29 ตุลาคม 2562
16.94 K

BODUM® (อ่านว่า โบดัม) คือแบรนด์อุปกรณ์ทำกาแฟจากเดนมาร์ก ที่โด่งดังเรื่องการทำกาแฟให้ง่ายและอร่อย

บอกแค่ชื่อ คอกาแฟชาวไทยอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่าเป็นเครื่องชงกาแฟสุญญากาศและเฟรนช์เพรส (French Press) ที่อยู่ในร้านกาแฟพรีเมียมหลายๆ ร้านที่เห็นแล้วมั่นใจได้เลยว่ากาแฟแก้วตรงหน้ารสชาติอร่อยเป็นพิเศษ คุณคงจะพอนึกออก

โบดัมเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าไม่เยอะเมื่อเทียบกับระยะเวลากว่า 75 ปี เพราะเขาคัดสรรมาแล้วว่าอุปกรณ์เพียงเท่านี้ก็สร้างสรรกาแฟที่ดีให้แก่คุณได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

“อะไรก็ได้ ที่ทำให้การชงกาแฟนั้นง่ายและอร่อย” Bodum Thailand Team จากไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ เล่าวิธีคิดที่ชาวโบดัมเชื่อและส่งต่อกันมา

คิดแค่นี้เลย 

เริ่มจากผู้ก่อตั้งค้นพบวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศที่ทำให้อร่อยไม่เหมือนใคร จึงนำเครื่องเข้ามาขายเพราะประทับใจในรสชาติ ก่อนออกแบบเครื่องชงและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

ผลลัพธ์ของวิธีคิดแบบนี้คือเครื่องกาแฟแบบเฟรนช์เพรสชื่อ Chambord ที่ขายได้ 100 ล้านชิ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่หน้าตาสวยสมเป็นชาวสแกนดิเนเวีย แต่เพราะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิต

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

ถ้าคุณตกหลุมรักงานออกแบบของชาวสแกนดิเนเวียและสงสัยว่าอะไรคือแก่นของความคิดที่ซ่อนอยู่ ลองฟังเรื่องราวเบื้องหลังทั้ง 15 ข้อของโบดัมพร้อมกัน 

บดกาแฟรอไว้ได้เลย หลังจบบทความนี้วิถีการชงกาแฟของคุณจะเปลี่ยนไป

1

จากธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศมาขายในเดนมาร์ก เห็นโอกาสขายเครื่องทำกาแฟในช่วงสงคราม

โบดัมเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศของ Peter Bodum 

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใน ค.ศ. 1944

ยุคนั้นผู้คนนิยมดื่มกาแฟด้วยวิธีการต้มในหม้ออีนาเมล (Enamel) แล้วกรองผ่านผ้า จนกระทั่งปีเตอร์ได้รู้จักวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องสุญญากาศ (Vacuum Pot / Syphon Brewer) ที่ทำให้รสชาติกาแฟเสถียรกว่าการต้มด้วยหม้ออีนาเมล ความประทับใจในรสชาติเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำเครื่องต้มกาแฟเข้ามาขาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการสุนทรีย์จากกาแฟ แม้จะเพิ่งผ่านช่วงสงครามมาไม่นาน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

2

พบรสชาติของกาแฟที่อยากให้คนได้ดื่มจากหม้อต้มสุญญากาศ

ด้วยกระบวนการทำกาแฟที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการต้ม กรอง ดริปกาแฟ กระบวนการที่แตกต่างกันให้รสชาติที่แตกต่างออกไป มีปัจจัยมากมายส่งผลต่อการชงกาแฟแต่ละครั้ง ซึ่งการต้มด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศจะทำให้รสชาติเสถียร แปลว่า ไม่ว่าใครชง ก็จะได้รสชาติเหมือนเดิม เมื่อค้นพบกาแฟที่อร่อย ไม่ขมไปหรืออ่อนไป ก็ยิ่งทำให้ปีเตอร์อยากคิดค้นและพัฒนาหม้อต้มและอุปกรณ์สำหรับชงกาแฟ โดยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศตัวแรกภายใต้ชื่อ BODUM® คือ MOCCA ช่วงต้นทศวรรษที่ 1950

3

เปิดตัวในเวทีโลกด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศ SANTOS

ด้วยการออกแบบที่ไม่เหมือนใครและความตั้งใจที่จะก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในตลาดเครื่องชงกาแฟ ทำให้โบดัมเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย หลังจากเปิดตัวเครื่องชงกาแฟสุญญากาศรุ่น SANTOS ใน ค.ศ. 1958 โบดัมก็กลายเป็นแบรนด์สำคัญที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้วงการตลอด 75 ปี

4

ระดมทีมวิศวกรและนักออกแบบ จนได้เป็น PEBO เครื่องชงกาแฟสุญญากาศอันเป็นตำนานของ BODUM®

เมื่อเครื่องชงกาแฟในยุคนั้นราคาแพงเกินไป ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซึ่งอยากให้คนเข้าถึงกาแฟรสชาติที่ดี จึงเริ่มออกแบบเครื่องชงกาแฟคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ จึงเกิดเป็น PEBO เครื่องชงสุญญากาศ ซึ่งชื่อของ PEBO มาจากคำแรกของชื่อและนามสกุลของ Peter Bodum

วิธีใช้เริ่มจากต้มน้ำกับแก๊ส เมื่อความร้อนได้ที่จะเกิดความดันไอน้ำ ดันน้ำเดือดด้านล่างขึ้นไปเจอกับกาแฟด้านบน จากนั้นกลั่นตัวเป็นน้ำแล้วทิ้งกากกาแฟไว้ด้านบน 

5

จุดเปลี่ยนของโบดัมคือเฟรนช์เพรส

เมื่อ PEBO ได้รับความนิยม ครอบครัวโบดัมก็เริ่มเสาะหาต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวกับกาแฟ จนเจอเฟรนช์เพรส จะบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

เฟรนช์เพรส คือชื่อเรียกกลางๆ ของการชงกาแฟแบบกด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่ฝรั่งเศส ก่อนแพร่หลายในยุโรปจากการคิดค้นเครื่องชงที่มีอุปกรณ์กรองกากกาแฟด้วยการกดของ Mayer และ Delforge ชาวฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1852

ต่อมา Paolini Ugo นักประดิษฐ์เครื่องแยกกากจากน้ำมะเขือเทศชาวอิตาลี คิดต่อยอดเครื่องชงกาแฟโดยเพิ่มขดลวดสปริงรอบตัวลดปริมาณผงกาแฟระหว่างกรอง ก่อนมอบสิทธิการจดสิทธิบัตรให้แก่ Attilio Calimani และ Giulio Moneta ใน ค.ศ. 1928 เพื่อผลิตขายในอิตาลี โดยมีรูปร่างเป็นหม้อต้มโลหะขนาดใหญ่ บ้างเป็นหม้อเซรามิก 

ต่อมามีผู้นำวิธีการต้มกาแฟแบบกดไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ชงที่หลากหลายขึ้น ทั้งตัวกรองและวัสดุที่ใช้ หนึ่งในนั้นคือ Faliero Bondanini นักออกแบบชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้คิดค้นเครื่อง Chambord เครื่องต้มกาแฟอันโด่งดังของ Bodum

6

ใช้การออกแบบแก้ปัญหาการชงกาแฟ

สิ่งที่ทำให้เครื่องชงแบบเฟรนช์เพรสของโบดัมเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง คือการออกแบบที่แก้ปัญหาการชงกาแฟให้ใครๆ ก็ชงกาแฟแก้วโปรดของตัวเองได้ ตั้งแต่การออกแบบตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีล นวัตกรรมการออกแบบขดลวดที่ทำให้แยกกากกาแฟจากน้ำได้ดียิ่งขึ้น การออกแบบบีกเกอร์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการออกแบบให้ชิ้นส่วนทุกชิ้นถอดล้างทำความสะอาดได้ ทั้งหมดสะท้อนออกมาผ่านรูปทรงที่สวยงาม ไม่เสียชื่อดินแดนงานออกแบบอย่างสแกนดิเนเวีย

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

7

โบดัมเชื่อว่าการทำกาแฟที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบันเน้นย้ำเสมอว่า เมล็ดกาแฟดีๆ แก้วบีกเกอร์ และน้ำต้มสุก คือสิ่งจำเป็นในการทำกาแฟชั้นดีให้คนทั้งโลก

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบัน

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา นอกจากเครื่องชงกาแฟวิธีการต่างๆ โบดัมยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำและดื่มกาแฟ ซึ่งทั้งหมดออกแบบภายใต้โจทย์ที่เรียบง่าย พวกเขาไม่ต้องการทำกาแฟที่ซับซ้อนอีกต่อไป หากเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด สินค้าของโบดัมอาจจะไม่ได้มีหลากหลายประเภท แต่มีเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ โบดัมมีเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ปรับระดับการบดได้ เพราะอยากให้ลูกค้าสนุกกับการลองหารสชาติที่ชอบ เครื่องชงกาแฟวิธีต่างๆ แก้วกาแฟพกพาและแก้วกาแฟพกพาที่ทำเฟรนช์เพรสได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

8

นับจนถึงวันนี้ โบดัมขาย Chambord ได้แล้วกว่า 100 ล้านชิ้นทั่วโลก

เหตุผลที่ Chambord เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ขายดีที่สุด เพราะชงง่าย ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน และไม่ใช้อุปกรณ์เยอะ นอกจากนี้ วิธีการแบบเฟรนช์เพรสยังดึงรสชาติของกาแฟออกมาได้ดีที่สุดด้วย และล่าสุดมีบทความจาก Business Insider ที่ยกให้ Chambord เป็นเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ดีที่สุด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

9

โบดัมตั้งใจจะเป็นอุปกรณ์ชงกาแฟที่สร้างความสุขให้ลูกค้า

เริ่มจากเลือกเมล็ดกาแฟที่ชอบ บดกาแฟในระดับความละเอียดที่ต้องการ ต้มน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 93 องศาเซลเซียส เติมน้ำในเครื่องชงแบบเฟรนช์เพรส คนให้เข้ากัน ตักโฟมที่ลอยบนผิวน้ำออก แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 4 นาที จากนั้นจับด้ามให้มั่น แล้วกดแท่นกั้นกาแฟลงเบาๆ เพื่อหยุดกระบวนการสกัด จนได้กาแฟร้อนพร้อมดื่มภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากจะทำเป็นเครื่องดื่มร้อนแล้ว เฟรนช์เพรสของโบดัมยังทำกาแฟสกัดเย็นได้ด้วย

10

ถ้ากาแฟทำเองที่บ้านได้ง่ายและอร่อยดี แต่ทำไมคนไทยจึงยังไม่ค่อยนิยม

วัฒนธรรมการตื่นเช้ามาต้มกาแฟร้อน เพิ่มความอุ่นในร่างกายของประเทศเมืองหนาว สวนทางกับบ้านเราที่นิยมกาแฟเย็นดับร้อนในชั่วโมงเร่งรีบ แต่เมื่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟเริ่มแพร่หลายในวงกว้าง มีผู้คนสนใจแหล่งที่มาของเมล็ด กระบวนการเก็บและคั่ว ไปจนถึงวิธีการดื่มที่แตกต่าง การชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสจึงกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการเสาะหารสชาติกาแฟของตัวเอง

สำหรับเรื่องรสชาติ คนเอเชียจะเคยชินกับเนื้อสัมผัสของกาแฟแบบน้ำใส ไม่มีฝุ่นผงมาเจือปน ซึ่งเกิดจากการใช้กระดาษกรอง ขณะที่คนยุโรปมีความเชื่อว่ารสชาติกาแฟที่ดีอยู่ที่น้ำมันจากกากกาแฟ ซึ่งไม่ผ่านการดูดซับของกระดาษกรอง โบดัมจึงไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อรสนิยมการดื่มกาแฟ แต่นำเสนอทางเลือกของการดื่มกาแฟที่ง่ายและรสชาติดีไม่แพ้กัน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

11

Make Taste, Not Waste โบดัมอยากให้ทุกคนได้ดื่มกาแฟที่ดีโดยไม่สร้างขยะ

หลังจากประสบความสำเร็จ โบดัมก็ไม่หยุดพัฒนาทั้งเครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรสดีไซน์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำ การดื่มกาแฟและชา ภายใต้หลักการออกแบบของโบดัม คือการใช้งานจากสินค้าของโบดัมต้องไม่สร้างขยะเพิ่ม เช่นการชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสของโบดัมจะไม่มีกระบวนการไหนที่มีกระดาษเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาออกแบบให้ทุกอย่างถอดล้างทำความสะอาดได้ทุกชิ้น เป็นหลักการที่ชาวโบดัมยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

12

หน่วยออกแบบ PI-Design ในสวิตเซอร์แลนด์

เพราะเชื่อว่าการออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะสม โบดัมจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยจัดตั้งหน่วยออกแบบภายใต้ชื่อ PI-Design ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ประกอบด้วยนักออกแบบ วิศวกร กราฟิกดีไซเนอร์ และสถาปนิก ที่รับผิดชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโบดัมให้มีคุณภาพและใช้งานได้จริง

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

13

แก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

นอกจากมีชื่อเรื่องเครื่องทำกาแฟที่แสนสะดวก โบดัมยังเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้และใช้ได้นาน เช่น ตัวแก้วทำจากแก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับแก้วบีกเกอร์ที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงมีความคงทนสูง หรือตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีลทั้งหมด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

14

ตลาดคนรักกาแฟในประเทศไทยรู้จักโบดัมจากแก้ว Double-wall Glasses

แก้ว Double-wall หรือแก้วรักษาอุณหภูมิ ความพิเศษนอกจากจะเป็นแก้วที่ผลิตด้วยมือทุกใบแล้ว ความลับอยู่ที่ปุ่มซิลิโคนตรงก้นแก้วที่ทำหน้าที่เป็นจุดระบายอากาศ และปรับความดันระหว่างแก้วทั้งสองชั้น ทำให้แก้วถ่ายเทและปรับอุณหภูมิ ลดการควบแน่นของอากาศรอบๆ แก้ว ทำให้เก็บรักษาความร้อนและเย็นของเครื่องดื่มได้ดีขึ้น 

15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

15

สิ่งที่ทำให้โบดัมอยู่ยาวนานมากว่า 75 ปี คือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความเชื่อมั่นของลูกค้า คุณภาพของสินค้า งานออกแบบ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ความจริงใจและความเรียบง่ายในการนำเสนอสิ่งที่ดีต่อผู้คนและโลก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load