คงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรถ้าผมรู้เพียงว่า กลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือศิลปินแนว EDM เพราะปัจจุบันดนตรีแนวนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด

แต่ที่ผมตื่นเต้นปนประหลาดใจ เป็นเพราะกลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าประกอบด้วย อดีตแชมป์โลกโอเปร่า อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย และอดีตสมาชิกวงร็อก ผู้ผันตัวมาบุกเบิกแนวเพลง EDM ในวันที่ยังเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมและไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

อย่างที่เรารู้กัน การบุกเบิกถางทางไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสักครั้ง

สมาชิกของวงมีด้วยกัน 4 ชีวิต ได้แก่ หมิว-วริศรา อภิรักษ์เดชาชัย นักร้องนำ, แขก-ชาลาลีคาน อาลีฟ ซันคาน มือเบสและร้องแร็พ, เอ้-สัณหภาส บุนนาค มือกีตาร์และซินธิไซเซอร์, โอเล่-จิโรจน์ เอี่ยวจินดา มือกลอง
วงของพวกเขาชื่อ BOOM BOOM CASH

BOOM BOOM CASH

เมื่อสมาชิกของวงทยอยมานั่งลงตรงหน้า บทสนทนาของเราจึงดำเนินไปอย่างสนุกสนานไม่แพ้แนวเพลง EDM ของพวกเขา หลายๆ เรื่องเล่าของพวกเขาทำเอาผมประหลาดใจที่ทุกคนมารวมกันได้ในวันนี้-วันที่ BOOM BOOM CASH เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่มาร่วมโปรเจ็กต์ Mini Marathon ของ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

ก่อนหน้านี้ผมเคยฟังเพลงของ BOOM BOOM CASH มาแล้วหลายเพลง และเพลงเพลงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาบางท่อนช่างเข้ากับสิ่งที่พวกเขากำลังทำชื่อ Keep Going เนื้อหาท่อนนั้นร้องว่า

‘เส้นทางที่ไม่เดินตามใคร คงไม่ต่างอะไรจากทะเลทราย ดูยังไง มองทางไหนก็ช่างโหดร้าย
หรือจะยอม’


1

คล้ายพรหมลิขิต-ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะหากวันนั้น เอ้ อดีตสมาชิกวงร็อกชื่อ SIX C.E ไม่พาตัวเองไปอยู่ในผับแห่งหนึ่ง บางทีวงการเพลงเมืองไทยอาจไม่มีวงดนตรี EDM ชื่อ BOOM BOOM CASH “มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังเรียนจบเราอยากเล่นดนตรีมาก จนวันนึงไปเที่ยวผับ ปกติผมก็ไปดื่มปกติ แต่วันนั้นไม่รู้ทำไม ผมน่าจะเป็นคนเดียวในร้านที่นั่งสังเกตว่าทำไมดีเจเปิดเพลงแบบนี้ แล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วคนก็เต้นกันหมดคน 700 – 800 คน” เอ้ย้อนเล่า โดยเพลงที่เขาว่าคือแนวเพลง EDM ที่ในบ้านเรายังไม่มีใครสนใจจริงๆ จังๆ

BOOM BOOM CASH

“สมัยก่อนไม่มี MC ด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้ต้องมี MC คอยบิลด์คน เมื่อก่อนมีดีเจแค่เปิดเพลงยังไงก็ได้ให้มีคนเต้น คืนนั้นผมก็คิดว่าเพลงที่เปิดไม่มีใครร้องได้สักคนเลยนะ แต่ว่าคนเขาเต้นกันน่ะ คือตอนเราทำวงร็อก ถ้าเล่นเพลงที่คนไม่รู้จัก เขายืนกอดอกดูน่ะ นึกออกไหม พอมาเห็นภาพนี้ โอ้โห กูเล่นดนตรีแทบตาย กระโดดแหกปาก ไม่เห็นมีใครกระโดดกับกูเลย แต่นี่เปิดเพลงแล้วคนเต้นพร้อมกันหมดเลย เพลงสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

คืนนั้นชายหนุ่มกลับบ้านด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ว่าอะไรทำให้ทุกคนในสถานบันเทิงแห่งนั้นคล้ายถูกดนตรีที่เขาไม่รู้จักร่ายมนตร์ให้ขยับแข้งขยับขาตามกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ

“พอกลับบ้านก็เลยไปเสิร์ชดูว่ามันคืออะไร ก็เลยเจอทางใหม่ จริงๆ EDM ย่อมากจาก Electronic Dance Music ก็คือเพลงอิเล็กทรอนิกอะไรก็ได้ที่มันอยากเต้น ผมเลยตั้งใจกลับมาทำเพลง ช่วงนั้นเรากำลังใกล้เรียนจบพอดี รู้สึกว่าถ้าเราทำเพลงก็น่าจะทำวงได้แล้ว ก็กลับมาคิด ซึ่งตอนนั้นทุกคนในวงยังไม่ได้เจอกันนะ”

BOOM BOOM CASH

หลังจากเรียนจบ แทนที่จะหางานประจำตามสายอาชีพที่เรียนมาอย่างใครเขา ชายหนุ่มกลับเลือกทำงานที่ให้โอกาสเขาได้วางแผนทำเพลง งานที่เชื่อว่าไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะไปทำ

“พอเรียนจบผมไม่อยากขอเงินที่บ้านแล้ว แต่อยากทำเพลง แล้วพอดีเพื่อนผมบอกว่าพ่อเขาทำบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็เลยโทรไปหาเพื่อน บอกว่ากูขอสมัครเข้าไปทำงาน เพื่อนก็บอกว่ามึงจะมาก็มา ผมก็เลยไปเป็นยาม แล้วใช้ช่วงเวลาที่ว่างหัดทำเพลงอยู่ปีหนึ่ง”

เมื่อมั่นใจว่าอยากบุกเบิกแนวเพลง EDM ในประเทศไทย เขาจึงตัดสินใจชวนอดีตเพื่อนร่วมวง SIX C.E อีก 2 คนคือ แขก มือเบส และ โอเล่ มือกลอง มาร่วมหัวจมท้ายอีกครั้ง

ขาดก็แต่เพียงนักร้องนำที่ยังรอใครสักคน

Mini Marathon Project


2

หญิงสาวหนึ่งเดียวในวงอย่างหมิว นั่งฟังช่วงเริ่มก่อการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งผมชวนเธอคุยถึงช่วงที่พวกเขามาบรรจบพบเจอกัน แววตาของหญิงสาวเป็นประกายเมื่อย้อนเล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมา

“หนูเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะหนูชอบแบบ classical พวกโอเปร่า จนกระทั่งไปเจอคุณครูที่สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่ามีการเรียนการสอนแบบที่เป็น Pre-College ตั้งแต่ ม.4 – ม.6 เรียนโอเปร่าจริงๆ เลย เราก็เลยไปสมัครดู แล้วก็ได้เข้าไปเรียนแล้วเจอคุณครูที่ดีมาก เป็นนัมเบอร์วันในชีวิต เป็นเหมือนแม่อีกคน”

ที่สถานศึกษาแห่งนั้นหญิงสาวได้ร่ำเรียนทุกอย่างที่เธออยากรู้ เธอว่าตลอดชีวิตที่เรียนดนตรีไม่มีช่วงไหนเลยที่ไม่มีความสุข แม้เส้นทางจะโหดหินกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้า

“ตอนที่เรียนโอเปร่าโหดมาก คือทุกอย่างต้องฟิกซ์หมดเลย ต้องรักษาร่างกาย ตื่นตี 5 ทุกวันเพื่อที่จะไปว่ายน้ำที่มหาวิทยาลัย ว่ายถึง 7 – 8 โมง แล้วก็อาบน้ำไปเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วไม่ใช่แค่เรียนร้องอย่างเดียว เราเรียนทฤษฎีดนตรี เรียนเปียโน เรียนภาษา 4 ภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เพราะมันคือสิ่งที่ควบคู่กับโอเปร่า คือเวลาร้องเพลงโอเปร่าจะมีสายประสาน เราต้องออกสำเนียงให้ถูกต้อง แล้วก็มีเรียนการแสดง เพราะว่าต้องไปแสดงโอเปร่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็จะมีพวกแสดงละครเวทีบรอดเวย์ คือบอกว่าเรียนโอเปร่า แต่ความจริงเราต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง”

หมิวบอกว่า ช่วงที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตนักเรียนโอเปร่าคือช่วงที่เธอต้องซ้อมเพื่อไปแข่งชิงแชมป์โลก เธอเล่าว่าในระยะเวลา 6 เดือนเธอต้องร้องอยู่เพลงเดียว เพื่อให้วันแข่งขันสมบูรณ์แบบที่สุด

“ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่ประมาณ ม.6 ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะร้องเพลงที่เลือกได้ คือเพลงที่ครูให้หนูแข่ง เป็นเพลงที่เด็กปริญญาโทเขาร้องแข่งกัน ซึ่งมันจะใช้เทคนิคที่ต้องใช้ร่างกายพวกกล้ามเนื้อข้างใน ซึ่งตอนนั้นกล้ามเนื้อเรายังไม่แข็ง เราก็เลยต้องไปว่ายน้ำทุกวันให้กล้ามเนื้อมันชิน เราซ้อมเกือบทั้งปีเพื่อให้เขาตัดสินเราเพียงแค่ 3 – 4 นาทีเท่านั้น”

โชคดีที่เวลาเกือบปีไม่สูญเปล่า หมิวคือคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกโอเปร่า ทั้งจากเวที Osaka International Music Competition และ Barry Alexander International Vocal Competition และครั้งหนึ่งในชีวิตเธอก็ได้ไปยืนร้องที่เมกกะแห่งวงการดนตรีคลาสิกอย่าง Carnegie Hall ในฐานะนักร้องโอเปร่าแชมป์โลก

“ตอนนั้นพอเราเดินไปถึงจุดจุดนั้นก็แอบคิดว่า เราทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตมาตรงนี้แล้ว จะยังไงต่อดี ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.6 พอดีต้องขึ้นปี 1 หนูก็แบบเอาไงดีนะ เพราะว่าตอนนั้นก็ได้ทุนที่ออสเตรียกับเยอรมนี”

BOOM BOOM CASH

เมื่อครุ่นคิดกับตัวเองถ้วนถี่หญิงสาวกลับเลือกปฏิเสธทุนที่ได้รับแล้วเรียนต่อในไทยที่มหาวิทยาลัยมหิดล

“ตอนนั้นไม่รู้อนาคตโอเปร่าในไทยจะเป็นยังไง คนเขาจะเข้าใจเราหรือเปล่า เช่นเวลาร้องเพลง หนูฝึกแทบตายเพราะมันยากมาก แล้วหนูร้องภาษาเยอรมัน อิตาลี คำที่หนูร้องออกมาคนที่ฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือว่าโน้ตที่หนูร้อง หนูใช้เทคนิคนี้ คนก็อาจจะไม่เข้าใจหนูร้อยเปอร์เซ็นต์” หมิวอธิบายเหตุผลที่ไม่เลือกเดินทางไปศึกษาต่อเพื่อก้าวเป็นนักร้องโอเปร่าระดับโลก

ฟังเธอเล่ามาถึงจุดนี้ใครหลายคนย่อมประหลาดใจไม่ต่างกันว่าอะไรทำให้นักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกอย่างหมิวกลายเป็นนักร้องนำวง EDM

“ประมาณตอนเรียนปี 2 ช่วงปลายๆ ใจเริ่มไปทางอื่นแล้ว คือยังมีความสุขกับการร้องโอเปร่าอยู่ แต่คิดว่าจบไปแล้วทำงานอะไรต่อ ก็เลยอยากจะร้องอย่างอื่นบ้าง ลองหาอะไรใหม่ๆ ทำดู แล้วตอนนั้นพี่เอ้ก็มาชวนว่ามาร้องเพลงกับวงพี่มั้ย แต่ทำวงแนว EDM นะ หนูก็ถามเป็นยังไงหรอ พี่เขาบอกว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คือทุกอย่างมันไม่เคยเกิดขึ้น คือมันเป็นจินตนาการที่ไม่สามารถบอกได้ว่า อ๋อ ก็เหมือนวงนั้นไง เพราะมันไม่มี พี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวทำเพลงส่งมาให้ฟัง คือตอนนั้นมันยังงงๆ อยู่ แล้วหนูก็งงๆ ชีวิตของตัวเอง ก็เลยบอกพี่เอ้ว่า โอเค มาลองทำกันดู”

“จากนักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกมาเป็นนักร้องนำวง EDM ที่ยังไม่มีคนรู้จัก รู้สึกยังไง” ผมถามหญิงสาว

“ตอนนั้นเครียดมากเลย เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าเราเลือกทางนี้เราจะผิดไปตลอดชีวิตหรือเปล่านะ แล้วไม่มีใครสนับสนุนเลยทั้งพ่อแม่ ทั้งอาจารย์ เพราะเขาปูเราให้มาทางนี้ตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนูเดินไปบอกอาจารย์ว่าหนูจะเปลี่ยนสาขา จะขอไปอยู่สาขาอื่นแทนโอเปร่า อาจารย์ใจสลายเลยค่ะ เขาบอกว่า why why why เธอผ่านสิ่งต่างๆ มาไกลมากแล้ว ทำไมถึงเลือกแบบนี้”

“แล้วไม่เสียดายสิ่งที่ผ่านมาเหรอ”

“ไม่เสียดายค่ะ เพราะว่าสิ่งที่หนูเรียน ประสบการณ์ทุกอย่างมันยังอยู่ในนี้ค่ะ มันอยู่ในตัวหนู มันยังหล่อหลอมหนูอยู่ทุกวันนี้ แล้วอย่างน้อยหนูก็พูดได้ว่า เราเคยไปถึงขั้นไหน เราประสบความสำเร็จจนถึงจุดจุดหนึ่งก็ โอเค เรารู้ว่าเราทำมันเต็มที่แล้ว เราไม่เสียดายที่ทำมัน เราทำไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็อยากลองทำอย่างอื่นบ้าง”

และในที่สุด BOOM BOOM CASH ก็ได้นักร้องนำดีกรีแชมป์โอเปร่าโลก

BirdxBOOM BOOM CASH

3

ในช่วงที่ยังไม่มีใครรู้จัก BOOM BOOM CASH และแนวเพลง EDM เพลงที่ชื่อ BLUR BLUR ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงคล้ายเป็นนามบัตรของพวกเขาในการตระเวนเล่นตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน

“วันแรกที่เราเล่นกับวงมันมีคนดูแค่ยี่สิบกว่าคนเองครับ มีค่ารถให้คนละ 600 ก็ไปเล่นกัน” เอ้เล่าบรรยากาศตอนแสดงสดครั้งแรก “ตอนช่วงแรกๆ มีนักข่าวไปหาบ่อยมาก เมื่อก่อนเล่นเสร็จตี 1 ตี 2 มารอเพื่อมาถามว่าอะไรคือ EDM แค่นั้นเอง ตอนนั้นวงเริ่มต้นใหม่ เราไม่รู้เลยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ห้ามใช้เงินเป็นที่ตั้งเลยในช่วงแรก เพราะไม่รู้เลยว่าจะได้เมื่อไหร่ เผลอๆ ทำไปปีหนึ่งอาจจะเจ๊งก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ทำให้มีความสุขแล้วกัน มันจะได้อยากทำ

“ตอนนั้นก็คิดว่าอยากจะอยู่รอดด้วยสิ่งนี้สักที คือได้ทำสิ่งที่รักแล้วรอด เราจะได้ทำไปตลอด ก่อนนอนก็จะคิดว่าได้ขึ้นเวทีใหญ่” เอ้เล่าถึงช่วงที่พวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงแคบๆ

ด้วยความที่เป็นแนวดนตรีใหม่ที่ไม่เคยมีใครในวงเคยรู้จักมาก่อน ทุกคนจึงต้องปรับจูนใหม่หมด โดยเฉพาะนักร้องนำเสียงโอเปร่าอย่างหมิว

“มันแปลกมากๆ ต้องเรียนรู้อะไรใหม่หมดเลย เรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อก่อนร้องโอเปร่าหนูไม่เคยใช้ไมโครโฟนมาก่อน ไม่เคยต้องร้องกับวงดนตรีสด เคยร้องแต่กับวงออร์เคสตรา ไม่เคยต้องพูด ไม่เคยต้องเอนเตอร์เทนคนดู เคยแต่ยืนสวยๆ ก้มสวยๆ แล้วก็เดินกลับไป (หัวเราะ) แต่พอมาเป็นนักร้องนำมันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี หนูก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเบบี๋เลย แต่มันสนุกดีนะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่

BOOM BOOM CASH

“ซิงเกิลแรกที่ชื่อ BLUR BLUR ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่า” ผมชวนพวกเขาย้อนมองซิงเกิลที่เป็นจุดเริ่มต้น

“สำเร็จในสิ่งที่เราอยากจะบอกให้คนรู้ว่าเราเป็นแบบนี้นะ เรามาแล้วนะ เหมือนแนะนำตัวให้คนรู้จัก” เอ้ตอบก่อนที่หมิวจะเล่าต่อ “โชว์แรกตอนแรกคนก็นั่งกันหมดเลย คือเขาก็คงงง มีเพลงแค่เพลงเดียวคือ BLUR BLUR ซึ่งเขาร้องเพลงเราไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะสนุกกับเรามั้ยนะ แต่ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ มีคนปีนโต๊ะ แล้วทุกคนยืนเต้น มีคนกระโดด

“คำพูดที่อยู่ในหัวหนูคือ นี่แหละ ใช่” หมิวเน้นเสียงที่คำท้าย “พอเล่นปุ๊บ แล้วแบบ โอ้โห ตัวเราเองสนุกจนลืมทุกอย่างไปเลย หันไปเห็นใครในวงก็มีแต่คนเล่นแล้วยิ้ม เล่นแล้วสนุก อย่างตอนหนูร้องโอเปร่าก็จะเครียดกัน เพราะมันต้องเป๊ะ อันนี้หันไปทุกคนเฮฮา หนูก็เลยคิดว่านี่แหละความสุขที่ต้องการ คือหนูเล่นดนตรีมาหลายแนวก็เลยรู้สึกมาก ขนาดคนเขาไม่รู้จักเพลงเราเขายังสนุกกับเราได้ เหมือนหนูเก็บกดยังไงไม่รู้ วันนั้นปีนเก้าอี้บ้าคลั่ง ขนาดเราเป็นแค่ศิลปินตัวเล็กๆ อยู่เลย คนฟังไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา แต่ทำไมมันสนุกขนาดนี้ นี่แหละสิ่งที่เราได้รับจากคนดู เวลาหนูร้องเพลง”

ฟังพวกเขาเล่าถึงตรงนี้ผมก็ย้อนนึกถึงค่ำคืนที่เอ้ค้นพบดนตรีปริศนาที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเต้นราวกับโดนสะกดมาวันนี้เขาคงค้นพบคำตอบแล้วเรียบร้อย

หลังจากซิงเกิลแรกพวกเขาทยอยปล่อยซิงเกิลมาเรื่อยจน ชื่อของ BOOM BOOM CASH ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในวงการดนตรีอีกต่อไป แล้วความฝันที่จะได้เล่นเวทีใหญ่ของเอ้ก็เป็นจริงเมื่อพวกเขาได้รับเลือกให้เล่นเป็นวงปิดในงาน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 5

“ป๋าเต็ด ยุทธนา เขาอยากให้วงเราเล่นวงปิดเทศกาลเขา วงเราขึ้นตอนตี 5 ตอนประมาณตี 4 ผมเดินไปดูลาดเลาอีกที มีคนประมาณ 10 คนกับขยะกองหนึ่ง” เอ้ย้อนเล่าถึงประสบการณ์บนเวทีใหญ่ครั้งแรก “ผมก็ไปบอกวงว่าไม่มีคนดูเลยว่ะ ขึ้นไปเล่นแค่สนุกก็พอ แล้วตอนนั้นพี่โจ้-โจอี้ บอย จะมาขึ้นด้วย เพิ่งอัดรายการทีวีเสร็จก็ดิ่งมาจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก็โทรมาถามว่าพวกเราขึ้นเวทีหรือยัง ผมก็บอกพี่โจ้ว่า ไม่มีคนเลย พี่ไม่ต้องมา สงสารพี่ คือพี่เขาอยากมาเล่นด้วย เพราะเราทำเพลงด้วยกัน 2 เพลง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปเล่นกับพวกมึงแหละ ก็วางสายกันไป เราก็บูมอะไรกันเสร็จหลังเวที พอออกไปเราเห็นตอนนั้นเลยว่าคนมาดูสุดลูกหูลูกตา มันไม่มีเหลือที่ว่างเลย คือเราไม่ได้เห็นตอนที่คนมาไง โอ้โห อะไรวะนี่”

แล้วปฏิกิริยาจากผู้ชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็คล้ายเป็นคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถหว่านแนวเพลง EDM ลงในกลุ่มคนฟังได้สำเร็จ

หลังลงจากเวที ป๋าเต็ดซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival ถึงกับบอกว่า

“โชว์สนุกมาก เป็นวงปิดที่สมบูรณ์แบบ”

BOOM BOOM CASH

 

4

เพลงที่ BOOM BOOM CASH แต่งให้พี่เบิร์ด ธงไชย เพื่อเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Mini Marathon ชื่อเพลงว่า พี่เปิดให้ โดยพวกเขารับหน้าที่เป็นคนร้องท่อนแร็พในเพลงนี้ด้วย

“ตอนแรกที่พี่อ๊อฟ Big Ass ติดต่อมาบอกให้เราทำเพลงให้พี่เบิร์ด เราคิดว่าพี่เขาอำ แล้วตอนทำเราก็ทำไปด้วยความรู้สึกว่าเดี๋ยวพี่เขาไม่เอาแน่เลย คือเหมือนดีใจนะ แต่จะมีความรู้สึกนี้อยู่ตลอด เราก็ทำเต็มที่ แล้วตอนแรกตอนพี่อ๊อฟบอกว่าให้แต่งให้พี่เบิร์ดร้อง แต่เราก็อยากให้มีเสียงคนในวงอยู่ในเพลงด้วย ก็เลยแต่งท่อนแร็พให้มันยากๆ ให้พี่เบิร์ดร้องไม่ได้

“สุดท้ายพี่เบิร์ดบอกว่า สงสัยพวกเราต้องอยู่ในเพลงแล้ว แล้วพวกเราผู้ชายก็แร็พกันทั้งสามคนครับ พอมาแร็พ แล้วไหนๆ ก็มากันสามคนแล้ว เลยให้หมิวร้องท่อนฮุกกับพี่เบิร์ดด้วยแล้วกัน” เมื่อเอ้ว่าถึงตรงนี้สมาชิกในวงทุกคนก็หัวเราะพร้อมกัน

แม้พวกเขาจะเล่าติดตลกไว้อย่างนั้น แต่เมื่อได้ฟังเนื้อเพลงที่พวกเขาแร็พและคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พวกเขาเล่า ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วที่พวกเขาจะเป็นผู้ถ่ายทอด

บางวรรคของเนื้อเพลง พวกเขาแร็พว่า

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง…

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข บอกกับเราทันทีที่รู้ว่าเราจะชวนคุยเรื่องเส้นทางในการทำงานดนตรี เขากล่าวออกมาทั้งที่กำลังให้ช่างลงแป้งบนใบหน้าว่า “โอ้โห มันเหมือนการท่องจักรวาลเลยครับพี่ สิบกว่าปีที่ผ่านมานี่…เหมือนเดินทางท่องกาแล็กซี่น่ะ…” แต่ก่อนที่ประโยคถัดไปจะตามมา ช่างแต่งหน้าก็เอ่ยปากด้วยความเกรงใจว่าขอให้เขาอยู่เฉยๆ ก่อนเพื่อความราบรื่นในการทำงานของเธอ “เดี๋ยวค่อยคุยต่อพี่” แสตมป์บอกกับเรา ก่อนจะนั่งนิ่งและหลับตาลง…

ปล่อยให้เรานึกย้อนไปในความหลังว่าก่อนที่นักฟังเพลงจะรู้จักกับศิลปินหนุ่มที่ชื่อแสตมป์คนนี้ 15 ปีที่แล้วหรือใน พ.ศ. 2545 อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข กระโจนเข้าสู่กาแล็กซี่แห่งเสียงเพลง (อย่างที่เขาเปรียบเปรย) ด้วยการทำเพลงประกอบละครเวทีเรื่อง ปริศนา ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ซึ่งแสตมป์ศึกษาอยู่และเขาได้ส่งเพลงดังกล่าวไปยังคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ ทันทีที่เพลงถูกเปิดออกอากาศ…นั่นคือก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวงการเพลงไทย คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน แสตมป์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกวงนูเมทัลนาม ‘กล้วยไทย’ ในตำแหน่งมือกีตาร์ในระยะสั้นๆ ก่อนจะออกมาก่อตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ในชื่อ เซเว่นธ์ซีน (7thScene) ในฐานะนักร้องนำสังกัดค่าย LOVEiS และออกอัลบั้มแรกในชื่อเดียวกับวงใน พ.ศ. 2548 และหลังจากนั้น…

“พร้อมแล้วครับพี่” เสียงของแสตมป์ดังขึ้น เขาลากเก้าอี้ไม้ไร้พนักพิงสไตล์ญี่ปุ่นมานั่งใกล้ๆ เราเป็นสัญญาณบอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีของเขา การเดินทางที่-อย่างที่บอกไปแล้วว่า-เจ้าตัวเปรียบเหมือนการเดินทางท่องอวกาศ กระโจนจากดาวดวงหนึ่งแหวกว่ายท่ามกลางความเวิ้งว้างอันไพศาลของอวกาศไปยังดาวอีกดวงหนึ่งเพื่อไปยังดาวอีกดวงหนึ่ง ราวกับนิยายเรื่องเจ้าชายน้อยของอองต็วน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี เวอร์ชันที่มีเสียงเพลงจากกีตาร์โปร่งเก่าคร่ำคร่าของเขาเป็นเพลงประกอบเรื่องราว เขาพร้อมแล้ว เราก็พร้อมแล้ว และหากคุณพร้อมแล้วโปรดเตรียมตัวให้พร้อม สวมชุดอวกาศ ใส่หมวกแก้วทนไฟ แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน…

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

1.

แฟต เรดิโอ-ดาวดวงอ้วนที่ใฝ่ฝัน

“แรกๆ ผมเล่นดนตรีด้วยความมันนะครับ เล่นเพราะอยากจะเป็นเหมือนศิลปินที่ผมชื่นชอบ ตอนที่เรียนสถาปัตย์ฯ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมันเป็นอินดี้กันหมดเลย ฟังเพลงอินดี้ ดูหนังอินดี้ อะไรที่อยู่ในกระแสเป็นเมนสตรีมก็ไม่เอา จะอินดี้กันอย่างเดียว ผมก็เลยอินดี้ด้วย แล้วตอนนั้นคลื่นวิทยุแฟต เรดิโอ ดังมากกับการเปิดเพลงอินดี้ ผมก็เลยเป็นเด็กแฟตตัวจริง โตมากับการฟังเพลงแฟต เรดิโอ จำได้ว่าตอนเรียนปี 4 ผมไปงานแฟต เฟสติวัล ที่ (สนามม้า) นางเลิ้งแล้วได้ดูวงสครับบ์เล่นสด แล้วคิดว่า เฮ้ย! มันช่างยิ่งใหญ่มาก แฟตฯ เป็นโลกทั้งใบของผมก็ว่าได้ การได้ทำเพลงแล้วแฟตฯ เปิดเพลงเรา หรือได้ไปเล่นที่งานแฟตฯ นี่มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม เป็นดาวดวงที่ผมอยากเดินทางไปถึง พูดง่ายๆ ก็คือแฟตฯ เป็นทั้งหมดของผม เป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่เคยคิดเรื่องอื่นเลย” แสตมป์ย้อนความหลังให้เราฟัง

หลังจากส่งเพลงที่แต่งให้ละครเวทีประจำคณะไปยังแฟต เรดิโอ เพื่อเปิดในช่วง Bedroom Studio อันเปรียบเสมือนเวทีแจ้งเกิดให้กับว่าที่ศิลปินทั้งหลายแล้ว เขาและเพื่อนอีกสองคนได้แก่ กฤช วิรยศิริ และ ชัชวาล วิศวบำรุงชัย ก็เกิดความฮึกเหิมในการทำเพลง ทั้งสามรวมตัวฟอร์มวงดนตรีชื่อ 7thScene ทำเดโมเพื่อเสนอค่ายเพลงต่างๆ และเป็นเดโมชุดนั้นที่เมื่อเดินทางมาถึงมือของ บอย โกสิยพงษ์ แล้วกลายไปสู่การได้ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับวงใน พ.ศ. 2551 และหากจะบันทึกกันอย่างเป็นทางการก็สามารถกล่าวได้ว่า แสตมป์ได้ย่ำเท้าก้าวแรกของตนเองลงในแผนที่ดนตรีไทยร่วมสมัยเป็นที่เรียบร้อย

“ตอนนั้นคิดว่ากำไรชีวิตแล้วนะ ใครจะไปคิดว่าจะได้ทำเพลง ได้ไปเล่นงานแฟตฯ พอได้ทำตามที่ฝันไว้มันก็ฟินมาก แต่พอหลังจากนั้นก็เรียนจบ มันก็คือการใช้ชีวิตจริงๆ แล้ว ก็เกิดคำถามว่าเราจะเอายังไงต่อ เพราะยอมรับว่าผมไม่ได้คิดเรื่องการทำงานตามที่เรียนมาเลย ไม่ได้ตั้งเข็มว่าจะหางานออกแบบบ้านทำแล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องจะเป็นนักดนตรีอาชีพด้วยซ้ำ คิดแค่ว่าอะไรอยู่ตรงหน้าเรา-เราก็ทำสิ่งนั้น พอได้ทำอัลบั้ม 7thScene เสร็จเราก็พบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราก็คือ…การทำเพลง”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

2.

เขียนเพลง- ค้นพบว่ามันก็มีดาวอยู่หลายดวง

การได้เป็นศิลปินในสังกัด LOVEiS ตลอดจนการได้เข้ามาช่วยบอย โกสิยพงษ์ ในการเขียนเพลงต่างๆ ให้กับศิลปินในค่ายเปรียบเสมือนการเปิดประตูให้แสตมป์ได้รู้จักดาวดวงอื่นๆ ในกาแล็กซี่ เขาได้เรียนรู้ว่าวงการเพลงไทยไม่ได้มีแค่เพลงอินดี้หรือแฟต เรดิโอ อย่างที่เคยเข้าใจ การได้พบผู้คนมากมายซึ่งแตกต่างไปจากบริบทเดิมๆ มันก็ทำให้แสตมป์รู้ว่าในจักรวาลนี้ก็ยังมีดาวอื่นๆ อยู่อีกหลายดวง

“อาจจะเรียกว่าเราทะเยอทะยานมากขึ้นก็ได้นะ แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่ามันก็มีดาวอีกหลายดวงนี่หว่า ไหนลองออกไปท่องจักรวาลหน่อยสิ ดูซิว่าจะพิชิตดาวอะไรได้บ้างไหมคือพอหลังจากทำวงเสร็จ เรียนจบ แล้วตอนนั้นวงการเพลงไทยกำลังเปลี่ยน ผู้ใหญ่เขาก็มองไม่เห็นว่าถ้าทำวงเราไปแล้วจะขายยังไง วงก็เลยต้องหยุดก่อน ระหว่างนั้นผมก็มาช่วยพี่บอยเขียนเพลง ช่วงทำอัลบั้ม Rhythm & Boyd E1EVEV1H ให้แกนี่แหละที่ทำให้ผมได้เห็นดาวอีกหลายดวง ได้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง เขาคิดเห็นยังไง ได้เข้าใจว่า เฮ้ย มันมีความหลากหลายมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยนะโว้ย เกิดความคิดว่าอยากสื่อสารในวงกว้างดูบ้างก็เลยหันมาลองเขียนเพลงทำเพลง ไปขอเพื่อนๆ เขาทำนู่นทำนี่ พี่บอยก็ช่วยสอนว่าเขียนเพลงเขาเขียนยังไง วิธีเล่าเรื่องในเพลงเนี่ยมันทำยังไง มันก็เลยกลายเป็นอาชีพใหม่ของเราคือเป็นนักแต่งเพลง เขียนเพลงให้ศิลปินต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเขาแฟนเพลงของเขา ซึ่งมันเป็นความท้าทายสำหรับผมว่าจะทำได้ไหม นั่นแหละที่บอกว่าเราได้ไปเห็นดาวหลายดวง” แสตมป์กล่าวด้วยแววตาที่คล้ายจะมีความสุข “อ้อ แล้วก็ได้มาเขียนเพลง น้ำตา ซึ่งเป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตผมเพลงหนึ่งอีกด้วย”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

3.

น้ำตา-การติดดาวครั้งแรก

เพลง น้ำตา ที่แสตมป์กล่าวถึงคือเพลงที่เขาเขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง (ร่วมกับพิสิทธิ์ พัทยากรพิสุทธิ์) ให้กับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของเมืองไทยใช้ร้องในอัลบั้ม Simply Bird และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แสตมป์ได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 20 ประจำ พ.ศ. 2550 ในสาขาเพลงยอดเยี่ยม นี่คือเพลงแรกของแสตมป์ที่ได้รับการติดดาวการันตีจากคนในวงการว่าโดดเด่นที่สุดทั้งด้านเนื้อร้องและทำนองซึ่งการได้รางวัลแรกในชีวิตนี้เป็นเสมือนการยืนยันกับตัวเองว่าเขาเลือกเส้นทางถูกแล้ว

“พอรู้ข่าว ผมนี่ช็อกมากๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้รางวัล ไม่ได้ไปรับรางวัลเขาด้วยซ้ำ เพราะไม่คิดว่าเพลงมันเข้ารอบ ผมว่าที่ได้รางวัลส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่เบิร์ดถ่ายทอดเพลงนี้ได้ดีมากๆ ทั้งที่จริงๆ เพลงนี้มันร้องยาก เนื้อเพลงมันเยอะ ทีนี้พอได้รางวัลแล้ว หลังจากนั้นสักพัก ผมไปเจอพี่โด๋ว (มรกต โกมลบุตร) ที่งานไหนสักงาน ตอนนั้นแกยังเป็นดีเจที่แฟตอยู่ แกก็เดินมาคุยกับผมเรื่องเพลง น้ำตา นี่แหละ แกถามผมว่าทำไมผมไม่เขียนเพลงให้ตัวเองแบบนี้บ้าง ทำไมผมไม่ลองหันไปทาง ศิลปิน-นักร้อง-นักแต่งเพลง ดูบ้าง เออ…ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนจนกระทั่งพี่โด๋วบอก ก็เลยลองทำดู”

คำแนะนำจากรุ่นพี่ซึ่งเป็นดีเจชื่อดังนั้นเปรียบเสมือนการบรรจุเชื้อเพลิงลงในกระสวยอวกาศโดยมีแสตมป์เป็นผู้โดยสารอยู่ในนั้นให้พุ่งทะยานโคจรไปในความกว้างใหญ่ของวงการเพลงไทย เพราะหลังจากนั้นแสตมป์ก็เริ่มเขียนเพลงให้ตัวเองและเราก็เริ่มรู้จักศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อว่า แสตมป์ อภิวัชร์

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

“ตอนนั้นผมก็เลยลองทำดู เอาเพลงที่เขียนให้เพื่อนๆ แต่ดันหวงขึ้นมานี่แหละมาทำ บอกเพื่อนว่า ‘เฮ้ย กูขอเก็บไว้ก่อนนะ’ เพลงอย่าง ความคิด, คนที่คุณก็รู้ว่าใคร อะไรนี่แหละมารวมเป็นเดโมไปให้พี่บอยฟัง กะว่าเป็นโปรเจกต์ทำเล่นๆ เป็นอัลบั้ม The Million Ways to Write Part I ทีนี้ระหว่างนั้นเพลง ความคิด มันก็ไปถึงมือคุณโอ-ณัฐพล วงศ์ตรีเนตรกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง A Moment in June เขาได้ฟังแล้วเขาชอบเพลงนี้ก็เลยขอไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ปรากฏว่าเพลงมันลงตัวกับหนังมากก็เลยทำให้เพลงมันดังขึ้นมา ทีวีก็เปิดเพราะเขาใช้โปรโมตหนัง วิทยุก็เล่น ผมก็ช็อกอีก เฮ้ย เพลงมันดังว่ะ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้จักผมเลยนะ ตอนนั้นใครก็เรียกผมว่า ‘คนที่ร้องเพลงความคิด’ คือไม่มีใครรู้จัก ขนาดงานจ้างไปเล่นซึ่งเริ่มมีเข้ามาหลังจากเพลงมันดังหลายงานเลยนะที่เขาไม่ให้ผมเข้างาน แต่ก็นั่นแหละหลังจากนั้นก็เริ่มมีงานโชว์งานจ้าง เริ่มทำให้ผมมีรายได้จากการเป็นศิลปินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

แม้จะอยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรมเพลงไทยซบเซาเพราะการเปลี่ยนของเทคโนโลยี แต่ The Million Ways to Write Part I อัลบั้มแรกของแสตมป์ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการเป็นที่ยอมรับและทำให้เขาได้รับการจับตามองในฐานะศิลปินผู้เป็นความหวังให้กับวงการเพลงไทย

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุขแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

4.

ความสำเร็จ-ดาวดวงอื่นซึ่งตามมา

หลังจาก ความคิด และความสำเร็จแรกอันเป็นการแจ้งเกิดให้กับเจ้าตัว ชื่อของแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในการรับรู้ของคนฟังเพลงไทย จำนวนงานที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปทำการแสดงเริ่มลดน้อยลงไปจนกระทั่งไม่เหลือเลย เพลงของเขาหลายเพลงจากอัลบั้มต่อๆ มาไม่ว่าจะเป็น เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง, ชายกลาง, โอมจงเงย, ให้ตายสิพับผ่า, กาลครั้งหนึ่ง, วิญญาณ กลายเป็นเพลงฮิต เช่นเดียวกับเพลงที่เขาแต่งให้ศิลปินต่างๆ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ที่คนฟังอาจคุ้นหูหน่อยก็อาทิ ราตรีสวัสดิ์ ของฟักกลิ้งฮีโร่, เงินล้าน ของโมเดิร์นด็อก, หวานขม ของ บอย โกสิยพงษ์ และ ธนชัย อุชชิน เป็นต้น แสตมป์กลายเป็นคนดังมากขึ้นจากการเป็นหนึ่งในคอมเมนเตเตอร์ให้รายการ The Voice Thailand ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง เขายังเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับสินค้าจำนวนมาก รูปภาพของเขาขึงเป็นที่พบเห็นได้โดยทั่วไป รวมความแล้วก็คือแสตมป์กลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะเวลาไม่กี่ปี

“ตอนแรกผมบอกว่าผมเล่นดนตรีเพื่อความมัน ใช่ ตอนนั้นก็เป็นอย่างนั้น แต่พอเวลาผ่านไปเราเริ่มพอจะมีชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าช่วงเวลาที่ออกอัลบั้มชุดที่สอง เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง (2553) ผมทำเพลงเพื่อความสำเร็จ พอมาชุดที่ 3 ก็อยากรักษาความสำเร็จนั้นไว้เลยตั้งชื่อว่า Supermarket  (2556) เพราะอยากให้มัน ‘โคตรตลาด’ อยากทำเพลงให้มันฮิต และมันก็น่าจะเป็นชุดที่ประสบความมากที่สุดนะ คือตอนนั้นผมไม่รู้ตัวเลย ไม่มีเวลาได้หยุดคิดอะไร ความสำเร็จมันมาเราก็สานต่อตามน้ำไป เหมือนเราต้องกระโจนไปเรื่อยๆ น่ะ โดดไปดาวดวงโน้นทีดวงนี้ที ระหว่างนั้นมันก็มีเรื่องมีราวมีดราม่าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มาจนถึงชุด Sci-Fi (2557) ซึ่งเป็นชุดที่ผมรู้สึกว่าผมจะทำเพลงเพื่อตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ แล้ว แล้วตอนนั้นเราก็มีของมากขึ้นมันก็เลยออกมาเป็นชุดที่ผมพอใจมากที่สุดนะในบรรดาอัลบั้มเพลงไทย”

“แล้วทุกวันนี้แสตมป์ทำเพลงเพื่ออะไร” เราถามเขาหลังจากได้ข้อสรุปว่าการเดินทางในกาแล็กซี่แห่งเสียงเพลงของเขานั้นได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

แสตมป์ตอบคำถามนี้ด้วยความรวดเร็วราวกับรู้ว่าจะถูกถามแบบนี้ “ผมเพิ่งคิดเรื่องนี้ได้ไม่นานนี้เลยนะ ผมเคยถามตัวเองว่าตอนนี้ผมทำเพลงเพื่ออะไร คำตอบก็คือผมทำเพราะเอ็นจอยกับทุกอย่างในตอนนี้ ผมยินดีและสนุกกับทุกโอกาสที่ผมได้รับ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะต้องประสบความสำเร็จเหมือนเดิม หรือมันจะต้องสะใจ แบบ ‘เป็นไง กูเจ๋งหรือเปล่าล่ะ’ แบบตอนวัยรุ่น วันนี้ผมขอแค่ยังสนุกกับการได้ทำเพลงแค่นั้น พูดกันตามตรงตอนนี้ผมก็ไม่ได้ดังเหมือนตอนมีเพลง ความคิด อีกแล้ว และเพลงของเราก็อาจจะไม่โดนใจวัยรุ่นแล้ว แต่ผมก็ยังพยายามอยู่นะ ดังนั้นผมจึงคิดทุกครั้งเลยว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้ว ผมอยากสนุกกับมันให้มากที่สุด ทำเพลงที่ผมชอบที่สุดก่อน”

‘สนุกกับทุกโอกาสที่ได้รับ’ สิ่งนี้ดูจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กระสวยอวกาศของเขายังคงทะยานไปในหมู่ดาว และมันก็ทำให้ แสตมป์ ทะยานไปไกลถึงญี่ปุ่นเมื่อค่ายเพลง Parabolica Records ออกอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกในชื่อ STH ให้กับเขาซึ่งทำให้เขาได้ร่วมงานกับศิลปินต่างประเทศอย่าง Depapepe และ คริสโตเฟอร์ ชู

“คือเป็นความฝันที่แอบๆ ซ่อนๆ มานานนะ ไม่กล้าบอกใครหรอก คือนอกจากฝันอยากได้เล่นงานแฟตฯ แล้วก็อยากลองไปทำงานต่างประเทศดูบ้าง ไปดาวดวงอื่นดูบ้าง คือพอไปทำงานกับโปรดิวเซอร์ต่างชาติก็รู้ว่า เฮ้ย เขาทำกันอย่างนี้เอง ก็ทำให้เราได้เรียนรู้พอสมควรนะ ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือความรู้จักพอ คือที่ผ่านมานิสัยผมนี่เวลาทำเพลงเรามีอะไรก็ใส่มันเข้าไป ยิ่งเล่นเยอะคือเก่ง ปรากฏว่าของเขาไม่ทำอย่างนั้น เขารู้จักความพอดีมากกว่าผม แบบ…พอมันถึงจุดที่พอแล้ว เมื่อดีไซน์ดีแล้วมันออกมาดีมากเลย เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน”

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

5.

ในที่สุดการเดินทางก็พามาเจอดาวดวงหนึ่ง…ในพริบตา

ตอนที่เราถามถึงการเขียนเพลง พริบตา ที่แสตมป์เขียนให้กับพี่เบิร์ด เขาดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ราวกับว่านี่ก็เป็นหนึ่งในหลายความสนุกที่มาจาก ‘โอกาสที่ได้รับ’ และโอกาสที่ว่านั้นก็มาจากดาวฤกษ์ดวงใหญ่ของวงการเพลงไทยที่ชื่อ ธงไชย แมคอินไตย์

“รู้ไหมว่าผมเขียนเพลงนี้จากอะไร” แสตมป์เว้นช่วงแล้วมองหน้าเรา เมื่อเห็นว่าเราคงตอบไม่ได้ เขาจึงเฉลยที่มาของเพลงที่เขาเขียน “มาจากหนังเรื่อง Your Name เมื่อปีที่แล้วยังไงล่ะ หนังเรื่องนี้มีดาวตกจำได้ไหม คือตอนที่รู้ว่าจะได้ทำเพลงให้พี่เบิร์ด พี่อ๊อฟ BIG ASS (พูนศักดิ์ จตุระบุล) Executive Producer ก็อธิบายให้ผมฟังว่ามันแบ่งเป็นสเตจๆ นะ ของผมนี่เป็นสเตจที่สิ้นหวังหดหู่ (หัวเราะ) ไม่รู้พี่อ๊อฟคิดยังไง แต่ก็บอกว่าของแตมป์ต้องสิ้นหวัง ผมก็เลยคิดถึงอะไรสักอย่างที่มันสว่าง แต่ว่ามันสิ้นหวัง ก็พอดีได้ดูหนังเรื่องนี้ จึงคิดถึงดาวตกในชั่วพริบตามันสว่างไสวเลยนะ แต่มันก็วูบดับไป คือรวมๆ เป็นเพลงสิ้นหวังที่มีความหวัง ผมก็เลยอยากให้บรรยากาศเพลงนี้มันสว่างเพราะ…ผมนึกไม่ออกว่าจะให้พี่เบิร์ดร้องเพลงสิ้นหวังได้ยังไง แต่พี่อ๊อฟเขาบอกว่าให้ลืมพี่เบิร์ดไปเลย คิดว่าอยากทำอะไรก็ทำไป ค่อนข้างเปิดกว้างมาก ผมดีใจนะที่ได้เขียนเพลงให้พี่เบิร์ด เหมือนเราเดินทางมาพอสมควร สุดท้ายเราก็ได้มาเจอดาวดวงหนึ่ง มาเจอดาวพี่เบิร์ด ดาวที่คุณควรเดินทางมาชื่นชมน่ะ” แสตมป์กล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ โนเบิล เกเบิล วัชรพล

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load