Blancpain คือแบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอายุครบ 286 ปีในปีนี้ นับเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยสร้างชื่อเสียงจากนาฬิกาดำน้ำรุ่น Fifty Fathoms ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือหลายประเทศ

Fifty Fathoms คือนาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกในประวัติศาสตร์ พัฒนาจากประสบการณ์ตรงของเจ้าของแบรนด์ ณ ขณะนั้น และแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วเกือบ 70 ปี นาฬิการุ่นนี้ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ยังครองที่หนึ่งในใจนักดำน้ำและนักสะสมไม่เสื่อมคลาย

ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกา นี่คือมือวางอันดับต้นๆ ที่แน่วแน่ในเรื่องนวัตกรรม พิถีพิถันในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เติบโตจากนาฬิกาดำน้ำเป็นนาฬิกาที่รักของใครหลายคน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการทำนาฬิการะบบกลไกดั้งเดิมตามแบบฉบับสวิส

ในฐานะแบรนด์แบรนด์หนึ่ง Blancpain มองเป้าหมายตัวเองไปไกลกว่าการผลิตนาฬิกาคุณภาพดี แต่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของการดูแลรับผิดชอบ ศึกษา และปกป้องมหาสมุทร ธรรมชาติที่ผูกพันกับแบรนด์มาเนิ่นนาน

เราขอพาคุณกลั้นหายใจ ดำน้ำย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1735 อันเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทนาฬิกาสวิสที่อยากให้คนภูมิใจเวลาสวมใส่และมีคนรักอยู่ทั่วโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Blancpain เป็นนาฬิกาดำน้ำที่หน่วยซีลสหรัฐฯ เลือกใช้
นาฬิการุ่นคลาสสิกตามแบบฉบับสวิสดั้งเดิมของ Blancpain

1. บริษัทผลิตนาฬิกาแรกของโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นธุรกิจครอบครัวชาวสวิสอายุเกือบสองร้อยปี ก่อนส่งไม้ต่อให้คนนอกบริหาร

มีหลักฐานว่า Blancpain ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1735 จากการลงทะเบียนอาชีพของนาย Jehan-Jacques Blancpain อดีตชาวนา ผู้นำหมู่บ้าน และช่างทำนาฬิกาคนแรกและคนเดียวในสมัยนั้น เขาใช้ชั้นสองของบ้านในหมู่บ้าน Villeret เป็นสตูดิโอเวิร์กชอปพิถีพิถันสร้างนาฬิกาขึ้นมาด้วยตัวเอง 

ธุรกิจดำเนินต่อมาถึง 6 เจเนอเรชัน จนถึงรุ่น Frédéric-Louis Blancpain เหลนชายที่เปลี่ยนวิธีการผลิตให้ทันสมัย ปรับกระบวนการผลิตจากงานฝีมือ 100 เปอร์เซ็นต์ให้เข้ากับนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น

หลังจาก Frédéric-Émile ทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว Blancpain ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ณ ตอนนั้นเสียชีวิตลง ทายาทรุ่นถัดไปเลือกที่จะไม่รับช่วงต่อ Betty Fiechter ผู้ช่วยคนสนิทของเขาจึงซื้อกิจการทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจครอบครัวอายุเกือบสองร้อยปีได้อยู่ในการบริหารของคนนอกที่มีใจรักในแบรนด์นี้ และยังเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกา ก่อนจะส่งต่อธุรกิจให้หลานชาย Jean-Jacques Fiechter ผู้เข้ามาสร้างชื่อเสียงให้ Blancpain อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

Jean-Jacques Fiechter ผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Fifty Fathoms

2. คติและความมุ่งมั่นของแบรนด์ ‘นวัตกรรมคือประเพณีของเรา’ ยังคงหนักแน่นถึงปัจจุบัน

แม้จะเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่รู้ไหมว่า Blancpain ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตั้งแต่เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน และพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดการทำนาฬิกาที่เคยมี โดยมีความเชื่อ ‘Innovation is our tradition.’ ที่คนในองค์กรยึดถือร่วมกัน ในเวลาเดียวกันก็พยายามรักษาคุณค่าของการทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้โดดเด่น และมักจะได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘เรือนแรกของโลก’ ในด้านต่างๆ อยู่เสมอ 

3. นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลกเกิดจากประสบการณ์เสี่ยงชีวิตของเจ้าของแบรนด์ 

Fifty Fathoms คือนาฬิการุ่นที่ดังที่สุดของแบรนด์ ไอเดียได้มาจากประสบการณ์จริงของ Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอในสมัยนั้นผู้เป็นนักดำน้ำมืออาชีพรุ่นแรกๆ ของโลก วันหนึ่งเขาดำน้ำในทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยจำไม่ได้ว่าอยู่ใต้น้ำมานานเท่าไหร่แล้ว ในขณะที่ออกซิเจนก็ค่อยๆ หมดลง เขาจึงต้องขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉินซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์นี้ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่นักดำน้ำต้องการไม่ใช่แค่ถังออกซิเจนหรือตีนกบ แต่ต้องการนาฬิกาที่สามารถบอกระยะเวลาการดำน้ำตั้งแต่เริ่มจนจบได้ด้วย

ในยุค 1950 มีนาฬิกากันน้ำขายในท้องตลาด แต่เพราะคนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ ทำให้นักดำน้ำส่วนใหญ่ถอดนาฬิกาก่อนลงน้ำทุกครั้ง Jean-Jacques Fiechter ได้ทำการออกแบบและทดลองเอง จนเกิดเป็น Fifty Fathoms นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบของนาฬิกา Fifty Fathoms

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัววางจำหน่ายครั้งแรกใน ค.ศ. 1953 พร้อมนวัตกรรมที่บริษัทจดสิทธิบัตรคุ้มครอง ได้แก่ หนึ่ง เม็ดมะยมที่กันน้ำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอง ยาง O Ring ที่ฝาด้านหลังตัวเรือนเพื่อกันน้ำเข้าเช่นกัน และสาม ขอบตัวเรือนที่หมุนเพื่อให้นักดำน้ำจับเวลาที่อยู่ใต้ทะเลได้ 

4. Blancpain และโจทย์หลัก 5 ข้อที่ยึดถือในการผลิตนาฬิกาดำน้ำ

หลัง Jean-Jacques Fiechter เจอปัญหาการดำน้ำกับตัวเอง เขามุ่งมั่นผลิตนาฬิกาดำน้ำโดยต้องมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อได้อย่างดีเยี่ยม คือ

  1. กันน้ำได้อย่างแท้จริง
  2. บอกระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำได้
  3. มองเห็นข้อมูลบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน
  4. ลดความเสี่ยงโดยใช้กลไกอัตโนมัติ
  5. สามารถป้องกันคลื่นสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กองทัพเรือฝรั่งเศสต้องการ
นาฬิกา Fifty Fathoms รุ่นแรกเมื่อ ค.ศ.1953

ถึงแม้ในเวลาต่อมาจะมีนาฬิกาดำน้ำหลากหลายยี่ห้อเกิดขึ้นมากมาย Blancpain ก็ยังแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สรรหาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนานาฬิกาต่อไปเรื่อยๆ

5. การันตีคุณภาพด้วยการเป็นนาฬิกาประจำกองทัพเรือของหลายเชื้อชาติ

นาฬิการุ่น Fifty Fathoms ออกมาในช่วงเดียวกับที่กองทัพเรือฝรั่งเศสกำลังหานาฬิกาให้หน่วยรบใต้น้ำ โดยตั้งใจจะใช้นาฬิกาจากบริษัทฝรั่งเศสในทีแรก แต่ไม่พบแบบที่ตรงใจ จนสุดท้ายมาเจอกับ Blancpain ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพทุกข้อ เพราะเกิดขึ้นจากเจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานจริงๆ กองทัพฝรั่งเศสเพียงขอให้พัฒนาเรื่องการป้องกันสนามแม่เหล็กเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาเป็น Fifty Fathoms รุ่นแรก ค.ศ. 1953

ทหารเรือฝรั่งเศสกำลังปฏิบัติภารกิจขณะสวมใส่นาฬิกา Fifty Fathoms

ต่อมา กองทัพเรืออเมริกาหรือหน่วยซีลก็มองหานาฬิกาดำน้ำเหมือนกัน กว่าจะผ่านการทดสอบต้องให้ทางหน่วยลองใช้ในการปฏิบัติงานทั้งทางบกและทางน้ำ สุดท้ายได้ข้อสรุปจากกองทัพว่าพึงพอใจอย่างมาก และไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ให้ปรับปรุงนาฬิการุ่นนี้แม้แต่ข้อเดียว

นอกจากนี้ยังได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือประเทศต่างๆ อาทิ สเปน เยอรมนี และปากีสถานอีกด้วย

6. ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ ด้วยจุดยืนแน่วแน่ และตั้งใจทำสิ่งที่ทำได้ดีอย่างดีที่สุด

Blancpain ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกคือในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในแทบทุกวงการ มีแบรนด์อเมริกันเกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ราคาของนาฬิกาตกลงเรื่อยๆ จนทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลง สิ่งที่ Blancpain ทำเพื่อให้อยู่รอดในยุคนั้นคือ สร้างโรงงาน 2 ชั้นริมแม่น้ำ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการดำเนินการผลิต พยายามปรับกระบวนการต่างให้ทันสมัย มุ่งทำผลิตภัณฑ์รุ่นที่ดีที่สุดก่อน จนเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทนาฬิกาในหมู่บ้าน Villeret ที่ผ่านพ้นมาได้

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
โรงงาน 2 ชั้น ของ Blancpain ริมแม่น้ำในเมือง Villeret ค.ศ. 1923

วิกฤตถัดมาคือ Quartz Crisis นวัตกรรมนาฬิกาใส่ถ่านจากญี่ปุ่นที่ทำให้บริษัทนาฬิกาสวิสหลายแห่งล้มหายตายจาก รวมถึงแบรนด์นี้ที่หยุดชะงักไปเป็นเวลาร่วม 10 ปี จนกระทั่ง Jacques Piguet และ Jean-Claude Biver ชายสองคนในแวดวงนาฬิการะบบกลไกมาซื้อชื่อแบรนด์ Blancpain ไปพัฒนาต่อใน ค.ศ. 1982 บนความเชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นศิลปะที่จะอยู่ไปได้ตลอด โดยมีสโลแกนที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของแบรนด์ คือ “ตั้งแต่ ค.ศ. 1735 Blancpain ไม่เคยทำนาฬิกา Quartz และจะไม่มีวันทำแน่นอน”

นาฬิกาสวิสนี้เอาชนะเทคโนโลยี Quartz ที่ทั้งถูกกว่า ทั้งทำงานได้เสถียรกว่า รวมถึงการผลิตที่ง่ายกว่า ด้วยอุดมการณ์และความตั้งใจแน่วแน่ ทำให้คนทั้งโลกกลับมาให้ความสนใจกับแบรนด์และนาฬิกาสวิสอีกครั้ง จนวันนี้ผ่านมา 40 ปี แม้แบรนด์นาฬิกาในระดับเดียวกันจะผลิตรุ่น Quartz ออกมา Blancpain ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจ และจนวันนี้ก็ไม่มีนาฬิกา Quartz ออกมาสักรุ่น จวบจนถึงปัจจุบันภายใต้การดูแลของ Marc Hayek แห่งอาณาจักร Swatch Group ก็ยังสืบทอดเจตจำนงนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม

7. คุณภาพคือหัวใจ ส่วนประกอบและนาฬิกาทุกเรือนต้องผลิตที่โรงงานของตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

โรงงาน Blancpain ในบริเวณหุบเขา Vallée de Joux อันเปรียบเสมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา

Blancpain เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาที่โรงงานของตัวเอง โรงงานทั้งสองที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ บริเวณหุบเขาชื่อ Vallée de Joux ซึ่งเปรียบเหมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา เป็นเหมือนศูนย์กลางของช่างฝีมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาสวิสที่มีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาไปด้วยกัน สองโรงงานอยู่ห่างกัน 5 นาที โรงงานแรกผลิตสินค้า Hi-end จำพวกนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนหรือนาฬิกาที่ทำตามออเดอร์ ส่วนโรงงานที่สองดูแลนาฬิการุ่นทั่วไป โดยผลิตแบบแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งสองโรงงาน

8. นาฬิกาโดยช่างยอดฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายเจเนอเรชัน

ย้อนไปในอดีต ชุมชนบริเวณหุบเขา Vallée de Joux ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ในช่วงฤดูหนาวที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือเดินทางไปไหนมาไหนได้ ผู้คนจึงหันมาประดิษฐ์ส่วนประกอบของนาฬิกา ฝึกฝนจนทำกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมา จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนาฬิกาสวิสให้ผลิตชิ้นส่วน หนึ่งในระบบกลไกที่น่ายกย่องที่สุดต้องยกให้บริษัท Louis-Elysée Piguet ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Blancpain

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
บรรยากาศภายในโรงงานผลิตนาฬิกาของ Blancpain
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
ช่างฝีมือกำลังประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาอย่างประณีต

Vallée de Joux จึงมีบทบาทอย่างมากในวงการนาฬิกาสวิสและทุกวันนี้ ช่างทำนาฬิกาของแบรนด์หลายคนก็ยังเป็นทายาทจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากจะสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม ช่างเหล่านี้ของ Blancpain ยังต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญใหม่ๆ เช่น การนำเทคนิค ‘ชาคุโด’ ที่เป็นกระบวนการย้อมดาบเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาทำหน้าปัด หรือเทคนิคการลงรักปิดทองของจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อดีของการผลิตทุกชิ้นส่วน ทุกขั้นตอน ในโรงงานตัวเอง นั่นแปลว่า Blancpain ไม่มีข้อจำกัด อะไรที่ดีที่สุดสำหรับโปรดักต์ ก็สามารถลองทำได้เลย

9. พันธกิจแบรนด์ที่มีความหลงใหลมากกว่าแค่ผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ แต่ต้องการปกป้องมหาสมุทรอย่างยั่งยืน

Blancpain Ocean Commitment เกิดขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับนักดำน้ำ นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจใต้น้ำ นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพ และองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่างๆ ในการอนุรักษ์มหาสมุทร ในฐานะแบรนด์เจ้าของนาฬิกาดำน้ำรุ่นสำคัญของโลก พันธกิจของ Blancpain เปลี่ยนไปจากที่แค่อยากผลิตนาฬิกาคุณภาพดี เป็นการมองเห็นปัญหาและสนับสนุนกิจกรรมทางทะเลต่างๆ ทั้งในด้านอนุรักษ์ สำรวจ และสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าคนจะเคารพ ปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก และจะรักได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริง

เส้นทาง 286 ปีของ Blancpain นาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ให้การสนับสนุนทีมนักสำรวจใต้น้ำในโครงการ Gombessa Expeditions
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฟื้นฟูปะการังที่เกาะ Fregate ในประเทศ Seychelles

แบรนด์ยังผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms รุ่น Ocean Commitment ซึ่งเป็นนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปกป้องมหาสมุทร โดยทุกๆ การซื้อนาฬิกา 1 เรือน บริษัทจะบริจาคเงิน 1,000 ยูโร หรือราวๆ 40,000 บาทให้โครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10. เชื่อในความสวยงามที่แท้จริง ไม่โฉ่งฉ่าง แต่เป็นความภูมิใจสำหรับผู้สวมใส่

Blancpain เป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิการู้กันดีว่า Low-key และไม่มีดีไซน์โจ่งแจ้ง ยกตัวอย่างเช่น ตุ้มเหวี่ยง (Rotor) ของนาฬิการุ่น Fifty Fathoms ทำจากทองคำ 18K ทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักที่เหมาะสมต่อการใช้งาน แทนที่จะโชว์วัสดุที่หรูหราและราคาแพง แบรนด์เลือกที่จะนำตุ้มเหวี่ยงไปเคลือบแพลตตินัมอัลลอยด์ให้เป็นสีดำ เพื่อไม่ให้สีสันของทองดูโดดเด่นและไม่เข้ากับลักษณะของนาฬิกา

หรือแม้แต่ชิ้นส่วนที่ผู้สวมใส่ไม่มีทางมองเห็น Blancpain ก็เลือกที่จะขัดแต่ง และทำทุกกระบวนการราวกับว่าส่วนประกอบนี้จะอยู่ภายนอกและเป็นที่ต้องตาอย่างไรอย่างนั้น

แบรนด์ตั้งใจให้เจ้าของนาฬิกาทุกเรือนรู้สึกว่า “I know what I’m wearing, and I’m proud of it.” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือตะโกนบอกใครว่าเราใส่อะไรอยู่ จึงพิถีพิถันกับทุกกระบวนการการผลิตชิ้นส่วน การออกแบบ และการประกอบนาฬิกาขึ้นมาหนึ่งเรือน เพราะทุกขั้นตอนสะท้อนถึงชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในปีนี้ Blancpain จะมีอายุครบรอบ 286 ปีแล้ว แต่ความตั้งใจเดิมตั้งแต่ปีแรกในการเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยังคงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป้าหมายทุกข้อ ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและความรู้สึกที่ได้รับขณะสวมใส่ ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

นาฬิกา Fifty Fathoms กับภารกิจการสำรวจใต้น้ำเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load