BODUM® (อ่านว่า โบดัม) คือแบรนด์อุปกรณ์ทำกาแฟจากเดนมาร์ก ที่โด่งดังเรื่องการทำกาแฟให้ง่ายและอร่อย

บอกแค่ชื่อ คอกาแฟชาวไทยอาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่าเป็นเครื่องชงกาแฟสุญญากาศและเฟรนช์เพรส (French Press) ที่อยู่ในร้านกาแฟพรีเมียมหลายๆ ร้านที่เห็นแล้วมั่นใจได้เลยว่ากาแฟแก้วตรงหน้ารสชาติอร่อยเป็นพิเศษ คุณคงจะพอนึกออก

โบดัมเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าไม่เยอะเมื่อเทียบกับระยะเวลากว่า 75 ปี เพราะเขาคัดสรรมาแล้วว่าอุปกรณ์เพียงเท่านี้ก็สร้างสรรกาแฟที่ดีให้แก่คุณได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

“อะไรก็ได้ ที่ทำให้การชงกาแฟนั้นง่ายและอร่อย” Bodum Thailand Team จากไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ เล่าวิธีคิดที่ชาวโบดัมเชื่อและส่งต่อกันมา

คิดแค่นี้เลย 

เริ่มจากผู้ก่อตั้งค้นพบวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศที่ทำให้อร่อยไม่เหมือนใคร จึงนำเครื่องเข้ามาขายเพราะประทับใจในรสชาติ ก่อนออกแบบเครื่องชงและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

ผลลัพธ์ของวิธีคิดแบบนี้คือเครื่องกาแฟแบบเฟรนช์เพรสชื่อ Chambord ที่ขายได้ 100 ล้านชิ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่หน้าตาสวยสมเป็นชาวสแกนดิเนเวีย แต่เพราะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิต

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

ถ้าคุณตกหลุมรักงานออกแบบของชาวสแกนดิเนเวียและสงสัยว่าอะไรคือแก่นของความคิดที่ซ่อนอยู่ ลองฟังเรื่องราวเบื้องหลังทั้ง 15 ข้อของโบดัมพร้อมกัน 

บดกาแฟรอไว้ได้เลย หลังจบบทความนี้วิถีการชงกาแฟของคุณจะเปลี่ยนไป

1

จากธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศมาขายในเดนมาร์ก เห็นโอกาสขายเครื่องทำกาแฟในช่วงสงคราม

โบดัมเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจนำเข้าเครื่องแก้วจากต่างประเทศของ Peter Bodum 

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใน ค.ศ. 1944

ยุคนั้นผู้คนนิยมดื่มกาแฟด้วยวิธีการต้มในหม้ออีนาเมล (Enamel) แล้วกรองผ่านผ้า จนกระทั่งปีเตอร์ได้รู้จักวิธีการชงกาแฟด้วยเครื่องสุญญากาศ (Vacuum Pot / Syphon Brewer) ที่ทำให้รสชาติกาแฟเสถียรกว่าการต้มด้วยหม้ออีนาเมล ความประทับใจในรสชาติเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำเครื่องต้มกาแฟเข้ามาขาย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการสุนทรีย์จากกาแฟ แม้จะเพิ่งผ่านช่วงสงครามมาไม่นาน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

2

พบรสชาติของกาแฟที่อยากให้คนได้ดื่มจากหม้อต้มสุญญากาศ

ด้วยกระบวนการทำกาแฟที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการต้ม กรอง ดริปกาแฟ กระบวนการที่แตกต่างกันให้รสชาติที่แตกต่างออกไป มีปัจจัยมากมายส่งผลต่อการชงกาแฟแต่ละครั้ง ซึ่งการต้มด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศจะทำให้รสชาติเสถียร แปลว่า ไม่ว่าใครชง ก็จะได้รสชาติเหมือนเดิม เมื่อค้นพบกาแฟที่อร่อย ไม่ขมไปหรืออ่อนไป ก็ยิ่งทำให้ปีเตอร์อยากคิดค้นและพัฒนาหม้อต้มและอุปกรณ์สำหรับชงกาแฟ โดยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศตัวแรกภายใต้ชื่อ BODUM® คือ MOCCA ช่วงต้นทศวรรษที่ 1950

3

เปิดตัวในเวทีโลกด้วยเครื่องชงกาแฟสุญญากาศ SANTOS

ด้วยการออกแบบที่ไม่เหมือนใครและความตั้งใจที่จะก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในตลาดเครื่องชงกาแฟ ทำให้โบดัมเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย หลังจากเปิดตัวเครื่องชงกาแฟสุญญากาศรุ่น SANTOS ใน ค.ศ. 1958 โบดัมก็กลายเป็นแบรนด์สำคัญที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้วงการตลอด 75 ปี

4

ระดมทีมวิศวกรและนักออกแบบ จนได้เป็น PEBO เครื่องชงกาแฟสุญญากาศอันเป็นตำนานของ BODUM®

เมื่อเครื่องชงกาแฟในยุคนั้นราคาแพงเกินไป ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซึ่งอยากให้คนเข้าถึงกาแฟรสชาติที่ดี จึงเริ่มออกแบบเครื่องชงกาแฟคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ จึงเกิดเป็น PEBO เครื่องชงสุญญากาศ ซึ่งชื่อของ PEBO มาจากคำแรกของชื่อและนามสกุลของ Peter Bodum

วิธีใช้เริ่มจากต้มน้ำกับแก๊ส เมื่อความร้อนได้ที่จะเกิดความดันไอน้ำ ดันน้ำเดือดด้านล่างขึ้นไปเจอกับกาแฟด้านบน จากนั้นกลั่นตัวเป็นน้ำแล้วทิ้งกากกาแฟไว้ด้านบน 

5

จุดเปลี่ยนของโบดัมคือเฟรนช์เพรส

เมื่อ PEBO ได้รับความนิยม ครอบครัวโบดัมก็เริ่มเสาะหาต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวกับกาแฟ จนเจอเฟรนช์เพรส จะบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

เฟรนช์เพรส คือชื่อเรียกกลางๆ ของการชงกาแฟแบบกด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่ฝรั่งเศส ก่อนแพร่หลายในยุโรปจากการคิดค้นเครื่องชงที่มีอุปกรณ์กรองกากกาแฟด้วยการกดของ Mayer และ Delforge ชาวฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1852

ต่อมา Paolini Ugo นักประดิษฐ์เครื่องแยกกากจากน้ำมะเขือเทศชาวอิตาลี คิดต่อยอดเครื่องชงกาแฟโดยเพิ่มขดลวดสปริงรอบตัวลดปริมาณผงกาแฟระหว่างกรอง ก่อนมอบสิทธิการจดสิทธิบัตรให้แก่ Attilio Calimani และ Giulio Moneta ใน ค.ศ. 1928 เพื่อผลิตขายในอิตาลี โดยมีรูปร่างเป็นหม้อต้มโลหะขนาดใหญ่ บ้างเป็นหม้อเซรามิก 

ต่อมามีผู้นำวิธีการต้มกาแฟแบบกดไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ชงที่หลากหลายขึ้น ทั้งตัวกรองและวัสดุที่ใช้ หนึ่งในนั้นคือ Faliero Bondanini นักออกแบบชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้คิดค้นเครื่อง Chambord เครื่องต้มกาแฟอันโด่งดังของ Bodum

6

ใช้การออกแบบแก้ปัญหาการชงกาแฟ

สิ่งที่ทำให้เครื่องชงแบบเฟรนช์เพรสของโบดัมเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง คือการออกแบบที่แก้ปัญหาการชงกาแฟให้ใครๆ ก็ชงกาแฟแก้วโปรดของตัวเองได้ ตั้งแต่การออกแบบตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีล นวัตกรรมการออกแบบขดลวดที่ทำให้แยกกากกาแฟจากน้ำได้ดียิ่งขึ้น การออกแบบบีกเกอร์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการออกแบบให้ชิ้นส่วนทุกชิ้นถอดล้างทำความสะอาดได้ ทั้งหมดสะท้อนออกมาผ่านรูปทรงที่สวยงาม ไม่เสียชื่อดินแดนงานออกแบบอย่างสแกนดิเนเวีย

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

7

โบดัมเชื่อว่าการทำกาแฟที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบันเน้นย้ำเสมอว่า เมล็ดกาแฟดีๆ แก้วบีกเกอร์ และน้ำต้มสุก คือสิ่งจำเป็นในการทำกาแฟชั้นดีให้คนทั้งโลก

จอร์เกน โบดัม (Jørgen Bodum) ซีอีโอคนปัจจุบัน

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา นอกจากเครื่องชงกาแฟวิธีการต่างๆ โบดัมยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำและดื่มกาแฟ ซึ่งทั้งหมดออกแบบภายใต้โจทย์ที่เรียบง่าย พวกเขาไม่ต้องการทำกาแฟที่ซับซ้อนอีกต่อไป หากเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด สินค้าของโบดัมอาจจะไม่ได้มีหลากหลายประเภท แต่มีเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ โบดัมมีเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ปรับระดับการบดได้ เพราะอยากให้ลูกค้าสนุกกับการลองหารสชาติที่ชอบ เครื่องชงกาแฟวิธีต่างๆ แก้วกาแฟพกพาและแก้วกาแฟพกพาที่ทำเฟรนช์เพรสได้

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

8

นับจนถึงวันนี้ โบดัมขาย Chambord ได้แล้วกว่า 100 ล้านชิ้นทั่วโลก

เหตุผลที่ Chambord เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ขายดีที่สุด เพราะชงง่าย ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน และไม่ใช้อุปกรณ์เยอะ นอกจากนี้ วิธีการแบบเฟรนช์เพรสยังดึงรสชาติของกาแฟออกมาได้ดีที่สุดด้วย และล่าสุดมีบทความจาก Business Insider ที่ยกให้ Chambord เป็นเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสที่ดีที่สุด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

9

โบดัมตั้งใจจะเป็นอุปกรณ์ชงกาแฟที่สร้างความสุขให้ลูกค้า

เริ่มจากเลือกเมล็ดกาแฟที่ชอบ บดกาแฟในระดับความละเอียดที่ต้องการ ต้มน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 93 องศาเซลเซียส เติมน้ำในเครื่องชงแบบเฟรนช์เพรส คนให้เข้ากัน ตักโฟมที่ลอยบนผิวน้ำออก แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 4 นาที จากนั้นจับด้ามให้มั่น แล้วกดแท่นกั้นกาแฟลงเบาๆ เพื่อหยุดกระบวนการสกัด จนได้กาแฟร้อนพร้อมดื่มภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากจะทำเป็นเครื่องดื่มร้อนแล้ว เฟรนช์เพรสของโบดัมยังทำกาแฟสกัดเย็นได้ด้วย

10

ถ้ากาแฟทำเองที่บ้านได้ง่ายและอร่อยดี แต่ทำไมคนไทยจึงยังไม่ค่อยนิยม

วัฒนธรรมการตื่นเช้ามาต้มกาแฟร้อน เพิ่มความอุ่นในร่างกายของประเทศเมืองหนาว สวนทางกับบ้านเราที่นิยมกาแฟเย็นดับร้อนในชั่วโมงเร่งรีบ แต่เมื่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟเริ่มแพร่หลายในวงกว้าง มีผู้คนสนใจแหล่งที่มาของเมล็ด กระบวนการเก็บและคั่ว ไปจนถึงวิธีการดื่มที่แตกต่าง การชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสจึงกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการเสาะหารสชาติกาแฟของตัวเอง

สำหรับเรื่องรสชาติ คนเอเชียจะเคยชินกับเนื้อสัมผัสของกาแฟแบบน้ำใส ไม่มีฝุ่นผงมาเจือปน ซึ่งเกิดจากการใช้กระดาษกรอง ขณะที่คนยุโรปมีความเชื่อว่ารสชาติกาแฟที่ดีอยู่ที่น้ำมันจากกากกาแฟ ซึ่งไม่ผ่านการดูดซับของกระดาษกรอง โบดัมจึงไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อรสนิยมการดื่มกาแฟ แต่นำเสนอทางเลือกของการดื่มกาแฟที่ง่ายและรสชาติดีไม่แพ้กัน

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

11

Make Taste, Not Waste โบดัมอยากให้ทุกคนได้ดื่มกาแฟที่ดีโดยไม่สร้างขยะ

หลังจากประสบความสำเร็จ โบดัมก็ไม่หยุดพัฒนาทั้งเครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรสดีไซน์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำ การดื่มกาแฟและชา ภายใต้หลักการออกแบบของโบดัม คือการใช้งานจากสินค้าของโบดัมต้องไม่สร้างขยะเพิ่ม เช่นการชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์เพรสของโบดัมจะไม่มีกระบวนการไหนที่มีกระดาษเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาออกแบบให้ทุกอย่างถอดล้างทำความสะอาดได้ทุกชิ้น เป็นหลักการที่ชาวโบดัมยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

12

หน่วยออกแบบ PI-Design ในสวิตเซอร์แลนด์

เพราะเชื่อว่าการออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะสม โบดัมจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยจัดตั้งหน่วยออกแบบภายใต้ชื่อ PI-Design ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ประกอบด้วยนักออกแบบ วิศวกร กราฟิกดีไซเนอร์ และสถาปนิก ที่รับผิดชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโบดัมให้มีคุณภาพและใช้งานได้จริง

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

13

แก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

นอกจากมีชื่อเรื่องเครื่องทำกาแฟที่แสนสะดวก โบดัมยังเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้และใช้ได้นาน เช่น ตัวแก้วทำจากแก้วโบโรซิลิเกตแบบเดียวกับแก้วบีกเกอร์ที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงมีความคงทนสูง หรือตัวกรองที่ทำจากสเตนเลสสตีลทั้งหมด

15 เรื่องเบื้องหลัง BODUM แบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

14

ตลาดคนรักกาแฟในประเทศไทยรู้จักโบดัมจากแก้ว Double-wall Glasses

แก้ว Double-wall หรือแก้วรักษาอุณหภูมิ ความพิเศษนอกจากจะเป็นแก้วที่ผลิตด้วยมือทุกใบแล้ว ความลับอยู่ที่ปุ่มซิลิโคนตรงก้นแก้วที่ทำหน้าที่เป็นจุดระบายอากาศ และปรับความดันระหว่างแก้วทั้งสองชั้น ทำให้แก้วถ่ายเทและปรับอุณหภูมิ ลดการควบแน่นของอากาศรอบๆ แก้ว ทำให้เก็บรักษาความร้อนและเย็นของเครื่องดื่มได้ดีขึ้น 

15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ
15 เรื่องเบื้องหลังโบดัมแบรนด์อุปกรณ์กาแฟจากเดนมาร์กที่ไม่อยากให้ลูกค้าสร้างขยะ

15

สิ่งที่ทำให้โบดัมอยู่ยาวนานมากว่า 75 ปี คือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความเชื่อมั่นของลูกค้า คุณภาพของสินค้า งานออกแบบ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ความจริงใจและความเรียบง่ายในการนำเสนอสิ่งที่ดีต่อผู้คนและโลก

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load