมวยศิษย์เชฟบุญธรรม’ ที่ซอยอ่อนนุช 88 จากความชอบมวยของตนเอง และอยากให้โอกาสเด็กต่างจังหวัด ที่ตอนนี้มีมาฝึกราว 25 คน อายุระหว่าง 14 – 28 ปี

“ผมชอบมวย ชอบต่อยมวย ตอนเด็กๆ เราดูทีวีก็คิดว่ามันเป็นรายได้ที่ดีสำหรับเด็กต่างจังหวัด เห็นนักมวยดังๆ ค่าตัวสองสามแสน เราก็อยากเป็นบ้าง แต่เราไม่มีคนสนับสนุน แล้วพอวันนี้เราทำธุรกิจอยู่ตัวแล้ว ก็มองว่า มันมีเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดอีกเยอะ ที่ไม่มีคนคอยสนับสนุน ผมก็เลยเป็นผู้สนับสนุน ให้โอกาสเขา”

เชฟบุญธรรมตั้งข้อสังเกตเรื่องความมุ่งมั่นและขยันของเด็กรุ่นใหม่ไว้ว่า “ผมคิดว่าเด็กสมัยก่อนความมุ่งมั่นเยอะกว่า ด้วยสิ่งแวดล้อม ด้วยมูลค่าของเงิน ปัจจุบันความอดทนจะลดลง นี่พูดถึงนักมวยนะครับ พอเจอเอ็ดเข้าหน่อยก็ไม่อยากต่อยแล้ว อยากไปทำอย่างอื่น เหมือนเขามีทางเลือกเยอะขึ้น คือออกจากค่ายไปทำอย่างอื่น”

ว่ากันตามตรง ในยุคที่หนุ่มน้อยบุญธรรมเริ่มทำงาน เขาก็มีทางเลือกเหมือนกัน คือสู้ต่อทั้งที่เหนื่อยแสนสาหัส หรือถอดใจ กลับบ้านไปทำนา

เขาเลือกอย่างแรก

เมื่อถามถึงเป้าหมายชีวิตในวัย 49 ปี เขาตอบว่า “ก็อยากทำธุรกิจให้โตขึ้นไปอีกครับ (หัวเราะ) แตกธุรกิจไปอีก เพราะจริงๆ ผมมองว่าอายุสี่สิบเก้า ก็ยังเกษียณไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา ถ้าเมื่อไรที่เราคิดว่าเกษียณ ความมุ่งมั่นเราจะลดลง ผมเองก็ยังมีทีมงานที่ยังต้องดูแล พวกเขาก็ยังต้องมีอนาคตต่อไป”

ชีวิตและเส้นทางการทำงานของเชฟบุญธรรมเต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนงาน ที่หลายคนอาจจะมองว่า ตัวเขามีโอกาสดีๆ วิ่งเข้ามาชนอยู่ตลอด ได้รับข้อเสนอจากร้านโน้นร้านนี้ ลูกค้ารายใหญ่ชวนไปเปิดร้านอาหารด้วยกัน มาทำร้านขายส่งก็ได้ออเดอร์ใหญ่ที่ทำให้ร้านโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโอกาสต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาหาเขา จะไม่วิ่งเข้าหาคนที่ ‘ไม่เก่ง’ และ ‘ไม่กล้า’ หากเขาไม่มุ่งมั่นฝึกปรือฝีมือตั้งแต่หนุ่ม มีหรือจะเก่งจนนายทุนอยากชวนมาเปิดร้าน

ภาษาญี่ปุ่นนั่นก็อีก ทุกวันนี้เขาคุยกับซัพพลายเออร์ชาวญี่ปุ่นได้ เป็นอานิสงส์จากการพากเพียรเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงพักนั่นเอง

“ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงนะครับ แต่เชื่อในความมุ่งมั่นและกล้าตัดสินใจ เมื่อมีโอกาสมา ผมไม่รู้หรอกว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมจะคว้าไว้ก่อน ทำไว้ก่อน แม้จะไม่สำเร็จ แต่ถือเป็นบทเรียนที่มีมูลค่ามากๆ”

“ทำสิบอย่าง อาจจะโดนสักอย่าง ผมมองว่านั่นคือกำไรของเราแล้ว ปัญหามา ปัญญามี ชีวิตจะไม่มีทางตัน” เชฟบุญธรรมปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ จากพระที่ผิดหวัง นักมวยที่ชกไม่รุ่ง สู่เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย

หนังสืออ้างอิง พีรภัทร โพธิสารัตนะ. ป.6 พันล้าน กว่าจะเป็นตัวจริง (2559). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์มหานิยม 33

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

13 กุมภาพันธ์ 2561
9 K

ดึกดำบรรพ์ Boy Band เป็นวงดนตรีที่มีสมาชิก 3 คน

แต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์

ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

ตุ่น-พนเทพ สุวรรณะบุณย์

สองคนแรกเป็นศิลปินที่ออกผลงานมาแล้วคนละสิบกว่าอัลบั้ม

คนสุดท้ายเคยเป็นโปรดิวเซอร์มือทองของค่ายแกรมมี่ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องและเพลงฮิตมากมาย

ถ้าเอาเพลงฮิตของพวกเขาสามคนมาเล่นต่อกันน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำว่า 4 ชั่วโมง

การรวมตัวกันตั้งวงดนตรีของศิลปินรุ่นใหญ่ 3 คน ซึ่งเป็นเพื่อนกันมากว่า 40 ปี เป็นเรื่องน่าสนใจ

และยิ่งน่าสนใจขึ้น เมื่อพวกเขารวมตัวกันตั้งวงในวัย 65 ปี

ถ้าคุณกำลังนึกถึงหนังที่ตัวละครในวัยเยาว์กำลังตามฝันด้วยการตั้งวงดนตรี เรื่องราวของชาย 3 คนนี้ น่าจะเป็นภาคสองของหนังพวกนั้น

ดึกดำบรรพ์ Boy Band

เพลงที่ 1 หน้า A

เสียงกีตาร์โปร่งฟังสบายโชยออกมาจากบ้านขนาดกะทัดรัด กลางซอยเล็กๆ ย่านสะพานควาย

ภายในบ้าน มีผู้ชายสามคนซึ่งเกิดปีเดียวกันกำลังเล่นดนตรีอยู่ด้วยกัน

ย้อนกลับไปหลายวันก่อน ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว นั่งรถเมล์กลับบ้านพร้อม ตุ่น-พนเทพ สุวรรณะบุณย์ พอเห็นว่าบ้านอยู่ทางเดียวกัน ปั่นจึงเอ่ยปากขอไปเที่ยวบ้านตุ่น หลังจากนั้นพวกเขาก็ชวน แต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ เพื่อนอีกคน มาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้านของตุ่น

พวกเขารักเสียงเพลงเหมือนกัน ต่างคนต่างมีวงดนตรีและวงโคจรของตัวเอง แต่ดนตรีก็ดึงดูดพวกเขาให้มารวมตัวกันเล่นดนตรีที่บ้านหลังนี้

พวกเขาคือเด็กหนุ่ม นักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปฏิทินข้างฝาบอกว่า นี่คือปี 2514

เพลงที่ 2 หน้า A

ต้นปี 2561 เย็นวันศุกร์ที่ลมหนาวหวนมาหากรุงเทพฯ อีกครั้ง

เสียงดนตรีสบายหูยังคงลอยคลอเคลียลมหนาวเหนือบ้านหลังนี้

เสียงนั้นลอดออกมาจากบานประตูที่ปิดไม่สนิทของห้องซ้อมบนชั้นสาม มันเป็นเสียงของเพลง In the darkness of my life เพลงสากลที่แต๋มแต่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต๋มเป็นคนเก่งภาษาไทย ถนัดเขียนกาพย์กลอน จึงเขียนเนื้อเพลงได้รวดเร็วและลื่นไหล แล้วเขาก็ยังมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี ในระดับที่ร้องและแต่งเพลงภาษาอังกฤษได้สบาย

ในห้องซ้อม ผู้ชายสามคนซึ่งเกิดปีเดียวกัน กำลังเล่นและร้องเพลงนี้

พวกเขากำลังซ้อมเพลงนี้สำหรับคอนเสิร์ต ‘ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น Concert’

เลข 201 คืออายุรวมของพวกเขา

แต๋มและปั่น ผ่านการขึ้นเวทีคอนเสิร์ตรวมกันมาหลายพันครั้ง เพราะพวกเขาอยู่บนเส้นทางดนตรีมาเนิ่นนาน แต่คอนเสิร์ตครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ ตรงที่ ปั่น แต๋ม ตุ่น กำลังจะเล่นคอนเสิร์ตร่วมกันในนาม ‘ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์’ วงดนตรีที่พวกเขาร่วมกันตั้งเมื่อปี 2559

ในวัย 65 ปี

พวกเขาไม่ได้เอาเพลงเก่ามาร้องใหม่เป็นรอบที่ล้าน แต่หยิบเพลงฮิตที่ทั้งสามมีส่วนร่วม ทั้งเพลงที่แต๋มกับปั่นร้อง และเพลงที่ตุ่นแต่ง มาเรียบเรียงดนตรีใหม่ ออกแบบการร้องใหม่ จนกลายเป็นเพลงใหม่ที่มีกลิ่นอายของเพลงยุค 70 และเสียงประสานแบบวง Bee Gees

พวกเรายืนฟังเพลงรออยู่หน้าห้องซ้อม ผมโตมากับเพลงเก่าเหล่านี้ น้องช่างภาพพอจะคุ้นบ้างกับบางเพลง ส่วนน้องฝึกงานเพิ่งเคยได้ยินเพลงและรู้จักศิลปินทั้งสามเป็นครั้งแรก แต่พวกเราทุกคนต่างเคลิ้มไปกับท่วงทำนองที่ได้ยิน

ไม่ต้องสนใจว่ามันคือเพลงใหม่หรือเพลงเก่า เพราะเพลงเพราะก็คือเพลงเพราะ

การซ้อมช่วงอะคูสติกจบลงแล้ว ประตูห้องซ้อมเปิดออก สมาชิกอีก 4 คน เดินเข้าไปสมทบเพื่อซ้อมแบบเต็มวง เพลงแล้วเพลงเล่าผ่านไป จนมาถึงเพลง รักนิรันดร์ เพลงที่มีความหมายมากมายเหลือเกิน

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มแรกของปั่น ปี 2528 เป็นเพลงที่ตุ่นทำให้ปั่น และเป็นเพลงเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ปั่นแจ้งเกิดในฐานะนักร้องหน้าใหม่ได้อย่างสวยงาม

2 ปีก่อน ตุ่นมีคอนเสิร์ตของตัวเองชื่อ ‘รักนิรันดร์’ เขาชวนเพื่อนพ้องที่เคยทำงานร่วมกันมาเป็นแขกรับเชิญ แน่นอนว่าต้องมีสองเพื่อนซี้อย่างแต๋มและปั่น แต่จะให้ทั้งคู่มาร้องเพลงของตัวเองแบบเดิมๆ ก็ธรรมดาไป พวกเขาเลยรวมเป็นวงแล้วลองเล่นด้วยกันแบบอะคูสติก

ตุ่นปล่อยคลิปการซ้อมของพวกเขาลงในโลกออนไลน์ ผลตอบรับที่ได้กลับมาดีมาก มีทั้งคนชอบ และคนชวนให้ไปเล่นตามงานต่างๆ จนพวกเขาคิดว่า จะมาทำเล่นๆ ให้เสียชื่อรุ่นใหญ่ไม่ได้ เลยเร่งมือพัฒนาวงของพวกเขาขึ้นเรื่อยๆ

ในคอนเสิร์ตรักนิรันดร์ พอถึงช่วงที่เพื่อนทั้งสามต้องเล่นด้วยกัน ตุ่นประกาศให้คิว แต่แต่๋มกับปั่นก็ยังไม่ยอมขึ้นเวทีสักที จนตุ่นต้องออกตัวผ่านไมโครโฟนว่า “พวกเราเป็นพวกดึกดำบรรพ์ จะทำอะไรก็ช้า” ดึกดำบรรพ์จึงกลายมาเป็นชื่อวงโดยบังเอิญ

กรุณาเบาเสียงลงสักนิด ท่องฮุคเพลง รักนิรันดร์ กำลังจะมา

“ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์”

ดึกดำบรรพ์ Boy Band

เพลงที่ 3 หน้า A

ปี 2514 เป็นปีแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นปีแรกที่พวกเขาทั้งสามคนรู้จักกัน

ทั้งสามคนต่างมีวงดนตรีของตัวเอง การเล่นดนตรีในวัยหนุ่มเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แกะเพลงฝรั่งมาเล่นแข่งกัน เล่นข่มกัน เห็นวงอื่นเล่นได้ ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้เล่นได้แบบนั้นบ้าง

เวทีของนักดนตรีสมัครเล่นยุคนั้นอยู่ตามงานปาร์ตี้ในบ้านของคนมีฐานะ อย่างเพื่อนเก่าที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลมีงานปาร์ตี้ที่บ้าน ก็ชวนวงพวกเขาไปเล่น เพื่อนคนนั้นอาจจะมีน้องสาวเรียนเซนต์โยฯ ในงานปาร์ตี้จึงเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มเซนต์คาเบรียลและเด็กสาวเซนต์โยฯ

ความสุขอย่างหนึ่งของนักดนตรีวัยหนุ่มก็คือ การได้เล่นโชว์สาว ซึ่งพวกเขาก็ถือว่าเนื้อหอมใช้ได้

ตุ่นเล่นกีตาร์ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมที่เซนต์คาเบรียล เพื่อนๆ ของเขามักจะเอาแผ่นเสียงที่ซื้อจากฮ่องกงมาแบ่งกันฟัง มีการตั้งวงดนตรีในโรงเรียน ตุ่นชอบแกะเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ เขาแกะทุกอย่าง ทั้งกีตาร์ คีย์บอร์ด เบส แล้วส่งโน้ตที่แกะได้ให้เพื่อนๆ เล่น

ตุ่นเรียนจบบริหารธุรกิจจากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แต่ยังไม่อยากทำงาน พอมหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิด เลยลองไปเรียนดู แต่เรียนได้แค่ปีเดียว ตุ่นก็ตัดสินใจลาออกเพื่อไปเล่นดนตรีอาชีพ ในความหมายของการเล่นดนตรีกลางคืน

แต๋มเป็นคนหนุ่มที่มีเพื่อนเยอะ เขาเลยฝากตุ่นให้ไปเล่นกับวงเพื่อนของเขาที่ร้านแถวคลองเตย เป็นร้านที่เล่นเพลงฝรั่งให้ทหารเรืออเมริกันฟัง

ตุ่นเล่นดนตรีกลางคืนจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาใช้ชีวิตแบบนั้นจนอายุเกือบ 30 ปี พอมีครอบครัว เขาก็เลือกทำในสิ่งที่เป็นค่านิยมของคนยุคนั้น ก็คือการทำงานที่มั่นคง ตุ่นเลิกเล่นดนตรีกลางคืน แล้วไปสอบเข้าทำงานเป็นพนักงานบริการภาคพื้นดินของการบินไทย

ดึกดำบรรพ์ Boy Band ปั่น ไพบูลย์เกียรติ

เพลงที่ 4 หน้า A

แต๋มคือคนแรกในกลุ่มเพื่อนที่ได้เป็นศิลปินอาชีพ

แต่เขาไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปิน

ด้วยความที่เรียนเศรษฐศาสตร์ และเห็นว่าการทำงานธนาคารเป็นสิ่งที่มั่นคง พอเรียนจบแต๋มจึงสมัครเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ และทำงานในวงการธนาคารมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกษียณ

แต๋มรู้จักเอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร ผู้กำกับและนักแสดงนำเรื่อง ไฟในทรวง เอ๋เลยชวนแต๋มมาเขียนเพลงให้หนังเรื่องนี้ แต๋มก็เลยชวนตุ่นเพื่อนรักมาช่วยทำดนตรีให้ นั่นคือก้าวแรกในวงการดนตรีของทั้งแต๋มและตุ่น ในปี 2522

เพลงของแต๋มเข้าหู ระย้า-ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร เจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี เขาเลยชวนแต๋มมาออกอัลบั้มแรกในปี 2524 โดยมีวงแฟลชของตุ่นช่วยทำเพลงให้ เหตุผลหนึ่งที่ต้องให้เพื่อนรักมาช่วยทำเพลงก็เพราะ การเขียนเพลงของแต๋มเป็นไปตามอารมณ์ ไม่ได้เป็นไปตามหลักการ มีแต่ตุ่นเท่านั้นที่ยอมเรียบเรียงให้โดยไม่แก้ แต่ถึงจะเป็นเพลงที่มีจังหวะแปลกๆ หลายเพลงก็กลายเป็นเพลงดังในเวลาต่อมา

เพลงของแต๋มมักจะเกี่ยวข้องกับความรักที่ไม่สมหวัง เพราะเมื่อก่อนแต๋มเป็นคนที่จัดว่า ‘ไม่หล่อ’ แล้วก็ถูกแซวว่า ร้องเพลงเหมือนร้องไห้ ขนาดหัวเราะยังเหมือนร้องไห้

อัลบั้มแรกของแต๋มได้รับการตอบรับอย่างเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรถไฟดนตรีเป็นค่ายใหม่ที่ยังไม่เก่งด้านการปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก แต่แต๋มก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเขาทำงานธนาคารเป็นอาชีพหลัก แค่ได้ทำเพลงก็มีความสุขแล้ว

เพลงของแต๋มเริ่มเป็นที่รู้จักตอนอัลบั้มที่ 6 ชุด มาลีวัลย์และชรัส เมื่อปี 2528 กับค่ายไนท์สปอต กว่าแต๋มจะกลายเป็นนักร้องดัง ก็ต้องรอถึงชุดที่ 7 ตอนมาอยู่ในค่ายแกรมมี่เมื่อปี 2529 ซึ่งมีการระดมยอดฝีมือมาช่วยทำเพลง และมีการดูแลภาพลักษณ์ศิลปินที่ดี

เพลงฮิตเปลี่ยนชีวิตของแต๋มในวันนั้นคือเพลง ทั้งรู้ก็รัก

ตุ่นทำเพลงนี้ให้แต๋มในช่วงที่ทำงานการบินไทย

ช่วงเวลาที่อยู่การบินไทย ตุ่นใช้เวลาหลังเลิกงาน ทำเพลงให้ศิลปินมากมาย เพลงของตุ่นทำโดยไร้กรอบ จังหวะของเขาค่อนข้างแปลก ทางคอร์ดก็ประหลาด ไม่เหมือนเพลงอื่นๆ ในยุคนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี หยิบมาฟังใหม่ในวันนี้มันก็ยังดีอยู่

ลองพิสูจน์กันได้

เพียงแค่ใจเรารักกัน ของ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร

ฝัน…ฝันหวาน ของ ผุสชา โทณะวณิก

พี่ชายที่แสนดี ของ ระวิวรรณ จินดา

ปาฏิหาริย์ ของ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณ

คนขี้เหงา ของ เมทนี บุรณศิริ

รักนิรันดร์ ของ ปั่น

ทั้งรู้ก็รัก ของ แต๋ม

ระหว่างทำงานที่การบินไทย 9 ปี ตุ่นยังคงใช้เวลาว่างทำเพลงตลอด จนวันหนึ่งเขาก็พบว่า การตื่นเช้าไปตอกบัตรทำงาน ตกเย็นตอกบัตรออก เป็นการทำงานประจำที่เขาเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งของระบบใหญ่ ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับงาน ไม่ได้ภูมิใจกับงาน และไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นผลงานของเขา ตุ่นใช้เวลาคิดอยู่หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเขาตัดสินใจยื่นใบลาออก

แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่งานโปรดิวเซอร์เต็มตัว

ปั่นเป็นคนสุดท้ายที่ได้เข้าสู่วงการเพลง

สมัยวัยรุ่นเขาไม่เคยคิดจะยึดการร้องเพลงเป็นอาชีพ เขาแค่สนุกกับสีสันของวงการดนตรี ทั้งการร้อง การเต้น และการแต่งตัว

ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ เจ้าของบริษัทอีเวนต์ออแกไนเซอร์ชื่อดังในยุคนั้น อยากทำค่ายเพลง เลยมาปรึกษาแต๋มกับตุ่นว่าจะหาศิลปินจากที่ไหน ทั้งสองก็เลยเสนอชื่อปั่น ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นมัคคุเทศก์ แล้วปั่นก็กลายเป็นศิลปินคนแรกของค่ายครีเอเทีย ออกอัลบั้มแรก ความฝันที่หลุดลอย ในปี 2528

เพลงของปั่นเป็นเพลงน่ารักตามคาแรกเตอร์ของเขา ทั้งบุคคลิกและน้ำเสียง ถ้าเป็นเพลงรักที่ไม่สมหวัง เขาก็จะอกหักแบบไม่เสียใจฟูมฟาย เป็นแนวน้อยใจ โทษตัวเอง

สิ่งที่ปั่นต่างจากแต๋มคือ เขาดังทันทีตั้งแต่ชุดแรก โดยเฉพาะเพลง รักนิรันดร์ ที่ตุ่นทำให้

“ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์”

เสียงเพลง รักนิรันดร์ ในห้องซ้อมค่อยๆ แผ่วลง

ถึงเวลาพักของนักดนตรีแล้ว

ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

กลับหน้าเทป

พวกเราทยอยเดินเข้าไปในห้องซ้อม

เพลงที่ 1 หน้า B

แต๋ม ปั่น ตุ่น ยังนั่งเล่นดนตรีด้วยกันในบ้านหลังนี้เหมือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน

ต่างกันตรงวันนี้พวกเขากลายเป็นนักดนตรีอาชีพระดับตำนานของประเทศ

พวกเขายังอยู่ในวงการดนตรี และวงการดนตรียังให้พวกเขาอยู่

พวกเขาเห็นตรงกันว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ศิลปินสักคนอยู่ในวงการได้นานถึงสามสิบกว่าปีคือ คุณภาพของงาน งานต้องดี มีเอกลักษณ์ ส่วนเหตุผลรองคือ การวางตัวของศิลปินคนนั้น

“ไฟเรายังไม่มอด ยังมีคนอยากฟังเพลงของเรา ทำให้เรามีไฟ โชคดีที่เรายังแข็งแรงกันอยู่ ถ้าต้องนั่งรถเข็นแล้วใครจะฟัง สังขารก็เป็นเรื่องสำคัญ วงการบันเทิงมันเป็นภาพลวงตาว่าเราต้องอยู่แบบนี้ แก่ไม่ได้ ทำได้ก็อยู่ได้ ทำไม่ได้ก็ต้องไป โหดร้ายจะตาย” แต๋มหัวเราะ

ในวัยใกล้ 70 ปี พวกเขายังคงแข็งแรง เหมือนที่เราเคยเห็นพวกเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน พวกเขาบอกเคล็ดลับไว้ 2 ข้อ หนึ่ง พวกเขาไม่ได้เล่นดนตรีในผับในบาร์กลางคืน เลยไม่ต้องอดหลับอดนอนดมควันบุหรี่ สอง การเล่นดนตรีทำให้ไม่เครียด พอจิตใจแจ่มใส ร่างกายก็ดีตามมาด้วย

เมื่อสุขภาพกายดี เสียงก็ดี

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตการเป็นนักดนตรีของพวกเขาจะไม่มีเรื่องให้เครียด

“เวลาเราทำเพลงมาแล้ว มันน่าจะดังแต่ไม่ดัง ก็อาจจะน้อยใจบ้าง หรือเวลามีใครจ้างไปร้องเพลง แล้วไม่มีคนดู ก็ต้องถามตัวเองว่า เอ็งจะอยู่ได้ต่อไปหรือเนี่ย เอ็งไม่ได้รับความนิยมแล้ว จะทำยังไง” ปั่นเล่าความทุกข์ของคนดนตรี

“เพลงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เราอยากให้คนเห็นงานเรา ได้ชื่นชมกับมัน ถ้าเขาไม่ชอบเราก็เหี่ยว” ตุ่นเสริม

คล้ายๆ จะแปลความหมายได้ว่า พวกเขากลัวคนไม่ฟังเพลงของพวกเขา

“ไม่กลัวหรอก มันเป็นเรื่องปกติ ถึงเวลาก็ต้องไป ถึงเวลาก็ต้องลงจากเวที เหมือนนักมวย ถ้าต่อยไม่ได้แล้วจะขึ้นไปให้โดนน็อกทำไม” แต๋มตอบ

“เขาไม่กลัวแต่ผมกลัว” ปั่นแย้ง “ถ้าไม่มีโซเชียลมีเดีย พวกเราก็คงไม่ได้ทำอะไรกันแล้ว ค่ายก็คงไม่เซ็นสัญญาต่อ ผู้ชายอายุหกสิบเจ็ดสิบใครจะมาจ้าง จะให้ไปร้องเพลงอะไร เพลงรักเหรอ”

ตุ่นดูจะปรับตัวในทิศทางที่ต่างจากเพื่อนๆ

“ตอนผมเป็นโปรดิวเซอร์ ผมไม่ค่อยได้เล่น เรื่องเพลงถ้าเราไม่ได้เล่นมันก็ไม่ครบ ผมเลยเอากีตาร์มาหัดใหม่ หัดจับตั้งแต่คอร์ดซีเลย สมัยก่อนผมเริ่มจากเล่นกีตาร์แล้วมาเล่นคีย์บอร์ด ใช้คีย์บอร์ดทำเพลงมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้แตะกีตาร์เลย การทำเพลงเบื้องหลังมันไม่สะใจ เพลงมันต้องออกมาจากมือเรา ตอนนั้นแกรมมี่อยากให้เซ็นสัญญาต่อ แต่ผมไม่เอาแล้ว ก็เลยชวนน้องๆ มาตั้งวงชื่อนั่งเล่น”

ชายผู้กลับมาหัดเล่นกีตาร์อีกครั้งในวัยหกสิบกว่าปี พูดถึงที่มาของวงนั่งเล่น วงที่รวมคนทำเพลงฝีมือดีมารวมตัวกัน แล้วบอกเล่าเนื้อหาที่ลุ่มลึกสมวัย

“เวลาวงนั่งเล่นไปเล่นที่ไหน เราจะพูดเสมอว่า พวกเราไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ เราแต่งเพลงมาตลอด เราไม่ได้เล่นเก่ง แค่เราอยากเล่น” ตุ่นอธิบายต่อว่า ไม่ต้องไปคิดมากว่าเราเป็นโปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่ ถ้าเล่นไม่ดีน้องๆ จะคิดยังไง แค่สนุกกับการเล่นดนตรีก็พอ

แล้วเขาเอาพลังที่ไหนมาขับเคลื่อนตัวเองให้ออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคยในวัยเกษียณ

“ตอนเด็กๆ ผมนั่งแกะเพลงทุกเพลงจากแผ่นเสียง เพราะผมชอบ ผมมันชอบมันก็อยากรู้ไปหมดว่าเบสเล่นยังไง กีตาร์เล่นยังไง ก็เลยแกะทุกอย่าง แกะจนเป็นนิสัย ช่วงที่กลับมาฝึกใหม่ ผมก็เล่นด้วยความอยากรู้ ก็สนุกไปกับมัน รู้สึกเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้ง”

น่าอิจฉาที่เขารักษาพลังของคนหนุ่มไว้ในตัวได้ยาวนานมาก

ดึกดำบรรพ์ Boy Band ดึกดำบรรพ์ Boy Band

เพลงที่ 2 หน้า B

ถึงพวกเขาจะเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ ที่มีความสามารถล้นเหลือ แต่การทำเพลงให้วงบอยแบนด์จากยุคดึกดำบรรพ์นั้นไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

ตุ่นมองด้วยสายตาของโปรดิวเซอร์ว่าคาแรกเตอร์ของแต๋มกับปั่นคือ นักร้องเพลงรัก ถ้าจะให้เปลี่ยนมาร้องแนวอื่นคงดูแปลก

“อายุปูนนี้แล้ว ถ้าเราร้องเพลงรัก เด็กสิบเจ็ดสิบแปดยังอยากฟังคนที่แก่กว่ารุ่นพ่อร้องเพลงรักไหม ถ้าจะบอกว่าฉันหลงรักเธอ ฉันยังไม่แก่เกินไปที่จะรักใครสักคน คนก็จะบอกว่า นี่มันไอ้แก่ไม่เจียมตัว ไอ้เฒ่าลามก จะร้องเพลงที่เป็นปรัชญา เราก็ไม่เคยร้องมาก่อน สรุปว่า ร้องเพลงรักคนก็ไม่เชื่อ ร้องปรัชญาคนก็ไม่เชื่อ” แต๋มเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“ดึกดำบรรพ์เลยเป็นวงที่เอาเพลงเก่ามาทำใหม่” ตุ่นสรุปจุดยืนของวงไว้แบบนั้น

“เราร้องเพลงมาเป็นหมื่นๆ หนแล้ว เราก็อยากมีเพลงใหม่ๆ บ้าง ถึงสิ่งใหม่จะสู้ของเก่าไม่ได้ก็เถอะ” แต๋มคิดต่าง “คนรุ่นเราเขาหยุดความคิดที่จะฟังเพลงใหม่ไว้แค่อายุสามสิบห้าสี่สิบ เพลงใหม่กว่านั้นเขาไม่รับแล้ว เขาชอบแต่เพลงเก่า”

“เชื่อไหม ผมไม่เคยคิดอย่างพวกเขาเลย ผมอะไรก็ได้ เป็นเพลงเพราะก็พอ จะใหม่จะเก่าผมชอบหมด” ปั่นเสริมบนทางสายกลาง

เพลงใหม่ของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ เลยเป็นเพลงรักแบบกลางๆ อย่างเพลง อะไรก็ไม่ไกล มีเนื้อร้องว่า

“ระยะทาง ไม่เห็นก็เกรงว่าไกล ขอให้มั่นใจ ถึงแม้เวลาเปลี่ยนไป แม้วันคืนเปลี่ยน นานมาแล้วเท่าไหร่ อย่ากลัว ถ้าใจเราใกล้ อะไรก็ไม่ไกล”

นอกจากตุ่นรับหน้าที่ทำเพลงใหม่ให้เพื่อนๆ แล้ว เขายังทำหน้าที่เป็นคนดูแลโซเชียลเน็ตเวิร์คของวงด้วย ในวัยหกสิบกว่า เขายังสนใจความเป็นไปของโลกออนไลน์ เขาสนุกกับการวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้าน ลองบูสต์เฟซบุ๊กส่งเพลงของเขาไปให้คนญี่ปุ่นที่โตเกียว และพี่น้องสปป.ลาวฟัง แล้วดูว่ามีฟีดแบ็กต่างกันอย่างไร

พวกเขามองว่า ตอนนี้พวกเขาคลายสถานะจากศิลปินของค่ายใหญ่กลายมาเป็นศิลปินอิสระที่ปล่อยเพลงของตัวเองลงในโลกออนไลน์ ซึ่งมีข้อดีคือ ถ้าใครปรุงดนตรีได้ถูกหูคนฟังก็มีสิทธิ์ดังได้ในวันเดียว เหมือนวงของพวกเขา

แต๋มพูดถึงเสน่ห์อีกอย่างของการเป็นศิลปินอิสระว่า “ตอนเราไปขึ้นเวที The Lost Love Songs ของกรีนเวฟ ร่วมกับศิลปินอีก 50 คน งานนั้นมีศิลปินทุกสไตล์ มันมีข้อเปรียบเทียบเยอะมาก เราต้องเอาตัวรอดบนเวทีให้ได้ แต่พอเป็นเพลงของวงดึกดำบรรพ์ เราช่วยกันเล่น ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เพราะในตลาดไม่มีเพลงแบบนี้ให้แข่ง เราก็เลยโดดเด่น”

ไม่ว่าจะขึ้นเวทีในฐานะของปั่นหรือดึกดำบรรพ์ สิ่งที่ปั่นบอกว่าเหมือนกันทุกครั้งก็คือ

“ต่ื่นเต้นเหมือนเดิมทุกครั้ง ไม่ได้ลุ้นว่าจะร้องผิดหรือเล่นผิดนะ แต่ตื่นเต้นตรงลุ้นว่า คนจะชอบหรือเปล่า เราอยากให้คนดูอินไปกับเรา”

ดึกดำบรรพ์ Boy Band ดึกดำบรรพ์ Boy Band ดึกดำบรรพ์ Boy Band

เพลงที่ 3 หน้า B

เวลาพักกำลังจะหมด

เราอยากรู้ว่า เพลงประกอบชีวิตของนักดนตรีทั้งสามคนคือเพลงอะไร

แต๋มเลือกเพลง เพราะฉะนั้น

“เนื้อเพลงมันบอกว่า ถ้าฉันทุกข์ใครจะทุกข์ด้วย เราต้องดูแลตัวเอง ถ้าเราจะสำเร็จ ก็ต้องทำด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมเร่ิมเข้าสายธรรมะ เพราะมาลีวัลย์ (เจมีน่า) ชวนไปปฏิบัติธรรม ก็ช่วยให้รู้จักชีวิตมากขึ้น มีสติมากขึ้น จะเศร้าจะทุกข์ก็มีสติมากขึ้น อ้อ มันเป็นแบบนี้เอง เดี๋ยวก็หาย”

ปั่นเลือกเพลง มายาชีวิต

“เพลงน้ีเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชีวิตของมิตร ชัยบัญชา ที่ผมร้อง คนภายนอกอาจมองว่าคนในวงการบันเทิงดูสูงส่ง คิดว่าเรามีความสุข แต่ชีวิตจริงเราก็อาจจะทุกข์ได้”

ตุ่นเลือกเพลง บทเพลงของฉัน

“เป็นเพลงที่ผมทำให้แต๋ม คอนเซปต์ของเพลงนี้คือ I write the song. เป็นเรื่องของคนเขียนเพลง ที่การเขียนเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเพลงที่แต่งจากตัวเองเลย”

“เอ้า พูดงี้แล้วเราเอามาเล่นเลยไหม เป็นตัวแทนบทเพลงของพวกเรา” ปั่นชวนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์ แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์ ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

เพลงที่ 4 หน้า B

เด็กหนุ่ม 3 คนกำลังเล่นดนตรีด้วยกันในบ้านเพื่อนที่ย่านสะพานควาย

ภาพนี้ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของทั้งนักดนตรีอาชีพทั้งสาม

“เหมือนดูหนังเลยนะ ย้อนกลับมาดูตัวเราเอง” เจ้าของบ้านบอก

เห็นตัวเองในอดีตแล้วอยากบอกอะไรพวกเขา

“บอกไปเขาก็คงไม่เชื่อหรอก เขาต้องรู้ด้วยตัวเอง เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แล้วเร่ิมต้นเร็ว มาถึงวันนี้ผมก็โอเคแล้ว ผมคงบอกเขาว่า น้องอย่าคิดมาก เล่นไป ทำอย่างที่อยากทำ แล้วเส้นทางชีวิตจะพาน้องไปเอง พี่รู้แล้วว่าจุดสุดท้ายของชีวิตน้องเป็นยังไง” ตุ่นตอบด้วยเสียงเนิบนุ่ม

ปั่นขยับตัวเข้ามาแล้วบอกว่า “ทำในส่ิงที่ตัวเองรัก อย่าไปสนใจว่าคนจะมองยังไง ถ้าเราทำในสิ่งที่ตัวเองรักเราจะอยากทำให้มันดี แล้วจะทำได้นาน มีปัญหาก็จะทำเพราะเรารัก ผมอยู่กับดนตรีมาได้ยาวนาน เพราะผมรักมัน เลยข้ามผ่านทุกปัญหามาได้”

ไม่แน่ใจว่าแต๋มกำลังบอกสิ่งนี้กับเด็กหนุ่มในวันนั้น หรือเพื่อนหนุ่มในวันนี้

“ผมอยากจะบอกว่า โชคดีนะ ที่เรามีวันนี้อีกครั้ง เวลาผ่านไป แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่หรอก เราก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เรากลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง รู้จักชีวิตมากขึ้น ทำให้เรามีความสุขในการทำงานด้วยกันมากขึ้น”

เพลงที่ 5 หน้า B

พวกเราร่ำลาสมาชิกวงดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์

พวกเขาเริ่มซ้อมดนตรีต่อ ส่วนพวกเรากำลังจะแยกย้ายสลายตัว

ตอนนี้ประตูห้องซ้อมปิดสนิทแล้ว แต่ผมยังได้ยินเสียงเพลงของพวกเขาดังขึ้นมาในหัว เป็นเสียงเพลงในเวอร์ชั่นท่ี่ร้องประสานกันสามคน

ตั้งใจฟังดีๆ ท่อนนี้ร้องว่า

“ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์”

ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว พนเทพ สุวรรณะบุณย์ ชรัส เฟื่องอารมย์

Youtube | ดึกดำบรรพ์ Boy Band

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load