เธอๆ… 18 พ.ค. – 19 มิ.ย. นี้ไปวัดสุทธิวรารามกันมั้ย

น่ะๆๆ… อย่าเพิ่งรีบส่ายหัวไป เราไม่ได้จะชวนไปเพิ่มแต้มบุญสวดมนต์นั่งสมาธิ แต่เราอยากชวนไปเพิ่มแต้มประสบการณ์ชีวิต กับนิทรรศการศิลปะดิจิทัลฉายบนผนังโบสถ์ครั้งแรกในเมืองไทย! …ที่สำคัญคือมันฟรีนี่แหละเธอ

ถ้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จงดูวิดีโอนี้

รับรองว่านี่จะเป็นการเข้าโบสถ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด เพราะเธอจะได้เห็นแสงสีตระการตาจากเทคโนโลยี Projection Mapping ฉายลงบนผนังโบสถ์แทนจิตรกรรมฝาผนัง จะได้ยินซาวนด์เท่ๆ ของ ‘บทสวดมนต์ชยมงคลคาถา หรือ พาหุง’ แทนบทสวดมนต์ขลังๆ แบบเดิมๆ เพราะกลุ่มคนทำเขาตั้งใจให้ผู้ชมทั้งหลายเข้าถึง ‘แก่นธรรมะดั้งเดิม’ ใน ‘เปลือก’ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากกว่าเดิม

ซึ่งกลุ่มคนทำนี่ก็ธรรมดาซะที่ไหน มีหัวเรือใหญ่คือ อู๋-ธวัชชัย แสงธรรมชัย แห่งเอเจนซี่ WHY NOT Social Enterprise เอเจนซี่โฆษณาใช้งานครีเอทีฟเพื่อเล่าประเด็นสังคม ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร เจ้าของเพจ Art of Hongtae คาแรกเตอร์ดีไซเนอร์ที่มักจะใช้เรื่องราวไตรภูมิมาดีไซน์ ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ Design Director แก่น-สารัตถะ จึงเสถียรทรัพย์ Animator แห่ง Another Day Another Render ที่สร้างผลงานวิชวลอาร์ตไว้มากมาย เช่น โปสเตอร์และไตเติลของซีรีส์ เลือดข้นคนจาง จั้ม-ก่อเกียรติ ชาติประเสริฐ และ Korky นักแต่งเพลงโฆษณาแห่ง mellotunes

Bodhi Theatre

ห้าชายนี้มารวมตัวกันได้เพราะเสมอกันในเรื่อง ‘ความเนิร์ดธรรมะ ศิลปะไทย มีเดียใหม่ๆ และอะไรที่อลังการ’

และนี่คือที่มาของความอลังการครั้งแรกของเมืองไทยที่พวกเขาสรรค์สร้างขึ้นในนาม ‘โพธิเธียเตอร์: แก่นเดิม เปลือกใหม่ ของพุทธศาสน์’ (BODHI THEATER BUDDHIST PRAYER : RE-TOLD)

Bodhi Theatre

ขอวัดขอทุนขอแค่คนศีลเสมอกัน

โรงละครในโบสถ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามในใจอู๋ที่ว่า…จะทำยังไงให้คนเข้าวัดมากขึ้น

เขาออกตัวว่าตนเองไม่ใช่คนธรรมะธัมโมขนาดนั้น แต่เขาเชื่อมั่นในศาสนาในแง่ของหลักการดำเนินชีวิตให้มีความสุข และรู้สึกเสียดายทุกครั้งเวลาผ่านวัดช่วงบ่ายแล้วพบว่าพื้นที่นี้ไม่ถูกใช้ ทั้งที่สมัยก่อนวัดใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทย แต่ตอนนี้วัดอยู่ตรงไหน  เอ…มันต้องแก้ที่คนหรือแก้ที่วัด หรือวัดต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

เขาเลยคิดถึงหนังสือเรื่อง ธรรมโฆษณ์ และวิธีโฆษณาธรรมะของท่านพุทธทาสผ่านงานศิลปะในโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาและทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ในสมัยนั้น เลยคิดว่าสมัยนี้ล่ะ… เราควรโฆษณาธรรมะยังไงให้คนเข้าถึงแก่นจริงๆ

ว่าแล้วจึงคุยกับป้อง แก่น ฮ่องเต้ จนผุดไอเดียฉายแมปปิ้งลงผนังวัดไทย ก่อนหอบไอเดียไปปรึกษา คุณพงศ์-ธรากร กมลเปรมปิยะกุล แห่ง Awakening Creative ให้ช่วยหาวัด คุณพงศ์บอกว่า เจ้าอาวาสวัดสุทธิวรารามท่านหัวก้าวหน้าที่สุด น่าจะทำได้ แล้วก็เป็นอย่างที่คุณพงษ์ว่า เพราะแค่ปรึกษาเจ้าอาวาสก็ยินดีไฟเขียว อู๋จึงเริ่มขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ Epson แล้วก็ตามหาคนศีลเสมอกันมาทำงาน

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

“ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ ป้อง กับศิลปินอีก 14 คน เคยช่วยกันทำนิทรรศการชื่อว่า ‘กลับตาลปัตร’ เอาตาลปัตรมาเล่าใหม่ เป็นโปรเจกต์แมปปิ้งนี่แหละฉายลงใบตาลปัตร เราพบว่าคนดูเข้าถึงบทสวดงานศพ อนิจจา วต สังขารา ในแบบที่มันไม่ขลัง เขาไม่กลัว แต่เขาเข้าใจว่าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง เราเลยอยากทำงานใหญ่กว่างานนั้น” อู๋เล่า

ซึ่งจริงๆ พวกผมเนิร์ดมากนะ เราคุยกันเรื่องนี้มานาน ผมเคยไปเที่ยวกับพี่ป้องแล้วคุยกันเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่าวันหนึ่งเราอยากเอาพวกศิลปะไทยมาทำแมปปิ้งแบบที่ญี่ปุ่น ฉายลงในวัดเลย ถ้าทำที่ไทยได้มันคงดีมากๆ” จั้มกล่าว  

ซึ่งช็อตที่อู๋มาบอกว่ามีโอกาสนี้มาแล้วนะ ขอทุนได้แล้ว ในหัวเรามันคอนเนกต์ได้หมดเลยว่าใครต้องทำงานนี้บ้าง มันเหมือน Avengers กลายๆ (หัวเราะ)” ป้องเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

เลือกแก่นที่อยากสื่อสาร

หลังจากขอวัด ขอทุน และขอคนศีลเสมอกันมาร่วมงาน สิ่งที่พวกเขาทำต่อมาคือ การเลือกแก่นธรรมะที่อยากสื่อสาร แม้จั้ม ฮ่องเต้ จะเคยบวช และคนอื่นๆ จะพอมีประสบการณ์กับธรรมะมาบ้าง แต่พวกเขาก็พบว่าหลักธรรมทั้งหมดนั้นมีมากมายใช่เล่น แค่พระไตรปิฎกหนาๆ เล่มเดียวก็ใช้เวลาอ่านนาน จุดนั้นฮ่องเต้เลยเสนอว่าอาจจะลองเริ่มจากบทสวดมนต์เหมือนโปรเจกต์กลับตาลปัตร หากเรานำบทสวดมนต์ที่คุ้นเคยมาทำให้คนเข้าใจความหมายมันได้จริงๆ…เขาอาจจะนำสิ่งนี้ไปใช้ในชีวิตได้

หาไปหามาแล้วมันก็มาลงเอยที่บทพาหุงหรือชยมงคลคาถา ที่พูดเรื่องชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งแปดครั้ง เป็นเมดเลย์ชัยชนะของพระพุทธเจ้าว่าท่านชนะอะไรบ้างและชนะด้วยอะไร”

ตอนนั้นเรามานั่งตีความแล้วพบว่าสิ่งนี้น่าสนใจมาก เพราะชัยชนะทั้งแปดจริงๆ คือชัยชนะเหนือกิเลสอกุศลบางอย่างด้วยคุณธรรมบางอย่างทั้งนั้นเลย ตัวละครในบทสวดเหล่านั้นเป็น Representative ของความโลภ โกรธ หลง อวิชชาต่างๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าใช้คุณธรรมชนะได้ พวกเรารู้สึกว่ามันเอามาประยุกต์ใช้กับปี 2019 ได้ คือมันอกาลิโกมาก (ไม่มีกาลเวลา) เราไม่ได้จะเชิดชูอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าที่สู้พญานาค แต่เรากำลังบอกว่า เห้ย ถ้ามีคนมาใส่ร้ายเรา สิ่งที่เราต้องทำคือแบบนี้ว่ะ” อู๋กล่าว

แล้วบทพาหุงนี้ยังลงตัวในแง่ของการดีไซน์อีกต่างหาก เพราะมี 8 ตอน เราทำเป็นเรื่องสั้น 8 เรื่อง ทำภาพออกมา 8 สไตล์ได้เลย หลังจากนั้นก็เลยเข้าสู่กระบวนการดีไซน์ทั้งหมด” ป้องเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

ดีเบตและดีไซน์จนได้เปลือกที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

4 เดือนก่อนฉายจริง อู๋ ป้อง แก่น  ฮ่องเต้ รวมตัวกันนั่งอ่านประวัติศาสนาพุทธ ศิลปะ เนื้อหา แก่นของบทสวด และแยกกันไปตีความหรือจินตนาการภาพในแบบของแต่ละคน แล้วเอากลับมาถกกันเพื่อสร้างคาแรกเตอร์และทำสตอรี่บอร์ดของทั้งแปดตอน โดยก่อนจะออกแบบคาแรกเตอร์ สิ่งที่พวกเขาจะยึดเป็นหลักคือการเข้าใจแก่นของแต่ละตอนอย่างถ่องแท้

ก่อนจะออกแบบคาแรกเตอร์เราต้องตีความแก่นของเรื่องนั้นให้ออกก่อน อย่างตอนที่ยักษ์มาสู้ เรารู้สึกว่าในเชิง Symbol ของยักษ์นี่มันคือความป่าเถื่อน มันคือสันดานดิบของมนุษย์ เราเลยไม่ใช้ยักษ์ แต่ใช้ร่าง Primitive ของมนุษย์ ก็คือลิงแทนสันดานดิบ แทนจุดตั้งตนของมนุษย์เรา เพื่อพูดว่าเวลาเราโมโหจะดีลกับสิ่งนี้ยังไง” Animator หนุ่มอธิบาย

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

และจาก 8 ตอนก็มีตอนหนึ่งที่พวกเราสะดุด คือตอนพรหม ท้าวพกาพรหมคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุดในจักรวาลเลยท้าต่อสู้กับพระพุทธเจ้า แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าตัวเองเล็กมาก ตอนนั้นพวกเราเห็นภาพต่างกันหมดเลย เราเลยต้องจับให้แน่นว่าแก่นของมันคือการชนะ Pride and Ego (อัตตาตัวตน) ในมนุษย์นี่แหละ สุดท้ายแล้วเราก็ทำสตอรี่บอร์ดออกมาแล้วดีเบตกัน” ฮ่องเต้เล่า

ผมว่านี่แหละความสนุกของโปรเจกต์นี้ เพราะทุกคนจะตีความคนละแบบ อย่างตอนแรกพี่ฮ่องเต้ก็มองแบบตัวพรหมเป็นแบบหนึ่ง ผมได้ฟังตอนแรกเป็นฉากแบตเทิลระหว่างสิ่งเหนือจักรวาล ผมคิดแล้วว่า โอโห เพลงมันต้องยิ่งใหญ่ สุดท้ายพี่ป้องมาตีความอีกแบบ ทุกอย่างที่ผมคิดไว้โดนล้มหมด ทำใหม่” จั้มกล่าว

และในเรื่องการดีไซน์มันก็ท้าทายนะ จริงๆ ดั้งเดิมเราเอาพระพรหมของอินเดียมา อินเดียเอามาจากกรีก ไทยรับมาผ่านพราหมณ์และทำใหม่ในแบบไทย ยุคนั้นทรงนั้น แต่ยุคนี้เราก็คิดว่าเราทำทรงใหม่ได้มั้ย หน้าท่านต้องเรียง 1 2 3 4 เหมือนเดิมมั้ย มี 4 หน้า อยู่ตรงไหนได้บ้าง เราน่าจะดีไซน์ได้ใหม่หมดเลย การ์ตูนญี่ปุ่นเคยดีไซน์พระศิวะใหม่ อย่างเท่ เราก็ต้องถกกันเรื่องนี้ด้วยว่าจะดีไซน์ยังไงในจุดที่มันท้าทายความเชื่อความคุ้นเคย” ฮ่องเต้เล่าให้ฟังเพิ่มเติม

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

ระหว่างที่ป้อง แก่น และฮ่องเต้ ทำสตอรี่บอร์ดและหาคาแรกเตอร์ จั้มก็เข้ามาช่วยวิเคราะห์ตีความและเริ่มทำเพลงประกอบ ความพิเศษของเพลงที่จั้มตั้งใจทำคือเพลงต้องเล่าเรื่องและสะท้อนแก่นเรื่องได้แม้ไม่มองภาพ เขาเลยทำทุกอย่างตั้งแต่ไปลองฟังซาวนด์ใหม่ๆ ขออัดเสียงพระสวดมนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ขั้นตอนทำเพลงสนุกมากเพราะทุกขั้นตอนสนุกหมด มันเป็นโปรเจกต์ที่ทุกคนได้ทำในสิ่งที่จินตนาการไว้แบบไม่มีฟิลเตอร์เลย คือด้วยการที่เจ้าอาวาสไฟเขียวทุกขั้นตอนจนเราทำได้เลย อย่างความตั้งใจคือผมอยากทำให้มันไปไกลกว่านั้น เลยลองคิดให้แบบฟังเพลงนี้เพลงก็จะเล่าเรื่องในแบบของมัน อย่างฉากแรก ‘พญามารบุก’ ทำยังไงให้อยู่ในรูปแบบของเพลงที่ฟังแล้วมันมีมุมของกองทัพจริงๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ มา แล้วปะทะ และทุกอย่างต้องซัพพอร์ตภาพ เมกเซนส์ ไม่ใช่เก๋ๆ แล้วจบไป” จั้มเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

สนุกกับการปรับแก้จนนาทีก่อนฉาย

อย่างที่บอกไปว่างานนี้เป็นการฉาย Projection Mapping ลงผนังโบสถ์ครั้งแรกของเมืองไทย และเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ทำงานขนาดใหญ่แบบนี้ วันแรกที่นำมาซ้อมฉายพวกเขาพบว่าไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดเลย…แก้ยับ

จุดที่ยากที่สุดในงานนี้คือฉายจริงครับ เหมือนตอนวางแผนการทำงานเราต้องทำหลายส่วนให้มันเสร็จก่อนที่เราจะมาลองกับสถานที่จริง เพราฉะนั้น พอมาลองแล้วมันก็คลาดเคลื่อนแบบฉายลงหน้าต่างไม่ได้นะ ทับลาย โปรเจกเตอร์วางสูงกว่านี้ไม่ได้ ฉายลงบนพระคิดว่ารอด พอโดนแสงสีทองมันสะท้อนกลับ มองไม่เห็น เราต้องปรับตามโบสถ์ไปเป็นฉากๆ เลย มันก็ท้าทายทุกวินาที” แก่น

แต่จริงๆ โปรเจกต์นี้มันก็ยังสนุก ขนาดแก้ก็สนุก” ป้องว่า  

แล้วผมชอบที่งานนี้มันน่าจะเป็นงานแรกผมที่เคยทำแล้วมันเบสจากจินตนาการเราร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เราทำไปด้วยกัน มันมาจากที่เราคิดเราจินตนาการกัน บางทีผมเปิดเพลงมาก่อน พี่ป้องก็แบบนี่เพลงอะไร ไหนคิดภาพจากเพลงสิ โชคดีที่ทีมนี้เราซิงก์กันมาก” จั้มเล่า  

แล้วจริงๆ เราก็ไม่ได้มีแค่ความเหมือน ความต่างเราก็มีซึ่งมันทำให้งานที่ออกมามันโดนคัดกรองผ่านความแตกต่างเราแล้ว มันโดนจากคนที่มีรสนิยม ความชอบ กรอบประสบการณ์แตกต่างกัน มันน่าจะดีเลย

“จริงๆ อีกสิ่งที่เราเตรียมรับแน่ๆ คือเรื่องความคาดหวังและคำวิจารณ์ คือพอมันเป็นเปลือกใหม่แบบนี้ ฉายลงผนังโบสถ์ อาจขัดกับกรอบความเชื่อเดิมๆ  แต่เราอยากส่งต่อแก่นจริงๆ และเรื่องที่เรารับรองกับท่านได้คือเราไม่ทำมั่ว เราทำมาด้วยการศึกษามาจริงๆ จนเรากล้าที่จะตีความในแง่ดีไซน์ที่ค่อนข้างใหม่ เราไม่กล้าแตะขนาดนี้ถ้าเราไม่รู้อะไร” ฮ่องเต้เล่า

และต่อให้มีการวิจารณ์เราก็ยินดีนะ เพราะมันหมายถึงท่านได้เอาวัดมาอยู่ใกล้ชิดกับชีวิตมากขึ้น มาอยู่ในบทสนทนา อยู่ในเฟซบุ๊ก วิจารณ์จากแง่มุมใหม่ๆ คนก็จะได้รู้อะไรที่กว้างขึ้น ซึ่งมันตอบโจทย์ที่เราคิดไว้ว่าทำยังไงให้วัดมาใกล้ชีวิตคนมากขึ้น นั่นแหละโพธิ เธียเตอร์ โพธิ แปลว่า Wake up แปลว่า ตื่นรู้ แปลว่า เห็นความจริง เราก็อยากจะให้เห็นความจริงและเห็นคำสอนที่มันเป็นแก่นจริงๆ และคำว่า Theatre ก็มาจากแนวคิดโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ เราอยากโฆษณาให้คนเข้าใจแก่นธรรมะมากขึ้นครับ” อู๋กล่าวปิดท้าย

Bodhi Theatre

ภาพ : bodhi theatre

จองตั๋วล่วงหน้า (ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ที่ https://www.eventpop.me/e/5816-bodhitheater

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load