นี่ก็ขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2564 มาได้เดือนเศษแล้ว สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 รอบใหม่ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และแน่นอนว่า นั่นย่อมหมายความถึงการรื้อค้นสมบัติพัสถานบรรดามีในบ้านขึ้นมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับคนที่มีอายุอานามขนาดผมแล้ว เห็นอะไรหยิบอะไรขึ้นมาแต่ละชิ้นก็ทำให้ความหลังครั้งเก่าฟูฟ่องขึ้นมาทีเดียว 

ช่วงเวลานี้เองทำให้ผมได้พบกับหนังสือหลายเล่มที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเสียนานอีกครั้งหนึ่ง หนังสือแต่ละเล่มหน้าตาชำรุดทรุดโทรมหรือเก่าแก่ไปบ้างพอๆ กับผู้เป็นเจ้าของ แต่เรื่องราวที่อยู่แวดล้อมหนังสือเหล่านั้นยังไม่เก่าเลย ยังสดชื่นอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ

บันทึกลับจากทุ่งใหญ่, ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ และหนังสืออื่นๆ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา

หนังสือชุดที่หยิบมาอวดกันคราวนี้ ปีที่จัดพิมพ์อยู่ในพุทธศักราช 2516 หรือ 2517 นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปีเข้าไปแล้ว พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของผม เพราะผมได้ก้าวเดินออกจากชีวิตนักเรียนมัธยมที่อยู่ในระเบียบแบบแผนอันคุ้นเคยมานานปีแล้วเดินสู่ประตูมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโลกใหม่สำหรับผมอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำในปีเดียวกันนั้นเอง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองก็ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย และยังเป็นที่ทรงจำกล่าวขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

การสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยุคโน้นเรียกกันว่าสอบเอ็นทรานซ์ วันที่นักเรียนนั่งใจระทึกอยู่ในสนามสอบ น่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายนก่อนวันสงกรานต์ สอบเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าหมดทุกข์ไปเปลาะหนึ่ง รอลุ้นฟังผลสอบว่าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และถ้าสอบได้จะได้เรียนที่ไหน ถ้าสอบไม่ติดจะไปเรียนอะไรต่อที่ไหนดี 

ระหว่างนั้นเองได้มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของทางราชการตกในเขตป่าทุ่งใหญ่จังหวัดกาญจนบุรี ซากเศษที่เหลือจากอุบัติเหตุครั้งนั้นส่อให้เห็นว่า เฮลิคอปเตอร์เครื่องดังกล่าวได้ถูกใช้เป็นพาหนะสำหรับอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

เมื่อข่าวดังกล่าวอึกทึกครึกโครมขึ้น แทนที่ทางผู้หลักผู้ใหญ่จะใช้สูตรตอบคำถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน เพื่อถ่วงเวลาหรือซื้อเวลาตามแนวปฏิบัติของประเทศไทย กลับมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลระดับนายกรัฐมนตรีออกมาแอ่นอกชี้แจงว่า บุคคลในคณะเดินทางดังกล่าวไปราชการลับ

คราวนี้ก็ยุ่งใหญ่เลยสิครับ พยานหลักฐานสารพัดโผล่ขึ้นมารายรอบและบ่งชี้ไปในทำนองเดียวกัน ว่าคณะเดินทางที่ว่านั้นเข้าไปล่าสัตว์ในเขตหวงห้ามจริงๆ ผู้ร่วมคณะนั้นมีไปจนกระทั่งดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยดังกล่าว

เมื่อรัฐบาลออกมาเป็นหนังหน้าไฟเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะชนจึงมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลด้วยเป็นธรรมดา เด็กมัธยมที่กำลังจะเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นไปนุ่งกางเกงขายาวในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างผม ย่อมตื่นเต้นสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น รู้สึกอึดอัดเต็มทีแล้วกับการที่เรามีรัฐบาลทหารสืบเนื่องกันมาหลายยุค รัฐธรรมนูญก็มัวแต่ยกร่างกันอยู่นั่น แล้วไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จเมื่อไหร่สักที

ยุคสมัยนั้น การสื่อสารสาธารณะจำกัดจำเขี่ยมากครับ เราไม่มี LINE ไม่มี Facebook ไม่มี Twitter ไม่มี Instagram สำนักข่าวออนไลน์ก็ไม่มี โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเป็นของรัฐบาล สื่อที่เข้าถึงผู้อ่านวงกว้างได้ก็มีแต่สื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น

‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’
‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

ระหว่างวิกฤตศรัทธาดังกล่าว ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะ ใช้ชื่อหนังสือว่า ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของผู้แทนนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมตัวกันเข้า ทำงานร่วมกันกับชมรมหรือกลุ่มอนุรักษ์ของหลายมหาวิทยาลัย

ลำพังเพียงแค่หน้าปกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่นอนล้มกลิ้งอยู่กับพื้น มีใบบัวใบเล็กปิดอยู่บนซากช้างนั้น พร้อมกับป้ายผูกติดอยู่ที่ใบบัวว่า “ราชการลับที่เปิดเผยไม่ได้” ก็แสบเข้าไปถึงทรวงแล้ว

หนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 5,000 เล่ม ราคาเล่มละ 5 บาทถ้วน ขายหมดไปในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง จนต้องพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองเล่มหนึ่งที่ผมเก็บรักษาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ว่าตัวเองก็ได้อยู่รู้เห็นเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญทั้งนั้นด้วย เหตุการณ์การล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรนี้นำไปสู่ความไม่พอใจกับท่าทีและการปฏิบัติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ว่าโดยย่อพอสังเขป ก็ได้แก่การเดินขบวนเพื่อประท้วงผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้นักศึกษาพ้นสภาพ เนื่องจากนักศึกษาดังกล่าวเขียนหนังสือประชดประชันรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม และถัดมาอีกสองเดือน ก็มีการจับกุมนักศึกษาที่เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในวงการเมืองมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่ใจได้ว่ามีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ คือการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ซึ่งทำโดยกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ และได้มีการผลิตหนังสือออกมาจำนวนมากเพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ในกิจกรรมที่ว่า

‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516

ผมยังเก็บเอาไว้ได้หนึ่งเล่มเลยครับ เล่มนี้ชื่อว่า ‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516 เล่มนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ขายราคาเล่มละ 2.50 บาท ยุคนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชามเชียวล่ะ

ผู้เขียนบทความคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ ธเนศวร์ เจริญเมือง เวลานั้นน่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ จนอีกหลายสิบปีผ่านไป จึงได้พบว่าคนชื่อเดียวกันนี้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียแล้ว

อีกคนหนึ่งชื่อ สุรชาติ บำรุงสุข รายนี้เรารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว เพราะเป็นนิสิตปีหนึ่งอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมชั้นปี แตกต่างคณะกันกับผม มาถึงวันนี้นิสิตที่ชื่อสุรชาติคนนี้ คือศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคสมัยนี่เอง ไม่ใช่ใครอื่น

เห็นไหมครับว่าอย่าได้ไปดูถูกนิสิตนักศึกษาที่เขียนบทความ 3 หน้า 5 หน้าลงหนังสือราคา 10 สลึงแบบนี้เป็นอันขาด

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อยู่ในชุดสะสมของผมสำหรับเหตุการณ์ พ.ศ. 2516 และ 2517 คือหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517 หนังสือเล่มนี้พิมพ์แจกครับ แต่ผมนึกไม่ออกเสร็จแล้วว่าผมได้รับแจกมาอย่างไร เพราะแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงดังกล่าวที่ท้องสนามหลวงเป็นแน่

ในหนังสือเล่มนี้ ผมสนใจเป็นพิเศษตรงแบบแปลนการก่อสร้างเมรุ ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและพิมพ์แทรกอยู่ในเล่ม ตำแหน่งที่สร้างเมรุนั้นอยู่ทางท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศเหนือ ค่อนไปทางถนนที่ลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า มิได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศใต้เช่นงานพระบรมศพหรืองานพระศพเจ้านายคราวอื่น อาคารที่เรียกว่าเมรุซึ่งเป็นประธานของสิ่งก่อสร้างทั้งหลายนั้นตั้งอยู่กลางพื้นที่ แต่ไม่ได้เชิญศพของผู้ใดขึ้นตั้งบนเมรุนั้น หากแต่มีศาลาอีก 4 หลังอยู่รายรอบ

ถ้าความจำของผมไม่ผิดพลาด จากการดูถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผมจำได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงจุดฝักแคพระราชทานเพลิงแล้ว เพลิงพระราชทานวิ่งไปตามสายชนวนตรงขึ้นไปยังเมรุกลางก่อน แล้วจึงวิ่งไปตามสายชนวนแยกไปสู่ศาลาทั้ง 4 ทำนองเดียวกันกับการพระราชทานเพลิงผู้ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในยุคนั้น

‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม

หนังสือชุดนี้ของผมจะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าหากว่าผมจะไม่พูดถึงหนังสือเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้ชื่อว่า ‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม หนึ่งในจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติอันมีนามฉายาว่า ‘สภาสนามม้า’ ในตอนปลายพ.ศ. 2516 เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกในเวลานี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2517

หนังสือเล่มนี้พันเอกสมคิดฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนพิมพ์เผยแพร่เองในปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 ผมได้รับแจกมาจากทางไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

พอหยิบมาพลิกอ่านอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็ถึงบางอ้อทีเดียวว่า การเมืองไทยสมัยโน้นกับการเมืองไทยสมัยนี้ยังไม่เดินไปไหนไกลนัก มีหลักฐานอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2517 เรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ เห็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปวงชน หนึ่งในสาระสำคัญที่ว่า คือ “ การที่ระบุให้มี 2 สภา โดยให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง”

ผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว ประเด็นอภิปรายโต้เถียงของสังคมในเรื่องนี้ยังหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนไปข้างไหน

อีก 50 ปีข้างหน้า คำถามแบบนี้จะยังอยู่ที่เดิมไหมครับ ใครบอกได้บ้างหนอ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือและคุ้นเคยมานานปีท่านหนึ่ง คืออดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตามประวัติท่านเรียนมาทางด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี มีความรู้โดยเฉพาะในเรื่องการทำฉากละครเป็นอย่างดี แล้วจึงกลับมารับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร จนได้เป็นผู้อำนวยการสำนักการสังคีตและอธิบดีกรมศิลปากรตามลำดับ จากนั้นท่านมีหน้าที่ราชการก้าวหน้าขึ้น และได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด ได้ฝากฝีมือไว้ในราชการที่ท่านรับผิดชอบเป็นอันมาก

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.archives.su.ac.th/senior/sen36/Thawisak.pdf
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/313678

ระหว่างนั่งรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่นั้น ผมได้สนทนากับหลานอาของท่านคนหนึ่ง ซึ่งคุณคนที่ว่านี้เป็นหลานยายโดยตรงของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูในเรื่องนาฏยศิลป์ของประเทศไทยด้วย 

สรุปความโดยย่อว่า ท่านผู้วายชนม์กับท่านผู้หญิงแผ้วเป็นญาติเกี่ยวดองกัน ผมได้ทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปรับราชการที่กองการสังคีต ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้วเป็นบรมครูอยู่นั้น ท่านได้ออกแบบฉากโขนในโรงละครแห่งชาติ มีฉากตอนหน้าและตอนหลังซ้อนกันอยู่ โดยใช้ฉากตอนหน้าเป็นเรื่องราวขณะที่ตัวละครเอกกำลังนอนหลับฝันไป แล้วมีความฝันปรากฏขึ้นที่ฉากตอนหลัง คนดูแลเห็นความฝันอยู่ไกลๆ และเลือนลาง เป็นที่สมความปรารถนาของท่านผู้หญิงแผ้วเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเล่านี้ผู้เล่าได้ฟังมาจากถ้อยคำของท่านผู้หญิงแผ้วเองโดยตรง

ประกายความคิดจากเรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมารื้อค้นบ้านของผม และพบสูจิบัตรการแสดงจำนวนหลายเล่มที่เก็บไว้แต่เก่าก่อน เล่มเก่าที่สุดย้อนหลังขึ้นไปได้จนถึงพุทธศักราช 2511 เป็นการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดปล่อยม้าอุปการ ผู้ควบคุมและฝึกหัดนาฏศิลปิน คือ ท่านผู้หญิงแผ้วฯ ขณะที่ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์คือ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตรงกันกับยุคสมัยที่เรากำลังพูดถึงพอดี

เรื่องการเล่นโขนเล่นละครในโรงละคร ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยนะครับ แต่คำว่า ‘ใหม่’ ที่ว่าในที่นี้ มิได้หมายความว่าใหม่สดๆ ร้อนๆ แต่ใหม่อยู่ในราวรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือประมาณ 150 ปีหรืออะไรประมาณนั้น 

ความเดิมมีอยู่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการแสดงโขนและละครของเรามักเป็นการแสดงในที่แจ้ง หรือแม้แสดงในอาคาร ก็มิได้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ เรื่องการมีไฟส่องสว่างเฉพาะตำแหน่งก็ดี การมีฉากประกอบการแสดงก็ดี ดูจะเป็นเรื่องไกลจากความคุ้นเคยของเรา ไม่ต้องดูอื่นไกล ลองนึกถึงการแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุงดูก็ได้

การแสดงมหรสพของเราในอดีตส่วนใหญ่เป็นการแสดงกลางแจ้ง จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เวลามีพิธีสำคัญและมีมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง ก็ปรากฏเพียงภาพการปลูกลงชั่วคราวขึ้นกลางแจ้ง แล้วชาวบ้านก็นั่งดูอยู่ที่สนามหน้าโรงชั่วคราวนั้นเอง วงดนตรีก็ตั้งวงเล่นอยู่ข้างๆ ส่งเสียงดังกึกก้องครึกครื้นกันไป ตามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าผมเข้าใจไม่เคลื่อนคลาด โรงละครที่ปลูกขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะน่าจะมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงละครของเอกชน แต่เอกชนที่ว่าไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากแต่ผมหมายถึง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ได้สร้างโรงละครขึ้นที่บ้านของท่านใกล้กันกับปากคลองตลาด เพื่อจัดการแสดงที่ท่านปรุงขึ้นใหม่ โดยได้ต้นทางความคิดมาจากละครโอเปร่าของฝรั่ง 

กล่าวคือ ผู้แสดงเป็นตัวละคร นอกจากทำหน้าที่ร่ายรำแล้ว ยังเป็นผู้ร้องเพลงดำเนินเนื้อเรื่องด้วย คู่คิดคนสำคัญของท่านในการจัดการแสดงที่ในที่สุดแล้วคนเลยเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ตามชื่อของโรงละคร คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กำหนดอายุโรงละครที่ว่านี้อยู่ประมาณพุทธศักราช 2442 และได้เคยแสดงหน้าที่นั่งรับเสด็จเจ้าชายเฮนรี่ พระราชอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซึ่งเสด็จเข้ามาเป็นพระราชอาคันตุกะในปีเดียวกันนั้น

โรงละครที่มีชื่อเสียงและมีกำเนิดขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันยังมีอีก 2 โรง โรงหนึ่งคือ ‘โรงละครคณะละครบุศย์มหินทร์’ ที่มีชื่อเรียกแปลกถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าของโรงละครหรือคณะละครชื่อ นายบุศย์ เป็นลูกชายของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ราชเสวก คนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช 

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.reurnthai.com

ส่วนอีกโรงหนึ่งคือ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โรงหลังนี้มีแฟนคลับจำนวนมาก ผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่องหรือมากคือเรื่อง สาวเครือฟ้า ซึ่งดัดแปลงมาจากอุปรากรเรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของฝรั่งนั่นเอง

ที่เล่ามาถึงเพียงนี้คงเห็นแล้วนะครับว่า โรงละครที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการแสดงโดยเฉพาะ แม้ได้รับความนิยมมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่เคยมีโรงละครของหลวงเกิดขึ้นเป็นของทางราชการเอง จนล่วงเข้ารัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดมีโรงละครของหลวงขึ้น ได้แก่ ‘โรงละครหลวงสวนมิสกวัน’ (เมื่อตอนแรกสร้างเรียกว่าโรงโขนหลวงสวนมิสกวัน) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกองทัพภาคที่ 1 หันหลังชนกันกับวัดเบญจมบพิตรฯ ใกล้กันกับพระลานพระราชวังดุสิต ว่ากันว่าภายในโรงละครตกแต่งอย่างงดงามสมกับฐานะความเป็นโรงละครหลวงเป็นอย่างยิ่ง 

โรงละครหลวงนี้ได้รับราชการอยู่ช้านานตลอดรัชกาลที่ 6 และเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ผมเดาว่าโรงละครที่แม่พลอย ตัวเอกในหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ไปชมละครพูดบทพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็นที่โรงละครนี้นี่เอง จนช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ความสนใจในเรื่องมหรสพที่เป็นของหลวงลดน้อยถอยลง โรงละครหลวงสวนมิสกวันมิได้รับการดูแลเอาใจใส่และใช้ประโยชน์อย่างเดิม จึงชำรุดทรุดโทรมและต้องรื้อลงในที่สุด

สมควรกล่าวด้วยว่า ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีโรงมหรสพหลวงเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความตั้งใจหลักที่จะเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับความนิยมในยุคนั้น นั่นคือโรงภาพยนตร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ศาลาเฉลิมกรุง’ ซึ่งสร้างขึ้นในคราวฉลองพระนคร 150 ปี เมื่อพุทธศักราช 2475 ยุคนั้นเป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในภายหลัง ศาลาเฉลิมกรุงได้ทำหน้าที่เป็นโรงละครสำหรับการแสดงละครร้องและละครเวทีอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากคือละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกแสดงเมื่อพุทธศักราช 2488 พระเอกชื่อ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ส่วนนางเอกที่ตามท้องเรื่องมีชื่อว่า นวล แสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์ เพลงประกอบเรื่องที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือเพลง น้ำตาแสงใต้

เล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า การสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ตามตำนานที่มีมาเก่าก่อนก็เห็นมีอยู่ แต่ถ้าในศาลพันท้ายนรสิงห์นั้นจะมีรูปย่านวลอยู่คู่กันบ้าง แบบนี้ต้องเฉลยว่า นวลนั้นเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ละครร้องเรื่องดังกล่าว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจินตนาการและผูกเรื่องขึ้น แบบนี้ห้ามทำเด็ดขาดนะครับ เชยแสนเชยไม่รู้ด้วย

กลับมาพูดถึงเรื่องโรงละครของหลวงต่อครับ อย่างที่เล่าแล้วว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน โรงละครหลวงสวนมิสกวันก็ถูกรื้อลง กิจการมหรสพของหลวงตกไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร เมื่อมีคณะโขนมีคณะละครแล้วไม่มีเวทีแสดงก็เปลี่ยวใจครับ กรมศิลปากรเองก็ไม่มีงบประมาณอะไรมากมาย ได้แต่เพียงแค่ปรับปรุงอาคารที่ใช้เป็นหอประชุมของกรมศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นโรงละครกรมศิลปากร

ตำแหน่งโรงละครที่ว่านี้ อย่าไปสับสนกับโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนะครับ โรงละครที่ว่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ชิดกันกับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของอาคารที่มีห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ซึ่งผมเคยได้รับเชิญไปพูดนู่นพูดนี่อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่ชิดไปทางรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่ทันได้ดูโขนละครที่โรงละครแห่งนี้ เคยเห็นแต่ภาพครับ ผู้ที่ทันยุคสมัยบอกว่า เวลาฤดูฝน ฝนตกหนัก เสียงฝนตกใส่หลังคาสังกะสีดังกราวใหญ่ สลับกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ต่างๆ เป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ครับ 

จากรูปภาพที่ผมเคยเห็น ฝาผนังโรงละครนี้ประดับด้วยหนังใหญ่ชุดสำคัญของเมืองไทย มีชื่อว่าหนังพระนครไหว สร้างขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นที่สวยงามตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายยิ่งที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2503 ใกล้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงละครกรมศิลปากรหลังนี้ เพลิงไหม้จนสูญสิ้นทั้งอาคาร หนังพระนครไหวจำนวนไม่น้อยสูญสลายไปในกองเพลิง ขนย้ายหนีไฟมาได้เพียงจำนวนหนึ่ง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครจนทุกวันนี้

คราวนี้ก็เดือดร้อนสิครับว่า ประเทศไทยไม่มีโรงละครหลวงเหลืออยู่เลย ท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศย่อมเคยสังเกตเห็นนะครับว่า ชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมทั้งหลาย จะต้องมีโรงละครหรือโรงโอเปร่าเป็นศรีสง่าประดับบ้านเมือง เมื่อมีแขกเมืองมา ก็ต้องจัดการแสดงที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติให้แขกเมืองได้รับชม 

ในเวลาใกล้เคียงกันนั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าพระประมุขและประมุขจากต่างประเทศจะต้องมาเยือนประเทศไทยเราบ้างเป็นการตอบแทน ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงละครของหลวงหรือโรงละครที่เป็นหลักฐานของบ้านเมืองขึ้นสักแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นชัดเจน 

หลังจากประชุมปรึกษาหารือกันหลายรอบ ก็ตกลงได้สถานที่ตรงตำแหน่งที่เป็นโรงละครแห่งชาติทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม และอยู่ในปกครองดูแลของทางราชการมาโดยตลอด ไม่ต้องซื้อหาจากใคร คงใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเรื่องของการสร้างอาคารขึ้นเท่านั้น

การสร้างโรงละครแห่งชาตินี้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2504 จนถึง 2508 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 41 ล้านบาท ระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2507 กับทั้งได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบางประการ เพื่อให้โรงละครแห่งนี้สามารถใช้งานรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมความมุ่งหมาย 

เมื่อโรงละครสร้างเสร็จและมีพิธีเปิดในช่วงกลางวัน วันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2508 โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีแล้ว เวลาค่ำวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่โรงละครแห่งนี้เป็นปฐมฤกษ์ และในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย หลายพระองค์หลายท่านก็ได้มาทอดพระเนตร และชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่โรงละครแห่งชาตินี้อยู่เป็นประจำ

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

นอกจากหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองแล้ว โรงละครแห่งชาติแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่นำความบันเทิงเริงใจและความรู้ต่างๆ มาสู่ประชาชนชาวไทยของเราเองด้วย ผมเองก็เป็นแฟนคลับประจำของโรงละครแห่งชาตินี้มาตั้งแต่เด็กครับ เฉพาะสูจิบัตรที่เก็บงำเอาไว้ได้อยู่ในคลังของตัวเองก็มี 4 ฉบับด้วยกัน เป็นสูจิบัตรการแสดงโขน 2 ชุด คือ ชุดปล่อยม้าอุปการ แสดงเมื่อพุทธศักราช 2511 ที่ว่ามาแล้วข้างต้นเล่มหนึ่ง และ ชุดพาลีสอนน้อง แสดงเมื่อพุทธศักราช 2517 อีกเล่มหนึ่ง ส่วนอีก 2 เล่มเป็นสูจิบัตรละครเรื่อง ศรีธรรมาโศกราช และเรื่อง ศึกเก้าทัพ ตามลำดับ 

สูจิบัตรแต่ละเล่มอายุไม่น้อยกว่า 40 – 50 ปีทั้งนั้นครับ ราคาบัตรเข้าชมการแสดงสมัยผมเป็น ‘เยาวรุ่น’ นั้น แบ่งเป็น 3 ราคา ตามระยะใกล้ไกลกับเวที คือราคา 10 บาท 20 บาท และ 30 บาท

ฐานานุรูปของผมเวลานั้นดูราคาอื่นไม่ได้แน่นอน ต้อง 10 บาทอย่างเดียวเท่านั้น ฮา!

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

ทุกวันนี้โรงละครแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังคงเป็นมหรสพสถานที่ให้บริการความบันเทิงแก่ประชาชน และรับราชการในโอกาสสำคัญหลายวาระต่อเนื่อง บางยุคสมัย แฟนคลับต้องแย่งชิงกันซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงเป็นสามารถเชียวนะครับ พ่อยกแม่ยกมากันพร้อมหน้า ทั้งหมดเหล่านี้เป็นความทรงจำอันงดงามและพิมพ์ใจคนจำนวนมาก

วันหลังเรานัดกันไปดูโขนดูละครที่โรงละครแห่งชาติด้วยกันนะครับ

Writer & Photographer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load