ภาพวิวัฒนาการที่เราคุ้นตา เป็นภาพที่ชวนให้เข้าใจผิด

ภาพซึ่งฝั่งซ้ายสุดเริ่มจากวานรตัวหนึ่ง เดินสี่ขา จากนั้นกระเถิบมาเป็นมนุษย์ผสมวานร ขายาวขึ้นหน่อย เดินตัวตรงขึ้นหน่อย แต่ก็ยังงุ้มๆ ล่ำๆ กรามโตๆ หน้าผากลาดๆ จนมาถึงตัวขวาสุด ค่อยเป็นคนโดยสมบูรณ์ เดินสองขาตัวตรงเป๊ะ บ้างมีถือหอกเป็นอาวุธด้วย แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหนก็ตาม ทุกสเต็ปมักก้าวย่างได้สวยงาม ไม่มีไข่โผล่ และไม่ค่อยเห็นเวอร์ชันสตรีเท่าใดนัก

ถามว่าภาพนี้ชวนให้เข้าใจผิดตรงไหน

เปล่า มันไม่ได้ผิดตรงคนมาจากลิง อันนั้นถูกแล้ว (อาจจะผิดนิดหน่อยแค่ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ต้องบอกว่าลิง คน และเอปส์ (Apes) ในปัจจุบัน ล้วนมีบรรพบุรุษมาจากลิงโบราณ) 

คำตอบละเอียดอ่อนกว่านั้น ลองอ่านเรื่องราวของเหล่านกที่บินไม่ได้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูอีกที

ที่เกาะมอริเชียสทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ ค.ศ. 1507 กะลาสีชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งแล้วเจอฝูงนกอ้วนตัวประมาณเท่าหมาเชาเชา บินไม่ได้ ปีกสั้นๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด แถมยังเชื่อง เข้าใกล้ก็ไม่หนี ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว มีซื้อตั๋วเข้าชม ขายอาหารสำหรับป้อนมือ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่อนิจจา สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์สวนสัตว์ กะลาสีเห็นนกอ้วนก็ล่ามาต้มยำทำแกงหมด โชคเกือบดี เนื้อมันไม่อร่อย กินไปถุยไป แต่กะลาสีบอกไม่เป็นไร งั้นเอามาทุบเล่นเป็นลูกบอลก็ได้ สุดท้ายตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับมันว่านกโดโด้ แปลว่า ‘โง่’ ในภาษาโปรตุเกส 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

โดโด้สูญพันธุ์ 100 – 200 ปีหลังจากมนุษย์ยกพลขึ้นเกาะ แน่นอน มันไม่ได้ถูกคนฆ่าโดยตรงทั้งหมด แต่ก็โดนสัตว์ที่มากับคน เช่น หมา แมว หนู ช่วยกันจัดการจนเกลี้ยง

ย้อนไปไม่แน่ใจกี่หมื่นกี่แสนปี นึกภาพวิหกหุ่นเพรียว กางปีกกว้าง โบยบินเสรีเหนือเกลียวคลื่น วันดีคืนดี สารพัดปัจจัยพาพลัดไปติดเกาะ อนิจจากลับบ้านไม่ถูกแล้ว แต่เฮะ ที่เกาะนี่ก็อยู่สบายดีแฮะ ไร้ศัตรู อาหารเหลือเฟือ เดินกินเอาก็ได้ ไม่ต้องบิน ไม่ต้องหนี

หลายๆๆๆๆๆๆๆ รุ่นพ้นผ่าน การเป็นนกอ้วนไม่มีผลต่อชีวิต บินขึ้นหรือบินไม่ขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้อยู่รอดดีหรือไม่ดี นานเข้าพันธุกรรมที่ทำให้ปีกลดขนาดก็แพร่สะพัด ดีซะอีกจะได้เอาพลังงานไปทำอย่างอื่น เช่นสร้างไข่ใหญ่ๆ สำหรับเลี้ยงลูก ไข่หนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องบินแล้วนี่

แน่นอน นกมันไม่ได้คิดเอง หรือวางแผน หรือรู้เรื่องหรอกว่าอยากให้ลักษณะรุ่นลูกมันออกมาเป็นยังไง กฎเกณฑ์การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นผู้จัดการให้ นานวันเข้าจึงกำเนิดสายพันธุ์วิหกเดินดิน แน่นอนอีก กฏธรรมชาติก็ไม่ได้มีแผนการ ความคิด หรือความรู้เรื่องของตนเอง มันเป็นแค่กฏธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบโดยไม่มีผู้ออกแบบ

นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก กรณีนกโดโด้ สืบหลักฐานแล้วพบว่าบรรพบุรุษของมันเป็นพวกตระกูลพิราบที่บินมาจากฝั่งตะวันออก (แถวๆ อันดามันเพื่อนบ้านเรานี่แหละ) ก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นนกอ้วนโดโด้อยู่ที่เกาะมอริเชียส

ข้ามไปดูนิวซีแลนด์ ที่นั่นก็มีนกที่บินไปถึง เจอสภาพความเป็นอยู่แบบไร้ศัตรู แล้วกลายเป็นนกอ้วนเดินดินมากมายหลายชนิด มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกอีโก้ง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นนกอีโก้งเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น ทาคาเฮ Takahe) มีพวกที่ต้นตระกูลเป็นนกแก้ว ก็กลายเป็นนกแก้วเวอร์ชันอ้วนบินไม่ขึ้น (ชื่อท้องถิ่น คาคาโป Kakapo) ทั้งยังมีพวกต้นตระกูลนกกระเรียน ก็กลายเป็นเวอร์ชันคอตันๆ ขาอวบๆ ละทิ้งการบิน (นกแอดเซบิล Adzebill) นอกจากนี้อีกหลายๆ เกาะทั่วโลกก็มีนกบินไม่ได้เวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งล้วนถือกำเนิดจากปรากฏการณ์เดียวกัน

หมายเหตุน่าสนใจ : นิวซีแลนด์ไกลมากจนไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไปถึงเองเลย ยกเว้นค้างคาว ส่วนแกะนั้นคนพาไปทีหลัง

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกอีโก้ง
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
นกทาคาเฮ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตะหงิดว่าเหตุใดใยไม่พูดถึงนกกระจอกเทศสักที เพราะนั่นเป็นถึงราชินีแห่งนกบินไม่ได้ แต่อาจถีบคนให้บินถลาได้ อดีตของนกกระจอกเทศและญาติโกของมัน (พวกแรไทต์ Ratite) มีความซับซ้อนนิดหน่อย คือจริงๆ ต้นตอมันก็น่าจะถือกำเนิดแบบเดียวกับกรณีนกไม่บินอื่นๆ แหละ คือบรรพบุรุษไปติดเกาะหรือดินแดนอะไรบางอย่างที่ไม่มีศัตรูให้ต้องหนี ผนวกเน้นหากินติดพื้น ฯลฯ เพียงแต่กรณีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นนานมาก ตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์หรือเป็นร้อยล้านปีก่อน ยุคนั้นทวีปทางใต้ยังติดกันเป็นแผง ถ้าแบมือซ้ายขึ้นมา นิ้วโป้งคืออเมริกาใต้ นิ้วชี้คือแอฟริกา นิ้วกลางคืออินเดีย-มาดากัสการ์ นิ้วนางคือออสเตรเลีย-นิวกินี นิ้วก้อยคือนิวซีแลนด์ และฝ่ามือคือแอนตาร์คติกาซึ่งเชื่อมทุกแผ่นเข้าด้วยกัน (สมัยก่อนเป็นป่าด้วยนะ) 

ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษสายแรไทต์จึงมีเวลาให้เดินสำรวจและแพร่พันธุ์ไปทั่วมหาทวีปแดนใต้ที่ชื่อว่ากอนดวาน่า (Gondwana) และพอถึงช่วงราวๆ 90 – 60 ล้านปีก่อน มหาทวีปนี้ก็เริ่มที่จะเคลื่อนแตกออกจากกัน ทีนี้แหละจึงพาลูกหลานระเห็ดแยกสายไปตามแพแห่งทวีปต่างๆ เช่น พวกที่ไปกับแพออสเตรเลีย-นิวกินี ก็กลายเป็นนกอีมูกับแคสโซวารี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ พวกที่ไปกับแพอินเดีย-มาดากัสการ์กลายเป็นนกช้างยาว 3 เมตร ไข่ใหญ่เท่ากับไข่ไก่ 200 ฟอง ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จริงๆ แพอินเดียนี่แหละคือแพที่เอาบรรพบุรุษนกกระจอกเทศไปด้วย แล้วพอมันไปเสยกับทวีปเอเซียด้านบน (ที่ดันเป็นเทือกเขาหิมาลัยขึ้นมา) นกพวกนี้ก็เลยเดินแพร่กระจายรั่วเข้าอาหรับและแอฟริกาต่อไป 

ปัจจุบันเหลือนกกระจอกเทศแค่ที่แอฟริกาอย่างเดียว ที่อื่นในเอเซียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็ยังขุดฟอสซิลเจอได้อยู่นะ นอกนี้ก็มีพวกที่ไปกับแพอเมริกาใต้ซึ่งกลายเป็นนกเรีย (Rhea) แล้วก็มีแพนิวซีแลนด์ซึ่งเอาบรรพบุรุษนกมัว (Moa) ไป ซึ่งตัวเหมือนนกอีมูแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า จริงๆ เราเกือบได้เห็นนกมัวแล้วเพราะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 700 ปีก่อนเองโดยฝีมือเผ่าเมารี (จำง่ายๆ มัว กับ เมา) ตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้คือนกกีวี ซึ่งเส้นทางการวิวัฒนาการของมันมีความแยบยลแฝงอยู่ ผมทิ้งให้ท่านไปหาอ่านต่อเองละกันนะครับ 

ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
มหาทวีปกอนดวานา (Gondwana) ในอดีต 
ทำไมนกบางชนิดถึงบินไม่ได้ ทั้งที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บรรดาวิหกเดินดินกลุ่มแรไทต์ (Ratite)

กลับมาที่คำถามของเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดภาพวิวัฒนาการอย่างไร ลองสมมติถ้าเราให้นกไม่บินสักชนิดเขียนภาพประวัติวิวัฒนาการของมันออกมา ภาพนั้นอาจจะเริ่มจากสมัยไดโนเสาร์ เป็นนกปีกสั้นๆ หน้าตาดูล้าหลังยังบินไม่ได้ จากนั้นกระเถิบมาเป็นนกที่หุ่นเพรียวขึ้น เขี้ยวหด เล็บมือหาย สยายปีก สง่างาม จากนั้นถัดมาๆ อ้าว ปีกค่อยๆ หดอีกรอบ หุ่นค่อยๆ อ้วน ขาค่อยๆ อวบ กลับไปบินไม่ได้อีกรอบ พร้อมประกาศภูมิใจว่านี่สิคือนิยามวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของพวกข้า ดูวกไปวนมามั้ยฮะ จากไม่บิน สู่บิน กลับไปไม่บิน เดี๋ยวไม่แน่สักวันอาจกลับไปบินอีก มึงจะเอาไง นี่ขนาดยังไม่ได้ถามพวกนกเพนกวิน ซึ่งลงน้ำกลับไปหาคุณทวดเลย (อย่าลืมว่าชีวิตทั้งหมดเริ่มจากน้ำ) 

เพราะฉะนั้น สรุป หัวใจของวิวัฒนาการคือสรรพชีวิตนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ไม่มีลำดับขั้นตายตัว ไม่มีจุดหมายสูงสุด และไม่มีจุดจบสุดท้าย… อยากเขียนต่อแต่หน้ากระดาษหมดแล้ว สวัสดีครับ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลและมุมมองส่วนใหญ่ย่อมาจากหนังสือ The Ancestor’s Tale ของ Richard Dawkins สามารถตามไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันได้

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ : ผมไปขุดเจอบทความที่เคยเขียนไว้ตอนอายุ 30 เพื่อรำลึกถึงชีวิตตัวเองตอนวัย 13 นำมาปัดฝุ่นเล็กน้อยให้ทุกท่านได้เสพกันขอรับ

อายุ 13 ช่วงเวลาแห่งนมแตกพาน 

สมัยตอนอยู่ ม.ต้น ผมยังจำได้ดีครับ การจิ้มนมถือเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ยืนๆ อยู่ ถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่ เป็นต้องโดนทุกที ผู้ก่อการร้ายมักจะเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเรียบเฉย ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ “เฮ้ย เป็นไงวะ วันนี้อากาศดีนะ.. เมื่อวานการ์ตูน แสลมดังค์ เล่ม 3 ออกแล้วนะเว้ย มึงได้อ่านยัง” 

“เออ เฮ้ยยังเลยว่ะ เป็นไงมั่ง ได้ข่าวว่..” จึ้ก! “อึก!” 

จึ้ก! เป็นเสียงของปลายฝ่ามือที่แหวกฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว แล้วทิ่มจึ้ก! เข้าไปตรงยอดของปทุมถันอย่างรุนแรง ส่วน อึก! เป็นเสียงสำลักลมปราณของเหยื่อบริสุทธิ์ ผู้เผลอเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงจุดตายได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวของเด็กอายุ 13 ที่ถูกจิ้มนมอย่างจัง ช่างหาอันใดเปรียบได้ยาก ไม่แน่อาจทัดเทียมกับการโดนเอาสันไม้บรรทัดฟุตเหล็กเคาะหน้าแข้ง หรือไม่ก็ตอนที่กำลังกินข้าวอร่อยๆ แล้วดันกัดช้อนเข้าไปเต็มๆ จนฟันแทบหัก 

ผู้ที่ถูกจิ้ม บางคนอาจถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ลงไปนั่งกุมนมอยู่กับพื้น บ้างฝึกวรยุทธ์มาพอสมควร อาจสบถออกมาดังๆ เพื่อสลายความเจ็บ และรีบจิ้มสวนกลับไปทันที ถ้าไม่โดนก็วิ่งไล่ตามไป อีกฝ่ายหนึ่งก็รีบวิ่งหนี เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านหน้าห้องพักครู อาจารย์วันเพ็ญเดินออกมาพอดี ต้องแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ ทำเนียนเรียบร้อยทั้งคู่ “สวัสดีครับจารย์.. แหะๆๆ” 

อาจารย์ผ่านไปปุ๊บ วิ่งไล่กันต่อ ในที่สุด ฝ่ายโจทก์ก็หนีมาจนมุมอยู่ที่ซอกตึก ฝ่ายจำเลยผู้คั่งแค้นไม่รอรี เกร็งฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วก็กระหน่ำจิ้มลงไปอย่างเต็มกำลัง จึกๆๆๆๆ! อีกด้านหนึ่ง ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นแล้ว ไม่ขอตายอย่างคนขลาด จิ้มสวนกลับไปบ้าง นี่แน่ะ! หมัดเพชรฆาตดาวเหนือ สตาร์แพลตทินั่ม โอร่าๆๆๆๆๆๆๆ! จึกๆๆๆๆๆๆๆ! 

ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนนิ้วสวนสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองเห็นได้ เวลาผ่านไป 3 ชั่ว รปภ. สิ่งที่ปรากฏหลังจากฝุ่นจาง เหลือเพียงภาพเด็กนักเรียนชาย 2 คน ในสภาพเสื้อหลุดลุ่ยเหงื่อโทรมกาย นั่งทรุดตัวพิงฝาหอบแฮ่กๆ มองหน้ากันแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ยอมหยุด ความระบมนมยังมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แปลก ทั้งเจ็บทั้งขำ ทั้งน้ำตาจะหลั่งทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แถมยังรู้สึกงี่เง่าตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความสนุกของเด็กผู้ชาย ที่เด็กผู้หญิงอาจไม่มีวันเข้าใจ* (แต่ก็ไม่แน่นะ หรือว่าบางทีเด็กหญิงอายุ 13 ก็อาจมีการละเล่นแบบนี้เหมือนกัน?)

*หมายเหตุ : เรื่องนมแตกพานในเด็กชาย ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Gynecomastia คือการที่เนื้อเยื่อต่อมนมขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะตอบสนองต่อการแกว่งของฮอร์โมนเพศ เกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นชายประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และความเซนซิทีฟระบมนมมักคงอยู่ไม่เกิน 1 – 2 ปี ก็จางหายไปเอง

นั่นแหละครับ อายุ 13 วันวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เรื่องนมนี่แค่เรื่องหนึ่ง ไหนจะมีเรื่องสิวอีก เรื่องการปลูกป่าอีก สาหร่ายผมนางค่อยๆ งอกเป็นหย่อมๆ ในส่วนที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน เด็กชายผลัดวัยเป็นเด็กหนุ่ม ต้องให้พ่อสอนใช้ที่โกนหนวดเป็นครั้งแรก เด็กหญิงเติบใหญ่เป็นเด็กสาว ต้องให้แม่สอนวิธีโกนเต่า และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกอย่าง สำหรับเด็กวัยนี้ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในจักรวาล ความเป็นปัจเจกในตัวเองยังไม่ค่อยพัฒนา ไปห้างกันทีก็ต้องยกโขยงกันไปทั้งห้อง เห็นเพื่อนใส่เสื้อลายสก็อต กางเกงยีนส์ขาใหญ่ รองเท้า Dr. Martens หนังแก้วสีเหลือง ก็ต้องไปหามาใส่มั่ง (นี่ผมพูดถึงแฟชั่นยุคผมเริ่มแตกเนื้อหนุ่มนะ) การไม่มีในสิ่งที่เพื่อนๆ เขามีกัน ต่อให้สิ่งนั้นจะฟังดูงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็นำมาซึ่งความรู้สึกปวดร้าวในลักษณะที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง และไม่เข้าใจ

สมัยนั้น ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อศิษฎา (อ่านว่า ‘สิด-ดา’ และมักถูกล้อเป็น ‘ซาดิสม์’) โศกนาฏกรรมของมันก่อกำเนิดขึ้นจากอารมณ์ประมาณว่า “ทำไมกูถึงไม่มีเหมือนเพื่อนวะ” เปล่าครับ สิ่งที่ศิษฎาไม่มีเหมือนเพื่อนในที่นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่แม้กระทั่งหน้าตาที่หล่อเหลา แต่เป็น ‘หัวนม’

ในขณะที่เพื่อนแทบทั้งห้องหัวนมแตกพานกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว และวิ่งไล่จิ้มนมกันอย่างสนุกสนาน หัวนมของศิษฎายังคงบุ๋มบอด แทนที่จะเป็นตุ่มชูชันขึ้นมา มันกลับเป็นร่องลึกลงไปเหมือนของเด็กอ้วนที่ยังไม่โตเต็มที่ เรื่องนี้ผนวกกับเรื่องเสียงที่แหลมเล็กกว่าใครของมัน คงทำให้ศิษฎาแอบนึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ไม่น้อย

คืนวันหนึ่ง ที่บ้าน ศิษฎายืนถอดเสื้อส่องกระจก สำรวจหัวนมตัวเอง พยายามใช้นิ้วบีบเค้น ดุนให้มันปลิ้นเป็นตุ่มออกมาเหมือนอย่างชาวบ้าน “กระจกวิเศษบอกข้าสิ ทำไมหัวนมข้าถึงไม่เหมือนของคนอื่น” ศิษฎารำพันรันทดกับโชคชะตา หนักเข้าก็ถึงขั้นโกรธแค้น “งอกออกมาซักทีสิโว้ย ไอ้หัวนมบ้า!” ความไม่พอใจในนมที่ตนเองมีอยู่ มันอัดอั้นคับอก ราวกับตั๊กบงกชถูกบังคับให้ใส่บราเซียร์คัพ A 

ทว่า ทันใดนั้นเอง หลังจากพลิกพิจารณาดูรูหัวนมตัวเองอยู่พักหนึ่ง พลันศิษฎาก็เหลือบสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง! 

“เออ มันเป็นเหมือนขุยๆ ขาวๆ อะไรก็ไม่รู้ว่ะ ยื่นออกมา” นี่คือคำให้การของตัวศิษฎาเองตอนที่เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง “กูก็ไม่รู้เว้ย กูนึกว่าเป็นขี้ไคล กูก็พยายามบีบแคะมันออกมาเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ โผล่ยาวออกมา จนถึงจุดหนึ่ง กูก็รู้สึกว่าไม่ไหวว่ะ สงสัยเป็นเพราะนมบอด ทำให้รักษาความสะอาดลำบาก สิ่งสกปรกหรือพวกฝุ่นพวกแป้งอะไรพวกนี้มันคงเข้าไปอุดตันได้ง่าย สงสัยกูจะต้องกำจัดออกซะบ้าง ไม่แน่อาจจะเป็นขี้ไคลพวกนี้ก็ได้ ที่เป็นตัวขัดขวางการงอกของหัวนมกูอยู่”

“เออ แล้วจากนั้นมึงทำไงต่อวะ” เพื่อนๆ ถาม

“กูก็ ไปเอากรรไกรตัดเล็บมา…”

‘ขริบ’ เสียงกรรไกรตัดเล็บเฉือนผ่านติ่งแปลกปลอมสีขาวที่ยืนออกมาจากรูนมบอดของศิษฎา

‘ซู่ด!’ เสียงเลือดกระฉูด กระเด็น กระเซ็นไปเปรอะติดกระจก พร้อมกับทะลัก ทะลวง เอ่อไหล เยิ้มย้อย ออกมาจากปากแผล

‘เชี่ย!’ เสียงอุทานจากปากศิษฎา ‘กูตัดหัวนมตัวเองทิ้งเหรอวะเนี่ย! โอ้วว! ม่ายยยยยยยย’ 

ซูมเอาต์ทะลุออกมาจากหลังคาบ้าน…ฟาสฟอร์เวิร์ดมาอีก 15 ปีข้างหน้า คือตัวผมที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ในขณะนี้ 

ในฐานะนักเรียนชีววิทยาวัยย่างจะ 30 เมื่อได้ย้อนคิดถึงตัวเองและเพื่อนๆ ในวัย 13 มันก็ทำให้เกิดคำถามคิดเล่นๆ สนุกๆ ขึ้นมาข้อหนึ่ง

ดราม่าอันแสนสาหัสของเด็กชายนมบอดอายุ 13 ที่เผลอใช้กรรไกรตัดเล็บขริบหัวนมตัวเองขาด เพียงเพราะอยากมีหัวนมชูชันเหมือนคนอื่นๆ และเพราะหลงคิดว่าหัวนมตัวเองเป็นขี้ไคล นอกจากในมนุษย์แล้ว จะยังมีตัวอะไรในโลกอีกบ้างหรือไม่ ที่ในวัย 13 ต้องมาเผชิญกับชะตากรรมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ที่ขมขื่นถึงเพียงนี้?

การค้นคว้าหาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ได้นำพาผมไปยังมลรัฐทางใต้ของประเทศอเมริกา เพื่อทำความรู้จักกับจักจั่นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า จักจั่น 13 ปี (13-Year Cicadas)

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

เช่นเดียวกับจักจั่นชนิดอื่นๆ ทั่วๆ ไป วัยเด็กของจักจั่น 13 ปี ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก พวกมันอาศัยอยู่ใต้ดินลงไปประมาณ 1 ฟุต ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและปลอดภัย ยังชีพด้วยการเจาะดูดน้ำเลี้ยงจากรากไม้กินไปเรื่อย ไม่ค่อยมีใครมายุ่งอะไรกับมันเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อวันเกิดอายุ 13 ของมันมาถึง 

จักจั่นทุกตัวในอาณาบริเวณจะถูกสัญชาตญาณความเป็นวัยรุ่น ผลักดันให้ขุดดินขึ้นมาสู่ผิวโลกเป็นครั้งแรก และสลัดคราบความเป็นเด็กทิ้งไปอย่างถาวร สำหรับแมลง การมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ถึง 13 ปี ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว แต่ปรากฏการณ์การผลัดวัยของพวกมันที่กำลังจะตามมา กลับมีความน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่า เรียกได้ว่าทำเอาดราม่าแตกเนื้อหนุ่มของศิษฎาถึงกับชิดซ้ายไปเลยทีเดียว 

อันดับแรก ถ้าเป็นคนอายุ 13 แค่ขนงอก นมงอก แต่ของจักจั่นนี่ ยกเครื่องเปลี่ยนบอดี้ใหม่หมดเลยทั้งตัว ขาก็เปลี่ยน สีก็เปลี่ยน อยู่ดีๆ กลางหลังก็มีปีกงอกออกมา แถมร่างใหม่กว่าจะออกโบยบินได้ ยังต้องเบ่งดันทะลุผิวหนังเก่าของตัวเองออกมาให้ได้ก่อนอีก (ถ้าคนต้องลอกคราบแบบนั้นมั่ง คงสยองพิลึก) 

เมื่อกลายร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัยรุ่นของมันก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น วัยรุ่นจักจั่นเป็นวัยรุ่นมีปัญหาเช่นเดียวกับคน เพียงแต่ปัญหาของมันมิใช่แค่เรื่องจิ๊บๆ อย่างต้องคอยหาซื้อมือถือรุ่นเดียวกันกับเพื่อน ปัญหาของจักจั่นหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายอย่างแท้จริง ทันทีที่พวกมันโผล่ร่างขึ้นมาเหนือพื้นพิภพ ก็จะมีตัวอะไรต่อมิอะไรมาดักรอกินอยู่เต็มไปหมด ไล่ไปตั้งแต่ นก หมา แมว กระรอก กวาง หนู แร็กคูน มด จนกระทั่งถึงคน 

หนทางรอดของพวกมันมีอยู่ทางเดียว คือต้องอาศัยจำนวนเป็นเสมือนโล่ อาศัยฝูงชนเป็นเครื่องกำบัง ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งมีจักจั่นปรากฏตัวออกมาพร้อมกันมากมายเท่าไหร่ โอกาสที่ตัวใดตัวหนึ่งจะถูกจับกินก็ยิ่งลดลง พูดง่ายๆ คือเหมือนกับภาษิต ‘คนเดียวหัวหาย หลายคนเพื่อนตาย… ไม่เป็นไรตูยังรอด’

ด้วยเหตุนี้เอง จักจั่นอายุ 13 ปีทั้งละแวกจึงใช้กลยุทธ์พร้อมใจ โผล่ขึ้นมาจากดินทีเดียวพร้อมๆ กันราวกับได้มีการนัดหมายไว้ก่อน บวกรวมจำนวนแล้ว ไม่ใช่แค่หมื่นหรือแสน แต่นับเป็นพันๆ ล้านตัว! คราวนี้ ใครจะกินเท่าไหร่ก็ให้มันกินไป ยังไงพวกที่เหลือรอดก็ยังมีอีกเหลือเฟือ 

เช่นนี้แล้ว ทุกๆ 13 ปี ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้น จึงต้องเผชิญกับ ‘ห่ามรสุมจักจั่น’ ฤดูนี้มาถึงเมื่อไหร่ บ้านทั้งหลังอาจถูกปกคลุมด้วยจักจั่นล้วนๆ ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจมีพวกมันมารวมตัวกัน 40,000 – 50,000 ตัว เดินออกจากบ้านแต่ละครั้ง บางทีถึงกับต้องกางร่ม เรื่องเสียงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่ตัวผู้ตัวเดียวร้องก็วัดได้ดังถึง 90 เดซิเบลแล้ว (ระดับเดียวกับเลื่อยไฟฟ้า) แล้วถ้าเกิดเป็นล้านๆ ตัวร้องพร้อมๆ กัน มันจะประสาทขนาดไหน 

หลังรอดจากการตกเป็นอาหารมาได้ โจทย์ข้อต่อไปของจักจั่นหนุ่มสาวก็คือ ต้องหาแฟนแต่งงานมีลูกให้ได้อย่างไวที่สุด มิเช่นนั้นแล้วอายุขัยของมันก็จะสิ้นสุดลงเปล่าๆ ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ ช่วงนี้ตัวผู้จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากร้องประกาศหาเมียอย่างเดียว ผสมพันธุ์เสร็จปุ๊บก็แทบจะหมดแรงตกต้นไม้มาตายในทันที ส่วนตัวเมียพอผสมเสร็จ จะใช้กำลังเฮือกสุดท้าย หาที่เหมาะๆ ตามเปลือกของกิ่งไม้ เจาะวางไข่ลงไปที่ละ 20 ฟอง (วางหลายที่ รวมหมดราวๆ 500 ฟอง) แล้วก็ตาย

6 – 10 อาทิตย์ถัดมา ไข่ฟักเป็นตัว ตัวอ่อนตกพื้นตุบๆๆ แล้วก็มุดดุ๊บๆๆ ลงดินไป จากนั้นก็จะไม่มีใครได้เห็นหรือได้ยินจากพวกมันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อครบ 13 ปีผ่านไป เด็กๆ รุ่นใหม่ถึงจะได้เวลายกพลกลับขึ้นบกมาอีกรอบ และวงจรทั้งหมดก็จะหมุนเวียนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง (ตัวอย่างที่รัฐอัลบาม่า มันมาครั้งสุดท้ายเมื่อ ค.ศ. 2011 เพราะฉะนั้น จะมาอีกทีหนึ่งก็คือตอนฤดูใบไม้ผลิของ ค.ศ. 2024 ใครสนใจไปดูก็สั่งจองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ)

แล้วทำไมถึงต้องเป็นทุกๆ 13 ปีด้วย อันที่จริงเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ แต่เท่าที่นักวิจัยได้ศึกษามา ก็สันนิษฐานว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เลข 13 เป็นจำนวนเฉพาะ (หมายถึงจำนวนที่หารลงตัวได้เฉพาะเลข 1 กับตัวมันเอง) ญาติสนิทของจักจั่น 13 ปี ยังมีพวกชนิดอื่นที่มาทุกๆ 7 ปี และก็ทุกๆ 17 ปีอยู่ด้วย* 

ซึ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นจำนวนเฉพาะทั้งสิ้น การมีวงจรชีวิตเป็นเลขจำนวนเฉพาะอาจช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูชนิดไหนมีวิวัฒนาการวงชีวิตมาจูนตรงกับของมันได้ง่ายๆ (เพราะมันหารลงตัวยาก*) ขณะเดียวกันก็ช่วยลดโอกาสไม่ให้จักจั่นคนละชนิดกันมาโผล่ตรงปีเดียวกันด้วย เพราะถ้าเกิดบังเอิญมาตรงปุ๊บ ประเดี๋ยวไอ้ตัว 13 ปี มีโอกาสไปผสมกับ 17 ปี ไม่แน่ลูกออกมามันอาจจะผิดเพี้ยนไปกลายเป็น 15 ปี ทำให้สูญเสียความพร้อมเพรียงในการขึ้นจากใต้ดินไป ซึ่งก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการอยู่รอดได้ 

สังคมจักจั่นไม่มีที่สำหรับเด็กแนวที่จะมาบอกว่า ‘เฮ้ยคนอื่นแม่งออก 13 ปีกันหมด กูไม่อยากซ้ำใคร งั้นกูออก 12 ละกัน’ ถ้าทำแบบนั้น ผลลัพธ์คือมันก็จะโผล่หัวโด่มาตัวเดียว แล้วก็จะโดนคาบไปแดกในทันที เหตุนี้เอง การ ‘ทำตัวให้เหมือนกับคนอื่น’ ในโลกของจักจั่น จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องงี่เง่า แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการอยู่รอดอย่างแท้จริง

*เรื่องนี้จริงๆ แล้วซับซ้อนพอสมควร ต้องขออภัยที่เนื้อที่มีไม่พอให้อธิบายอย่างแจ่มชัดได้ ถ้าใครสนใจศึกษา ขอแนะนำให้ไปเสิร์ชกูเกิลด้วยคำว่า Cicadas Prime Number ดูละกันนะครับ

*ค.ศ. 2021 นี้ที่อเมริกา แก๊งจักจั่น 17 ปีเพิ่งจะพร้อมใจกันลอกคราบขึ้นจากดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แก๊งนี้มีชื่อเล่นว่า Brood X โผล่มาทุก 17 ปี ในปริมาณซึ่งน่าจะถึงหลักพันล้านหรือล้านล้านตัว

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

สุดท้ายนี้ ที่อเมริกาเหนือยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่ชะตากรรมความเป็นตายของวัยเด็ก ถูกแขวนไว้กับ Lucky Number อาถรรพ์หมายเลข 13 เหมือนๆ กัน ทว่าคราวนี้ไม่ใช่วัย 13 ปี แต่เป็นจำนวนหัวนม 13 หัวนม

เวอร์จิเนียโอพอสซัม (Virginia opossum) เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่กี่ชนิดที่มีจำนวนหัวนมเป็นเลขคี่ แถมยังมีการจัดเรียงตัวของหัวนมที่แปลกประหลาดมาก คือ 12 อันเรียงกันเป็นวงกลม ล้อมรอบหัวนมที่ 13 ซึ่งผุดขึ้นมาอยู่ตรงกลาง*

*แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ว่าไว้ตามนี้นะ แต่บางที่ก็บอกว่าบางตัวมี 14 หัวนม ยังไงก็ตามการจัดเรียงยังคงเดิม คือมีหัวนมเดี่ยวอยู่ตรงกลาง ที่เหลือล้อมรอบ

พวกโอพอสซัมเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องประเภทเดียวกับจิงโจ้หรือโคอาล่า ดังนั้น จะออกลูกตัวเล็กมากๆ ตัวอ่อนแดงๆ อายุได้ ‘13 วัน’ จะคลานออกมาจากช่องคลอด แล้วค่อยไต่เข้าไปดูดนมโตต่อในกระเป๋า ติ่งนมของแม่ตอนแรกจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่พอโดนดูดปุ๊บ หัวนมจะค่อยๆ บวมใหญ่ขึ้นมา แล้วก็จะคาปากอยู่อย่างนั้นเลย ตัวอ่อนตัวไหนได้หัวนมเป็นของตัวเองแล้ว ก็จะไม่สามารถปล่อยปากจากหัวนมนั้นได้อีก จนกว่าจะเติบโตถึงวัยอันสมควร 

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13

โดยปกติ แม่เวอร์จิเนียโอพอสซัมมักคลอดลูกเป็นตัวอ่อนแดงๆ ออกมาทีละประมาณเกือบ 20 ตัว ทว่าในจำนวนนี้ มีเพียงแค่ไม่เกิน 13 ตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

เหตุผลเป็นเพราะอะไรคงพอเดากันออกนะครับ นอกจากพวกผู้โชคดี 13 ตัวที่แข็งแรงและว่องไวเพียงพอจะคว้า 13 หัวนมมาไว้ในครอบครองได้ก่อนตัวอื่นๆ แล้ว ที่เหลือก็คงต้องจบชีวิตในวัย 13 วันของพวกมันลง เป็นได้แค่เพียงซากแห้งๆ ที่ตายติดเกรอะกรังอยู่ตามขนในกระเป๋าหน้าท้องของแม่มันนั้นเอง

ช่วงเวลาการเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ที่ปทุมถันสัมพันธ์กับหมายเลข 13
ภาพ : Specialjake 

จาก 2 ตัวอย่างสัตว์ที่ยกมา สุดท้ายก็นำมาสู่ข้อสรุปที่ผมต้องการจะสื่อ

ปัญหาช่วงเปลี่ยนวัยในชีวิตคนเรา เมื่อผ่านมาได้แล้ว มองกลับไปก็มักกลายเป็นเรื่องขำๆ อย่างมากอาจนมขาด แต่ก็ไม่ถึงกับคอขาด… 

ผมว่าเราโชคดีแล้วครับ ที่ได้เกิดมาเป็นคน

ป.ล. ทุกวันนี้หัวนมของศิษฎางอกใหม่แล้ว เป็นหัวนมที่สวยงามและชูชันมากๆ

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load