BODUM® (อ่านว่า โบดัม) คือแบรนด์อุปกรณ์ทำกาแฟจากเดนมาร์ก ที่โด่งดังเรื่องการทำกาแฟให้ง่ายและอร่อย

บอกแค่ชื่อ คอกาแฟชาวไทยอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่าเป็นเครื่องชงกาแฟสุญญากาศและเฟรนช์เพรส (French Press) ที่อยู่ในร้านกาแฟพรีเมียมหลายๆ ร้านที่เห็นแล้วมั่นใจได้เลยว่ากาแฟแก้วตรงหน้ารสชาติอร่อยเป็นพิเศษ คุณคงจะพอนึกออก

โบดัมเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าไม่เยอะเมื่อเทียบกับระยะเวลากว่า 75 ปี เพราะเขาคัดสรรมาแล้วว่าอุปกรณ์เพียงเท่านี้ก็สร้างสรรกาแฟที่ดีให้แก่คุณได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

“อะไรก็ได้ ที่ทำให้การชงกาแฟนั้นง่ายและอร่อย” Bodum Thailand Team จากไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ เล่าวิธีคิดที่ชาวโบดัมเชื่อและส่งต่อกันมา

คิดแค่นี้เลย 

เริ่มจากผู้ก่อตั้งค้นพบวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศที่ทำให้อร่อยไม่เหมือนใคร จึงนำเครื่องเข้ามาขายเพราะประทับใจในรสชาติ ก่อนออกแบบเครื่องชงและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

ผลลัพธ์ของวิธีคิดแบบนี้คือเครื่องกาแฟแบบเฟรนช์เพรสชื่อ Chambord ที่ขายได้ 100 ล้านชิ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่หน้าตาสวยสมเป็นชาวสแกนดิเนเวีย แต่เพราะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิต

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

ถ้าคุณตกหลุมรักงานออกแบบของชาวสแกนดิเนเวียและสงสัยว่าอะไรคือแก่นของความคิดที่ซ่อนอยู่ ลองฟังเรื่องราวเบื้องหลังทั้ง 15 ข้อของโบดัมพร้อมกัน 

บดกาแฟรอไว้ได้เลย หลังจบบทความนี้วิถีการชงกาแฟของคุณจะเปลี่ยนไป

1

จากธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศมาขายในเดนมาร์ก เห็นโอกาสขายเครื่องทำกาแฟในช่วงสงคราม

โบดัมเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศของ Peter Bodum 

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใน ค.ศ. 1944

ยุคนั้นผู้คนนิยมดื่มกาแฟด้วยวิธีการต้มในหม้ออีนาเมล (Enamel) แล้วกรองผ่านผ้า จนกระทั่งปีเตอร์ได้รู้จักวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องสุญญากาศ (Vacuum Pot / Syphon Brewer) ที่ทำให้รสชาติกาแฟเสถียรกว่าการต้มด้วยหม้ออีนาเมล ความประทับใจในรสชาติเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำเครื่องต้มกาแฟเข้ามาขาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการสุนทรีย์จากกาแฟ แม้จะเพิ่งผ่านช่วงสงครามมาไม่นาน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

2

พบรสชาติของกาแฟที่อยากให้คนได้ดื่มจากหม้อต้มสุญญากาศ

ด้วยกระบวนการทำกาแฟที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการต้ม กรอง ดริปกาแฟ กระบวนการที่แตกต่างกันให้รสชาติที่แตกต่างออกไป มีปัจจัยมากมายส่งผลต่อการชงกาแฟแต่ละครั้ง ซึ่งการต้มด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศจะทำให้รสชาติเสถียร แปลว่า ไม่ว่าใครชง ก็จะได้รสชาติเหมือนเดิม เมื่อค้นพบกาแฟที่อร่อย ไม่ขมไปหรืออ่อนไป ก็ยิ่งทำให้ปีเตอร์อยากคิดค้นและพัฒนาหม้อต้มและอุปกรณ์สำหรับชงกาแฟ โดยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศตัวแรกภายใต้ชื่อ BODUM® คือ MOCCA ช่วงต้นทศวรรษที่ 1950

3

เปิดตัวในเวทีโลกด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศ SANTOS

ด้วยการออกแบบที่ไม่เหมือนใครและความตั้งใจที่จะก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในตลาดเครื่องชงกาแฟ ทำให้โบดัมเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย หลังจากเปิดตัวเครื่องชงกาแฟสุญญากาศรุ่น SANTOS ใน ค.ศ. 1958 โบดัมก็กลายเป็นแบรนด์สำคัญที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้วงการตลอด 75 ปี

4

ระดมทีมวิศวกรและนักออกแบบ จนได้เป็น PEBO เครื่องชงกาแฟสุญญากาศอันเป็นตำนานของ BODUM®

เมื่อเครื่องชงกาแฟในยุคนั้นราคาแพงเกินไป ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซึ่งอยากให้คนเข้าถึงกาแฟรสชาติที่ดี จึงเริ่มออกแบบเครื่องชงกาแฟคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ จึงเกิดเป็น PEBO เครื่องชงสุญญากาศ ซึ่งชื่อของ PEBO มาจากคำแรกของชื่อและนามสกุลของ Peter Bodum

วิธีใช้เริ่มจากต้มน้ำกับแก๊ส เมื่อความร้อนได้ที่จะเกิดความดันไอน้ำ ดันน้ำเดือดด้านล่างขึ้นไปเจอกับกาแฟด้านบน จากนั้นกลั่นตัวเป็นน้ำแล้วทิ้งกากกาแฟไว้ด้านบน 

5

จุดเปลี่ยนของโบดัมคือเฟรนช์เพรส

เมื่อ PEBO ได้รับความนิยม ครอบครัวโบดัมก็เริ่มเสาะหาต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวกับกาแฟ จนเจอเฟรนช์เพรส จะบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

เฟรนช์เพรส คือชื่อเรียกกลางๆ ของการชงกาแฟแบบกด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่ฝรั่งเศส ก่อนแพร่หลายในยุโรปจากการคิดค้นเครื่องชงที่มีอุปกรณ์กรองกากกาแฟด้วยการกดของ Mayer และ Delforge ชาวฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1852

ต่อมา Paolini Ugo นักประดิษฐ์เครื่องแยกกากจากน้ำมะเขือเทศชาวอิตาลี คิดต่อยอดเครื่องชงกาแฟโดยเพิ่มขดลวดสปริงรอบตัวลดปริมาณผงกาแฟระหว่างกรอง ก่อนมอบสิทธิการจดสิทธิบัตรให้แก่ Attilio Calimani และ Giulio Moneta ใน ค.ศ. 1928 เพื่อผลิตขายในอิตาลี โดยมีรูปร่างเป็นหม้อต้มโลหะขนาดใหญ่ บ้างเป็นหม้อเซรามิก 

ต่อมามีผู้นำวิธีการต้มกาแฟแบบกดไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ชงที่หลากหลายขึ้น ทั้งตัวกรองและวัสดุที่ใช้ หนึ่งในนั้นคือ Faliero Bondanini นักออกแบบชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้คิดค้นเครื่อง Chambord เครื่องต้มกาแฟอันโด่งดังของ Bodum

6

ใช้การออกแบบแก้ปัญหาการชงกาแฟ

สิ่งที่ทำให้เครื่องชงแบบเฟรนช์เพรสของโบดัมเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง คือการออกแบบที่แก้ปัญหาการชงกาแฟให้ใครๆ ก็ชงกาแฟแก้วโปรดของตัวเองได้ ตั้งแต่การออกแบบตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีล นวัตกรรมการออกแบบขดลวดที่ทำให้แยกกากกาแฟจากน้ำได้ดียิ่งขึ้น การออกแบบบีกเกอร์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการออกแบบให้ชิ้นส่วนทุกชิ้นถอดล้างทำความสะอาดได้ ทั้งหมดสะท้อนออกมาผ่านรูปทรงที่สวยงาม ไม่เสียชื่อดินแดนงานออกแบบอย่างสแกนดิเนเวีย

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

7

โบดัมเชื่อว่าการทำกาแฟที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบันเน้นย้ำเสมอว่า เมล็ดกาแฟดีๆ แก้วบีกเกอร์ และน้ำต้มสุก คือสิ่งจำเป็นในการทำกาแฟชั้นดีให้คนทั้งโลก

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบัน

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา นอกจากเครื่องชงกาแฟวิธีการต่างๆ โบดัมยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำและดื่มกาแฟ ซึ่งทั้งหมดออกแบบภายใต้โจทย์ที่เรียบง่าย พวกเขาไม่ต้องการทำกาแฟที่ซับซ้อนอีกต่อไป หากเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด สินค้าของโบดัมอาจจะไม่ได้มีหลากหลายประเภท แต่มีเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ โบดัมมีเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ปรับระดับการบดได้ เพราะอยากให้ลูกค้าสนุกกับการลองหารสชาติที่ชอบ เครื่องชงกาแฟวิธีต่างๆ แก้วกาแฟพกพาและแก้วกาแฟพกพาที่ทำเฟรนช์เพรสได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

8

นับจนถึงวันนี้ โบดัมขาย Chambord ได้แล้วกว่า 100 ล้านชิ้นทั่วโลก

เหตุผลที่ Chambord เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ขายดีที่สุด เพราะชงง่าย ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน และไม่ใช้อุปกรณ์เยอะ นอกจากนี้ วิธีการแบบเฟรนช์เพรสยังดึงรสชาติของกาแฟออกมาได้ดีที่สุดด้วย และล่าสุดมีบทความจาก Business Insider ที่ยกให้ Chambord เป็นเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ดีที่สุด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

9

โบดัมตั้งใจจะเป็นอุปกรณ์ชงกาแฟที่สร้างความสุขให้ลูกค้า

เริ่มจากเลือกเมล็ดกาแฟที่ชอบ บดกาแฟในระดับความละเอียดที่ต้องการ ต้มน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 93 องศาเซลเซียส เติมน้ำในเครื่องชงแบบเฟรนช์เพรส คนให้เข้ากัน ตักโฟมที่ลอยบนผิวน้ำออก แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 4 นาที จากนั้นจับด้ามให้มั่น แล้วกดแท่นกั้นกาแฟลงเบาๆ เพื่อหยุดกระบวนการสกัด จนได้กาแฟร้อนพร้อมดื่มภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากจะทำเป็นเครื่องดื่มร้อนแล้ว เฟรนช์เพรสของโบดัมยังทำกาแฟสกัดเย็นได้ด้วย

10

ถ้ากาแฟทำเองที่บ้านได้ง่ายและอร่อยดี แต่ทำไมคนไทยจึงยังไม่ค่อยนิยม

วัฒนธรรมการตื่นเช้ามาต้มกาแฟร้อน เพิ่มความอุ่นในร่างกายของประเทศเมืองหนาว สวนทางกับบ้านเราที่นิยมกาแฟเย็นดับร้อนในชั่วโมงเร่งรีบ แต่เมื่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟเริ่มแพร่หลายในวงกว้าง มีผู้คนสนใจแหล่งที่มาของเมล็ด กระบวนการเก็บและคั่ว ไปจนถึงวิธีการดื่มที่แตกต่าง การชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสจึงกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการเสาะหารสชาติกาแฟของตัวเอง

สำหรับเรื่องรสชาติ คนเอเชียจะเคยชินกับเนื้อสัมผัสของกาแฟแบบน้ำใส ไม่มีฝุ่นผงมาเจือปน ซึ่งเกิดจากการใช้กระดาษกรอง ขณะที่คนยุโรปมีความเชื่อว่ารสชาติกาแฟที่ดีอยู่ที่น้ำมันจากกากกาแฟ ซึ่งไม่ผ่านการดูดซับของกระดาษกรอง โบดัมจึงไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อรสนิยมการดื่มกาแฟ แต่นำเสนอทางเลือกของการดื่มกาแฟที่ง่ายและรสชาติดีไม่แพ้กัน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

11

Make Taste, Not Waste โบดัมอยากให้ทุกคนได้ดื่มกาแฟที่ดีโดยไม่สร้างขยะ

หลังจากประสบความสำเร็จ โบดัมก็ไม่หยุดพัฒนาทั้งเครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรสดีไซน์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำ การดื่มกาแฟและชา ภายใต้หลักการออกแบบของโบดัม คือการใช้งานจากสินค้าของโบดัมต้องไม่สร้างขยะเพิ่ม เช่นการชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสของโบดัมจะไม่มีกระบวนการไหนที่มีกระดาษเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาออกแบบให้ทุกอย่างถอดล้างทำความสะอาดได้ทุกชิ้น เป็นหลักการที่ชาวโบดัมยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

12

หน่วยออกแบบ PI-Design ในสวิตเซอร์แลนด์

เพราะเชื่อว่าการออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะสม โบดัมจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยจัดตั้งหน่วยออกแบบภายใต้ชื่อ PI-Design ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ประกอบด้วยนักออกแบบ วิศวกร กราฟิกดีไซเนอร์ และสถาปนิก ที่รับผิดชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโบดัมให้มีคุณภาพและใช้งานได้จริง

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

13

แก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

นอกจากมีชื่อเรื่องเครื่องทำกาแฟที่แสนสะดวก โบดัมยังเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้และใช้ได้นาน เช่น ตัวแก้วทำจากแก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับแก้วบีกเกอร์ที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงมีความคงทนสูง หรือตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีลทั้งหมด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

14

ตลาดคนรักกาแฟในประเทศไทยรู้จักโบดัมจากแก้ว Double-wall Glasses

แก้ว Double-wall หรือแก้วรักษาอุณหภูมิ ความพิเศษนอกจากจะเป็นแก้วที่ผลิตด้วยมือทุกใบแล้ว ความลับอยู่ที่ปุ่มซิลิโคนตรงก้นแก้วที่ทำหน้าที่เป็นจุดระบายอากาศ และปรับความดันระหว่างแก้วทั้งสองชั้น ทำให้แก้วถ่ายเทและปรับอุณหภูมิ ลดการควบแน่นของอากาศรอบๆ แก้ว ทำให้เก็บรักษาความร้อนและเย็นของเครื่องดื่มได้ดีขึ้น 

15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

15

สิ่งที่ทำให้โบดัมอยู่ยาวนานมากว่า 75 ปี คือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความเชื่อมั่นของลูกค้า คุณภาพของสินค้า งานออกแบบ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ความจริงใจและความเรียบง่ายในการนำเสนอสิ่งที่ดีต่อผู้คนและโลก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load