คงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรถ้าผมรู้เพียงว่า กลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือศิลปินแนว EDM เพราะปัจจุบันดนตรีแนวนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด

แต่ที่ผมตื่นเต้นปนประหลาดใจ เป็นเพราะกลุ่มนักดนตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าประกอบด้วย อดีตแชมป์โลกโอเปร่า อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย และอดีตสมาชิกวงร็อก ผู้ผันตัวมาบุกเบิกแนวเพลง EDM ในวันที่ยังเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมและไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

อย่างที่เรารู้กัน การบุกเบิกถางทางไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสักครั้ง

สมาชิกของวงมีด้วยกัน 4 ชีวิต ได้แก่ หมิว-วริศรา อภิรักษ์เดชาชัย นักร้องนำ, แขก-ชาลาลีคาน อาลีฟ ซันคาน มือเบสและร้องแร็พ, เอ้-สัณหภาส บุนนาค มือกีตาร์และซินธิไซเซอร์, โอเล่-จิโรจน์ เอี่ยวจินดา มือกลอง
วงของพวกเขาชื่อ BOOM BOOM CASH

BOOM BOOM CASH

เมื่อสมาชิกของวงทยอยมานั่งลงตรงหน้า บทสนทนาของเราจึงดำเนินไปอย่างสนุกสนานไม่แพ้แนวเพลง EDM ของพวกเขา หลายๆ เรื่องเล่าของพวกเขาทำเอาผมประหลาดใจที่ทุกคนมารวมกันได้ในวันนี้-วันที่ BOOM BOOM CASH เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่มาร่วมโปรเจ็กต์ Mini Marathon ของ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

ก่อนหน้านี้ผมเคยฟังเพลงของ BOOM BOOM CASH มาแล้วหลายเพลง และเพลงเพลงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาบางท่อนช่างเข้ากับสิ่งที่พวกเขากำลังทำชื่อ Keep Going เนื้อหาท่อนนั้นร้องว่า

‘เส้นทางที่ไม่เดินตามใคร คงไม่ต่างอะไรจากทะเลทราย ดูยังไง มองทางไหนก็ช่างโหดร้าย
หรือจะยอม’


1

คล้ายพรหมลิขิต-ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะหากวันนั้น เอ้ อดีตสมาชิกวงร็อกชื่อ SIX C.E ไม่พาตัวเองไปอยู่ในผับแห่งหนึ่ง บางทีวงการเพลงเมืองไทยอาจไม่มีวงดนตรี EDM ชื่อ BOOM BOOM CASH “มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังเรียนจบเราอยากเล่นดนตรีมาก จนวันนึงไปเที่ยวผับ ปกติผมก็ไปดื่มปกติ แต่วันนั้นไม่รู้ทำไม ผมน่าจะเป็นคนเดียวในร้านที่นั่งสังเกตว่าทำไมดีเจเปิดเพลงแบบนี้ แล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วคนก็เต้นกันหมดคน 700 – 800 คน” เอ้ย้อนเล่า โดยเพลงที่เขาว่าคือแนวเพลง EDM ที่ในบ้านเรายังไม่มีใครสนใจจริงๆ จังๆ

BOOM BOOM CASH

“สมัยก่อนไม่มี MC ด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้ต้องมี MC คอยบิลด์คน เมื่อก่อนมีดีเจแค่เปิดเพลงยังไงก็ได้ให้มีคนเต้น คืนนั้นผมก็คิดว่าเพลงที่เปิดไม่มีใครร้องได้สักคนเลยนะ แต่ว่าคนเขาเต้นกันน่ะ คือตอนเราทำวงร็อก ถ้าเล่นเพลงที่คนไม่รู้จัก เขายืนกอดอกดูน่ะ นึกออกไหม พอมาเห็นภาพนี้ โอ้โห กูเล่นดนตรีแทบตาย กระโดดแหกปาก ไม่เห็นมีใครกระโดดกับกูเลย แต่นี่เปิดเพลงแล้วคนเต้นพร้อมกันหมดเลย เพลงสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

คืนนั้นชายหนุ่มกลับบ้านด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ว่าอะไรทำให้ทุกคนในสถานบันเทิงแห่งนั้นคล้ายถูกดนตรีที่เขาไม่รู้จักร่ายมนตร์ให้ขยับแข้งขยับขาตามกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ

“พอกลับบ้านก็เลยไปเสิร์ชดูว่ามันคืออะไร ก็เลยเจอทางใหม่ จริงๆ EDM ย่อมากจาก Electronic Dance Music ก็คือเพลงอิเล็กทรอนิกอะไรก็ได้ที่มันอยากเต้น ผมเลยตั้งใจกลับมาทำเพลง ช่วงนั้นเรากำลังใกล้เรียนจบพอดี รู้สึกว่าถ้าเราทำเพลงก็น่าจะทำวงได้แล้ว ก็กลับมาคิด ซึ่งตอนนั้นทุกคนในวงยังไม่ได้เจอกันนะ”

BOOM BOOM CASH

หลังจากเรียนจบ แทนที่จะหางานประจำตามสายอาชีพที่เรียนมาอย่างใครเขา ชายหนุ่มกลับเลือกทำงานที่ให้โอกาสเขาได้วางแผนทำเพลง งานที่เชื่อว่าไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะไปทำ

“พอเรียนจบผมไม่อยากขอเงินที่บ้านแล้ว แต่อยากทำเพลง แล้วพอดีเพื่อนผมบอกว่าพ่อเขาทำบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็เลยโทรไปหาเพื่อน บอกว่ากูขอสมัครเข้าไปทำงาน เพื่อนก็บอกว่ามึงจะมาก็มา ผมก็เลยไปเป็นยาม แล้วใช้ช่วงเวลาที่ว่างหัดทำเพลงอยู่ปีหนึ่ง”

เมื่อมั่นใจว่าอยากบุกเบิกแนวเพลง EDM ในประเทศไทย เขาจึงตัดสินใจชวนอดีตเพื่อนร่วมวง SIX C.E อีก 2 คนคือ แขก มือเบส และ โอเล่ มือกลอง มาร่วมหัวจมท้ายอีกครั้ง

ขาดก็แต่เพียงนักร้องนำที่ยังรอใครสักคน

Mini Marathon Project


2

หญิงสาวหนึ่งเดียวในวงอย่างหมิว นั่งฟังช่วงเริ่มก่อการอย่างเงียบๆ จนกระทั่งผมชวนเธอคุยถึงช่วงที่พวกเขามาบรรจบพบเจอกัน แววตาของหญิงสาวเป็นประกายเมื่อย้อนเล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมา

“หนูเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะหนูชอบแบบ classical พวกโอเปร่า จนกระทั่งไปเจอคุณครูที่สอนที่มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่ามีการเรียนการสอนแบบที่เป็น Pre-College ตั้งแต่ ม.4 – ม.6 เรียนโอเปร่าจริงๆ เลย เราก็เลยไปสมัครดู แล้วก็ได้เข้าไปเรียนแล้วเจอคุณครูที่ดีมาก เป็นนัมเบอร์วันในชีวิต เป็นเหมือนแม่อีกคน”

ที่สถานศึกษาแห่งนั้นหญิงสาวได้ร่ำเรียนทุกอย่างที่เธออยากรู้ เธอว่าตลอดชีวิตที่เรียนดนตรีไม่มีช่วงไหนเลยที่ไม่มีความสุข แม้เส้นทางจะโหดหินกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้า

“ตอนที่เรียนโอเปร่าโหดมาก คือทุกอย่างต้องฟิกซ์หมดเลย ต้องรักษาร่างกาย ตื่นตี 5 ทุกวันเพื่อที่จะไปว่ายน้ำที่มหาวิทยาลัย ว่ายถึง 7 – 8 โมง แล้วก็อาบน้ำไปเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วไม่ใช่แค่เรียนร้องอย่างเดียว เราเรียนทฤษฎีดนตรี เรียนเปียโน เรียนภาษา 4 ภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เพราะมันคือสิ่งที่ควบคู่กับโอเปร่า คือเวลาร้องเพลงโอเปร่าจะมีสายประสาน เราต้องออกสำเนียงให้ถูกต้อง แล้วก็มีเรียนการแสดง เพราะว่าต้องไปแสดงโอเปร่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็จะมีพวกแสดงละครเวทีบรอดเวย์ คือบอกว่าเรียนโอเปร่า แต่ความจริงเราต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง”

หมิวบอกว่า ช่วงที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตนักเรียนโอเปร่าคือช่วงที่เธอต้องซ้อมเพื่อไปแข่งชิงแชมป์โลก เธอเล่าว่าในระยะเวลา 6 เดือนเธอต้องร้องอยู่เพลงเดียว เพื่อให้วันแข่งขันสมบูรณ์แบบที่สุด

“ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่ประมาณ ม.6 ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะร้องเพลงที่เลือกได้ คือเพลงที่ครูให้หนูแข่ง เป็นเพลงที่เด็กปริญญาโทเขาร้องแข่งกัน ซึ่งมันจะใช้เทคนิคที่ต้องใช้ร่างกายพวกกล้ามเนื้อข้างใน ซึ่งตอนนั้นกล้ามเนื้อเรายังไม่แข็ง เราก็เลยต้องไปว่ายน้ำทุกวันให้กล้ามเนื้อมันชิน เราซ้อมเกือบทั้งปีเพื่อให้เขาตัดสินเราเพียงแค่ 3 – 4 นาทีเท่านั้น”

โชคดีที่เวลาเกือบปีไม่สูญเปล่า หมิวคือคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกโอเปร่า ทั้งจากเวที Osaka International Music Competition และ Barry Alexander International Vocal Competition และครั้งหนึ่งในชีวิตเธอก็ได้ไปยืนร้องที่เมกกะแห่งวงการดนตรีคลาสิกอย่าง Carnegie Hall ในฐานะนักร้องโอเปร่าแชมป์โลก

“ตอนนั้นพอเราเดินไปถึงจุดจุดนั้นก็แอบคิดว่า เราทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตมาตรงนี้แล้ว จะยังไงต่อดี ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.6 พอดีต้องขึ้นปี 1 หนูก็แบบเอาไงดีนะ เพราะว่าตอนนั้นก็ได้ทุนที่ออสเตรียกับเยอรมนี”

BOOM BOOM CASH

เมื่อครุ่นคิดกับตัวเองถ้วนถี่หญิงสาวกลับเลือกปฏิเสธทุนที่ได้รับแล้วเรียนต่อในไทยที่มหาวิทยาลัยมหิดล

“ตอนนั้นไม่รู้อนาคตโอเปร่าในไทยจะเป็นยังไง คนเขาจะเข้าใจเราหรือเปล่า เช่นเวลาร้องเพลง หนูฝึกแทบตายเพราะมันยากมาก แล้วหนูร้องภาษาเยอรมัน อิตาลี คำที่หนูร้องออกมาคนที่ฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือว่าโน้ตที่หนูร้อง หนูใช้เทคนิคนี้ คนก็อาจจะไม่เข้าใจหนูร้อยเปอร์เซ็นต์” หมิวอธิบายเหตุผลที่ไม่เลือกเดินทางไปศึกษาต่อเพื่อก้าวเป็นนักร้องโอเปร่าระดับโลก

ฟังเธอเล่ามาถึงจุดนี้ใครหลายคนย่อมประหลาดใจไม่ต่างกันว่าอะไรทำให้นักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกอย่างหมิวกลายเป็นนักร้องนำวง EDM

“ประมาณตอนเรียนปี 2 ช่วงปลายๆ ใจเริ่มไปทางอื่นแล้ว คือยังมีความสุขกับการร้องโอเปร่าอยู่ แต่คิดว่าจบไปแล้วทำงานอะไรต่อ ก็เลยอยากจะร้องอย่างอื่นบ้าง ลองหาอะไรใหม่ๆ ทำดู แล้วตอนนั้นพี่เอ้ก็มาชวนว่ามาร้องเพลงกับวงพี่มั้ย แต่ทำวงแนว EDM นะ หนูก็ถามเป็นยังไงหรอ พี่เขาบอกว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คือทุกอย่างมันไม่เคยเกิดขึ้น คือมันเป็นจินตนาการที่ไม่สามารถบอกได้ว่า อ๋อ ก็เหมือนวงนั้นไง เพราะมันไม่มี พี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวทำเพลงส่งมาให้ฟัง คือตอนนั้นมันยังงงๆ อยู่ แล้วหนูก็งงๆ ชีวิตของตัวเอง ก็เลยบอกพี่เอ้ว่า โอเค มาลองทำกันดู”

“จากนักร้องโอเปร่าระดับแชมป์โลกมาเป็นนักร้องนำวง EDM ที่ยังไม่มีคนรู้จัก รู้สึกยังไง” ผมถามหญิงสาว

“ตอนนั้นเครียดมากเลย เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ถ้าเราเลือกทางนี้เราจะผิดไปตลอดชีวิตหรือเปล่านะ แล้วไม่มีใครสนับสนุนเลยทั้งพ่อแม่ ทั้งอาจารย์ เพราะเขาปูเราให้มาทางนี้ตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนูเดินไปบอกอาจารย์ว่าหนูจะเปลี่ยนสาขา จะขอไปอยู่สาขาอื่นแทนโอเปร่า อาจารย์ใจสลายเลยค่ะ เขาบอกว่า why why why เธอผ่านสิ่งต่างๆ มาไกลมากแล้ว ทำไมถึงเลือกแบบนี้”

“แล้วไม่เสียดายสิ่งที่ผ่านมาเหรอ”

“ไม่เสียดายค่ะ เพราะว่าสิ่งที่หนูเรียน ประสบการณ์ทุกอย่างมันยังอยู่ในนี้ค่ะ มันอยู่ในตัวหนู มันยังหล่อหลอมหนูอยู่ทุกวันนี้ แล้วอย่างน้อยหนูก็พูดได้ว่า เราเคยไปถึงขั้นไหน เราประสบความสำเร็จจนถึงจุดจุดหนึ่งก็ โอเค เรารู้ว่าเราทำมันเต็มที่แล้ว เราไม่เสียดายที่ทำมัน เราทำไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็อยากลองทำอย่างอื่นบ้าง”

และในที่สุด BOOM BOOM CASH ก็ได้นักร้องนำดีกรีแชมป์โอเปร่าโลก

BirdxBOOM BOOM CASH

3

ในช่วงที่ยังไม่มีใครรู้จัก BOOM BOOM CASH และแนวเพลง EDM เพลงที่ชื่อ BLUR BLUR ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงคล้ายเป็นนามบัตรของพวกเขาในการตระเวนเล่นตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน

“วันแรกที่เราเล่นกับวงมันมีคนดูแค่ยี่สิบกว่าคนเองครับ มีค่ารถให้คนละ 600 ก็ไปเล่นกัน” เอ้เล่าบรรยากาศตอนแสดงสดครั้งแรก “ตอนช่วงแรกๆ มีนักข่าวไปหาบ่อยมาก เมื่อก่อนเล่นเสร็จตี 1 ตี 2 มารอเพื่อมาถามว่าอะไรคือ EDM แค่นั้นเอง ตอนนั้นวงเริ่มต้นใหม่ เราไม่รู้เลยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ห้ามใช้เงินเป็นที่ตั้งเลยในช่วงแรก เพราะไม่รู้เลยว่าจะได้เมื่อไหร่ เผลอๆ ทำไปปีหนึ่งอาจจะเจ๊งก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ทำให้มีความสุขแล้วกัน มันจะได้อยากทำ

“ตอนนั้นก็คิดว่าอยากจะอยู่รอดด้วยสิ่งนี้สักที คือได้ทำสิ่งที่รักแล้วรอด เราจะได้ทำไปตลอด ก่อนนอนก็จะคิดว่าได้ขึ้นเวทีใหญ่” เอ้เล่าถึงช่วงที่พวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงแคบๆ

ด้วยความที่เป็นแนวดนตรีใหม่ที่ไม่เคยมีใครในวงเคยรู้จักมาก่อน ทุกคนจึงต้องปรับจูนใหม่หมด โดยเฉพาะนักร้องนำเสียงโอเปร่าอย่างหมิว

“มันแปลกมากๆ ต้องเรียนรู้อะไรใหม่หมดเลย เรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อก่อนร้องโอเปร่าหนูไม่เคยใช้ไมโครโฟนมาก่อน ไม่เคยต้องร้องกับวงดนตรีสด เคยร้องแต่กับวงออร์เคสตรา ไม่เคยต้องพูด ไม่เคยต้องเอนเตอร์เทนคนดู เคยแต่ยืนสวยๆ ก้มสวยๆ แล้วก็เดินกลับไป (หัวเราะ) แต่พอมาเป็นนักร้องนำมันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี หนูก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเบบี๋เลย แต่มันสนุกดีนะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่

BOOM BOOM CASH

“ซิงเกิลแรกที่ชื่อ BLUR BLUR ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่า” ผมชวนพวกเขาย้อนมองซิงเกิลที่เป็นจุดเริ่มต้น

“สำเร็จในสิ่งที่เราอยากจะบอกให้คนรู้ว่าเราเป็นแบบนี้นะ เรามาแล้วนะ เหมือนแนะนำตัวให้คนรู้จัก” เอ้ตอบก่อนที่หมิวจะเล่าต่อ “โชว์แรกตอนแรกคนก็นั่งกันหมดเลย คือเขาก็คงงง มีเพลงแค่เพลงเดียวคือ BLUR BLUR ซึ่งเขาร้องเพลงเราไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะสนุกกับเรามั้ยนะ แต่ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ มีคนปีนโต๊ะ แล้วทุกคนยืนเต้น มีคนกระโดด

“คำพูดที่อยู่ในหัวหนูคือ นี่แหละ ใช่” หมิวเน้นเสียงที่คำท้าย “พอเล่นปุ๊บ แล้วแบบ โอ้โห ตัวเราเองสนุกจนลืมทุกอย่างไปเลย หันไปเห็นใครในวงก็มีแต่คนเล่นแล้วยิ้ม เล่นแล้วสนุก อย่างตอนหนูร้องโอเปร่าก็จะเครียดกัน เพราะมันต้องเป๊ะ อันนี้หันไปทุกคนเฮฮา หนูก็เลยคิดว่านี่แหละความสุขที่ต้องการ คือหนูเล่นดนตรีมาหลายแนวก็เลยรู้สึกมาก ขนาดคนเขาไม่รู้จักเพลงเราเขายังสนุกกับเราได้ เหมือนหนูเก็บกดยังไงไม่รู้ วันนั้นปีนเก้าอี้บ้าคลั่ง ขนาดเราเป็นแค่ศิลปินตัวเล็กๆ อยู่เลย คนฟังไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักเขา แต่ทำไมมันสนุกขนาดนี้ นี่แหละสิ่งที่เราได้รับจากคนดู เวลาหนูร้องเพลง”

ฟังพวกเขาเล่าถึงตรงนี้ผมก็ย้อนนึกถึงค่ำคืนที่เอ้ค้นพบดนตรีปริศนาที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเต้นราวกับโดนสะกดมาวันนี้เขาคงค้นพบคำตอบแล้วเรียบร้อย

หลังจากซิงเกิลแรกพวกเขาทยอยปล่อยซิงเกิลมาเรื่อยจน ชื่อของ BOOM BOOM CASH ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในวงการดนตรีอีกต่อไป แล้วความฝันที่จะได้เล่นเวทีใหญ่ของเอ้ก็เป็นจริงเมื่อพวกเขาได้รับเลือกให้เล่นเป็นวงปิดในงาน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 5

“ป๋าเต็ด ยุทธนา เขาอยากให้วงเราเล่นวงปิดเทศกาลเขา วงเราขึ้นตอนตี 5 ตอนประมาณตี 4 ผมเดินไปดูลาดเลาอีกที มีคนประมาณ 10 คนกับขยะกองหนึ่ง” เอ้ย้อนเล่าถึงประสบการณ์บนเวทีใหญ่ครั้งแรก “ผมก็ไปบอกวงว่าไม่มีคนดูเลยว่ะ ขึ้นไปเล่นแค่สนุกก็พอ แล้วตอนนั้นพี่โจ้-โจอี้ บอย จะมาขึ้นด้วย เพิ่งอัดรายการทีวีเสร็จก็ดิ่งมาจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก็โทรมาถามว่าพวกเราขึ้นเวทีหรือยัง ผมก็บอกพี่โจ้ว่า ไม่มีคนเลย พี่ไม่ต้องมา สงสารพี่ คือพี่เขาอยากมาเล่นด้วย เพราะเราทำเพลงด้วยกัน 2 เพลง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปเล่นกับพวกมึงแหละ ก็วางสายกันไป เราก็บูมอะไรกันเสร็จหลังเวที พอออกไปเราเห็นตอนนั้นเลยว่าคนมาดูสุดลูกหูลูกตา มันไม่มีเหลือที่ว่างเลย คือเราไม่ได้เห็นตอนที่คนมาไง โอ้โห อะไรวะนี่”

แล้วปฏิกิริยาจากผู้ชมคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็คล้ายเป็นคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถหว่านแนวเพลง EDM ลงในกลุ่มคนฟังได้สำเร็จ

หลังลงจากเวที ป๋าเต็ดซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival ถึงกับบอกว่า

“โชว์สนุกมาก เป็นวงปิดที่สมบูรณ์แบบ”

BOOM BOOM CASH

 

4

เพลงที่ BOOM BOOM CASH แต่งให้พี่เบิร์ด ธงไชย เพื่อเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Mini Marathon ชื่อเพลงว่า พี่เปิดให้ โดยพวกเขารับหน้าที่เป็นคนร้องท่อนแร็พในเพลงนี้ด้วย

“ตอนแรกที่พี่อ๊อฟ Big Ass ติดต่อมาบอกให้เราทำเพลงให้พี่เบิร์ด เราคิดว่าพี่เขาอำ แล้วตอนทำเราก็ทำไปด้วยความรู้สึกว่าเดี๋ยวพี่เขาไม่เอาแน่เลย คือเหมือนดีใจนะ แต่จะมีความรู้สึกนี้อยู่ตลอด เราก็ทำเต็มที่ แล้วตอนแรกตอนพี่อ๊อฟบอกว่าให้แต่งให้พี่เบิร์ดร้อง แต่เราก็อยากให้มีเสียงคนในวงอยู่ในเพลงด้วย ก็เลยแต่งท่อนแร็พให้มันยากๆ ให้พี่เบิร์ดร้องไม่ได้

“สุดท้ายพี่เบิร์ดบอกว่า สงสัยพวกเราต้องอยู่ในเพลงแล้ว แล้วพวกเราผู้ชายก็แร็พกันทั้งสามคนครับ พอมาแร็พ แล้วไหนๆ ก็มากันสามคนแล้ว เลยให้หมิวร้องท่อนฮุกกับพี่เบิร์ดด้วยแล้วกัน” เมื่อเอ้ว่าถึงตรงนี้สมาชิกในวงทุกคนก็หัวเราะพร้อมกัน

แม้พวกเขาจะเล่าติดตลกไว้อย่างนั้น แต่เมื่อได้ฟังเนื้อเพลงที่พวกเขาแร็พและคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พวกเขาเล่า ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมดีแล้วที่พวกเขาจะเป็นผู้ถ่ายทอด

บางวรรคของเนื้อเพลง พวกเขาแร็พว่า

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง…

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

26 กุมภาพันธ์ 2561
18K

ถ้าจะให้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ พูดถึงหนังสั้นเรื่องล่าสุดในชีวิตอย่าง MY MARATHON อย่างกระชับ ผมรู้สึกว่ามี 2 ประโยคที่น่าสนใจระหว่างเราพูดคุยกันถึงหนังสั้นเรื่องนี้

ถ้าจะเอาหล่อๆ-เต๋อยกประโยคของ บุษบา ดาวเรือง มาว่า “หนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งหนึ่ง”

ถ้าจะเอาเรียลๆ-เต๋อบอกว่า “เราถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ตอนท้ายปี น่าจะประมาณวันที่ 20 ธันวาคม เรากะไว้ว่าจะจบงานนี้ด้วยความสบายๆ คิดว่าจะจบปีสวยๆ สุดท้าย ไอ้สัส เด๊ด ไหนล่ะปีใหม่กู”

หากใครได้ชมหนังสั้นเรื่องล่าสุดของนวพลย่อมเห็นความวายป่วงของการถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ และชายหนุ่มก็ยอมรับว่านี่คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วในชีวิตการเป็นผู้กำกับของเขา

 

WARM UP / อบอุ่นร่างกาย

MY MARATHON เป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ชื่อพ้องกันอย่าง Mini Marathon ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชวน 8 ศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด โดยแต่ละเพลงศิลปินจะได้โจทย์จากความรู้สึกของการวิ่งมาราธอนทั้ง 8 สเตจ

ไล่ตั้งแต่ ตื่นเต้น-การปฏิเสธ-ช็อก-โดดเดี่ยว-สิ้นหวัง-เจอกำแพง-ยืนยัน-ปีติยินดี

นอกจากเพลง 8 เพลงที่ว่า ค่ายแกรมมี่ยังชวนผู้กำกับที่น่าจับตาแห่งยุคสมัยอย่างนวพล มาทำ Music Content โดยมีวัตถุดิบคือชีวิตพี่เบิร์ดและเพลงทั้งแปดของโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งนักแสดงนำที่ผู้กำกับหนุ่มเลือกมาประกอบด้วย ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ, อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ และ ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา โดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วเขาจะกลายเป็นผู้แสดงนำเสียเอง

หลังจากที่ดูหนังสั้นเรื่องนี้จบผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามผุดขึ้นมากมายในหัว บางคนอาจหนักถึงขั้นสงสัยว่า นี่เป็นการจัดฉากของผู้กำกับหรือไม่

คำถามคือ แล้วใครจะตอบคำถามต่างๆ ได้ดีที่สุด ถ้าไม่ใช่เขา

MY MARATHON

 

STAGE 1

EXCITEMENT / ตื่นเต้น

“ถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ”

“ตอนแรกถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ เราไม่คิดว่าจะได้เจอพี่เบิร์ด ได้ทำงานกับพี่เบิร์ด ถ้าเกิดสมมติเป็นนักร้องอินดี้คนหนึ่งยังดูมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้ร่วมงานด้วย แต่ว่ากับพี่เบิร์ดเราต้องถามเลยว่า จริงใช่มั้ย พี่ๆ ที่แกรมมี่ดูงานผมแล้วใช่มั้ย

“เหมือนเราเองมีสถานะคนนอกตลอดเวลา งานที่เราทำมันจะอยู่รอบนอก ไม่ได้แมส แล้วเท่าที่เราเห็นพี่เบิร์ดที่ผ่านมามันแมสมากๆ เราก็คิดว่าเราทำอะไรร่วมกันได้จริงใช่มั้ย คือหนึ่งยังไม่รู้จะเป็นยังไง แล้วสองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำจะเข้ากับเขาไหม โชคดีที่พอคุยกันแล้ว Mini Marathon มันเป็นโปรเจ็กต์ที่เขาเปิดอยู่แล้ว ปล่อยให้พวกเราเล่นกับพี่เบิร์ดได้เลย นั่นก็โชคดีไปครึ่งหนึ่ง

“สำหรับเราที่ผ่านมา เราเห็นพี่เบิร์ดเป็นซูเปอร์เอนเตอร์เทนเนอร์ เหมือนเขาเกิดมาเพื่อเอนเตอร์เทนคน มีความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ มาเพื่อปลดปล่อยมวลมนุษย์ แล้วก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เรารู้อย่างเดียวเกี่ยวกับเขา

“ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้สึกว่าชีวิตพี่เบิร์ดเป็นปริศนา มารู้สึกตอนโต เหมือนพอโตขึ้นเรารู้แล้วว่า คนเรามีมิติมากกว่านั้น เราก็สงสัยว่าพี่เบิร์ดมีมิติอื่นๆ ยังไงบ้าง เราก็รอที่จะได้คุยกับพี่เขา เพราะว่านั่นคือทางเดียว เราเลยขอนัดสัมภาษณ์พี่เบิร์ดก่อน เป็นช่วงกึ่งๆ รีเสิร์ชว่าเราทำอะไรได้บ้าง แล้วไหนๆ พี่เขามาสัมภาษณ์แล้วก็ถ่ายไปเลย เอาไว้เผื่อใช้

“หลังจากได้สัมภาษณ์พี่เบิร์ดรอบนั้น เรารู้สึกว่าพี่เบิร์ดเหมือนน้ำที่ไหลไปตามกาลเวลา เข้าได้ถึงทุกคนจริงๆ ในขณะที่งานที่เราทำแม่งโคตรเป็นก้อนนึงที่ไม่ได้เข้าได้กับทุกอัน

“ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใครนะ แต่เราอยากรู้ว่าคนที่ทำงานแบบนั้นเขารู้สึกยังไง”

MY MARATHON

 

STAGE 2

DENIAL / การปฏิเสธ

“กูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง”

“สิ่งที่เราสงสัยคือพี่เบิร์ดเขาทำให้คนทุกคน แล้วตัวเขาเองคืออะไร แล้วเขาทำแนวไหนก็ได้จริงๆ เหรอ

“สุดท้ายพี่เขาตอบเราว่า เขาเป็น Music Machine เราฟังแล้วเข้าใจเลยว่าถ้าพี่คืออันนี้เราเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดเลย เหมือนคุณเกิดมาเพื่อเดินไปถามทุกคนว่า วันนี้อยากฟังอะไร เดี๋ยวร้องให้ฟัง เราเต็มใจที่จะร้องให้ทุกคน มันคือคนละขั้วกับเราโดยสิ้นเชิง

“แล้วพล็อตหนังสั้นก็มาหลังจากวันนั้น ต้นทางคือมาราธอนกับ 8 สเตจ ซึ่งความจริงในทางหนึ่งมันมีความคล้าย MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY มาก มันแค่เปลี่ยนจากทวิตเตอร์เป็นสเตจของมาราธอน นี่คือกู กูชอบทำแบบนี้ ทำหนังตามสเตจหรือทำตามทวีต เราว่ามันก็ดูน่าสนใจดี ก็เริ่มจากตรงนี้ไปเลย ค่อยๆ คิดว่า 8 สเตจนี้ แต่ละสเตจควรจะเกี่ยวกับอะไร สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้จะพูดว่าอะไร

เต๋อ นวพล

“ที่แน่ๆ คงไม่ได้บอกว่ามาราธอนเราต้องวิ่งด้วยความพยายาม แต่เราเลือกที่จะเล่าว่า เราคิดยังไงกับการวิ่งมาราธอน มันวิ่งไม่ถึงได้มั้ยวะ เราออกจากโซนปกติได้มั้ย เราต้องไปถึงโกลมั้ยวะ เราแพ้ได้มั้ย เราไปไม่ถึงได้หรือเปล่า

“ที่เลือกเล่าในมุมนี้เพราะว่าเรารู้สึกอย่างนั้น เรารู้สึกกับตัวเองว่ากูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง เพราะเขาเป็นคนที่วิ่งมา 30 ปี ซึ่งเราไม่อาจจะคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ได้ 30 ปี เราไม่รู้จะอยู่ถึงหรือเปล่า ยิ่งทำยิ่งแมสน้อยลง (หัวเราะ) แต่เราก็รู้สึกว่า กูก็อยู่มาได้ 5 – 6 เหมือนกันนะ แล้วคนก็โอเคนะ แสดงว่าไอ้ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องความไกลหรืออะไร มันเป็นคนละโกลแค่นั้นเอง

MY MARATHON

“ถามว่านี่คือแพ้มั้ย ไม่มั้ง เพราะว่าคนเราก็คงมีทางของเราเอง เราก็คงมีมาราธอนของเราเอง ซึ่งโกลมันไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดเราคิดว่าโกลเราคือพี่เบิร์ดเราคงจะรู้สึกแย่ว่า ทำไมสิ่งที่ทำไม่กว้างสักที ทำยังไงจะพิชิตใจคนได้ แต่พอเราไม่ได้ยึดโกลนั้น เรามีโกลของเราเอง คือคนเราก็มีโกลที่มันไม่เหมือนกันก็ได้นี่หว่า หนังเลยมีสคริปต์ออกมาเป็นคนที่วิ่งตามคนอื่นเหนื่อยแล้ว แล้วก็ไม่รู้เอาไงดี ไม่รู้ว่าพยายามน้อยไปหรือว่ามาผิดทาง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับดีกว่า จะเป็นแบบทูมาวิ่งเพื่อตามผู้หญิงที่ชอบคนหนึ่ง แต่ตัวเองวิ่งไม่จบ แล้วตัวละครอิมเมจที่แอบชอบทู แทนที่จะวิ่งไปตามเส้นทางก็เลือกที่จะไปกับทู เพราะว่าทูจะวิ่งไม่จบ แล้วเขาจะเดินกลับ เหมือนสร้างทางขึ้นมาใหม่

“คือการวิ่งไปไม่ถึงโกลของคนอื่นๆ หรือเมนสตรีม หรืออะไรก็ตามมันไม่ได้แปลว่าแพ้ มันแค่เป็นการครีเอตเส้นทางใหม่ให้ได้ หนังมันเลยชื่อ MY MARATHON

“คุณมีมาราธอนเป็นของตัวเองก็ได้

“ถ้าเกิดถ่ายเสร็จมันจะเป็นอันนั้น

“แต่…”

 

STAGE 3

SHOCK / สภาวะช็อก

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย”

“เช้าวันนั้นไม่มีลางบอกเหตุเลย

“แต่รู้ว่ามันน่าจะยากว่ะ เพราะว่าตัวประกอบที่เข้าฉากเยอะมาก ประมาณ 50 คน แล้วพอมันเป็นวันถ่ายจริง มันก็จะมีเรื่องกระทบสถานที่จริงๆ

“แล้วเราเพิ่งถ่าย Long Take ใน Die Tomorrow มาเรื่องนี้กูเลยคิดว่าจะถ่ายยาวสุดเลย 15 นาที ซึ่งจริงๆ มันยากมาก เพราะของมันเยอะ รถคันนึงต้องวิ่งไปกับนักแสดง แล้วต้องจำคิวซึ่งเยอะมาก เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าถ่ายไม่ได้หลายเทกหรอก สมมติวันนั้นราบรื่น ถ่ายได้ 10 เทก เราว่ามันจะเริ่มใช้ได้จริงประมาณเทกที่ 5 – 6 ไอ้ 5 เทกแรกคือซ้อมหมดเลย ถึงแม้จะซ้อมมาก่อน แต่วันซ้อมมันโล่งๆ จะวิ่งตรงไหนก็ได้ แต่ถ่ายจริงมีตัวประกอบตั้ง 50 คน

“ส่วนที่เลือกไปถ่ายที่ราชบุรีก็เพราะมันควบคุมง่ายแค่นั้นเอง ซึ่งจริงๆ อยากได้กรุงเทพฯ นะ อยากรู้สึกว่าวิ่งอยู่ในเมืองนิดๆ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นตึก มันดูแห้ง เราอยากได้ที่มันดูเป็นบ้านชุมชน ยังอยากได้ความร่มรื่นหรือบรรยากาศที่ไม่แข็ง

“ซึ่งเราปิดถนนใหญ่ไม่ได้ชัวร์ ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น แล้วก็รู้สึกว่าตัวสตอรี่มันต้องการซอยที่ทะลุไปสู่อีกทาง เพราะบทมันบังคับเลยว่าคุณต้องมีเส้นทางวิ่งหลัก แล้วสุดท้ายตัวละครต้องเดินตัดออกจากเส้นทางหลักออกไป มันมีแลนด์สเคปบังคับอยู่ในสคริปต์อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันเลยต้องไปบริเวณชุมชนที่มีถนนสายหลัก แล้วมีซอย

MY MARATHON ทู สิราษฎร์

เราก็ต้องคิดว่ามันจะเริ่มจากตรงไหน เข้าตรงไหน ควรจะเริ่มคุยที่บริเวณไหน เช่น คุยตรงนี้จะได้วิวร้านค้า ล้มตรงนี้จะได้สวยหน่อย เพราะข้างหลังเป็นสีฟ้า เราหาอยู่หลายรอบมากกว่าจะเจอว่าเอาถนนเส้นนี้แล้วกัน แล้วมาร์กจุดว่านั่งตรงไหน ล้มตรงไหน เดินกลับตรงไหน เดินออกตรงไหน ตรงไหนควบคุมการถ่ายได้เยอะสุด ตรงไหนแสงดีสุด

“แล้ววันจริงพอเริ่มถ่ายทูก็เจ็บเลย นั่นคือเทกที่หนึ่ง ฟุตเทจทูที่ถ่ายวันจริงมีแค่นั้นแหละครับ 10 วินาที

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย แล้วยังไงต่อ”

หนังเต๋อ เบิร์ด

 

STAGE 4

ISOLATION / โดดเดี่ยว

“หรือกูต้องเล่นเองวะ”

“ตอนแรกคิดว่ายังมีเวลา เดี๋ยวเขานั่งพักก็คงหาย สักพักรถพยาบาลมา คือเขาโทรเรียกคลินิกแหละ แต่ไม่รู้ใครไปเรียกรถพยาบาลมา อลังการเลย แต่ก็ยังรอทูนะ

“ตอนที่ทูไปคลินิกเราก็ทำได้แค่ซ้อมไปก่อน ซ้อมคิวกล้องเผื่อทูกลับมาวิ่งได้ ก็คิดวิธีแก้ปัญหาไว้สามสี่ทาง คิดว่าเปลี่ยนสคริปต์ได้มั้ย หรืออีกไอเดียก็คือเปลี่ยนนักแสดง แต่คือคุณนึกออกไหม ถ่ายที่ราชบุรี ใครจะมา คือถ้าถ่ายกรุงเทพฯ ก็อาจจะมีโอกาสจะเรียกใครมาได้ แต่ที่ราชบุรีเรียกแล้วเขาจะมาทันมั้ย เรียกแล้วจะมาเหรอ มันมีความเป็นไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์

 อิมเมจ สุธิตา  อิมเมจ สุธิตา

“แล้วมีอยู่วูบนึงคือคิดว่า หรือกูต้องเล่นเองวะ เพราะกูจำสคริปต์ได้หมด แต่ก็ไม่ๆๆ ไม่ได้ๆ กูจะไม่ collaborate ขนาดนั้น (หัวเราะ) ความคิดขึ้นมา 5 วินาทีแล้วจบไป

“แต่เราก็คิดว่าหรือทูเดี๋ยวก็วิ่งได้วะ มีความหวังอยู่ จนเขากลับมาจากคลินิกแล้วหมอบอกว่า วิ่งไม่ได้ นั่นแหละ ไอ้สัส แล้วยังไงต่อ

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะกลับมาถ่ายใหม่เลย เพราะเงินมันลงไปหมดแล้ว แล้วชาวบ้านก็ด่า คือลูกค้าร้านเขาจอดรถไม่ได้ เพราะเราปิดถนนทั้งวัน ก็นับไปสิ เขาสูญเสียรายได้ไปกี่บาท คือเราไม่คิดว่าเราจะกลับมาที่นี่ได้อีกแล้ว เพราะระหว่างถ่ายมันเครียด เขาเดินมาโวยเลย เราเห็นแล้วแหละ แต่เราต้องไม่สนใจ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเราทำงานไม่ได้ ก็ต้องให้ฝ่ายโลเคชันเขาจัดการไป

“เราว่าเราก็มีสติกว่าที่คิดเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะว่าเราออกกองบ่อยแหละ ช่วงหลังๆ ทำโฆษณาเยอะขึ้น แล้วการออกกองถ่ายกับการออกกองโฆษณามันเป็นเรื่องที่คุณต้องรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามันคือแค่ถ่ายไม่ทันเฉยๆ หรือเรื่องการแสดง ซ้อมมาแล้วทำไมพอถ่ายจริงไม่ใช่วะ หรือนักแสดงไม่สบายขอพักแปบนึง เลทชั่วโมงนึง สองชั่วโมง ก็ต้องดีลกับสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยเจอแบบนี้เลย ไม่เคยเจอแบบนักแสดงเด๊ด อันนี้หนักสุดแล้ว ถึงขั้นไม่รู้จะทำอะไรต่อเลย

“ซึ่งพอกลับไปดูฟุตเทจที่ทีมเบื้องหลังถ่ายไว้จะเห็นว่า กูยิ้มตลอดเวลาเหมือนกันนะ คนจะเชื่อมั้ยเนี่ยว่ากูเฮิร์ตอยู่ แต่อย่างที่บอก มันอาจจะเป็นเพราะมันคือปีที่ 6 จริงๆ หมายถึงว่าเศร้าไปก็ไม่ได้อะไร ถ้าเป็นปีที่ 1 เราว่าหน้าเราไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน”

 

STAGE 5

DESPAIR / สิ้นหวัง

“เราว่ากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง ในหัวมันคิดว่าจะเอายังไงดี เอายังไงดี ตลอดเวลา คือนอยด์มาก ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในหัวพยายามแตกออปชันแล้วว่าทำอะไรได้บ้าง

“เพราะเกิดเหตุการณ์นี้มั้ง เราถึงรู้ว่าเราเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นงานที่ไม่ค่อยมีปัญหามันก็จะเหมือนกับทุกๆ งาน แต่อันนี้เหมือนเราถูกถีบลงเหวไปเลย อ๋อ มึงแน่นักใช่มั้ย มึงลงเหวไปเลย แล้วคราวนี้มันต้องใช้สกิลล์ทุกอย่างในชีวิตมาโอบอุ้มไม่ให้กระแทกพื้นตาย

“พอถึงจุดหนึ่ง พอรู้ว่าทูวิ่งไม่ได้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจอะไรสักอย่าง ก็ลองโทรหานักแสดงคนอื่นเหอะ เราก็เลยพยายามนึกถึงใครที่ดูใกล้เคียง ก็นึกเร็วๆ ว่าทูเคยเล่นกับเบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) ใน Rompboy ดูเป็นวัยเดียวกัน แล้วก็คิดว่าเบนน่าจะพอเล่นได้ เพราะเป็นคนอิมโพรไวซ์ได้ พูดธรรมชาติได้ ก็เลยลองโทรหาเบนแล้วกัน มาได้ก็มา ก็ลองดู เผอิญมาได้ด้วย แม่งเซอร์มาก เบนขับรถมา เผอิญเบนขับรถเอง เลยไม่มีเวลาอ่านบท แต่ไม่เป็นไร มึงเอาตัวมาก่อนเลย เรื่องสคริปต์เดี๋ยวว่ากัน

“เราว่าถ้าเกิดเบนมาเร็วกว่านั้นมีสิทธิ์เหมือนกันนะ เพราะว่าที่เห็นในหนังนั่นคือเทกที่สอง เราว่ามันดูโอเคเหมือนกันนะ เพียงแต่เขาจำสคริปต์ไม่ได้ แค่พอเล่นได้ ซึ่งกว่าเขาจะมาก็ 4 – 5 โมงแล้ว มันไม่ทันแล้ว มันมืดแล้ว จบแค่นั้นเลย

“ซึ่งวันนั้น เราว่าเรากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

 

STAGE 6

THE WALL / กำแพง

“แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง”

“ตอนอยู่ในกองถ่ายช่วงท้ายๆ เรารู้สึกว่ามันเหมือนในสคริปต์ที่เขียนเลย ที่นักแสดงคุยกันแล้วตัวละครพูดว่า ‘เหี้ยเนอะ เดินไม่ถึงเส้นชัย’

“มันเหมือนเขาพูดกับเราอยู่ คือนี่มึงพูดกับกูอยู่เหรอ ที่อิมเมจบอกว่า ‘แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง’ เฮ้ย นี่พูดกับกูอยู่เหรอ ตอนนั้นก็เริ่มมีไอเดียว่าบทมันคาบเกี่ยวกับการถ่ายวันนั้นอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำยังไงกับมันเพราะเราไม่รู้ว่าเรามีอะไรในมือบ้าง เราแค่ลุ้นๆ ว่า น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายอะไรไว้บ้าง

MY MARATHON

“น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายไว้เพราะจะเอาไปตัดเป็นสกู๊ปในช่อง GMM พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นน้องก็ถ่ายไป เราก็บอกแค่ให้น้องเขาไปสัมภาษณ์เรื่องความรู้สึกว่าเกิดความฉิบหายแบบนี้พวกมึงรู้สึกยังไง

“พอกลับมาดูฟุตเทจที่เราถ่ายแล้วรู้ว่าไม่รอดชัวร์ ก็เริ่มติดต่อทุกคน วันนั้นใครถ่ายอะไรไว้ส่งมาให้หมด พวกถ่ายเล่นก็เอามาเถอะ เพราะฉะนั้นฟุตเทจมันก็จะเยอะมาก มีทั้งของน้องที่ถ่ายเบื้องหลัง ทั้งที่โปรดิวเซอร์ของเราถ่ายไว้ แล้วก็ของคนอื่นๆ อีก ก็มารวมกัน

“ตอนแรกยังไม่คิดว่าจะทำอะไรได้ แค่อยากดูฟุตเทจที่มีก่อน ซึ่งมันรู้สึกสนุกดีเหมือนกันนะ แต่ยังไม่รู้จะร้อยเรื่องยังไง จนกระทั่งเรากลับไปดูที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ดไว้ตอนรีเสิร์ชเท่านั้นแหละ

“พี่เบิร์ดครับ พี่ได้พูดประโยคนึง ซึ่งมันดูเป็นตอนจบได้ แล้วมันห่อทั้งเรื่องไว้ได้ มันคือประโยคสุดท้ายในหนังนั่นแหละ เหมือนกูเจอทอง ในความความรู้สึกเรามันเหมือนกับเรากำลังติดต่อสื่อสารกับฟุตเทจเขาอยู่ มันเหมือนเขาพูดให้เราฟัง

“พอมีอันนี้เรารู้สึกว่ากูรอดแล้วแล้ว วิธีการคือ เอาอันนั้นวางไว้ตอนสุดท้ายของไทม์ไลน์ แล้วเราค่อยไล่ไปว่าทำอะไรได้บ้าง เราต้องเอาอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง แล้วจะเล่ายังไง เพราะมันเล่าได้หลายแบบมาก คือมันพอมีสตอรี่แหละ แค่คุณจะลำดับยังไง จบที่ไหน สุดท้ายเรารู้สึกว่าตอนจบหนังที่เราทำมันโอเคมาก มันรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เรารู้สึกว่า มันไม่แน่นอน การทำงานการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะทำหนัง มันมีแต่เรื่องไม่แน่นอน คุณต้องปรับตัวไปกับมัน หรือไม่คุณก็เดินในทางของคุณเอง”

อิมเมจ สุธิตา

 

STAGE 7

AFFIRMATION / หัวชนฝา

“เราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะ”

“หน้าพี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ลอยขึ้นมาเลย (หัวเราะ) คิดว่าเราจะพูดกับเขายังไง

“เราว่าเราโชคดีที่อยู่ถูกจุด เพราะว่าทีมแกรมมี่ทุกคนที่เราดีลเขาคือคนทำคอนเสิร์ตเว้ย แล้วพอเราฉายดราฟต์แรกให้เขาดู ปรากฏเขาชอบมาก เราก็คิดในใจ พี่ชอบจริงหรือเปล่า แต่ดูอาการเขาชอบมากจริงๆ

“แล้วเขาก็พูดว่า มันเหมือนกับเวลาพวกพี่ทำคอนเสิร์ต มันเป็นอย่างนี้แหละ เค้าอยู่กับความ fuck up ที่เรามองไม่เห็น แล้วหนักกว่าเรา เช่นสมมติศิลปินจะขึ้นเวทีแล้ว อยู่ดีๆ เสียงไม่ออก หรือไมค์คนนั้นเปิดไม่ติด หรือเขาเคยเล่าว่า จัดคอนเสิร์ตแล้วมีคนมาระงับก่อนเล่น แล้วไม่รู้จะทำยังไง พวกพี่เขาเลยเข้าใจในสิ่งที่เราเจอ เราเลยรู้สึกโชคดีฉิบหาย การได้เจอทีมพี่เล็กคือการเรียนรู้

“มันเหมือนเราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะเว้ย เพราะว่าถ้าเกิดเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้น อันนี้มีความเข้าใจ แล้วก็อย่างที่ว่า เรารู้สึกว่า เขาดูแล้วมันสนุกด้วยมั้ง เคิร์ฟมันขึ้นลงอย่างนี้เลย ชะตาชีวิต

“พี่เล็กบอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งนึง ซึ่งเราคิดว่าใช่เลยพี่ เพราะว่าเราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้กับงานอื่นแน่ๆ ทำไม่ได้แน่นอน ต่อให้ไม่ใช่โฆษณาก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในกองมันคาบเกี่ยวกับสคริปต์ภาพยนตร์ ร้อยเข้ากับที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ด แบบเป๊ะๆ”

ฟ้า ษริกา

 

STAGE 8

ELATION / ปิติยินดี

“ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ค”

มันคือแรงบันดาลใจ ใจบันดาลแรง จริงๆ อย่างที่เราพูด เรารู้สึกว่าระหว่างถ่าย กูนี่เหมือนในสคริปต์เป๊ะเลย

“ถามว่าเหตุการณ์นี้มันลดอัตตาเราไหม มันไม่ใช่ลดอัตตาหรอก มันแค่เป็นแบบในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ก แล้วมันไม่ใช่แค่ปล่อยผลงานแล้วไม่เวิร์ก แต่มันคือไม่เวิร์กตั้งแต่ในกอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น เราไม่เคยถ่ายไม่เสร็จ

ซึ่งถ้าให้ย้อนมอง เราว่าการทำเรื่องนี้มันเปลี่ยนเรา 2 อย่าง อันแรก มันทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแบบของจริง คือเรามีสำนึกตรงนี้อยู่แล้วแหละไม่ว่าทำกองถ่ายไหน แต่เราไม่เคยรู้สึกขนาดนี้ อันนี้มันง่ายมาก มึงถ่ายไม่ได้ มึงลงมาเลย มึงมานี่ มึงมานั่งนี่ มึงคิดใหม่เลยว่าจะทำยังไง

“แล้วเราเพิ่งผ่าน Die Tomorrow ที่มันถ่ายแล้วแบบราบรื่นไม่มีปัญหาเลย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมาถูกช่วงเวลา คือมึงอย่าซ่านักนะมึง ไม่ได้หมายความว่ามึงเคยถ่ายได้แล้วมึงจะถ่ายอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ดึงขาเรา แต่มันกระชากลงมาเลย กลับสู่ความดำมืด เออ มันมีขึ้นมีลงจริงๆ ว่ะ การทำหนัง ไม่ใช่ว่าทำแล้วเก่งขึ้นๆ มันเป็นงานๆ ไป

“แล้วอันที่สองที่มันเปลี่ยนเราคือ ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดว่าเราจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจริงๆ เราจะรู้สึกว่าเราทำงานเล็กมาตลอด แล้วเวลาเราทำอะไรที่แผลงๆ พิสดาร ไม่เหมือนชาวบ้าน เราก็จะมีคำถามในสิ่งที่ทำตลอดว่า นี่กูเชียร์กันเองรึเปล่า มึงให้กำลังใจตัวเองหรือเปล่าว่ามันเวิร์ก แต่พอทำงานนี้แล้วรู้สึกว่าในจุดนึงเราไม่ได้คิดไปเอง มันมีคนโอเคกับสิ่งที่เราทำจริงๆ อยู่ อย่างน้อยก็ทีมพี่เบิร์ด ซึ่งตอนแรกเรากลัว เพราะพวกพี่เขาไม่ใช่วัยรุ่น หมายถึงดูเหมือนไม่วัยรุ่น แต่จริงๆ แล้วเขาวัยรุ่นกว่าที่คิดมาก เขารู้ว่าเราทำอะไร แล้วมันเป็นอีกเวย์หนึ่งที่อาจจะไม่เหมือนปกติ

“พอเรากลับมาดูชิ้นงานแล้วมันก็แปลกประหลาดนิดนึง คนคงคาดหวังว่าเราจะทำหนัง ทำเอ็มวี แต่สิ่งนี้เราไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเลยนะ จะเรียกว่าเบื้องหลังเดี๋ยวคนก็จะคิดว่ามีหนังจริงอีก จะบอกว่าหนังจริง พอคนไปดูคงแบบเมื่อไหร่หนังจะเริ่มวะ ทำไมมึงเปิดเบื้องหลังก่อน

“เราไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่ถ้าเขาบอกว่ามิวสิกคอนเทนต์คืออะไรก็ได้ นี่คือมิวสิกคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากมิวสิกของพี่เบิร์ดจริงๆ เลย เราเลยรู้สึกดีมากที่มันออกมาเป็นแบบนี้ อาจจะสื่อสารยากหน่อย แต่ถ้าคนเข้าใจก็จะเข้าใจ”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load