เมื่อเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งย่านบางใหญ่ ผมเห็นกีตาร์หลักสิบตัวแขวนเรียงรายอยู่บนกำแพง

กีตาร์แต่ละตัวที่แขวนอยู่มีร่องรอยการใช้งานปรากฏชัดเจน บางตัวมีบาดแผลที่เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าพวกมันผ่านการถูกใช้งานมาอย่างหนักหน่วง

นั่งรอในบ้านได้ไม่นาน เมธี อรุณ นักร้องนำวง LABANOON เจ้าของกีตาร์และเจ้าของบ้าน ก็เปิดประตูเข้ามาและทักทายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เพื่อนร่วมวงอีก 2 ชีวิตอย่าง อนันต์ สะมัน และ ณัฐนนท์ ทองอ่อน จะตามเข้ามาสมทบจนครบวงสนทนา

เรานัดพบกันในวาระที่ลาบานูนเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมในโปรเจกต์พิเศษของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชื่อ Bird Marathon Project ก่อนจะย้อนพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีของวงตั้งแต่วันที่ยังเป็นเด็กน้อยในวงการมาจนกระทั่งวันที่ได้มาบรรจบร่วมงานกับนักร้องซูเปอร์สตาร์ในวันนี้

จากการสนทนาที่มีเสียงหัวเราะดังสลับความเงียบทำให้ผมรู้ว่า เส้นทางชีวิตของพวกเขาคล้ายกีตาร์ที่แขวนอยู่บนกำแพง

นั่นคือมันสวยงามดีแม้จะมีร่องรอยของการกระทบกระแทกก็ตาม   

  1.

เพลงมันพาเรามาไกล

ลาบานูนเป็นวงที่เริ่มต้นบนเส้นทางดนตรีอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีความฝันยาวไกลในวันแรกๆ เหมือนวงร็อกวงอื่นๆ แต่จากจุดนั้นก็พาพวกเขามาอยู่จุดนี้

“คือเราอาจจะชอบดนตรี เราชอบฝัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องมีอัลบั้ม ต้องเป็นศิลปิน เราชอบร้องเพลง เราเล่นกีตาร์แล้วรู้สึกมันสนุก เมื่อก่อนเราประเมินฝีมือเราแล้วคิดว่ามันไม่สามารถไปถึงจุดอาชีพได้หรอก ประเมินอย่างนั้น ไม่คิดไม่ฝันหรอกว่าวันหนึ่งผมจะแต่งเพลงได้ ทำเพลงได้ เราไม่ได้ฝันเลยว่าจะเป็นลาบานูนอย่างทุกวันนี้” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่ดนตรียังเป็นเพียงบางสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจไม่ใช่ปากท้อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตพวกเขาคือการเข้ารอบ 10 วงสุดท้ายในรายการประกวดวงดนตรีระดับมัธยมอย่างเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2540

แม้จะไม่ได้แชมป์มาประดับโปรไฟล์แต่เอกลักษณ์ฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากวงอื่นๆ บนเวทีเดียวกันก็ไปสะดุดหู สะดุดตา และสะดุดใจ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แห่ง Music Bugs จนทำให้เขาได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินตั้งแต่ยังเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมปลาย

ฟังดูเหมือนง่ายดายใช่ไหม นั่นแหละ เมื่อเรามองใครหรือสิ่งใดจากระยะไกลเป็นธรรมดาที่เราจะมองไม่เห็นถึงร่องรอยบาดแผลของสิ่งนั้น ไม่แปลกที่หลายคนจึงอิจฉาชีวิตของเหล่าศิลปิน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“ตอนที่ผมร้องเพลง ยาม ผมแทบท้อ อยากไปบอกพี่เอกว่า ไม่ออกแล้วอัลบั้ม ด้วยความที่เพิ่งรู้ตอนอยู่ในห้องอัดว่ามันยาก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อร้องเพลง เราไม่ได้รู้เกี่ยวกับศาสตร์ดนตรีเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากูเป็นนักดนตรีเหรอวะ กูเป็นศิลปินเหรอวะ ไม่รู้ด้วยซ้ำ” เมธีย้อนเล่าถึงวันที่เข้าห้องอัดเพลงครั้งแรกในชีวิต

“บอกตรงๆ ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้าเราทำอะไรด้วยความรู้สึกจริงๆ จะว่าเรามั่วก็ได้ ไม่มีศาสตร์อะไรเลย โน้ต โด เร มี คืออะไร ถ้าให้เอาเปียโนมากดแล้วให้ผมร้องตามโน้ตนั้น หูผมยังฟังไม่ได้เลยว่าเป็นโน้ตอะไร พอเจอเขาสอนก็รู้สึกว่า โห ทำไมมันยากจัง คอแทบพัง น้ำตาแทบไหล จนพี่เอกต้องค่อยๆ ป้อน ค่อยๆ ไป เหมือนเรียนวิชาวัดเส้าหลิน”

“ร้องไปกี่รอบ จำได้มั้ย” ผมถาม

“พันกว่ารอบ เมื่อก่อนร้องตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า ไม่ผ่านสักที ต้องเข้าใจว่าเมื่อก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ที่จะจูนเสียงได้ ถ้าคุณร้องเพี้ยนก็ต้องอัดใหม่หมดเลย ต้องเอาให้ได้ มันก็เป็นผลพลอยได้ด้วยว่ามันก็ได้ฝึกไปในตัว เวลาร้องสดมันก็เป็นของจริงที่ออกมา” นักร้องผู้มีสำเนียงสุดแสนเป็นเอกลักษณ์ตอบด้วยรอยยิ้ม

โชคดีที่การร้องหลักพันรอบของเขาไม่สูญเปล่า เพลง ยาม คล้ายเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้จักวงดนตรีที่ชื่อ ลาบานูน กลายเป็นเพลงฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคที่คำว่า ‘ไวรัล’ ยังไม่มีใครรู้จัก อัลบั้มแรกที่ชื่อ นมสด ซึ่งวางแผงเมื่อ พ.ศ. 2541 มียอดขายเกินล้านตลับ

ไม่มีเพลง ยาม ไม่มีลาบานูน-เมธีว่าอย่างนั้น

“ตอนนั้นผมเป็นคนจนคนหนึ่ง พ่อแม่ผมเงินเดือน 4,000 บาท ที่บ้านรับจ้างกรีดยางพารา บ้านที่อยู่เวลาฝนตกก็รั่วบ้างไม่รั่วบ้าง เพลง ยาม เปลี่ยนชีวืตผม คืออย่างน้อยก็ได้ซื้อที่ดินให้แม่ผมตัดยาง สร้างบ้านให้แม่อยู่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร จากพื้นที่ไม่มีกระเบื้องก็ปูกระเบื้องให้ จากไม่มีรถก็มีรถมือสองขี่ มีทุนการศึกษาให้เราเรียน ส่งตัวเองได้ นี่คือการเปลี่ยนชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม

“เพลงมันพาเรามาไกล ตอนแรกเราอาจจะเข้าใจว่าเพลงมีไว้ฟังเฉยๆ ตอนนี้มันให้อะไรกลับมาเยอะมาก”

 

ลาบานูน เบิร์ด ธงไชย

2.

ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์

3  อัลบั้มแรกของลาบานูน ไล่ตั้งแต่ นมสด, 191 และ คนตัวดำ ล้วนมียอดขายทะลุล้านตลับ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าเป็นยอดขายล้านตลับโดยที่อยู่ค่ายเล็ก ไม่ได้มีสื่อในมือมากมายช่วยโปรโมต ในขณะที่อัลบั้มถัดๆ มาก็ได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ

หากแต่อยู่ดีๆ พวกเขาก็หายไปจากวงการโดยไม่ได้มีการร่ำลา ไม่มีเพลงไม่มีอัลบั้มออกมาให้แฟนๆ ได้ฟัง

ตอนนั้นบางเสียงพูดกันถึงขั้นว่า ลาบานูนยุบวง

“ชีวิตเหมือนชิงช้าสวรรค์ มีขึ้นมีลง” เมธีสรุปสัจธรรมที่เรียนรู้จากชีวิตช่วงนั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในเส้นทางสายดนตรี “7 – 8 ปีที่แล้วผมไม่ร้องเพลงไม่แตะกีตาร์เลยนะ ตอนนั้นเราเกือบยุบวงจริงๆ คิดว่าคงไม่มีลาบานูนแล้วจริงๆ ตอนแรกกีตาร์ 4 ตัวนี้ผมจะขายหมดเลย”

ใช่, นักร้องนำของวงพูดถึงกีตาร์บางตัวที่แขวนไว้บนกำแพงซึ่งปะทะสายตาของผมตั้งแต่เดินทางมาถึง

“วันหนึ่งลาบานูนเหมือนว่าเริ่มเชย แล้วท่ามกลางทุนนิยม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก รูปแบบการบริหารงาน และทีมงานเก่าๆ ที่ช่วยกันสร้างลาบานูนมาก็แยกย้ายกันออกไป เหลือแค่เราที่ยังอยู่ เลยกลายเป็นว่าผมเบื่อ ผมรู้สึกว่าผมผิดหวัง รู้สึกว่าผมเจ็บ ความจริงตอนนั้นลาบานูนก็ยังมีงานจ้างอยู่นะ อย่างน้อยๆ เดือนหนึ่งเงินเป็นแสนก็ยังหาได้อยู่ แต่ผมไม่เอา ผมไม่อยากเล่น ตัดสินใจไปทำงานข้าราชการเงินเดือน 20,000”

หลังจากเมธีพูดจบ อนันต์ซึ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยกันจึงเล่าเสริม “ณ ตอนนั้นถือว่าแต่ละคนก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่า จะอีก 2 ปีมาเจอกันนะหรืออีก 1 ปีมาเจอกัน ไม่มีใครรู้เลยว่าจะกลับมาไม่หรือกลับมา อาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้”

ช่วงเวลานั้นเมธีซึ่งเป็นนักร้องนำตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ อนันต์ไปทำงานด้านไอทีในบริษัทเอกชน ในขณะที่สมพร มือกลองคนเก่าย้ายไปเล่นให้วงกะลา

“ตอนนั้นคิดเหรอว่าในชีวิตยังมีอะไรที่ทำได้ดีกว่าเล่นดนตรี” ผมถาม

“ไม่มี ได้รู้แล้วไงครับเมื่อไปทำอย่างอื่น” นักร้องนำของวงตอบทันที

“แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาสู่วงการดนตรีอีกรอบคือจุดไหน”

“พี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา) กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” เมธีบอกก่อนจะเล่าบางเหตุการณ์ที่ติดในความทรงจำ

“วันนั้นผมขับรถอยู่ กำลังจะไปสอนที่มหาวิทยาลัย ก็เปิดวิทยุ แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า อยากฟังลาบานูน เมื่อไหร่ลาบานูนจะออกเพลงใหม่คะ คือมันบังเอิญฟังวิทยุพอดีน่ะ เฮ้ย ยังมีคนคิดถึงลาบานูนอยู่เหรอวะ แล้วที่สำคัญพี่กบโทรมาบอกว่า ‘กูคิดถึงลาบานูนว่ะ’

“ผมก็อึ้งอยู่ ยังไม่ตอบอะไร สองเหตุการณ์นั่นแหละจุดประกายแรกเริ่ม ก็เลยคิดว่ายังไงดีวะ กลับไม่กลับ ตอนนั้นเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 3 ปี ทำงาน อบจ. ได้ปีหนึ่ง รวม 4 ปี สุดท้ายก็ตัดสินใจว่ากลับ แต่ผมโชคดีตรงที่ ผมรู้สึกว่าพี่ๆ เขาคงคิดถึงผมอยู่เสมอ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทิ้งผม ตอนที่รู้ว่าจะย้ายมาแกรมมี่ เขาก็พยายามให้ผมไป featuring กับพี่ตูน บอดี้แสลม มาคลุกคลีกันก่อน นั่นแหละ มันก็เลยทำให้รู้สึกอบอุ่น เราไม่ได้อยู่เดียวดาย

“ย้อนกลับไปตอนที่เลิกเล่นดนตรีผมจะขายกีตาร์หมดเลย โชคดีวันนั้นเจ้าของร้านไม่อยู่ที่ร้าน ออกไปข้างนอก พนักงานบอกเฮียกำลังมา ผมบอกว่าไม่ทันแล้ว ผมต้องขึ้นเครื่องแล้ว ผมก็เลยหิ้วกีตาร์กลับมา ทุกวันนี้เวลาผมดูกีตาร์ 4 ตัวนี้ น้ำตาผมไหลตลอดเลย มันมีความหมายมาก” 

อนันต์ ลาบานูน   3.

ถึงเวลาที่คนจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว

หลังจากกลับมาทำเพลงอีกครั้ง วงได้สมาชิกใหม่คือ ณัฐนนท์ มือกลองคนปัจจุบันซึ่งย้ายมาจากวง Oblivious แทนมือกลองคนเดิม

“ตอนกลับมาผมก็ไม่มั่นใจนะว่าจะกลับมาได้ แต่ผมมาถูกจังหวะ มาถูกว่าวงการต้องการอาหารแบบนี้ ผมรู้สึกว่าคนไทยกินพวกแซลมอน สเต๊ก อาหารญี่ปุ่น มาเยอะแล้ว ผมรู้สึกว่าถึงเวลาที่คนไทยจะกลับมากินกะเพราไก่ไข่ดาว ผมรู้สึกว่าพริกเผา พริกแกง ได้เวลาของมันแล้ว”

อาหารเรียบง่าย กินง่ายที่เมธีว่าเขาหมายถึงเพลงซิงเกิลแรกอย่าง ศึกษานารี ที่ฟังแล้วคิดถึงลาบานูนในยุครุ่งเรือง เพลงอาจไม่ได้เหนือชั้นชนิดคนนั่งแกะคอร์ดต้องปวดหัว แต่เมธีเชื่อว่าคนฟังโหยหาเพลงแบบนี้ และเพลงแบบนี้คือนิยามของเพลงแบบลาบานูน

“ศาสตร์การแต่งเพลงของลาบานูนคือต่อให้โจทย์ยากยังไง เพลงต้องไม่เข้าใจยากเด็ดขาด ผมคิดเยอะนะ แต่เวลาทำจะไม่ทำให้ยากเด็ดขาด เอาให้ง่าย ไม่ซับซ้อน คือเหมือนขอให้ส่งบอลมาหน้าประตูให้ผม ผมยิงท่าง่ายๆ นี่แหละ ขอให้เข้าประตูก็พอ

“ซิงเกิ้ลแรกคือ ศึกษานารี ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ละคนมาท่ายาก ผมแต่งเพลงง่ายๆ นี่แหละ จนมาถึงซิงเกิล เชือกวิเศษ  7 เพลงแรกที่เป็นซิงเกิลมียอดวิวรวมกันพันกว่าล้าน พลังงานจน ร้อยกว่าล้าน เชือกวิเศษ สี่ร้อยกว่าล้าน แพ้ทาง สามร้อยกว่าล้าน ฉันก็คง ร้อยกว่าล้าน ใจกลางเมือง สองร้อยล้าน” เมธีย้อนเล่าการกลับมา

แต่แม้จะเอ่ยถึงตัวเลขยอดวิวในยุคที่ไม่มียอดขายเทปให้พูดถึง แต่สำหรับเมธี สิ่งที่มีค่าแท้จริงหาใช่ยอดวิวเหล่านั้น หากแต่มันคือการที่เพลงที่เขาเขียนที่เขาแต่งไปส่งแรงสั่นสะเทือนชีวิตของผู้ฟัง

“วินาทีที่ได้ร้อยล้านวิวผมก็ตื่นเต้นนะ แต่ก็ไม่ได้ดีใจภูมิใจอะไรกับมันมาก แต่อย่างเพลง ตายดาบหน้า มีคนดูแค่สามล้านกว่าวิว แต่ผมรู้สึกว่ามันมีค่า คือมีเพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นมือเบส เขาเป็นโรคมะเร็ง เมียขอหย่า เกือบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเขาฟังเพลง ตายดาบหน้า จบแล้วเขาส่งข้อความมาว่า ‘ขอบคุณเพลงเพื่อนว่ะ ที่ทำให้กูอยากมีชีวิตอยู่ต่อ’  คือเพลงบางเพลงมันทำให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตายแล้ว คิดว่าชีวิตกูไม่มีความหมายแล้ว ได้รู้ว่าชีวิตมีค่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต หรืออย่างเพลง พลังงานจน บางคนที่คิดว่าทำไมชีวิตต้องดิ้นรน ฟังแล้วบอกว่า ผมจะทำงาน เก็บตังค์ เลี้ยงดูพ่อแม่ คือนี่มันไม่ใช่แค่เพลงแล้ว

“ผมไม่ไม่รู้จะอธิบายยังไง เวลาดูยอดวิวผมตื่นเต้นกับมันนะ แต่มันก็ไม่ค่อยมีค่า ยอดวิวเป็นเรื่องที่เดี๋ยวมันก็ลง อย่างเพลง ตายดาบหน้า เป็นเพลงที่ไม่ดังเลยนะ แต่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตผมก็ยังยืนร้อง บางคนไม่เคยรู้จักก็บอกว่า เมธีร้องเพลงอะไรวะ ซึ่งเขาคงไม่เข้าใจหรอก ผมร้องเพื่อคนคนหนึ่ง”

ลาบานูน

ณัฐนนท์ ลาบานูน

4.

การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู

ไม่แปลกที่ใครสักคนซึ่งเคยเกือบบอกลาบอกเลิกบนเส้นทางที่เลือกเดินจะรู้สึกทึ่งกับใครอีกคนที่สามารถยืนระยะมาอย่างงยาวนานไม่ไขว้เขวหันเหออกนอกเส้นทางมาตลอดกว่า 30 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2529 ตอนที่อัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของ ธงไชย แมคอินไตย์ วางแผง เมธีนักร้องนำอายุ 7 ขวบ อนันต์ มือกีตาร์ อายุ 5 ขวบ ส่วนณัฐนนท์ มือกลอง ยังไม่เกิดหรือลงลึกไปกว่านั้น แม่ของเขาอายุน้อยกว่าพี่เบิร์ดเสียอีก

สำหรับเมธี การยืนระยะของนักร้องซูเปอร์สตาร์จนเวียนมาร่วมงานกันใน Bird Marathon Project จึงถือเป็นเรื่องพิเศษอย่างยิ่ง

“ถามว่าทำไมท่ามกลาง พ.ศ. นี้ พี่เบิร์ดยังเป็นไอดอลอยู่เลย คือเรายอมรับว่าพี่เบิร์ดเขาเป็นมืออาชีพจริงๆ เขาเป็นศิลปินจริงๆ ตั้งแต่เรายังเด็กๆ เรารู้สึกว่านี่คือการดำรงชีวิตของคนซึ่งเป็นแบบอย่าง เป็นครู ในการเป็นศิลปินเลยก็ว่าได้”

การได้เป็น 1 ใน 8 ศิลปินทำให้วงลาบานูนได้ใกล้ชิดนักร้องที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากพวกเขา

“ตอนเด็กๆ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดในด้านเอนเตอร์เทนเนอร์ เราอาจจะรู้จักพี่เบิร์ดเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์คนหนึ่ง แต่วิธีการดำเนินชีวิต เราอาจไม่รู้จักพี่เบิร์ด ผมเพิ่งมาได้สัมผัสจริง โห แม่เจ้า พี่เบิร์ดเขาถึงขั้นนี้เลยเหรอ ผมขนลุกเลยที่รู้ว่าพี่เบิร์ดต้องซ้อมเต้น ตื่นมาตอนเช้าต้องวอร์มขา วอร์มเสียง แสดงว่าตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมาเกือบ 20 – 30 ปี พี่เขาทำอย่างนี้ทุกวัน ในฐานะที่เป็นศิลปิน เราแทบไม่ได้ครึ่งเลยด้วยซ้ำ

“ผมว่านี่คือครู การดำเนินชีวิตของพี่เบิร์ดคือครู ไม่ใช่แค่ศิลปิน ผมว่าทุกคนมีโอกาสที่จะมีพรสวรรค์ แต่คนคนหนึ่งที่เขาจะมีวิชาชีพเป็นครูในเรื่องการดำรงชีวิต ในเรื่องการเป็นศิลปิน มีไม่กี่คน นี่คือศิลปินที่เป็นแบบอย่างให้กับศิลปิน ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่เบิร์ด”

เพลงที่ลาบานูนแต่งให้พี่เบิร์ดในโปรเจกต์นี้ชื่อเพลง ผู้ต้องหา เป็นการเล่นคำสไตล์ที่พวกเขาถนัด

“ตอนแต่งเรานึกว่าตอนนี้พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วนี่หว่า แล้วผมก็รู้สึกว่าสุดท้ายไม่ว่าพี่เบิร์ดจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ พี่เบิร์ดก็ยังต้องการความรักอยู่ ยังต้องหาความรักอยู่ เป็นผู้ต้องหา เราก็เล่นคำ เราก็นึกถึงเพลงคนไม่มีแฟน เราก็รู้สึกว่าเพลงนี้ถือเป็นภาคต่อ”

“รู้สึกเหลือเชื่อมั้ยที่วันหนึ่งได้มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด” ผมสงสัย

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งพวกผมจะได้ออกเทป ได้ไปเจอพี่เบิร์ดเอง ได้อยู่ข้างๆ กัน ได้ทำงานเพลงให้พี่เบิร์ด ไม่เคยคาดคิด ยังนึกอยู่ว่าตอนนี้ฝันหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีก็พาเรามาไกลขนาดนี้ สำหรับผมนี่คือจุดสุดยอดในการเป็นนักดนตรีของผมแล้ว เวลาเจอแฟนคลับ เจอคนที่ชอบลาบานูน ผมจะให้เกียรติเขามาก เพราะผมเข้าใจเขา เหมือนเวลาที่เราเจอพี่เบิร์ด เรามีความสุขมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ต่อให้ทุกวันนี้เพลงเรามียอดวิวเป็นร้อยล้าน แต่เวลาเราเจอพี่เบิร์ดเราก็ยังประหม่าอยู่ เหมือนเรายังเป็นเด็กคนเดิมที่เคยฟังเคยเต้นเพลงพี่เบิร์ด ผมยังเป็นเด็กน้อยคนนั้น

“ที่สำคัญ อย่างหนึ่งในการทำงานกับพี่เบิร์ดคือผมรู้สึกว่าเวลาอะไรที่เป็นของจริง มันจะสื่อพลังบางอย่างให้กับคนรุ่นหลังด้วย พอนั่งคุยเสร็จพี่เบิร์ดสื่อพลังให้กับพวกเราวงลาบานูนด้วย รู้สึกเหมือนการต่ออายุให้กับวงพวกเราด้วย เป็นกำลังใจ ทั้งๆ ที่พี่เบิร์ด ไม่ได้บอกว่า ลาบานูนสู้ๆ นะ แต่มันเกิดจาการที่ได้สัมผัส ได้อยู่ใกล้ๆ ได้พูดคุย เราอยากสู้ อยากทำให้ดีที่สุด

“มีช่วงที่ลาบานูนเกือบจะขายกีตาร์ ช่วงที่เราไม่อยากเล่น พอพี่เบิร์ดรู้ก็บอกว่า ‘อย่าหยุดนะเว่ย ต้องอยู่ยาวๆ เขาก็บอกจะมีช่วงหนึ่งในชีวิตเราเป็นแบบนั้น ทุกคนทุกอาชีพมีหมดแหละ เราอาจจะมีบางอย่างที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต รู้สึกจำเจกับชีวิต รู้สึกอยากลอง ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด อนันต์ก็เลยถามพี่เบิร์ดว่ามีช่วงแบบนี้มั้ย พี่เบิร์ดก็บอกว่ามี สุดท้ายมันก็คือเพลงหนึ่ง นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ เป็นเพลงที่พี่เขาให้เราสู้ต่อไป คือทุกคนเคยเป็นอย่างนี้หมด พี่เบิร์ดก็เคยเป็น แค่เราถามใจตัวเองว่าจะสู้ไปกับมันมั้ย ชีวิตเราไม่แน่นอน ความดังมันดิ่งลงได้ คนเราก็ต้องแก่ มันเป็นวัฏจักรชีวิต แต่ถ้าใจสู้ มันจะมีอะไรบางอย่างที่บันดาลใจเรา”

labanoon

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

คมทัตต์ นิลปั้น

หลงใหลในการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบการถ่ายภาพทุกรูปแบบ คน สัตว์ สิ่งของ ปัจจุบันชื่นชอบงานถ่ายภาพ portrait และงาน fashion

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

26 กุมภาพันธ์ 2561
18K

ถ้าจะให้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ พูดถึงหนังสั้นเรื่องล่าสุดในชีวิตอย่าง MY MARATHON อย่างกระชับ ผมรู้สึกว่ามี 2 ประโยคที่น่าสนใจระหว่างเราพูดคุยกันถึงหนังสั้นเรื่องนี้

ถ้าจะเอาหล่อๆ-เต๋อยกประโยคของ บุษบา ดาวเรือง มาว่า “หนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งหนึ่ง”

ถ้าจะเอาเรียลๆ-เต๋อบอกว่า “เราถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ตอนท้ายปี น่าจะประมาณวันที่ 20 ธันวาคม เรากะไว้ว่าจะจบงานนี้ด้วยความสบายๆ คิดว่าจะจบปีสวยๆ สุดท้าย ไอ้สัส เด๊ด ไหนล่ะปีใหม่กู”

หากใครได้ชมหนังสั้นเรื่องล่าสุดของนวพลย่อมเห็นความวายป่วงของการถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ และชายหนุ่มก็ยอมรับว่านี่คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วในชีวิตการเป็นผู้กำกับของเขา

 

WARM UP / อบอุ่นร่างกาย

MY MARATHON เป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ชื่อพ้องกันอย่าง Mini Marathon ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชวน 8 ศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด โดยแต่ละเพลงศิลปินจะได้โจทย์จากความรู้สึกของการวิ่งมาราธอนทั้ง 8 สเตจ

ไล่ตั้งแต่ ตื่นเต้น-การปฏิเสธ-ช็อก-โดดเดี่ยว-สิ้นหวัง-เจอกำแพง-ยืนยัน-ปีติยินดี

นอกจากเพลง 8 เพลงที่ว่า ค่ายแกรมมี่ยังชวนผู้กำกับที่น่าจับตาแห่งยุคสมัยอย่างนวพล มาทำ Music Content โดยมีวัตถุดิบคือชีวิตพี่เบิร์ดและเพลงทั้งแปดของโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งนักแสดงนำที่ผู้กำกับหนุ่มเลือกมาประกอบด้วย ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ, อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ และ ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา โดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วเขาจะกลายเป็นผู้แสดงนำเสียเอง

หลังจากที่ดูหนังสั้นเรื่องนี้จบผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามผุดขึ้นมากมายในหัว บางคนอาจหนักถึงขั้นสงสัยว่า นี่เป็นการจัดฉากของผู้กำกับหรือไม่

คำถามคือ แล้วใครจะตอบคำถามต่างๆ ได้ดีที่สุด ถ้าไม่ใช่เขา

MY MARATHON

 

STAGE 1

EXCITEMENT / ตื่นเต้น

“ถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ”

“ตอนแรกถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ เราไม่คิดว่าจะได้เจอพี่เบิร์ด ได้ทำงานกับพี่เบิร์ด ถ้าเกิดสมมติเป็นนักร้องอินดี้คนหนึ่งยังดูมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้ร่วมงานด้วย แต่ว่ากับพี่เบิร์ดเราต้องถามเลยว่า จริงใช่มั้ย พี่ๆ ที่แกรมมี่ดูงานผมแล้วใช่มั้ย

“เหมือนเราเองมีสถานะคนนอกตลอดเวลา งานที่เราทำมันจะอยู่รอบนอก ไม่ได้แมส แล้วเท่าที่เราเห็นพี่เบิร์ดที่ผ่านมามันแมสมากๆ เราก็คิดว่าเราทำอะไรร่วมกันได้จริงใช่มั้ย คือหนึ่งยังไม่รู้จะเป็นยังไง แล้วสองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำจะเข้ากับเขาไหม โชคดีที่พอคุยกันแล้ว Mini Marathon มันเป็นโปรเจ็กต์ที่เขาเปิดอยู่แล้ว ปล่อยให้พวกเราเล่นกับพี่เบิร์ดได้เลย นั่นก็โชคดีไปครึ่งหนึ่ง

“สำหรับเราที่ผ่านมา เราเห็นพี่เบิร์ดเป็นซูเปอร์เอนเตอร์เทนเนอร์ เหมือนเขาเกิดมาเพื่อเอนเตอร์เทนคน มีความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ มาเพื่อปลดปล่อยมวลมนุษย์ แล้วก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เรารู้อย่างเดียวเกี่ยวกับเขา

“ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้สึกว่าชีวิตพี่เบิร์ดเป็นปริศนา มารู้สึกตอนโต เหมือนพอโตขึ้นเรารู้แล้วว่า คนเรามีมิติมากกว่านั้น เราก็สงสัยว่าพี่เบิร์ดมีมิติอื่นๆ ยังไงบ้าง เราก็รอที่จะได้คุยกับพี่เขา เพราะว่านั่นคือทางเดียว เราเลยขอนัดสัมภาษณ์พี่เบิร์ดก่อน เป็นช่วงกึ่งๆ รีเสิร์ชว่าเราทำอะไรได้บ้าง แล้วไหนๆ พี่เขามาสัมภาษณ์แล้วก็ถ่ายไปเลย เอาไว้เผื่อใช้

“หลังจากได้สัมภาษณ์พี่เบิร์ดรอบนั้น เรารู้สึกว่าพี่เบิร์ดเหมือนน้ำที่ไหลไปตามกาลเวลา เข้าได้ถึงทุกคนจริงๆ ในขณะที่งานที่เราทำแม่งโคตรเป็นก้อนนึงที่ไม่ได้เข้าได้กับทุกอัน

“ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใครนะ แต่เราอยากรู้ว่าคนที่ทำงานแบบนั้นเขารู้สึกยังไง”

MY MARATHON

 

STAGE 2

DENIAL / การปฏิเสธ

“กูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง”

“สิ่งที่เราสงสัยคือพี่เบิร์ดเขาทำให้คนทุกคน แล้วตัวเขาเองคืออะไร แล้วเขาทำแนวไหนก็ได้จริงๆ เหรอ

“สุดท้ายพี่เขาตอบเราว่า เขาเป็น Music Machine เราฟังแล้วเข้าใจเลยว่าถ้าพี่คืออันนี้เราเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดเลย เหมือนคุณเกิดมาเพื่อเดินไปถามทุกคนว่า วันนี้อยากฟังอะไร เดี๋ยวร้องให้ฟัง เราเต็มใจที่จะร้องให้ทุกคน มันคือคนละขั้วกับเราโดยสิ้นเชิง

“แล้วพล็อตหนังสั้นก็มาหลังจากวันนั้น ต้นทางคือมาราธอนกับ 8 สเตจ ซึ่งความจริงในทางหนึ่งมันมีความคล้าย MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY มาก มันแค่เปลี่ยนจากทวิตเตอร์เป็นสเตจของมาราธอน นี่คือกู กูชอบทำแบบนี้ ทำหนังตามสเตจหรือทำตามทวีต เราว่ามันก็ดูน่าสนใจดี ก็เริ่มจากตรงนี้ไปเลย ค่อยๆ คิดว่า 8 สเตจนี้ แต่ละสเตจควรจะเกี่ยวกับอะไร สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้จะพูดว่าอะไร

เต๋อ นวพล

“ที่แน่ๆ คงไม่ได้บอกว่ามาราธอนเราต้องวิ่งด้วยความพยายาม แต่เราเลือกที่จะเล่าว่า เราคิดยังไงกับการวิ่งมาราธอน มันวิ่งไม่ถึงได้มั้ยวะ เราออกจากโซนปกติได้มั้ย เราต้องไปถึงโกลมั้ยวะ เราแพ้ได้มั้ย เราไปไม่ถึงได้หรือเปล่า

“ที่เลือกเล่าในมุมนี้เพราะว่าเรารู้สึกอย่างนั้น เรารู้สึกกับตัวเองว่ากูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง เพราะเขาเป็นคนที่วิ่งมา 30 ปี ซึ่งเราไม่อาจจะคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ได้ 30 ปี เราไม่รู้จะอยู่ถึงหรือเปล่า ยิ่งทำยิ่งแมสน้อยลง (หัวเราะ) แต่เราก็รู้สึกว่า กูก็อยู่มาได้ 5 – 6 เหมือนกันนะ แล้วคนก็โอเคนะ แสดงว่าไอ้ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องความไกลหรืออะไร มันเป็นคนละโกลแค่นั้นเอง

MY MARATHON

“ถามว่านี่คือแพ้มั้ย ไม่มั้ง เพราะว่าคนเราก็คงมีทางของเราเอง เราก็คงมีมาราธอนของเราเอง ซึ่งโกลมันไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดเราคิดว่าโกลเราคือพี่เบิร์ดเราคงจะรู้สึกแย่ว่า ทำไมสิ่งที่ทำไม่กว้างสักที ทำยังไงจะพิชิตใจคนได้ แต่พอเราไม่ได้ยึดโกลนั้น เรามีโกลของเราเอง คือคนเราก็มีโกลที่มันไม่เหมือนกันก็ได้นี่หว่า หนังเลยมีสคริปต์ออกมาเป็นคนที่วิ่งตามคนอื่นเหนื่อยแล้ว แล้วก็ไม่รู้เอาไงดี ไม่รู้ว่าพยายามน้อยไปหรือว่ามาผิดทาง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับดีกว่า จะเป็นแบบทูมาวิ่งเพื่อตามผู้หญิงที่ชอบคนหนึ่ง แต่ตัวเองวิ่งไม่จบ แล้วตัวละครอิมเมจที่แอบชอบทู แทนที่จะวิ่งไปตามเส้นทางก็เลือกที่จะไปกับทู เพราะว่าทูจะวิ่งไม่จบ แล้วเขาจะเดินกลับ เหมือนสร้างทางขึ้นมาใหม่

“คือการวิ่งไปไม่ถึงโกลของคนอื่นๆ หรือเมนสตรีม หรืออะไรก็ตามมันไม่ได้แปลว่าแพ้ มันแค่เป็นการครีเอตเส้นทางใหม่ให้ได้ หนังมันเลยชื่อ MY MARATHON

“คุณมีมาราธอนเป็นของตัวเองก็ได้

“ถ้าเกิดถ่ายเสร็จมันจะเป็นอันนั้น

“แต่…”

 

STAGE 3

SHOCK / สภาวะช็อก

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย”

“เช้าวันนั้นไม่มีลางบอกเหตุเลย

“แต่รู้ว่ามันน่าจะยากว่ะ เพราะว่าตัวประกอบที่เข้าฉากเยอะมาก ประมาณ 50 คน แล้วพอมันเป็นวันถ่ายจริง มันก็จะมีเรื่องกระทบสถานที่จริงๆ

“แล้วเราเพิ่งถ่าย Long Take ใน Die Tomorrow มาเรื่องนี้กูเลยคิดว่าจะถ่ายยาวสุดเลย 15 นาที ซึ่งจริงๆ มันยากมาก เพราะของมันเยอะ รถคันนึงต้องวิ่งไปกับนักแสดง แล้วต้องจำคิวซึ่งเยอะมาก เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าถ่ายไม่ได้หลายเทกหรอก สมมติวันนั้นราบรื่น ถ่ายได้ 10 เทก เราว่ามันจะเริ่มใช้ได้จริงประมาณเทกที่ 5 – 6 ไอ้ 5 เทกแรกคือซ้อมหมดเลย ถึงแม้จะซ้อมมาก่อน แต่วันซ้อมมันโล่งๆ จะวิ่งตรงไหนก็ได้ แต่ถ่ายจริงมีตัวประกอบตั้ง 50 คน

“ส่วนที่เลือกไปถ่ายที่ราชบุรีก็เพราะมันควบคุมง่ายแค่นั้นเอง ซึ่งจริงๆ อยากได้กรุงเทพฯ นะ อยากรู้สึกว่าวิ่งอยู่ในเมืองนิดๆ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นตึก มันดูแห้ง เราอยากได้ที่มันดูเป็นบ้านชุมชน ยังอยากได้ความร่มรื่นหรือบรรยากาศที่ไม่แข็ง

“ซึ่งเราปิดถนนใหญ่ไม่ได้ชัวร์ ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น แล้วก็รู้สึกว่าตัวสตอรี่มันต้องการซอยที่ทะลุไปสู่อีกทาง เพราะบทมันบังคับเลยว่าคุณต้องมีเส้นทางวิ่งหลัก แล้วสุดท้ายตัวละครต้องเดินตัดออกจากเส้นทางหลักออกไป มันมีแลนด์สเคปบังคับอยู่ในสคริปต์อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันเลยต้องไปบริเวณชุมชนที่มีถนนสายหลัก แล้วมีซอย

MY MARATHON ทู สิราษฎร์

เราก็ต้องคิดว่ามันจะเริ่มจากตรงไหน เข้าตรงไหน ควรจะเริ่มคุยที่บริเวณไหน เช่น คุยตรงนี้จะได้วิวร้านค้า ล้มตรงนี้จะได้สวยหน่อย เพราะข้างหลังเป็นสีฟ้า เราหาอยู่หลายรอบมากกว่าจะเจอว่าเอาถนนเส้นนี้แล้วกัน แล้วมาร์กจุดว่านั่งตรงไหน ล้มตรงไหน เดินกลับตรงไหน เดินออกตรงไหน ตรงไหนควบคุมการถ่ายได้เยอะสุด ตรงไหนแสงดีสุด

“แล้ววันจริงพอเริ่มถ่ายทูก็เจ็บเลย นั่นคือเทกที่หนึ่ง ฟุตเทจทูที่ถ่ายวันจริงมีแค่นั้นแหละครับ 10 วินาที

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย แล้วยังไงต่อ”

หนังเต๋อ เบิร์ด

 

STAGE 4

ISOLATION / โดดเดี่ยว

“หรือกูต้องเล่นเองวะ”

“ตอนแรกคิดว่ายังมีเวลา เดี๋ยวเขานั่งพักก็คงหาย สักพักรถพยาบาลมา คือเขาโทรเรียกคลินิกแหละ แต่ไม่รู้ใครไปเรียกรถพยาบาลมา อลังการเลย แต่ก็ยังรอทูนะ

“ตอนที่ทูไปคลินิกเราก็ทำได้แค่ซ้อมไปก่อน ซ้อมคิวกล้องเผื่อทูกลับมาวิ่งได้ ก็คิดวิธีแก้ปัญหาไว้สามสี่ทาง คิดว่าเปลี่ยนสคริปต์ได้มั้ย หรืออีกไอเดียก็คือเปลี่ยนนักแสดง แต่คือคุณนึกออกไหม ถ่ายที่ราชบุรี ใครจะมา คือถ้าถ่ายกรุงเทพฯ ก็อาจจะมีโอกาสจะเรียกใครมาได้ แต่ที่ราชบุรีเรียกแล้วเขาจะมาทันมั้ย เรียกแล้วจะมาเหรอ มันมีความเป็นไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์

 อิมเมจ สุธิตา  อิมเมจ สุธิตา

“แล้วมีอยู่วูบนึงคือคิดว่า หรือกูต้องเล่นเองวะ เพราะกูจำสคริปต์ได้หมด แต่ก็ไม่ๆๆ ไม่ได้ๆ กูจะไม่ collaborate ขนาดนั้น (หัวเราะ) ความคิดขึ้นมา 5 วินาทีแล้วจบไป

“แต่เราก็คิดว่าหรือทูเดี๋ยวก็วิ่งได้วะ มีความหวังอยู่ จนเขากลับมาจากคลินิกแล้วหมอบอกว่า วิ่งไม่ได้ นั่นแหละ ไอ้สัส แล้วยังไงต่อ

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะกลับมาถ่ายใหม่เลย เพราะเงินมันลงไปหมดแล้ว แล้วชาวบ้านก็ด่า คือลูกค้าร้านเขาจอดรถไม่ได้ เพราะเราปิดถนนทั้งวัน ก็นับไปสิ เขาสูญเสียรายได้ไปกี่บาท คือเราไม่คิดว่าเราจะกลับมาที่นี่ได้อีกแล้ว เพราะระหว่างถ่ายมันเครียด เขาเดินมาโวยเลย เราเห็นแล้วแหละ แต่เราต้องไม่สนใจ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเราทำงานไม่ได้ ก็ต้องให้ฝ่ายโลเคชันเขาจัดการไป

“เราว่าเราก็มีสติกว่าที่คิดเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะว่าเราออกกองบ่อยแหละ ช่วงหลังๆ ทำโฆษณาเยอะขึ้น แล้วการออกกองถ่ายกับการออกกองโฆษณามันเป็นเรื่องที่คุณต้องรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามันคือแค่ถ่ายไม่ทันเฉยๆ หรือเรื่องการแสดง ซ้อมมาแล้วทำไมพอถ่ายจริงไม่ใช่วะ หรือนักแสดงไม่สบายขอพักแปบนึง เลทชั่วโมงนึง สองชั่วโมง ก็ต้องดีลกับสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยเจอแบบนี้เลย ไม่เคยเจอแบบนักแสดงเด๊ด อันนี้หนักสุดแล้ว ถึงขั้นไม่รู้จะทำอะไรต่อเลย

“ซึ่งพอกลับไปดูฟุตเทจที่ทีมเบื้องหลังถ่ายไว้จะเห็นว่า กูยิ้มตลอดเวลาเหมือนกันนะ คนจะเชื่อมั้ยเนี่ยว่ากูเฮิร์ตอยู่ แต่อย่างที่บอก มันอาจจะเป็นเพราะมันคือปีที่ 6 จริงๆ หมายถึงว่าเศร้าไปก็ไม่ได้อะไร ถ้าเป็นปีที่ 1 เราว่าหน้าเราไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน”

 

STAGE 5

DESPAIR / สิ้นหวัง

“เราว่ากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง ในหัวมันคิดว่าจะเอายังไงดี เอายังไงดี ตลอดเวลา คือนอยด์มาก ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในหัวพยายามแตกออปชันแล้วว่าทำอะไรได้บ้าง

“เพราะเกิดเหตุการณ์นี้มั้ง เราถึงรู้ว่าเราเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นงานที่ไม่ค่อยมีปัญหามันก็จะเหมือนกับทุกๆ งาน แต่อันนี้เหมือนเราถูกถีบลงเหวไปเลย อ๋อ มึงแน่นักใช่มั้ย มึงลงเหวไปเลย แล้วคราวนี้มันต้องใช้สกิลล์ทุกอย่างในชีวิตมาโอบอุ้มไม่ให้กระแทกพื้นตาย

“พอถึงจุดหนึ่ง พอรู้ว่าทูวิ่งไม่ได้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจอะไรสักอย่าง ก็ลองโทรหานักแสดงคนอื่นเหอะ เราก็เลยพยายามนึกถึงใครที่ดูใกล้เคียง ก็นึกเร็วๆ ว่าทูเคยเล่นกับเบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) ใน Rompboy ดูเป็นวัยเดียวกัน แล้วก็คิดว่าเบนน่าจะพอเล่นได้ เพราะเป็นคนอิมโพรไวซ์ได้ พูดธรรมชาติได้ ก็เลยลองโทรหาเบนแล้วกัน มาได้ก็มา ก็ลองดู เผอิญมาได้ด้วย แม่งเซอร์มาก เบนขับรถมา เผอิญเบนขับรถเอง เลยไม่มีเวลาอ่านบท แต่ไม่เป็นไร มึงเอาตัวมาก่อนเลย เรื่องสคริปต์เดี๋ยวว่ากัน

“เราว่าถ้าเกิดเบนมาเร็วกว่านั้นมีสิทธิ์เหมือนกันนะ เพราะว่าที่เห็นในหนังนั่นคือเทกที่สอง เราว่ามันดูโอเคเหมือนกันนะ เพียงแต่เขาจำสคริปต์ไม่ได้ แค่พอเล่นได้ ซึ่งกว่าเขาจะมาก็ 4 – 5 โมงแล้ว มันไม่ทันแล้ว มันมืดแล้ว จบแค่นั้นเลย

“ซึ่งวันนั้น เราว่าเรากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

 

STAGE 6

THE WALL / กำแพง

“แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง”

“ตอนอยู่ในกองถ่ายช่วงท้ายๆ เรารู้สึกว่ามันเหมือนในสคริปต์ที่เขียนเลย ที่นักแสดงคุยกันแล้วตัวละครพูดว่า ‘เหี้ยเนอะ เดินไม่ถึงเส้นชัย’

“มันเหมือนเขาพูดกับเราอยู่ คือนี่มึงพูดกับกูอยู่เหรอ ที่อิมเมจบอกว่า ‘แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง’ เฮ้ย นี่พูดกับกูอยู่เหรอ ตอนนั้นก็เริ่มมีไอเดียว่าบทมันคาบเกี่ยวกับการถ่ายวันนั้นอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำยังไงกับมันเพราะเราไม่รู้ว่าเรามีอะไรในมือบ้าง เราแค่ลุ้นๆ ว่า น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายอะไรไว้บ้าง

MY MARATHON

“น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายไว้เพราะจะเอาไปตัดเป็นสกู๊ปในช่อง GMM พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นน้องก็ถ่ายไป เราก็บอกแค่ให้น้องเขาไปสัมภาษณ์เรื่องความรู้สึกว่าเกิดความฉิบหายแบบนี้พวกมึงรู้สึกยังไง

“พอกลับมาดูฟุตเทจที่เราถ่ายแล้วรู้ว่าไม่รอดชัวร์ ก็เริ่มติดต่อทุกคน วันนั้นใครถ่ายอะไรไว้ส่งมาให้หมด พวกถ่ายเล่นก็เอามาเถอะ เพราะฉะนั้นฟุตเทจมันก็จะเยอะมาก มีทั้งของน้องที่ถ่ายเบื้องหลัง ทั้งที่โปรดิวเซอร์ของเราถ่ายไว้ แล้วก็ของคนอื่นๆ อีก ก็มารวมกัน

“ตอนแรกยังไม่คิดว่าจะทำอะไรได้ แค่อยากดูฟุตเทจที่มีก่อน ซึ่งมันรู้สึกสนุกดีเหมือนกันนะ แต่ยังไม่รู้จะร้อยเรื่องยังไง จนกระทั่งเรากลับไปดูที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ดไว้ตอนรีเสิร์ชเท่านั้นแหละ

“พี่เบิร์ดครับ พี่ได้พูดประโยคนึง ซึ่งมันดูเป็นตอนจบได้ แล้วมันห่อทั้งเรื่องไว้ได้ มันคือประโยคสุดท้ายในหนังนั่นแหละ เหมือนกูเจอทอง ในความความรู้สึกเรามันเหมือนกับเรากำลังติดต่อสื่อสารกับฟุตเทจเขาอยู่ มันเหมือนเขาพูดให้เราฟัง

“พอมีอันนี้เรารู้สึกว่ากูรอดแล้วแล้ว วิธีการคือ เอาอันนั้นวางไว้ตอนสุดท้ายของไทม์ไลน์ แล้วเราค่อยไล่ไปว่าทำอะไรได้บ้าง เราต้องเอาอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง แล้วจะเล่ายังไง เพราะมันเล่าได้หลายแบบมาก คือมันพอมีสตอรี่แหละ แค่คุณจะลำดับยังไง จบที่ไหน สุดท้ายเรารู้สึกว่าตอนจบหนังที่เราทำมันโอเคมาก มันรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เรารู้สึกว่า มันไม่แน่นอน การทำงานการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะทำหนัง มันมีแต่เรื่องไม่แน่นอน คุณต้องปรับตัวไปกับมัน หรือไม่คุณก็เดินในทางของคุณเอง”

อิมเมจ สุธิตา

 

STAGE 7

AFFIRMATION / หัวชนฝา

“เราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะ”

“หน้าพี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ลอยขึ้นมาเลย (หัวเราะ) คิดว่าเราจะพูดกับเขายังไง

“เราว่าเราโชคดีที่อยู่ถูกจุด เพราะว่าทีมแกรมมี่ทุกคนที่เราดีลเขาคือคนทำคอนเสิร์ตเว้ย แล้วพอเราฉายดราฟต์แรกให้เขาดู ปรากฏเขาชอบมาก เราก็คิดในใจ พี่ชอบจริงหรือเปล่า แต่ดูอาการเขาชอบมากจริงๆ

“แล้วเขาก็พูดว่า มันเหมือนกับเวลาพวกพี่ทำคอนเสิร์ต มันเป็นอย่างนี้แหละ เค้าอยู่กับความ fuck up ที่เรามองไม่เห็น แล้วหนักกว่าเรา เช่นสมมติศิลปินจะขึ้นเวทีแล้ว อยู่ดีๆ เสียงไม่ออก หรือไมค์คนนั้นเปิดไม่ติด หรือเขาเคยเล่าว่า จัดคอนเสิร์ตแล้วมีคนมาระงับก่อนเล่น แล้วไม่รู้จะทำยังไง พวกพี่เขาเลยเข้าใจในสิ่งที่เราเจอ เราเลยรู้สึกโชคดีฉิบหาย การได้เจอทีมพี่เล็กคือการเรียนรู้

“มันเหมือนเราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะเว้ย เพราะว่าถ้าเกิดเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้น อันนี้มีความเข้าใจ แล้วก็อย่างที่ว่า เรารู้สึกว่า เขาดูแล้วมันสนุกด้วยมั้ง เคิร์ฟมันขึ้นลงอย่างนี้เลย ชะตาชีวิต

“พี่เล็กบอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งนึง ซึ่งเราคิดว่าใช่เลยพี่ เพราะว่าเราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้กับงานอื่นแน่ๆ ทำไม่ได้แน่นอน ต่อให้ไม่ใช่โฆษณาก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในกองมันคาบเกี่ยวกับสคริปต์ภาพยนตร์ ร้อยเข้ากับที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ด แบบเป๊ะๆ”

ฟ้า ษริกา

 

STAGE 8

ELATION / ปิติยินดี

“ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ค”

มันคือแรงบันดาลใจ ใจบันดาลแรง จริงๆ อย่างที่เราพูด เรารู้สึกว่าระหว่างถ่าย กูนี่เหมือนในสคริปต์เป๊ะเลย

“ถามว่าเหตุการณ์นี้มันลดอัตตาเราไหม มันไม่ใช่ลดอัตตาหรอก มันแค่เป็นแบบในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ก แล้วมันไม่ใช่แค่ปล่อยผลงานแล้วไม่เวิร์ก แต่มันคือไม่เวิร์กตั้งแต่ในกอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น เราไม่เคยถ่ายไม่เสร็จ

ซึ่งถ้าให้ย้อนมอง เราว่าการทำเรื่องนี้มันเปลี่ยนเรา 2 อย่าง อันแรก มันทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแบบของจริง คือเรามีสำนึกตรงนี้อยู่แล้วแหละไม่ว่าทำกองถ่ายไหน แต่เราไม่เคยรู้สึกขนาดนี้ อันนี้มันง่ายมาก มึงถ่ายไม่ได้ มึงลงมาเลย มึงมานี่ มึงมานั่งนี่ มึงคิดใหม่เลยว่าจะทำยังไง

“แล้วเราเพิ่งผ่าน Die Tomorrow ที่มันถ่ายแล้วแบบราบรื่นไม่มีปัญหาเลย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมาถูกช่วงเวลา คือมึงอย่าซ่านักนะมึง ไม่ได้หมายความว่ามึงเคยถ่ายได้แล้วมึงจะถ่ายอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ดึงขาเรา แต่มันกระชากลงมาเลย กลับสู่ความดำมืด เออ มันมีขึ้นมีลงจริงๆ ว่ะ การทำหนัง ไม่ใช่ว่าทำแล้วเก่งขึ้นๆ มันเป็นงานๆ ไป

“แล้วอันที่สองที่มันเปลี่ยนเราคือ ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดว่าเราจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจริงๆ เราจะรู้สึกว่าเราทำงานเล็กมาตลอด แล้วเวลาเราทำอะไรที่แผลงๆ พิสดาร ไม่เหมือนชาวบ้าน เราก็จะมีคำถามในสิ่งที่ทำตลอดว่า นี่กูเชียร์กันเองรึเปล่า มึงให้กำลังใจตัวเองหรือเปล่าว่ามันเวิร์ก แต่พอทำงานนี้แล้วรู้สึกว่าในจุดนึงเราไม่ได้คิดไปเอง มันมีคนโอเคกับสิ่งที่เราทำจริงๆ อยู่ อย่างน้อยก็ทีมพี่เบิร์ด ซึ่งตอนแรกเรากลัว เพราะพวกพี่เขาไม่ใช่วัยรุ่น หมายถึงดูเหมือนไม่วัยรุ่น แต่จริงๆ แล้วเขาวัยรุ่นกว่าที่คิดมาก เขารู้ว่าเราทำอะไร แล้วมันเป็นอีกเวย์หนึ่งที่อาจจะไม่เหมือนปกติ

“พอเรากลับมาดูชิ้นงานแล้วมันก็แปลกประหลาดนิดนึง คนคงคาดหวังว่าเราจะทำหนัง ทำเอ็มวี แต่สิ่งนี้เราไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเลยนะ จะเรียกว่าเบื้องหลังเดี๋ยวคนก็จะคิดว่ามีหนังจริงอีก จะบอกว่าหนังจริง พอคนไปดูคงแบบเมื่อไหร่หนังจะเริ่มวะ ทำไมมึงเปิดเบื้องหลังก่อน

“เราไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่ถ้าเขาบอกว่ามิวสิกคอนเทนต์คืออะไรก็ได้ นี่คือมิวสิกคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากมิวสิกของพี่เบิร์ดจริงๆ เลย เราเลยรู้สึกดีมากที่มันออกมาเป็นแบบนี้ อาจจะสื่อสารยากหน่อย แต่ถ้าคนเข้าใจก็จะเข้าใจ”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load