ภาพวิวัฒนาการที่เราคุ้นตา เป็นภาพที่ชวนให้เข้าใจผิด

ภาพซึ่งฝั่งซ้ายสุดเริ่มจากวานรตัวหนึ่ง เดินสี่ขา จากนั้นกระเถิบมาเป็นมนุษย์ผสมวานร ขายาวขึ้นหน่อย เดินตัวตรงขึ้นหน่อย แต่ก็ยังงุ้มๆ ล่ำๆ กรามโตๆ หน้าผากลาดๆ จนมาถึงตัวขวาสุด ค่อยเป็นคนโดยสมบูรณ์ เดินสองขาตัวตรงเป๊ะ บ้างมีถือหอกเป็นอาวุธด้วย แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหนก็ตาม ทุกสเต็ปมักก้าวย่างได้สวยงาม ไม่มีไข่โผล่ และไม่ค่อยเห็นเวอร์ชันสตรีเท่าใดนัก

ถามว่าภาพนี้ชวนให้เข้าใจผิดตรงไหน

เปล่า มันไม่ได้ผิดตรงคนมาจากลิง อันนั้นถูกแล้ว (อาจจะผิดนิดหน่อยแค่ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ต้องบอกว่าลิง คน และเอปส์ (Apes) ในปัจจุบัน ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากลิงโบราณ) 

คำตอบละเอียดอ่อนกว่านั้น ลองอ่านเรื่องราวของเหล่านกที่บินไม่ได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูอีกที

ที่เกาะมอริเชียสทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ ค.ศ. 1507 กะลาสีชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งแล้วเจอฝูงนกอ้วนตัวประมาณเท่าหมาเชาเชา บินไม่ได้ ปีกสั้นๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด แถมยังเชื่อง เข้าใกล้ก็ไม่หนี ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว มีซื้อตั๋วเข้าชม ขายอาหารสำหรับป้อนมือ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่อนิจจา สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์สวนสัตว์ กะลาสีเห็นนกอ้วนก็ล่ามาต้มยำทำแกงหมด โชคเกือบดี เนื้อมันไม่อร่อย กินไปถุยไป แต่กะลาสีบอกไม่เป็นไร งั้นเอามาทุบเล่นเป็นลูกบอลก็ได้ สุดท้ายตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับมันว่านกโดโด้ แปลว่า ‘โง่’ ในภาษาโปรตุเกส 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

โดโด้สูญพันธุ์ 100 – 200 ปีหลังจากมนุษย์ยกพลขึ้นเกาะ แน่นอน มันไม่ได้ถูกคนฆ่าโดยตรงทั้งหมด แต่ก็โดนสัตว์ที่มากับคน เช่น หมา แมว หนู ช่วยกันจัดการจนเกลี้ยง

ย้อนไปไม่แน่ใจกี่หมื่นกี่แสนปี นึกภาพวิหกหุ่นเพรียว กางปีกกว้าง โบยบินเสรีเหนือเกลียวคลื่น วันดีคืนดี สารพัดปัจจัยพาพลัดไปติดเกาะ อนิจจากลับบ้านไม่ถูกแล้ว แต่เฮะ ที่เกาะนี่ก็อยู่สบายดีแฮะ ไร้ศัตรู อาหารเหลือเฟือ เดินกินเอาก็ได้ ไม่ต้องบิน ไม่ต้องหนี

หลายๆๆๆๆๆๆๆ รุ่นพ้นผ่าน การเป็นนกอ้วนไม่มีผลต่อชีวิต บินขึ้นหรือบินไม่ขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้อยู่รอดดีหรือไม่ดี นานเข้าพันธุกรรมที่ทำให้ปีกลดขนาดก็แพร่สะพัด ดีซะอีกจะได้เอาพลังงานไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างไข่ใหญ่ๆ สำหรับเลี้ยงลูก ไข่หนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบินแล้วนี่

แน่นอน นกมันไม่ได้คิดเอง หรือวางแผน หรือรู้เรื่องหรอกว่าอยากให้ลักษณะรุ่นลูกมันออกมาเป็นยังไง กฎเกณฑ์การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นผู้จัดการให้ นานวันเข้าจึงกำเนิดสายพันธุ์วิหกเดินดิน แน่นอนอีก กฏธรรมชาติก็ไม่ได้มีแผนการ ความคิด หรือความรู้เรื่องของตนเอง มันเป็นแค่กฏธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบโดยไม่มีผู้ออกแบบ

นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก กรณีนกโดโด้ สืบหลักฐานแล้วพบว่าบรรพบุรุษของมันเป็นพวกตระกูลพิราบที่บินมาจากฝั่งตะวันออก (แถวๆ อันดามันเพื่อนบ้านเรานี่แหละ) ก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นนกอ้วนโดโด้อยู่ที่เกาะมอริเชียส

ข้ามไปดูนิวซีแลนด์ ที่นั่นก็มีนกที่บินไปถึง เจอสภาพความเป็นอยู่แบบไร้ศัตรู แล้วกลายเป็นนกอ้วนเดินดินมากมายหลายชนิด มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกอีโก้ง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นนกอีโก้งเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น ทาคาเฮ Takahe) มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกแก้ว ก็กลายเป็นนกแก้วเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น คาคาโป Kakapo) ทั้งยังมีพวกต้นตระกูลนกกระเรียน ก็กลายเป็นเวอร์ชันคอตันๆ ขาอวบๆ ละทิ้งการบิน (นกแอดเซบิล Adzebill) นอกจากนี้อีกหลายๆ เกาะทั่วโลกก็มีนกบินไม่ได้เวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งล้วนถือกำเนิดจากปรากฏการณ์เดียวกัน

หมายเหตุน่าสนใจ : นิวซีแลนด์ไกลมากจนไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปถึงเองเลย ยกเว้นค้างคาว ส่วนแกะนั้นคนพาไปทีหลัง

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกอีโก้ง
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกทาคาเฮ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตะหงิดว่าเหตุใดใยไม่พูดถึงนกกระจอกเทศสักที เพราะนั่นเป็นถึงราชินีแห่งนกบินไม่ได้ แต่อาจถีบคนให้บินถลาได้ อดีตของนกกระจอกเทศและญาติโกของมัน (พวกแรไทต์ Ratite) มีความซับซ้อนนิดหน่อย คือจริงๆ ต้นตอมันก็น่าจะถือกำเนิดแบบเดียวกับกรณีนกไม่บินอื่นๆ แหละ คือบรรพบุรุษไปติดเกาะหรือดินแดนอะไรบางอย่างที่ไม่มีศัตรูให้ต้องหนี ผนวกเน้นหากินติดพื้น ฯลฯ เพียงแต่กรณีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นนานมาก ตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์หรือเป็นร้อยล้านปีก่อน ยุคนั้นทวีปทางใต้ยังติดกันเป็นแผง ถ้าแบมือซ้ายขึ้นมา นิ้วโป้งคืออเมริกาใต้ นิ้วชี้คือแอฟริกา นิ้วกลางคืออินเดีย-มาดากัสการ์ นิ้วนางคือออสเตรเลีย-นิวกินี นิ้วก้อยคือนิวซีแลนด์ และฝ่ามือคือแอนตาร์คติกาซึ่งเชื่อมทุกแผ่นเข้าด้วยกัน (สมัยก่อนเป็นป่าด้วยนะ) 

ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษสายแรไทต์จึงมีเวลาให้เดินสำรวจและแพร่พันธุ์ไปทั่วมหาทวีปแดนใต้ที่ชื่อว่ากอนดวาน่า (Gondwana) และพอถึงช่วงราวๆ 90 – 60 ล้านปีก่อน มหาทวีปนี้ก็เริ่มที่จะเคลื่อนแตกออกจากกัน ทีนี้แหละจึงพาลูกหลานระเห็ดแยกสายไปตามแพแห่งทวีปต่างๆ เช่น พวกที่ไปกับแพออสเตรเลีย-นิวกินี ก็กลายเป็นนกอีมูกับแคสโซวารี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ พวกที่ไปกับแพอินเดีย-มาดากัสการ์กลายเป็นนกช้างยาว 3 เมตร ไข่ใหญ่เท่ากับไข่ไก่ 200 ฟอง ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จริงๆ แพอินเดียนี่แหละคือแพที่เอาบรรพบุรุษนกกระจอกเทศไปด้วย แล้วพอมันไปเสยกับทวีปเอเซียด้านบน (ที่ดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยขึ้นมา) นกพวกนี้ก็เลยเดินแพร่กระจายรั่วเข้าอาหรับและแอฟริกาต่อไป 

ปัจจุบันเหลือนกกระจอกเทศแค่ที่แอฟริกาอย่างเดียว ที่อื่นในเอเซียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็ยังขุดฟอสซิลเจอได้อยู่นะ นอกนี้ก็มีพวกที่ไปกับแพอเมริกาใต้ซึ่งกลายเป็นนกเรีย (Rhea) แล้วก็มีแพนิวซีแลนด์ซึ่งเอาบรรพบุรุษนกมัว (Moa) ไป ซึ่งตัวเหมือนนกอีมูแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า จริงๆ เราเกือบได้เห็นนกมัวแล้วเพราะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 700 ปีก่อนเองโดยฝีมือเผ่าเมารี (จำง่ายๆ มัว กับ เมา) ตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้คือนกกีวี ซึ่งเส้นทางการวิวัฒนาการของมันมีความแยบยลแฝงอยู่ ผมทิ้งให้ท่านไปหาอ่านต่อเองละกันนะครับ 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
มหาทวีปกอนดวานา (Gondwana) ในอดีต 
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บรรดาวิหกเดินดินกลุ่มแรไทต์ (Ratite)

กลับมาที่คำถามของเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดภาพวิวัฒนาการอย่างไร ลองสมมติถ้าเราให้นกไม่บินสักชนิดเขียนภาพประวัติวิวัฒนาการของมันออกมา ภาพนั้นอาจจะเริ่มจากสมัยไดโนเสาร์ เป็นนกปีกสั้นๆ หน้าตาดูล้าหลังยังบินไม่ได้ จากนั้นกระเถิบมาเป็นนกที่หุ่นเพรียวขึ้น เขี้ยวหด เล็บมือหาย สยายปีก สง่างาม จากนั้นถัดมาๆ อ้าว ปีกค่อยๆ หดอีกรอบ หุ่นค่อยๆ อ้วน ขาค่อยๆ อวบ กลับไปบินไม่ได้อีกรอบ พร้อมประกาศภูมิใจว่านี่สิคือนิยามวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของพวกข้า ดูวกไปวนมามั้ยฮะ จากไม่บิน สู่บิน กลับไปไม่บิน เดี๋ยวไม่แน่สักวันอาจกลับไปบินอีก มึงจะเอาไง นี่ขนาดยังไม่ได้ถามพวกนกเพนกวิน ซึ่งลงน้ำกลับไปหาคุณทวดเลย (อย่าลืมว่าชีวิตทั้งหมดเริ่มจากน้ำ) 

เพราะฉะนั้น สรุป หัวใจของวิวัฒนาการคือสรรพชีวิตนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ไม่มีลำดับขั้นตายตัว ไม่มีจุดหมายสูงสุด และไม่มีจุดจบสุดท้าย… อยากเขียนต่อแต่หน้ากระดาษหมดแล้ว สวัสดีครับ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลและมุมมองส่วนใหญ่ย่อมาจากหนังสือ The Ancestor’s Tale ของ Richard Dawkins สามารถตามไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันได้

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย

ผมนั่งจิบกาแฟรอเพื่อนอยู่หน้าบ้านแล้วเหม่อมองสวนไปพลางๆ บรรยากาศหลังฝนหยุดหมาดๆ มีกลิ่นไอความชื้น มีละอองฝนเล็กๆ ที่โปรยมาสาย 

“ไม่ทันแล้วน้อง พวกเม็ดใหญ่ๆ เขาตกกันไปหมดแล้ว” 

“โธ่ พี่ ก็น้องตัวเบานี่ โดนลมเป่าทีก็ปลิวไปปลิวมา กว่าจะลงมาถึงพื้นได้” ละอองฝนแก้ตัว ก่อนจะลอยลงเกาะบนใบสีเขียวสดของดงสะระแหน่ที่แม่ปลูกคลุมดินหน้าบ้านไว้ราวกับสนามหญ้า 

จริงๆ มันไม่ใช่สะระแหน่หรอก แต่ใบมันเหมือนมาก ผมก็ไม่รู้แม่เอามาจากไหนเหมือนกัน รู้แต่เห็นมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว บนพรมสะระแหน่มีเฟิร์นเตี้ยๆ ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ แม่ชอบสวนสไตล์นี้ที่มีความเป็นป่าหน่อย และชอบเฟิร์นมากกกกกกก ช่วงหลังๆ ผมเองก็บ้าปลูกต้นไม้ ทุกโอกาสพิเศษเช่นสงกรานต์หรือวันเกิด ผมก็จะเอาใจแม่ด้วยการหาเฟิร์นต้นใหญ่ๆ มาปลูกให้แม่ชื่นชมตรงสวนหน้าบ้านนี่แหละ ล่าสุด ได้ ‘อุ้งตีนหมี’ มาต้นหนึ่ง เป็นเฟิร์นที่มีลำต้นอวบใหญ่ ตั้งตรง ชูชัน สูงประมาณเท่าหัวผมได้ และปกคลุมด้วยขนดกดำรุงรังอันเป็นที่มาของชื่อ ผมนั่งมองขนสีดำของพี่หมีตัดกับใบสีเขียวสดของน้องสะระแหน่ แล้วรู้สึกสดชื่นสายตาดีแท้

แค่นี้การชมสวนก็ชิลล์มากแล้ว แต่บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีก ด้วยแมลงปีกสีดำขนาดประมาณแมลงปอตัวเล็กๆ จำนวนเยอะพอสมควร คอยบินวนไปวนมาช้าๆ ในระดับไล่เรี่ยยอดเฟิร์นและพรมสะระแหน่ เหมือนเติมความเคลื่อนไหวให้ภาพนิ่ง เปล่า มันไม่ใช่แมลงสาบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่ชิลล์แล้ว พวกมันคือแมลงเม่า เหล่าความหวังของหมู่บ้านปลวกที่ส่งหนุ่มสาวรุ่นใหม่ออกมาโบยบินหาแฟนยามหลังฝนตก 

ปกติผมมักเห็นแมลงเม่าเฉพาะตอนกลางคืน เวลาพวกมันมาตอมไฟ ซึ่งมาทีเป็นกองทัพ แถมชอบลอดรูมุ้งลวดเข้ามาในบ้านอีก น่ารำคาญใช้ได้ แต่รอบนี้พอเห็นตอนกลางวัน แถมยังออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ผมว่าก็เป็นภาพที่สวยแปลกตาดีเหมือนกันนะ แอบชอบการกระพือปีกของมันที่เฟรมเรทต่ำเมื่อเทียบกับแมลงอื่น ถ้าเป็นผึ้ง แมลงวัน หรือแมลงปอ ตอนบินปีกมันจะขยับเร็วจนเบลอไปเลย แต่แมลงเม่านี่สายตาเรายังพอจับจังหวะการตีปีกได้ แถมปีกของมันยังบอบบางหลุดง่ายยิ่งกว่าปีกนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ตเสียอีก ช่างเป็นแมลงตัวแทนของความอ่อนแอ อ้อยอิ่ง น่าเอาใจช่วยให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกัน โตมามันไม่น่ากินบ้านกูเลย

ต่อจากซีนแมลงเม่า ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบนพื้นดิน เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แบบดุ๊กดิ๊กๆ แต่เป็นแบบกระดึ๊บๆ และก็ไม่ใช่กระดึ๊บแบบต่อเนื่องเหมือนหนอนหรือหอยทาก แต่เป็นกระดึ๊บแบบว่องไวแล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด มันคือคางคกนั่นเอง 

น้องคางคกตัวเล็กๆ ค่อยๆ โดดโผล่ออกมาจากซอกมุมต่างๆ แล้วกระดึ๊บข้ามบริเวณโล่งของสวนซึ่งปูด้วยศิลาแลง เพื่อมุ่งหน้าไปแสวงบุญยังโซนพรมสะระแหน่ ตอนแรกๆ ผมเห็นแค่สองสามตัว ก็รู้สึกว่าน่ารักดี แต่สักพักเริ่มเห็นออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 นาทีผมว่าน่าจะถึง 20 ตัวได้ แถมยังมีความหลากหลายด้านขนาด ตั้งแต่คกเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงคกใหญ่เท่ากำปั้น ผมตะลึงว่าปกติไอ้พวกนี้มันนอนซ่อนกันอยู่ตรงไหนของบ้าน จะอย่างไรก็ตาม จากอารมณ์ชิลล์ๆ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นตื่นเต้นแล้ว ดนตรีจูแรสสิกปาร์กเริ่มบรรเลงในหัว คางคกทุกเพศทุกวัยจากทุกสารทิศกรูต่างกันเข้าไปหาเหล่าแมลงเม่าตัวเป้งๆ ราวกับมีบุฟเฟต์เจ้าดังมาเปิดสาขาวันแรกแล้วประกาศให้กินฟรีแถวบ้าน 

ท่ามกลางดงสีเขียวสดของสะระแหน่ อุ้งตีนดำของเฟิร์นพี่หมี และปีกเฟรมเรทต่ำที่จะหลุดมิหลุดแหล่ของเหล่าแมลงเม่า เหล่าคางคกเริงร่ากระโดดผลุบโผล่ ตรงนู้นที ตรงนี้ที คางคกเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แมลงเม่าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมนั่งมองฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน นี่มันซีนอะไรของมันวะเนี่ย 

โชคดีที่เพื่อนผมมาช้า ทำให้มีเวลาจินตนาการต่ออีก ผมนึกภาพในหัวว่า ถ้าเป็นฉากแบบนี้แต่เป็นยุคดึกดำบรรพ์จะเป็นยังไง หลายคนอาจจะเคยรู้อยู่แล้วว่าแมลงสมัยก่อนตัวใหญ่มาก ผมไม่รู้ว่าแมลงเม่าใหญ่สุดได้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นกลุ่มแมลงปอ มีหลักฐานฟอสซิลบอกว่าชนิดใหญ่สุดกางปีกแล้วกว้าง 75 เซ็นติเมตร (ชื่อสปีชีส์ Meganeuropsis permiana) ส่วนลำตัวก็ให้นึกภาพประมาณตะบองจราจรที่เอาไว้ใช้โบกรถ ลองจินตนาการพวกนี้บินว่อนหลังฝนตก 

Meganeuropsis

ถ้าแมลงปอตัวใหญ่อีปิกขนาดนี้แล้ว คางคกที่จะมากินมันต้องตัวใหญ่อีปิกขนาดไหน ผมจำได้ว่าเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับการค้นพบฟอสซิลกบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันอาจไม่ใช่คางคก (สกุล Bufo) เสียทีเดียว แต่เอาเป็นว่าในบรรดาสัตว์ตระกูลกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก จงโคร่ง โจ๋งครึ่ม อะไรก็แล้วแต่ เจ้ากบดึกดำบรรพ์ตัวนี้แหละใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยพบมา มันมีความยาวจากหัวถึงรูตูดประมาณ 42 เซ็นติเมตร ยังไม่นับขา พูดง่ายๆ ก็คือตัวประมาณเท่าโถส้วมได้ ยิ่งคำบรรยายบอกปากมันกว้างมาก ยิ่งนึกภาพการเปิดปิดของฝาโถ เจ้ากบยักษ์นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog) เคยมีชีวิตอยู่สมัยปลายยุคครีเตเชียส (65 ล้านปีก่อน) ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังใกล้จะสูญพันธุ์พอดี และนักวิทย์สันนิษฐานด้วยว่ามันอาจกินลูกไดโนเสาร์เป็นอาหาร โดยการงับกลืนคำเดียวทั้งตัว 

Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog
Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบแล้วเจ้าแมลงปอยักษ์ของเราเป็นสัตว์จากยุคเปอร์เมียน (275 ล้านปีก่อน) ซึ่งโลกยังไม่ทันมีไดโนเสาร์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กบยักษ์กับแมลงปอยักษ์คงไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน ฮือ แต่โชคดีที่สวนในจินตนาการผมไม่ต้องสมจริงขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้น คิดต่อ เหลืออีกองค์ประกอบเดียวซีนอีปิกของผมก็จะสมบูรณ์แล้ว 

ผมอยากรู้ว่าทรีเฟิร์นแบบอุ้งตีนหมีในยุคดึกดำบรรพ์ใหญ่สุดได้ขนาดไหน ผลการหาข้อมูลทำให้แปลกใจพอสมควร เพราะต้นเฟิร์นที่สูงที่สุดกลับกลายเป็นเฟิร์นในปัจจุบันไม่ใช่เฟิร์นดึกดำบรรพ์ นั่นก็คือ Sphaeropteris excelsa เฟิร์นยักษ์สูง 20 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่ที่เกาะนอร์ฟอล์ก ตรงประมาณกึ่งกลางระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ (ผมรู้แล้วว่าของขวัญวันเกิดแม่ปีหน้าจะให้อะไร) 

เอาล่ะ เกร็ดความรู้แค่นี้พอ สรุป เราเซ็ตฉากด้วยป่าเฟิร์นยักษ์ยามหลังฝนตก ทุกอย่างเขียวชอุ่ม จินตนาการว่าเราค่อยๆ เดินย่างเข้าไปแล้วหันมองรอบๆ แมลงปอยักษ์ออกโบยบินเป็นร้อยๆ ตัว เสียงกระพือปีกของพวกมันดังกระหึ่ม สักพัก เสียง โอบบบ… โอบบบ… ดังก้องมาจากไกลๆ แอ่งน้ำขังที่นองอยู่บนพื้นสั่นกระเพื่อมเป็นวงคลื่น กบยักษ์จำนวนหลายสิบตัวกระโดดเข้าฉาก พวกมันอ้าปากกว้างไล่งับกินแมลงปออย่างตะกละตะกลาม แมลงปอหลายตัวว่องไวใช่เล่น บินหลบไปเกาะบนพุ่มไม้บ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ทันทีที่มันนอนใจ พุ่มไม้และโขดหินก็อ้าปากเผยให้เห็นลิ้นสีชมพู ที่แท้กบพวกนี้พรางตัวได้ แมลงปอจะบินหนีแต่สายไปเสียแล้ว กบยักษ์ตวัดลิ้นงับปากอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ สิ่งสุดท้ายที่แมลงปอได้สัมผัสคือความตายสีชมพู 

ทว่า ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีส้มก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงหน้าบ้าน มีกิ้งก่าสีอมส้มตัวหนึ่งอยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไต่ดุ๊กๆๆๆ ขึ้นไปบนลำต้นของอุ้งตีนหมี สีส้มของมันตัดกับสีดำของขนหมีอย่างดรามาติก จากนั้นมันก็ไปหยุดเกาะโพสต์ท่าสง่างามอยู่ตรงใกล้ๆ ยอด นับเป็นช็อตฟินาเล่ปิดฉากที่อีปิกมากๆ ถ้าเป็นในซีนสมมติของผมก็คงเป็นไดโนเสาร์หรือกิ้งก่ายักษ์สักตัวไต่ขึ้นเฟิร์นยักษ์ไป แล้วหันหน้าอ้าปากคำราม กล้องแพนลงมาเห็นวิวทั้งฉากจากมุมสูง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก) 

ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีขาวดำก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ในภวังค์ 

“ไอ้อุน มาหน้าบ้านได้ไงฟะเนี่ย!” 

อุนจิคือหมาไซบีเรียนฮัสกี้ซึ่งปกติห้ามออกมาหน้าบ้านเด็ดขาด เพราะมันชอบทำลายต้นไม้ แถมเคยมีประวัติอมคางคก คงมีคนลืมปิดประตูกั้น ไอ้อุนโผล่หน้าออกมายืนโพสต์ท่าสง่าท่ามกลางเฟิร์นอุ้งตีน มวลหมู่แมลงเม่า และคางคกพุงกาง ผมต้องรีบลุกไปพามันกลับเข้าหลังบ้าน ความชิลล์ของวันนั้นจบลง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก)  

ไซบีเรียนฮัสกี้
ไซบีเรียนฮัสกี้

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load