ภาพวิวัฒนาการที่เราคุ้นตา เป็นภาพที่ชวนให้เข้าใจผิด

ภาพซึ่งฝั่งซ้ายสุดเริ่มจากวานรตัวหนึ่ง เดินสี่ขา จากนั้นกระเถิบมาเป็นมนุษย์ผสมวานร ขายาวขึ้นหน่อย เดินตัวตรงขึ้นหน่อย แต่ก็ยังงุ้มๆ ล่ำๆ กรามโตๆ หน้าผากลาดๆ จนมาถึงตัวขวาสุด ค่อยเป็นคนโดยสมบูรณ์ เดินสองขาตัวตรงเป๊ะ บ้างมีถือหอกเป็นอาวุธด้วย แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหนก็ตาม ทุกสเต็ปมักก้าวย่างได้สวยงาม ไม่มีไข่โผล่ และไม่ค่อยเห็นเวอร์ชันสตรีเท่าใดนัก

ถามว่าภาพนี้ชวนให้เข้าใจผิดตรงไหน

เปล่า มันไม่ได้ผิดตรงคนมาจากลิง อันนั้นถูกแล้ว (อาจจะผิดนิดหน่อยแค่ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ต้องบอกว่าลิง คน และเอปส์ (Apes) ในปัจจุบัน ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากลิงโบราณ) 

คำตอบละเอียดอ่อนกว่านั้น ลองอ่านเรื่องราวของเหล่านกที่บินไม่ได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูอีกที

ที่เกาะมอริเชียสทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ ค.ศ. 1507 กะลาสีชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งแล้วเจอฝูงนกอ้วนตัวประมาณเท่าหมาเชาเชา บินไม่ได้ ปีกสั้นๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด แถมยังเชื่อง เข้าใกล้ก็ไม่หนี ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว มีซื้อตั๋วเข้าชม ขายอาหารสำหรับป้อนมือ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่อนิจจา สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์สวนสัตว์ กะลาสีเห็นนกอ้วนก็ล่ามาต้มยำทำแกงหมด โชคเกือบดี เนื้อมันไม่อร่อย กินไปถุยไป แต่กะลาสีบอกไม่เป็นไร งั้นเอามาทุบเล่นเป็นลูกบอลก็ได้ สุดท้ายตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับมันว่านกโดโด้ แปลว่า ‘โง่’ ในภาษาโปรตุเกส 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

โดโด้สูญพันธุ์ 100 – 200 ปีหลังจากมนุษย์ยกพลขึ้นเกาะ แน่นอน มันไม่ได้ถูกคนฆ่าโดยตรงทั้งหมด แต่ก็โดนสัตว์ที่มากับคน เช่น หมา แมว หนู ช่วยกันจัดการจนเกลี้ยง

ย้อนไปไม่แน่ใจกี่หมื่นกี่แสนปี นึกภาพวิหกหุ่นเพรียว กางปีกกว้าง โบยบินเสรีเหนือเกลียวคลื่น วันดีคืนดี สารพัดปัจจัยพาพลัดไปติดเกาะ อนิจจากลับบ้านไม่ถูกแล้ว แต่เฮะ ที่เกาะนี่ก็อยู่สบายดีแฮะ ไร้ศัตรู อาหารเหลือเฟือ เดินกินเอาก็ได้ ไม่ต้องบิน ไม่ต้องหนี

หลายๆๆๆๆๆๆๆ รุ่นพ้นผ่าน การเป็นนกอ้วนไม่มีผลต่อชีวิต บินขึ้นหรือบินไม่ขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้อยู่รอดดีหรือไม่ดี นานเข้าพันธุกรรมที่ทำให้ปีกลดขนาดก็แพร่สะพัด ดีซะอีกจะได้เอาพลังงานไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างไข่ใหญ่ๆ สำหรับเลี้ยงลูก ไข่หนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบินแล้วนี่

แน่นอน นกมันไม่ได้คิดเอง หรือวางแผน หรือรู้เรื่องหรอกว่าอยากให้ลักษณะรุ่นลูกมันออกมาเป็นยังไง กฎเกณฑ์การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นผู้จัดการให้ นานวันเข้าจึงกำเนิดสายพันธุ์วิหกเดินดิน แน่นอนอีก กฏธรรมชาติก็ไม่ได้มีแผนการ ความคิด หรือความรู้เรื่องของตนเอง มันเป็นแค่กฏธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบโดยไม่มีผู้ออกแบบ

นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก กรณีนกโดโด้ สืบหลักฐานแล้วพบว่าบรรพบุรุษของมันเป็นพวกตระกูลพิราบที่บินมาจากฝั่งตะวันออก (แถวๆ อันดามันเพื่อนบ้านเรานี่แหละ) ก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นนกอ้วนโดโด้อยู่ที่เกาะมอริเชียส

ข้ามไปดูนิวซีแลนด์ ที่นั่นก็มีนกที่บินไปถึง เจอสภาพความเป็นอยู่แบบไร้ศัตรู แล้วกลายเป็นนกอ้วนเดินดินมากมายหลายชนิด มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกอีโก้ง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นนกอีโก้งเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น ทาคาเฮ Takahe) มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกแก้ว ก็กลายเป็นนกแก้วเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น คาคาโป Kakapo) ทั้งยังมีพวกต้นตระกูลนกกระเรียน ก็กลายเป็นเวอร์ชันคอตันๆ ขาอวบๆ ละทิ้งการบิน (นกแอดเซบิล Adzebill) นอกจากนี้อีกหลายๆ เกาะทั่วโลกก็มีนกบินไม่ได้เวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งล้วนถือกำเนิดจากปรากฏการณ์เดียวกัน

หมายเหตุน่าสนใจ : นิวซีแลนด์ไกลมากจนไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปถึงเองเลย ยกเว้นค้างคาว ส่วนแกะนั้นคนพาไปทีหลัง

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกอีโก้ง
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกทาคาเฮ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตะหงิดว่าเหตุใดใยไม่พูดถึงนกกระจอกเทศสักที เพราะนั่นเป็นถึงราชินีแห่งนกบินไม่ได้ แต่อาจถีบคนให้บินถลาได้ อดีตของนกกระจอกเทศและญาติโกของมัน (พวกแรไทต์ Ratite) มีความซับซ้อนนิดหน่อย คือจริงๆ ต้นตอมันก็น่าจะถือกำเนิดแบบเดียวกับกรณีนกไม่บินอื่นๆ แหละ คือบรรพบุรุษไปติดเกาะหรือดินแดนอะไรบางอย่างที่ไม่มีศัตรูให้ต้องหนี ผนวกเน้นหากินติดพื้น ฯลฯ เพียงแต่กรณีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นนานมาก ตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์หรือเป็นร้อยล้านปีก่อน ยุคนั้นทวีปทางใต้ยังติดกันเป็นแผง ถ้าแบมือซ้ายขึ้นมา นิ้วโป้งคืออเมริกาใต้ นิ้วชี้คือแอฟริกา นิ้วกลางคืออินเดีย-มาดากัสการ์ นิ้วนางคือออสเตรเลีย-นิวกินี นิ้วก้อยคือนิวซีแลนด์ และฝ่ามือคือแอนตาร์คติกาซึ่งเชื่อมทุกแผ่นเข้าด้วยกัน (สมัยก่อนเป็นป่าด้วยนะ) 

ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษสายแรไทต์จึงมีเวลาให้เดินสำรวจและแพร่พันธุ์ไปทั่วมหาทวีปแดนใต้ที่ชื่อว่ากอนดวาน่า (Gondwana) และพอถึงช่วงราวๆ 90 – 60 ล้านปีก่อน มหาทวีปนี้ก็เริ่มที่จะเคลื่อนแตกออกจากกัน ทีนี้แหละจึงพาลูกหลานระเห็ดแยกสายไปตามแพแห่งทวีปต่างๆ เช่น พวกที่ไปกับแพออสเตรเลีย-นิวกินี ก็กลายเป็นนกอีมูกับแคสโซวารี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ พวกที่ไปกับแพอินเดีย-มาดากัสการ์กลายเป็นนกช้างยาว 3 เมตร ไข่ใหญ่เท่ากับไข่ไก่ 200 ฟอง ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จริงๆ แพอินเดียนี่แหละคือแพที่เอาบรรพบุรุษนกกระจอกเทศไปด้วย แล้วพอมันไปเสยกับทวีปเอเซียด้านบน (ที่ดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยขึ้นมา) นกพวกนี้ก็เลยเดินแพร่กระจายรั่วเข้าอาหรับและแอฟริกาต่อไป 

ปัจจุบันเหลือนกกระจอกเทศแค่ที่แอฟริกาอย่างเดียว ที่อื่นในเอเซียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็ยังขุดฟอสซิลเจอได้อยู่นะ นอกนี้ก็มีพวกที่ไปกับแพอเมริกาใต้ซึ่งกลายเป็นนกเรีย (Rhea) แล้วก็มีแพนิวซีแลนด์ซึ่งเอาบรรพบุรุษนกมัว (Moa) ไป ซึ่งตัวเหมือนนกอีมูแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า จริงๆ เราเกือบได้เห็นนกมัวแล้วเพราะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 700 ปีก่อนเองโดยฝีมือเผ่าเมารี (จำง่ายๆ มัว กับ เมา) ตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้คือนกกีวี ซึ่งเส้นทางการวิวัฒนาการของมันมีความแยบยลแฝงอยู่ ผมทิ้งให้ท่านไปหาอ่านต่อเองละกันนะครับ 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
มหาทวีปกอนดวานา (Gondwana) ในอดีต 
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บรรดาวิหกเดินดินกลุ่มแรไทต์ (Ratite)

กลับมาที่คำถามของเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดภาพวิวัฒนาการอย่างไร ลองสมมติถ้าเราให้นกไม่บินสักชนิดเขียนภาพประวัติวิวัฒนาการของมันออกมา ภาพนั้นอาจจะเริ่มจากสมัยไดโนเสาร์ เป็นนกปีกสั้นๆ หน้าตาดูล้าหลังยังบินไม่ได้ จากนั้นกระเถิบมาเป็นนกที่หุ่นเพรียวขึ้น เขี้ยวหด เล็บมือหาย สยายปีก สง่างาม จากนั้นถัดมาๆ อ้าว ปีกค่อยๆ หดอีกรอบ หุ่นค่อยๆ อ้วน ขาค่อยๆ อวบ กลับไปบินไม่ได้อีกรอบ พร้อมประกาศภูมิใจว่านี่สิคือนิยามวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของพวกข้า ดูวกไปวนมามั้ยฮะ จากไม่บิน สู่บิน กลับไปไม่บิน เดี๋ยวไม่แน่สักวันอาจกลับไปบินอีก มึงจะเอาไง นี่ขนาดยังไม่ได้ถามพวกนกเพนกวิน ซึ่งลงน้ำกลับไปหาคุณทวดเลย (อย่าลืมว่าชีวิตทั้งหมดเริ่มจากน้ำ) 

เพราะฉะนั้น สรุป หัวใจของวิวัฒนาการคือสรรพชีวิตนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ไม่มีลำดับขั้นตายตัว ไม่มีจุดหมายสูงสุด และไม่มีจุดจบสุดท้าย… อยากเขียนต่อแต่หน้ากระดาษหมดแล้ว สวัสดีครับ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลและมุมมองส่วนใหญ่ย่อมาจากหนังสือ The Ancestor’s Tale ของ Richard Dawkins สามารถตามไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันได้

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

8 กุมภาพันธ์ 2564
8 K

ทำไมม้าถึงมีลาย

แล้วทำไมแมวถึงเมากัญชา

สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง 

ตามผมมาสิครับ เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน

เรื่องราวความน่าฉงนของลายม้าลาย เป็นที่สนใจในหมู่นักชีววิทยามานานโข กระทั่ง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ก็เคยตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นลายเสริมสร้างความหล่อ จากการสังเกตว่าม้าลายตัวเมียไม่ยอมสนใจลาตัวผู้เลย จนกว่าจะมีคนไปเพนต์ลายสีขาวดำให้มัน 

ในขณะเดียวกัน นักชีวะอีกสายก็คิดว่า ลายทางน่าจะมีประโยชน์หน้าที่อะไรบางอย่างนอกเหนือจากความงามสิฟะ เช่น น่าจะช่วยพรางตัวมั้ย แต่อนิจจา นั่นก็เป็นสมมติฐานที่อ่อนเหลือเกิน แค่จินตนาการเห็นม้าลายยืนเด่นกลางทุ่ง ก็ชวนขมวดคิ้วแล้วว่ามันพรางตรงไหนวะ บ้างก็แก้ต่างว่า หรือมันพรางตัวตอนวิ่งไปวิ่งมาแล้วทำให้ผู้ล่าตาลายรึเปล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าไม่ใช่อยู่ดี เพราะสิงโตก็ล่าม้าลายกินได้ง่ายดาย ไม่เห็นมันจะแสดงอาการตาลายแต่อย่างใด

เวลาล่วงมาจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่แล้วนี้เอง ความจริงจึงเริ่มกระจ่างขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 2010 – 2020 มีซีรีส์งานวิจัยเกี่ยวกับลายม้าลายที่ปรากฏเป็นข่าวดังอยู่บ่อยๆ จนหลายคนก็อาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

ตกลงเฉลยก็คือ ลายม้าลายมีไว้ทำให้เหลือบตาลาย

เหลือบ หรือ Horse Flies เป็นชื่อรวมๆ ที่ไว้ใช้เรียกพวกแมลงวันดูดเลือด ซึ่งนอกจากจะตัวใหญ่ กัดเจ็บ เสียเลือดเยอะแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มากมาย และเป็นศัตรูตัวร้ายของสัตว์ตระกูลม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกา

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
หน้าตาเหลือบ (Horse Flies) หรือแมลงวันดูดเลือด เป็นประมาณนี้ 
ภาพ : insider.si.edu

งานวิจัยนำโดย คุณทิม คาโร (Tim Caro) พบว่า เหลือบประสบปัญหาการแลนดิ้งบนตัวม้าลายอย่างชัดเจนมาก เมื่อเทียบกับม้าทั่วไป กล่าวคือลายขาวสลับดำที่มีความถี่พอเหมาะ มีคุณสมบัติเป็นเหมือนภาพลวงตาบางอย่าง พอเหลือบจะบินไปเกาะแล้วกะระยะเบรกไม่ถูก มันจะบินเร็วไป เลยไป ตีโค้งผิดองศา เข้าใกล้ไม่สำเร็จ สุดท้ายถอดใจ ไปหาเลือดสัตว์อื่นดูดดีกว่า ที่สำคัญคือ เมื่อเอาลายม้าลายไปวาดบนวัตถุอย่างแผ่นป้าย ถังน้ำ ลูกบอลต่างๆ นานา ก็ได้ผลแบบเดียวกัน แสดงว่าเอฟเฟกต์มันอยู่ที่ลายขาวดำนี้จริงๆ 

ที่ผมชอบที่สุดคือพวกซีรีส์การทดลองกับสัตว์อื่นๆ เช่น เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ก็ปรากฏว่าช่วยทำให้เหลือบตอมน้อยลง 2 – 3 เท่า และเมื่อเอาม้าธรรมดามาใส่ชุดม้าลาย ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาเกาะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน (มีผลเฉพาะอวัยวะด้วย เช่น ถ้าหัวโผล่มาจากชุดม้าลาย ส่วนหัวก็จะโดนเหลือบตอมเท่าปกติ) 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองที่เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ปรากฏว่าทำให้แมลงวันดูดเลือดมาตอมน้อยลงจริงๆ
ภาพ : journals.plos.org/plosone
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองให้ม้าสวมชุดลายม้าลายแล้วนับจำนวนเหลือบที่มาเกาะต่อนาที เทียบกับสวมชุดสีดำและสีเทา เห็นผลต่างชัดเจนมาก 
ภาพ : royalsocietypublishing.org

และที่น่าสนใจที่สุด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนพื้นเมืองหลายๆ แห่งทั้งที่แอฟริกาและที่อื่นซึ่งมีเหลือบชุกชุม มักมีขนบธรรมเนียมเพนต์ร่างกายเป็นเส้นๆ สีขาว ซึ่งเมื่ออยู่บนสีผิวที่คล้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ออกมาแลดูละม้ายคล้ายม้าลายอยู่ไม่น้อย หรือว่าบอดี้เพนต์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการไล่แมลงดูดเลือดด้วยเหมือนกัน 

ไม่ว่าชาวเผ่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม นักวิจัยทดสอบสมมติฐานนี้โดยการเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพนต์ผิวสีน้ำตาล และป้ายสีขาวเป็นลายๆ แบบเดียวกับชาวเผ่า จากนั้นทากาวดักแมลงบนตัวหุ่นอีกที แล้วเอาไปตั้งไว้กลางทุ่ง ปรากฏว่าเมื่อนับจำนวนเหลือบที่มาติดกาว หุ่นที่ทาลายเส้นๆ สีขาวมีเหลือบมาติดน้อยกว่าหุ่นที่ทาสีน้ำตาลอย่างเดียวเป็น 10 เท่า เดี๋ยวไปล่าสัตว์คราวหน้าผมต้องลองเพนต์แบบนี้มั่งแล้ว

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
ชนเผ่าหลากหลายท้องถิ่นซึ่งอาศัยในบริเวณที่มีเหลือบดูดเลือด มักจะมีประเพณีเพนต์ร่างกายด้วยเส้นสีขาวเหมือนลายม้าลาย
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพ้นสีเลียนแบบชาวเผ่า ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาตอมน้อยลงเยอะมาก เทียบกับเพนต์สีน้ำตาลล้วน
ภาพ : royalsocietypublishing.org

นอกจากนี้ อีกตัวอย่างน่าสนใจที่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน คือม้าลายเคยมีญาติอีกชนิดที่สูญพันธุ์ไปเมื่อไม่นานนี้ ชื่อว่า แควกก้า (Quagga) รูปแควกก้าจากสวนสัตว์เก่าๆ เผยให้เห็นหน้าตาเหมือนม้าลายที่ทาสีไม่เสร็จ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของแควกก้าก็คือม้าลายที่มีลายปกตินั่นแหละ แต่เมื่อสักหลายแสนปีก่อน มีการอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในที่ที่มีเหลือบรังควาญน้อยลง ตั้งแต่นั้นมา ลายแบบม้าลายก็เลยค่อยๆ หดหายจืดจางไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ตรงส่วนหัวกับคอเท่านั้น 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
แควกก้า (Quagga) ญาติม้าลายที่ลายหายไป
ภาพ : Wikipedia

สรุปแล้ว หลักฐานต่างๆ ค่อนข้างชี้ไปในทิศทางว่า ลายม้าลายเป็นกลยุทธ์ป้องกันเหลือบดูดเลือด ส่วนกลไกชัดเจนว่าลายแบบนี้หลอกตาเหลือบได้ยังไง นักชีววิทยายังศึกษากันไม่กระจ่าง รวมทั้งคำถามที่ว่าเราจะเอาลายม้าลายมาประยุกต์ใช้กับแมลงวันที่ไม่ได้ดูดเลือด แต่ดูดขี้ หรือชอบตอมอาหาร แบบแถวบ้านเราได้หรือไม่ อันนี้ก็ยังไม่มีใครทดลอง ไม่เช่นนั้นเราคงได้เริ่มเห็นส้วมลายม้าลาย รถขยะลายม้าลาย หรือรถเข็นขายน้ำขายข้าวแกงลายม้าลาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เมื่อถึงวันนั้น เครื่องครัวตราหัวม้าลายก็จะเริ่มเมกเซนส์ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซีนหนึ่งที่เราเห็นลายม้าลายกระจายมาถึงประเทศไทยแล้วแน่ๆ ก็คือซีนศาลพระภูมิ นี่เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ค้างคาใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ผ่านมาพบเห็นมาก ว่าทำไมต้องเอารูปปั้นม้าลายมาถวายศาลพระภูมิ แล้วถวายกันเยอะเสียจนประชากรม้าลายไทยจะแซงแอฟริกาอยู่แล้ว 

โอเค รู้กันอยู่ว่าเป็นของแก้บน แต่มันเริ่มต้นมาได้อย่างไร ในเมื่อถิ่นกำเนิดม้าลายก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเมืองไทยเลย เรื่องนี้ถ้าไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต จะเจอคำตอบซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไม่มีอันไหนน่าจะใช่จริงๆ  

เริ่มจากคำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อน คือว่ากันว่ามีชาวต่างชาติ บ้างก็ว่าเป็นฝรั่ง บ้างก็ว่าเป็นชาวจีน ผ่านมาเห็นศาลพระภูมิแล้วอยากจะลองไหว้บ้าง ก็เลยถามคนแถวนั้นว่าต้องทำยังไง คนแถวนั้นบอก ยูก็ไปซื้อมาลัยมาสิ ชาวต่างชาติก็เลยไปซื้อม้าลายมา… 

ที่เป็นไปได้มากขึ้นอีกหน่อยแต่ผมว่าก็ไม่น่าใช่อยู่ดี คือปรากฏการณ์แนว เอ้า อยากสุขภาพดีต้องปล่อยปลาหมอ อยากให้งานการลื่นปรื๊ด ต้องปล่อยปลาไหล ฯลฯ อันนี้ก็ อยากเดินทางข้ามอุปสรรคต่างๆ ปลอดภัย ก็ต้องถวายม้าลาย เพราะพ้องกับคำว่าทางม้าลาย… (เอาไว้ข้ามถนนไง เก็ตมั้ย) 

นอกเหนือจากนี้ก็มีคนคาดเดาเหตุผลไปในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น จริงๆ คนจะถวายม้าธรรมดาตามความเชื่อดั้งเดิมแหละ แต่หาซื้อรูปปั้นม้าธรรมดาไม่ค่อยมีขาย มีแต่พวกม้าลายที่ผลิตไว้ตั้งในสนามเด็กเล่น ก็เลยซื้อแบบนั้นแทน พอมีคนทำอะไรแปลกๆ แบบนั้นสักคนสองคน แล้วเริ่มลือกันว่าคนที่มาถวายถูกหวย แค่นี้ก็น่าจะแพร่สะพัดได้ทั้งประเทศแล้ว ก่อเกิดซัพพลายดีมานด์ ทำให้ช่างปูนหันมาผลิตม้าลายขายเพื่อการแก้บนโดยตรง กลายเป็นตลาดใหม่ไปเลย

อันนี้ฟังดูน่าเป็นไปได้สุด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ 

ผมมีทฤษฎีของผมเอง

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีชายคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อดังด้วย เขาเริ่มหลงใหลในสัตว์แอฟริกาลายขาวดำชนิดนี้มาก จนต้องแอบเอามาใส่ในเนื้อเพลง 

บรรจง ร้อยเป็น “ม้าลาย”… สนุกสุขใจหนักหนา

เป็นประจำทุกวันเวลา ไม่เคยเหนื่อยล้า กับ ม้า! ลาย!

ยิ่งถ้าไปฟังช่วงนาทีสุดท้ายของเพลง บุษบา จะพบว่า พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มีความหมกมุ่นกับม้าลายมาก เขาแอบฟินกับการร้องคำว่า ม้าลาย ม้าลาย ม่าลาย มาลาย ม้าลาย มาลาย… ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีใครล่วงรู้ความหมายที่แท้จริง จนกระทั่งในที่สุด ผมคิดว่าเขาอาจจะถูกมนตราบางอย่างเข้าครอบงำ (อารมณ์เดียวกับก้นหอยมรณะ ถ้าใครเคยอ่านจุนจิ อิโต้) จนถึงขั้นลุกขึ้นละเมอออกไปซื้อ ม้าลาย มาลาย ม้าลาย ม้าลาย มาลาย แล้วแอบเอาไปวางไว้ตามศาลพระภูมิต่างๆ กลางดึก จนเมื่อคนมาเห็นในวันรุ่งขึ้น จึงคิดว่าเป็นเทรนด์ใหม่ในการแก้บน แล้วก็เริ่มปฏิบัติตามกันตั้งแต่นั้นมา  

ถ้าไปสังเกตไทม์ไลน์การเริ่มปรากฏตัวของม้าลายตามศาลพระภูมิ จะเห็นว่าเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่เพลง บุษบา และวงโมเดิร์นด็อกเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาพอดี และแม้ในปัจจุบันนี้ พี่ป๊อดก็ยังหมกมุ่นและหลงใหลในลายม้าลายอยู่อย่างเงียบๆ โดยผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่โป้งและพี่เมธีที่เป็นเพื่อนร่วมวงนั้นถูกบังคับให้เข้าร่วมลัทธิตามอย่างเต็มใจหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คงเป็นปริศนาต่อไป จนกว่าเวลาจะเปิดเผยความจริง 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว

ค่ำคืนหนึ่ง ณ ศาลพระภูมิแห่งหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่งบินโฉบลงมาหวังจะแวะจิบแฟนต้าน้ำแดงให้ชื่นใจหลังจากบินเหนื่อยมาทั้งวัน ทันใดนั้นเอง รู้ตัวอีกที มันก็หัวทิ่มชนเสาสลบไป สิ่งสุดท้ายที่จำได้ลางๆ คือลายอะไรวะขาวๆ ดำๆ 

หลังจากนั้น กล้องแพนขึ้นข้างบน แมวตัวหนึ่งเดินวาร์ปออกมาจากศาลพระภูมิ ราวกับเพิ่งกลับจากท่องโลกวิญญาณ ถึงเวลาเหมียวออกโรงเสียที

เหมียวเดินกลับบ้านไปหาทาสของมัน เมื่อถึงบ้าน เจ้าทาสเอาน้ำเอาขนมออกมาบริการ จากนั้นควักขวดสเปรย์เล็กๆ ออกมาฉีดฟุดๆ ไปที่ตุ๊กตารูปผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ แครอท หรือผักกาดขาว เหมียวสูดดมของเล่นเหล่านี้แล้วรู้สึกฟินจนอดใจไม่ไหว ต้องเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างเมามัน เจ้าทาสหัวเราะชอบใจ เจ้านายเราน่าร้ากกก 

ทำไมแมวถึงเมากัญชา 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
พฤติกรรมคลาสสิกของแมวเมากัญชาแมว 
ภาพ : www.pinterest.dk

อันดับแรกก่อน กัญชาแมวไม่ใช่พืชประเภทกัญชาที่พวกมนุษย์เสพกัน แต่เป็นพืชตระกูลมินต์ที่ภาษาอังกฤษเรียก Cat Nip (Nepeta cataria) มีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีพืชอีกสปีชีส์หนึ่งที่ก็ถือว่าเป็นกัญชาแมวเหมือนกัน แต่ขึ้นแถวจีน ญี่ปุ่น เรียกว่าต้น Silver Vine (Actinidia polygama)  

ล่าสุด มีนักวิจัยที่ญี่ปุ่นสกัดสารชื่อ Nepetalactol ออกมาจากใบกัญชาแมวฝั่งตะวันออกได้สำเร็จ และพบว่าสารตัวนี้เองที่ออกฤทธิ์ทำให้แมวฟิน และไม่ว่าจะทดลองในห้องแล็บ หรือไปออกฟีลด์ที่เกาะแมว (เกาะทาชิโระจิมะ) หรือไปทดลองกับแมวป่าและเสือดาวที่สวนสัตว์ ก็ได้ปฏิกิริยาตอบสนองแบบคลาสสิกเหมือนกันหมด คือน้องจะเข้ามาสนใจดมๆ แผ่นที่มีสารนี้พ่นไว้ จากนั้นเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วก็ลงไปนอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข ขณะที่หมากับหนูทดลองไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับสารตัวนี้เลย

ถัดจากนั้น นักวิจัยทดลองต่ออีกโดยการวัดปริมาณฮอร์โมนฟิน (เบต้า-เอ็นดอร์ฟิน) ในเลือดของน้องแมวก่อนและหลังสูดดมสารสกัด ก็ปรากฏว่าการดมทำให้ระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นเยอะ และเมื่อทดลองอีกแบบโดยให้น้องแมวกินยาบล็อกรีเซ็ปเตอร์ความฟินในสมอง (μ-opioid receptors) ก่อน ปรากฏว่าคราวนี้น้องดมแล้วเฉยๆ ไม่แสดงพฤติกรรมเอาหัวถูหรือนอนกลิ้งอีกต่อไป แสดงว่าการตอบสนองต่อกัญชาแมวนี่มันเชื่อมโยงอยู่กับชีวเคมีของความฟินจริงๆ

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
กราฟและรูปประกอบจากงานวิจัยที่ดูพฤติกรรมตอบสนองของแมวต่อสารสกัด Nepetalactol
ภาพ : advances.sciencemag.org

แต่ที่น่าสนใจที่สุดครับ ก็คือทีมวิจัยทีมนี้เขาคิดว่าความฟินจากการดมกัญชาของแมวน่าจะแฝงไว้ด้วยประโยชน์ทางวิวัฒนาการบางอย่าง เพราะตัวสาร Nepetalactol เอง เวลาอยู่ในพืชก็เอาไว้ไล่แมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว หรือว่าเมื่อเหมียวเอาหัวไปถูก็ยืมมาใช้ไล่แมลงศัตรูเหมียวได้ด้วย

นักวิจัยทดลองพิสูจน์สมมติฐานนี้ (แบบค่อนข้างโหดหน่อย) โดยการวางยาสลบแมวทีละคู่ แต่ละคู่มีตัวที่เพิ่งเอาหัวไปถูกัญชาแมวมา และอีกตัวที่ไม่ได้ถู จากนั้นเอาตู้ใสๆ มาครอบหัวแมวทั้งสองตัวนี้ แล้วปล่อยยุงเข้าไปประมาณ 30 ตัว เพื่อดูว่ายุงจะไปเกาะหัวแมวตัวไหนมากกว่ากัน ก็ปรากฏว่าหัวน้องตัวที่ถูกับกัญชาแมวมามียุงตอมน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ทดลองอีกหลายรอบกับแมวอีกหลายคู่ก็ได้ผลแบบนี้

ดังนั้นสรุปแล้ว ตั้งแต่ปางบรรพ์มา แมวที่ฟินกับการถูหัวและนอนกลิ้งเกลือกกับต้น Cat Nip และ Silver Vine จะได้รับการปกป้องจากยุงกัดไปโดยปริยาย แม้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ได้เปรียบเวลาซุ่มล่าเหยื่อยามราตรี  

ที่แท้แมวเมา ก็คือพฤติกรรมทายากันยุงนี่เอง

ไม่รู้ว่าสารนี้จะเวิร์กกับคนหรือเปล่า แม้มันจะไม่ทำให้เราฟิน แต่อย่างน้อยก็น่าเอามาประยุกต์ใช้เป็นยากันยุงตราแมวเมากัญชา ซื้อวันนี้แถมฟรีเสื้อลายม้าลาย ใช้คู่กันบอกลาทั้งเหลือบทั้งยุง แต่แค่มีผลข้างเคียงคือพ่นแล้วแมวจะมาถู

สรุปแล้ว ที่ม้ามีลายก็เพราะแมลงดูดเลือด

ที่แมวเมาแล้วน่ารักก็เพราะแมลงดูดเลือด

ถ้าไม่มีเหลือบ ก็ไม่มีม้าลาย

ทางม้าลายก็คงไม่ถูกเรียกว่าทางม้าลาย 

ศาลพระภูมิก็คงไม่มีม้าลาย

พี่ป๊อดคงเสียใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 

ถ้าไม่มียุง 

แมวก็ยังน่ารักอยู่ดี

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load