นี่ก็ขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2564 มาได้เดือนเศษแล้ว สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 รอบใหม่ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และแน่นอนว่า นั่นย่อมหมายความถึงการรื้อค้นสมบัติพัสถานบรรดามีในบ้านขึ้นมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับคนที่มีอายุอานามขนาดผมแล้ว เห็นอะไรหยิบอะไรขึ้นมาแต่ละชิ้นก็ทำให้ความหลังครั้งเก่าฟูฟ่องขึ้นมาทีเดียว 

ช่วงเวลานี้เองทำให้ผมได้พบกับหนังสือหลายเล่มที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเสียนานอีกครั้งหนึ่ง หนังสือแต่ละเล่มหน้าตาชำรุดทรุดโทรมหรือเก่าแก่ไปบ้างพอๆ กับผู้เป็นเจ้าของ แต่เรื่องราวที่อยู่แวดล้อมหนังสือเหล่านั้นยังไม่เก่าเลย ยังสดชื่นอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ

บันทึกลับจากทุ่งใหญ่, ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ และหนังสืออื่นๆ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา

หนังสือชุดที่หยิบมาอวดกันคราวนี้ ปีที่จัดพิมพ์อยู่ในพุทธศักราช 2516 หรือ 2517 นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปีเข้าไปแล้ว พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของผม เพราะผมได้ก้าวเดินออกจากชีวิตนักเรียนมัธยมที่อยู่ในระเบียบแบบแผนอันคุ้นเคยมานานปีแล้วเดินสู่ประตูมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโลกใหม่สำหรับผมอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำในปีเดียวกันนั้นเอง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองก็ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย และยังเป็นที่ทรงจำกล่าวขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

การสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยุคโน้นเรียกกันว่าสอบเอ็นทรานซ์ วันที่นักเรียนนั่งใจระทึกอยู่ในสนามสอบ น่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายนก่อนวันสงกรานต์ สอบเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าหมดทุกข์ไปเปลาะหนึ่ง รอลุ้นฟังผลสอบว่าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และถ้าสอบได้จะได้เรียนที่ไหน ถ้าสอบไม่ติดจะไปเรียนอะไรต่อที่ไหนดี 

ระหว่างนั้นเองได้มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของทางราชการตกในเขตป่าทุ่งใหญ่จังหวัดกาญจนบุรี ซากเศษที่เหลือจากอุบัติเหตุครั้งนั้นส่อให้เห็นว่า เฮลิคอปเตอร์เครื่องดังกล่าวได้ถูกใช้เป็นพาหนะสำหรับอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

เมื่อข่าวดังกล่าวอึกทึกครึกโครมขึ้น แทนที่ทางผู้หลักผู้ใหญ่จะใช้สูตรตอบคำถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน เพื่อถ่วงเวลาหรือซื้อเวลาตามแนวปฏิบัติของประเทศไทย กลับมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลระดับนายกรัฐมนตรีออกมาแอ่นอกชี้แจงว่า บุคคลในคณะเดินทางดังกล่าวไปราชการลับ

คราวนี้ก็ยุ่งใหญ่เลยสิครับ พยานหลักฐานสารพัดโผล่ขึ้นมารายรอบและบ่งชี้ไปในทำนองเดียวกัน ว่าคณะเดินทางที่ว่านั้นเข้าไปล่าสัตว์ในเขตหวงห้ามจริงๆ ผู้ร่วมคณะนั้นมีไปจนกระทั่งดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยดังกล่าว

เมื่อรัฐบาลออกมาเป็นหนังหน้าไฟเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะชนจึงมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลด้วยเป็นธรรมดา เด็กมัธยมที่กำลังจะเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นไปนุ่งกางเกงขายาวในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างผม ย่อมตื่นเต้นสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น รู้สึกอึดอัดเต็มทีแล้วกับการที่เรามีรัฐบาลทหารสืบเนื่องกันมาหลายยุค รัฐธรรมนูญก็มัวแต่ยกร่างกันอยู่นั่น แล้วไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จเมื่อไหร่สักที

ยุคสมัยนั้น การสื่อสารสาธารณะจำกัดจำเขี่ยมากครับ เราไม่มี LINE ไม่มี Facebook ไม่มี Twitter ไม่มี Instagram สำนักข่าวออนไลน์ก็ไม่มี โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเป็นของรัฐบาล สื่อที่เข้าถึงผู้อ่านวงกว้างได้ก็มีแต่สื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น

‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’
‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

ระหว่างวิกฤตศรัทธาดังกล่าว ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะ ใช้ชื่อหนังสือว่า ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของผู้แทนนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมตัวกันเข้า ทำงานร่วมกันกับชมรมหรือกลุ่มอนุรักษ์ของหลายมหาวิทยาลัย

ลำพังเพียงแค่หน้าปกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่นอนล้มกลิ้งอยู่กับพื้น มีใบบัวใบเล็กปิดอยู่บนซากช้างนั้น พร้อมกับป้ายผูกติดอยู่ที่ใบบัวว่า “ราชการลับที่เปิดเผยไม่ได้” ก็แสบเข้าไปถึงทรวงแล้ว

หนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 5,000 เล่ม ราคาเล่มละ 5 บาทถ้วน ขายหมดไปในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง จนต้องพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองเล่มหนึ่งที่ผมเก็บรักษาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ว่าตัวเองก็ได้อยู่รู้เห็นเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญทั้งนั้นด้วย เหตุการณ์การล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรนี้นำไปสู่ความไม่พอใจกับท่าทีและการปฏิบัติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ว่าโดยย่อพอสังเขป ก็ได้แก่การเดินขบวนเพื่อประท้วงผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้นักศึกษาพ้นสภาพ เนื่องจากนักศึกษาดังกล่าวเขียนหนังสือประชดประชันรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม และถัดมาอีกสองเดือน ก็มีการจับกุมนักศึกษาที่เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในวงการเมืองมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่ใจได้ว่ามีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ คือการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ซึ่งทำโดยกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ และได้มีการผลิตหนังสือออกมาจำนวนมากเพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ในกิจกรรมที่ว่า

‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516

ผมยังเก็บเอาไว้ได้หนึ่งเล่มเลยครับ เล่มนี้ชื่อว่า ‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516 เล่มนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ขายราคาเล่มละ 2.50 บาท ยุคนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชามเชียวล่ะ

ผู้เขียนบทความคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ ธเนศวร์ เจริญเมือง เวลานั้นน่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ จนอีกหลายสิบปีผ่านไป จึงได้พบว่าคนชื่อเดียวกันนี้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียแล้ว

อีกคนหนึ่งชื่อ สุรชาติ บำรุงสุข รายนี้เรารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว เพราะเป็นนิสิตปีหนึ่งอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมชั้นปี แตกต่างคณะกันกับผม มาถึงวันนี้นิสิตที่ชื่อสุรชาติคนนี้ คือศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคสมัยนี่เอง ไม่ใช่ใครอื่น

เห็นไหมครับว่าอย่าได้ไปดูถูกนิสิตนักศึกษาที่เขียนบทความ 3 หน้า 5 หน้าลงหนังสือราคา 10 สลึงแบบนี้เป็นอันขาด

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อยู่ในชุดสะสมของผมสำหรับเหตุการณ์ พ.ศ. 2516 และ 2517 คือหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517 หนังสือเล่มนี้พิมพ์แจกครับ แต่ผมนึกไม่ออกเสร็จแล้วว่าผมได้รับแจกมาอย่างไร เพราะแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงดังกล่าวที่ท้องสนามหลวงเป็นแน่

ในหนังสือเล่มนี้ ผมสนใจเป็นพิเศษตรงแบบแปลนการก่อสร้างเมรุ ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและพิมพ์แทรกอยู่ในเล่ม ตำแหน่งที่สร้างเมรุนั้นอยู่ทางท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศเหนือ ค่อนไปทางถนนที่ลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า มิได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศใต้เช่นงานพระบรมศพหรืองานพระศพเจ้านายคราวอื่น อาคารที่เรียกว่าเมรุซึ่งเป็นประธานของสิ่งก่อสร้างทั้งหลายนั้นตั้งอยู่กลางพื้นที่ แต่ไม่ได้เชิญศพของผู้ใดขึ้นตั้งบนเมรุนั้น หากแต่มีศาลาอีก 4 หลังอยู่รายรอบ

ถ้าความจำของผมไม่ผิดพลาด จากการดูถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผมจำได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงจุดฝักแคพระราชทานเพลิงแล้ว เพลิงพระราชทานวิ่งไปตามสายชนวนตรงขึ้นไปยังเมรุกลางก่อน แล้วจึงวิ่งไปตามสายชนวนแยกไปสู่ศาลาทั้ง 4 ทำนองเดียวกันกับการพระราชทานเพลิงผู้ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในยุคนั้น

‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม

หนังสือชุดนี้ของผมจะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าหากว่าผมจะไม่พูดถึงหนังสือเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้ชื่อว่า ‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม หนึ่งในจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติอันมีนามฉายาว่า ‘สภาสนามม้า’ ในตอนปลายพ.ศ. 2516 เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกในเวลานี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2517

หนังสือเล่มนี้พันเอกสมคิดฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนพิมพ์เผยแพร่เองในปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 ผมได้รับแจกมาจากทางไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

พอหยิบมาพลิกอ่านอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็ถึงบางอ้อทีเดียวว่า การเมืองไทยสมัยโน้นกับการเมืองไทยสมัยนี้ยังไม่เดินไปไหนไกลนัก มีหลักฐานอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2517 เรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ เห็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปวงชน หนึ่งในสาระสำคัญที่ว่า คือ “ การที่ระบุให้มี 2 สภา โดยให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง”

ผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว ประเด็นอภิปรายโต้เถียงของสังคมในเรื่องนี้ยังหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนไปข้างไหน

อีก 50 ปีข้างหน้า คำถามแบบนี้จะยังอยู่ที่เดิมไหมครับ ใครบอกได้บ้างหนอ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อมานึกย้อนหลังไปในวันคืนเก่าๆ แล้ว ผมพบว่าช่วงอายุที่ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องไปจนถึงการเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงคือระหว่างพุทธศักราช 2514 – 2516 มีเรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่างที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมแม้จนทุกวันนี้

เรื่องแรกคือ เกิดการรัฐประหารครั้งแรกที่ผมจำความได้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2514 จริงอยู่ว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อตอนผมเป็นเด็กน้อยและจำความไม่ได้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพุทธศักราช 2501 โดยฝีมือของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่การทำรัฐประหารใน พ.ศ. 2514 นี้ ผมโตรู้ความแล้ว แถมยังเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ชื่อจอมพลถนอม กิตติขจรเหมือนกันด้วย ใครอยากรู้รายละเอียดเรื่องนี้ก็ไปค้นหาอ่านเพิ่มเติมได้จากแหล่งความรู้ต่างๆ นะครับ

ถัดมาอีกไม่ถึง 2 ปีเต็ม ในวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 ก็เกิดเหตุใหญ่ทางการเมืองขึ้นในบ้านเราอย่างที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคราวนั้นเอง ทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากฐานะความเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องเดินทางไปพำนักหลบภัยในต่างประเทศ

ถึงแม้จอมพลถนอมและรัฐบาลของจอมพลถนอมจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว แต่ยังมีปมเงื่อนอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ ต้องจัดการดูแลแก้ไขกันอีกระยะหนึ่งกว่าจะเข้าที่เข้าทางกันได้ เรื่องหนึ่งในบรรดามรดกตกค้างเหล่านี้คือ ‘โครงการการสร้างสนามบินหนองงูเห่า’ ที่กลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของรัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลจอมพลถนอม

เด็กรุ่นหลังอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่าสนามบินหนองงูเห่าเสียแล้วว่าอยู่ที่ไหนกันหนอ อันที่จริงแล้วไม่ใช่สนามบินอื่นใดเลยครับ โครงการสนามบินหนองงูเห่าคราวนั้น ตอนนี้ก็สำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมินี่เอง

มนุษย์เรามีความใฝ่ฝันมาช้านานแล้วที่อยากจะบินได้อย่างนก หรือเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างเทวดาหรือครุฑในเทพนิยาย ฝันค้างกันมาหลายศตวรรษและในที่สุดความฝันได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อพี่น้องตระกูลไรท์คิดสร้างเครื่องบินได้เป็นผลสำเร็จ แต่แรกการใช้ประโยชน์จากเครื่องบินอยู่ในวงจำกัดเพราะเป็นของใหม่และหายาก 

ต่อมาเมื่อวันคืนล่วงไป เผลอตัวเพียงครู่เดียวเครื่องบินได้กลายเป็นยานพาหนะที่ใช้เพื่อการโดยสารของชาวบ้านทั่วไป หรือเรียกให้เป็นภาษาราชการก็ต้องบอกว่ามี ‘เครื่องบินพาณิชย์’ เกิดขึ้นแล้ว ลำพังมีแต่เครื่องบินกับนักบินไม่สามารถทำให้กิจการการบินพาณิชย์มีชีวิตเกิดขึ้นจริง เพราะยังมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต้องมีต้องใช้ในธุรกิจนี้อีกหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัด คือ สนามบิน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้การเดินอากาศของมนุษย์ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สนามบินไม่ได้หมายความแต่เพียงแค่ทุ่งโล่งกว้างใหญ่ให้เครื่องบินวิ่งขึ้นลงได้เท่านั้น หากแต่หมายถึงอะไรอีกมากมายที่ต้องรวมเข้าเป็นองค์ประกอบของสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พักผู้โดยสารทั้งขาเข้าขาออก การควบคุมการจราจรทางอากาศ ระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง บริการซ่อมบำรุง บริการเชื้อเพลิง ร้านค้า ร้านอาหาร สถานพยาบาล โรงแรม ลานจอดรถ ฯลฯ

นั่นส่งผลให้การมีสนามบินหนึ่งสนามต้องลงทุนลงรอนเป็นอันมาก และส่วนใหญ่แล้วรัฐเป็นผู้รับภาระหน้าที่ในเรื่องนี้ โดยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร บริษัทสายการบิน หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำมาหากินเกี่ยวข้องกับสนามบิน

เมื่อกิจการการบินพาณิชย์แพร่หลายเข้ามาถึงเมืองไทย สนามบินพาณิชย์แห่งแรกสำหรับพระนครคือ สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวาง และแบ่งกันใช้กับกองทัพอากาศ ซึ่งมีเครื่องบินที่ใช้ในราชการอีกเป็นจำนวนมากพอสมควร

แม้จนถึงวันนี้คงพอนึกออกนะครับว่า ถ้าเป็นสนามบินของกองทัพอากาศก็อยู่ใกล้ชิดติดไปทางถนนพหลโยธิน แต่ถ้าเป็นท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินพลเรือนก็อยู่ติดกันกับถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งสนามบินพาณิชย์ของพลเรือนและสนามบินทหารกลมเกลียวเป็นพื้นที่เดียวกันมาอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งหมายความว่าในราวครึ่งศตวรรษแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินแต่ละครั้งเป็นการใหญ่โตเอิกเกริกมาก ถ้าย้อนไปดูรูปภาพครั้งเก่า จะพบว่ามีการนำพวงมาลัยไปคล้องคอให้ผู้เดินทางเป็นสวัสดิมงคลด้วย เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีวาสนาเดินทางด้วยเครื่องบินได้ คนเดินทางตัวจริงเพียงหนึ่ง แต่คนมาส่งมีถึง 10 กว่าคนหรือยกมากันทั้งหมู่บ้านก็มีอยู่

ตั้งแต่ผมเป็นเด็กมาจนอยู่ชั้นมัธยมจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เมืองไทยเรามีสนามบินนานาชาติอยู่แห่งเดียวคือสนามบินดอนเมืองที่ว่านี้ สำหรับคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องคิดอ่านเตรียมการเผื่ออนาคตไว้บ้างเหมือนกันว่า แล้วสนามบินดอนเมืองของเราจะใช้งานไปได้อีกกี่มากน้อย เพราะถ้าปริมาณผู้โดยสารมีเพิ่มมากขึ้น มีสายการบินเพิ่มมากขึ้น วันหนึ่งก็ต้องขยายสนามบินเดิมออกไปให้พอใช้งานหรือมีสนามบินแห่งที่สองอยู่ดี

ในชั้นแรกทีเดียวในราว พ.ศ. 2510 มาจนถึง พ.ศ. 2513 รัฐบาลจอมพลถนอมได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมาดังๆ และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาศึกษาแนวทางการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับกรุงเทพฯ สุดท้ายคณะกรรมการและรัฐบาลก็ลงเอยด้วยการเสนอให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมืองเสียก่อน โดยใช้งบประมาณไปในราว 200 ล้านบาท พร้อมกันนั้นก็ยังไม่ทิ้งความคิดที่จะมีสนามบินแห่งที่สองเสียเลยทีเดียว หากแต่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินของเราเองจ้างบริษัทวิศวกรที่เป็นกลางเข้ามาสำรวจความจำเป็นที่จะมีสนามบินแห่งที่สอง โดยปฏิเสธความช่วยเหลือทางวิชาการจากมิตรประเทศหลายประเทศที่เสนอตัวเข้ามาทำการศึกษาในเรื่องนี้ให้ฟรีๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องผูกพันหมั้นหมายไว้กับใครให้ยุ่งยากลำบากใจภายหลัง

เป็นสาวสวยเนื้อหอมอย่างเรานี่ต้องรักนวลสงวนตัวครับ อย่าไปผูกข้อไม้ข้อมือกับใครง่ายๆ หนุ่มๆ คุณสมบัติดียังมีให้เลือกอีกถมไป

แต่แล้วในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังค่อยเดินไปในร่องรอยที่ควรจะเป็น ก็มีการปฏิวัติเกิดขึ้นในตอนปลาย พ.ศ. 2514 อย่างที่ผมว่ามาแล้วข้างต้น แล้วอยู่ดีๆ ก็มีขอมดำดินรายหนึ่ง ชื่อบริษัทนอร์ทรอปอเมริกัน เสนอตัวเข้ามาเจรจากับคณะปฏิวัติและรัฐบาลที่รับมรดกสืบทอดจากคณะปฏิวัติ ขอเข้าดำเนินการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับเมืองหลวงประเทศไทย บริษัทที่ว่านี้รับวางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ควบคุมงาน จนสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยรัฐบาลไทยไม่ต้องควักเงินลงทุน แต่ทีเด็ดสุดคือ ข้อเสนอที่ว่ารวมไปถึงการรับเหมาดำเนินกิจการยาวนานไปอีก 20 ปี โดยบริษัทเสนอให้ค่าตอบแทนสัมปทานส่วนนี้เป็นรายปีแก่รัฐบาลไทย จากน้อยเพิ่มไปหามาก แต่รวมตลอดทั้งสัญญาแล้วเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

บริษัทนอร์ทรอปนี้โผล่มาจากไหนไม่มีใครรู้ สืบความแล้วถึงรู้ว่าชื่อเต็มของบริษัทมีอยู่ว่า Nortrop Airport Development Corparation หรือ NADC เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ 3 ปี และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชื่อคล้ายกันอีกบริษัทหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีธุรกิจสร้างเครื่องบิน แต่ไม่เคยบริหารสนามบินที่ไหนมาก่อนเลย จะมีเกี่ยวข้องกับสนามบินนิดหน่อย ก็คือเคยรับจ้างทำงานขยายท่าอากาศยานในเมืองสิงคโปร์ แล้วก็รุกคืบเข้ามาขอทำสนามบินในเมืองไทยในลักษณะผูกขาดอย่างที่ว่ามา

ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งสติอยู่กับเนื้อกับตัว รัฐบาลจอมพลถนอม ซึ่งแปลงร่างมาจากคณะปฏิวัติในตอนปลาย พ.ศ. 2515 ก็ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทที่ว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.​2516 แบบเรียบร้อยโรงเรียนอเมริกาไปแล้ว และโดยไม่ต้องประมูลแข่งขันกับใคร

อย่าลืมว่าเวลานั้นโรงเรียนจีนยังไม่ค่อยดัง โรงเรียนอเมริกาเป็นที่นิยมชมชอบมากกว่าครับ

ยังโชคดีอยู่หน่อยหนึ่งที่การเซ็นสัญญากับบริษัทนอร์ทรอปยังไม่ทำให้การลงมือก่อสร้างเกิดขึ้นจริง เพราะในสัญญานั้นเอง ได้วางเงื่อนไขให้ต้องตั้งบริษัทนอร์ทรอปไทยขึ้น เพื่อมารับโอนสิทธิในสัญญาไปจากบริษัทนอร์ทรอป (เฉยๆ) เสียก่อน การก่อสร้างจริงจึงจะถึงขั้นตอนตะลุมบอนได้

ระหว่างนั้นเองที่เรื่องราวของสนามบินหนองงูเห่าจึงโด่งดังขึ้นมา

คำว่า ‘หนองงูเห่า’ ในที่นี้ไม่ใช่สำนวนกระทบกระเทียบเปรียบเลยอะไรหรอกครับ หากแต่เป็นชื่อตำบลของสถานที่แห่งนั้นมาแต่เดิม และทำให้หลายคนสงสัยเหมือนกันว่า อยู่ดีๆ จะย้ายสนามบินจากที่ดอน คือ ‘ดอนเมือง’ ไปอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมง่าย คือ ‘หนองงูเห่า’ ให้ลำบากยากเย็นทำไม

กล่าวโดยรวมแล้ว เมื่อมีข่าวการเซ็นสัญญาที่ว่าเกิดขึ้น เสียงคัดค้านก็ดังขึ้นเซ็งแซ่จากทุกสารทิศ แต่ยังไม่ทันได้มีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ก็เกิดเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ.​ 2516 ขึ้นเสียก่อน เรื่องนี้จึงลากยาวมาเป็นเผือกร้อนอยู่บนหน้าตักของรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ พอดีกันกับเวลาที่ผมเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว

ย้อนหลังไปถึงต้น พ.ศ. 2517 ข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองของเราจะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเล่นกินรวบรับสัมปทานไปดำเนินการนานถึง 20 ปีเจียวหรือ

ลองมาบวกเลขกันเล่นๆ ไหมครับ ถ้าเราต้องปฏิบัติตามสัญญานี้ และสนามบินสร้างเสร็จในปีพุทธศักราช 2520 นั่นหมายความว่า กว่าสนามบินจะเป็นไทแก่ตัว และกลับมาอยู่ในอำนาจดูแลบริหารกิจการของรัฐบาลไทย ก็ต้องล่วงเข้าไปจนถึง พ.ศ. 2540 แล้ว เป็นลมไหมล่ะครับ

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

ในบ้านของผมทุกวันนี้ยังเก็บหนังสือเก่าไว้เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่แจกในเวทีการอภิปรายที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2517 โดยมีผู้ขึ้นเวทีอภิปราย 5 คน ได้แก่ ดร.อภิชัย พันธเสน, นายมีชัย วีระไวทยะ, นางเสริมศรี เอกชัย, นายบูรพา อัตถากร และ นายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต การอภิปรายบ่ายวันนั้นดำเนินการอภิปรายโดย ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

หน้าปกหนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อว่า ‘หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’ 

คำว่าสาม (ทรราช) ในที่นี้ ในเวลานั้น เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าหมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร

หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’
หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’

น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ชัดเจนเสร็จแล้วว่าเวทีอภิปรายวันนั้นดุเดือดเลือดพล่านเพียงใดแค่ไหน แต่เชื่อว่าคงไม่เบาหรอกครับ

ด้วยกระแสต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรงจากทุกมุมเมือง ในที่สุดโครงการสนามบินหนองงูเห่าของบริษัทนอร์ทรอปก็ถึงอวสาน แต่น่าเสียดายแล้วต้องขออภัยที่ผมจำรายละเอียดทางกฎหมายไม่ได้แล้วว่าลงเอยกันอย่างไร รู้แน่แต่ว่าเรื่องนี้เงียบหายไปในสายลม ไม่ได้มีการก่อสร้างสนามบินขึ้นจริงตามสัญญาฉบับนี้

จนอีกหลายปีต่อมาจึงมีการรื้อฟื้นแนวความคิดที่จะสร้างสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองสำหรับกรุงเทพมหานครขึ้น และสำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมิที่เราได้ใช้สอยกันอยู่ในทุกวันนี้ แถมตอนนี้เองสนามบินสุวรรณภูมิก็ชักจะคับแคบลงไปเสียแล้ว

เห็นหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มเดียวก็เล่าอะไรต่อมิอะไรมาได้ยืดยาวถึงปานนี้

คนแก่นี่ดูถูกกันไม่ได้เลยนะ อิอิ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load