42.195 คือระยะของการวิ่งมาราธอน

ด้วยความที่เป็นการวิ่งระยะไกล มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องอาศัยทั้งแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงในการพาตัวเองไปจนถึงเส้นชัย มีทั้งช่วงเวลาที่ใจฮึกเหิมและห่อเหี่ยวสลับกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเปรียบเปรยชีวิตว่าคล้ายการวิ่งมาราธอน

ธงไชย แมคอินไตย์ หรือพี่เบิร์ดของแฟนๆ บอกผมว่า ชีวิตในวงการเพลงของเขาคล้ายการวิ่งมาราธอน

เรื่องระยะทางคงไม่มีใครสงสัย ตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา จนถึงวันนี้ พี่เบิร์ดอยู่ในวงการเพลงมาแล้วกว่า 30 ปี หลายคนยกให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยยกตัวนิยามตนเองว่าอย่างนั้น

เบิร์ด

ล่าสุดผมรู้ว่าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อ ‘Bird Marathon Project’ ซึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญหนึ่งบนเส้นทางยาวไกล โดยได้ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เติบโตมากับผลงานเพลงของเขามาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ และเมื่อลองไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินทั้งหมด ยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไม่น้อย

ความพิเศษหนึ่งของ Bird Marathon Project คือ การเปิดโอกาสให้ศิลปินที่ว่ามาทำเพลงในแบบฉบับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนร้องคือ ธงไชย แมคอินไตย์

UrboyTJ, LABANOON, POLYCAT, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม, BOOM BOOM CASH, Getsunova และ BIG ASS คือรายชื่อศิลปินที่ว่า ยังไม่นับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่รับหน้าที่มาถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบผลงานเพลงในโปรเจกต์นี้

แน่นอนว่าแค่ฟังคอนเซปต์ก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายของพี่เบิร์ด

พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ควบคุมภาคดนตรีของโปรเจกต์นี้บอกกับผมหลังจากวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกว่า เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงระหว่างทางกลับบ้าน ที่ปล่อยให้พี่เบิร์ดร้องเพลงในห้องอัดวนไปร้อยกว่ารอบ

ลืมไปว่าพี่เบิร์ดอายุใกล้จะ 60 แล้ว-มือกีตาร์วงบิ๊กแอสว่าอย่างนั้น

ไม่ใช่แค่มือกีตาร์ผู้นี้หรอกที่ลืมอายุของนักร้องผู้นี้ เมื่อได้นั่งคุยกันในช่วงเช้าวันหนึ่ง ด้วยพลังงานของพี่เบิร์ดที่ส่งออกมาให้คนรอบข้าง ผมเองก็ลืมไปเช่นกันว่าผู้ที่กำลังสนทนาด้วยคือคนที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยเกษียณในปีหน้า

บนเส้นทางยาวไกล อะไรทำให้พี่เบิร์ดยังคงอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำโปรเจกต์แสนท้าทายที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเบิร์ด ธงไชย ของทุกคนในวันนี้ยังคิดฝันสิ่งใด ลองมานั่งให้เขาเล่าสู่กันฟัง ธงไชย แมคอินไตย์

คนมักจะทึ่งที่พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วยังเหมือนคนหนุ่ม ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอก พี่เบิร์ดย้อนมองตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมั้ย

บางครั้ง อย่างที่เมื่อกี้เพิ่งให้สัมภาษณ์ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) มา พี่เดินมาแล้วก็นึกว่า เออ การพูดการจาของพี่มันเฟรชมากจนเราลืมอายุ ทำไมเราพูดได้ไม่หยุด ทำไมมันลื่นไหลขนาดนี้ เราต้องชมตัวเองบ้าง เพราะบางทีพี่ก็เครียดกับตัวเองเกินไปว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้อ้วน แต่ว่าเบิร์ดจะ 60 ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว (หัวเราะ) บางทีเราก็บอกตัวเองแบบนี้ บอกเขาบ้าง ผ่อนหน่อย แก่บ้างก็ได้นะเบิร์ด แต่มันก็ไม่ดีนะ

มันจะมีกระแสสังคมหรือว่าคนที่พูดใส่พี่ว่า ‘อายุเยอะแล้วนะพี่เบิร์ด เพลาๆ ลงบ้าง’ แต่พอเขาเห็นหน้า เห็นตา เห็นอาการ แล้วเขาลืมเลยไง เมื่อก่อนพี่ก็คิดนะว่า 50 ก็คงจะงั่ก แต่นี่จะ 60 แล้วเมื่อวานพี่ยังซ้อมเต้นอยู่ เรียน 3 ชั่วโมง ไม่หยุด ซ้อมจนครูฝึกพี่ไม่ไหว

 

คนภายนอกมองว่าพี่เบิร์ดไม่เปลี่ยนไปเลย แล้วพี่เบิร์ดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองบ้าง

ใจ เราต้องดูแลเขาอย่างดีมากขึ้น ดูแลใจให้ไม่ถูกความห่วงของคนมาดึงเอาโฟกัสของเราไป พี่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม พี่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ทุกอย่างมันย้อนกลับไป หน้าพี่เด็กลง หุ่นพี่แข็งแรง กล้ามเนื้อบึกขึ้น เรารู้โนว์ฮาวในการดูแลตรงนี้ ในการที่จะเป็นธงไชยต่อไป ที่จะยืนตรงนี้ต่อไป ฉะนั้นมันดีเหลือเกินกับการที่อายุเยอะขึ้น

 

มันฝืนธรรมชาติไหม

ใช่

 

ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ไม่ ปล่อยไม่ได้ เพราะว่าเรารักตรงนี้ไง เราจะอยู่ตรงนี้ เราเลือกให้เขาได้ เลือกให้เขาเป็น เลือกให้เขาอยู่ เลือกให้เขากิน เบิร์นขนาดนี้กินอะไรได้แค่ไหน พี่จะคูณออกมาเลยว่า พี่จะกินกี่มื้อ กินหมูได้กี่มื้อ แต่เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สนุกนะ ถ้าเราทำได้เราจะชนะ เราจะสนุก เราจะเอนจอย ความเอนจอยเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทอง คนเราเอนจอยขึ้นมาอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเบื่อขึ้นมานี่ซวย

เบิร์ด

ซึ่งมันยากนะ การรักษาความเอนจอยให้อยู่มาตลอดหลายสิบปี

ถูก ถ้าพี่ไม่ต้องทำงานพี่ไม่เคยกินยานอนหลับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่พี่ทำงานพี่นอนไม่หลับ พี่ alert พี่ขอยาหมอมาเลย บอกเขาว่า เบิร์ดต้องกิน กินให้หลับ แล้วถ้านอนถึง 8 ชั่วโมง เบิร์ดจะตื่นเต้นยังไงก็ได้ เหมือนลิงบนเวที พี่วิ่งรอบทิศ แต่ถ้าเกิดว่าพี่ไม่ทำอะไร สี่ห้าทุ่มพี่ก็หลับแล้ว

เราต้องบาลานซ์ ช่วงที่มีงานใช้ร่างกายเยอะเราต้องดูแล เราใช้อะไรเราต้องรู้จักเขา เราใช้พี่เบิร์ดเขามาก ปกติเขาเคยนอนกี่โมงเราก็ต้องฝืนให้เขานอน เวลาจะมีคอนเสิร์ตเราต้องปรับก่อน 2 เดือน เราต้องออกกำลังกายตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะว่าเราต้องใช้กำลังเวลานั้น

 

เหมือนที่พี่เบิร์ดเคยพูดบนเวทีคอนเสิร์ตว่า “พี่เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ของทุกคนให้ดีที่สุด”

ใช่ อันนี้คือข้อปฏิบัติ ที่ดูแลมากที่สุดคือทัศนคติ วิธีคิด ของธงไชย แมคอินไตย์ ต้องคิดอย่างถูกต้อง คิดให้ดี แล้ววิธีคิดของพี่คือเราต้องรับคำติให้ได้

 

แต่พี่เบิร์ดเหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครกล้าติแล้วนะ

อันนั้นคืออันตรายที่สุด การที่ไม่มีคนตำหนิเราคือสิ่งที่อันตราย เราเลยต้องเข้มงวดกับตัวเราเอง เพราะว่าทุกคนพร้อมที่จะเซย์เยส ด้วยความรักที่เขาดูแลเรา เราต้องดูตัวเองว่าเราดีจริงอย่างที่เขาพูดมั้ย หรือถ้าเขาชมเรา เราก็ต้องทำให้ดีอย่างที่เขาชมให้ได้ เราเหลิงไม่ได้ ต้องสะกดไม่เป็น ยิ่งคนชื่นชมยินดี เรายิ่งต้องคิดว่าเรายังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่เดี๋ยวเราจะทำให้ถึง บวกสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นไปอีก มันต้องทำแบบนี้ แล้วมันก็จะดีกับตัวเราเอง

 

แล้วกับวัยที่เพิ่มขึ้น พี่เบิร์ดสูญเสียอะไรไปบ้าง

ไม่มีเลย คือความสูญเสียมันเปรียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้รับหรอก มันเทียบกันไม่ได้ สิ่งที่เราได้รับจากทุกๆ อย่าง เมื่อเอามาวัดแล้วเราจะไม่ติดกับการสูญเสีย เราเกิดจาก under zero พี่มาจากครอบครัวที่ยิ่งกว่าจน คือไม่มีอะไรเลย อยู่สลัม จากตอนนั้นมาถึงวันนี้จะสูญเสียอะไรล่ะ มันมีแต่ได้ ได้ดูแลพ่อดูแลแม่ให้ขึ้นสวรรค์ ได้ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนดูทั้งประเทศให้มีความสุข ให้ทุกคนเรียกชื่อเราได้ ให้ทุกคนเรียกชื่อแล้วยิ้ม เรียกชื่อแล้วมีความสุข แค่นี้มันก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลของพี่ ตายไปก็ใช้ไม่หมด

 

หลายคนคงสงสัยว่าในชีวิตพี่เบิร์ดเคยรู้จักความเศร้าหรือผิดหวังบ้างไหม

การสูญเสียนั่นแหละ สูญเสียคนรัก เพราะว่าถ้ายังอยู่ เรายังพูดคุยกันได้

 

พี่เบิร์ดรับมือยังไงกับการสูญเสีย

เราต้องเข้าใจ เรามีความเข้าใจเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในมือ บางทีพี่ก็รำคาญนะ ทำไมเราต้องเข้าใจ มันอ๋อตลอดเวลา แล้วก็ทำให้ลบเลือนไป

ตอนแม่พี่เสียพี่ก็ร้องไห้จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว สูญเสียไง สูญเสียแล้วก็สงสาร แต่ทีนี้ด้วยสังขาร ด้วยอะไร เราได้ทำให้เขาเต็มที่แล้ว แน่นแล้ว ได้บวชให้ ได้ดูแล แม่อยากได้อะไรก็ซัพพอร์ตและเติมเต็มให้แม่ คือเราเคยไม่มีข้าวกิน ต้องไปเซ็นข้าวสารเขา พอวันหนึ่งแม่อยากได้อะไรเราก็หาให้ บอกแม่ว่า “แม่ เดี๋ยวเบิร์ดจะเบิกเงินมานะแม่นะ เอาให้เต็มเตียงแม่เลย” เราก็นึกว่าแม่จะเอนจอย แม่หยิบเงินมาตั้งบนหัว แล้วบอกว่า “ขอให้อยู่กับลูกนานๆ” แม่ขอให้มันอยู่กับลูกชายเยอะๆ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

เวลาของแม่เดินเร็วกว่าเวลาของเราตลอดเวลา อายุของแม่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำอะไรแข่งกับเวลา เพื่อให้แม่ได้ในสิ่งที่แม่เคยขาด แม่จะพูดออกมาหลายๆ ครั้งแล้วพี่ชื่นใจก็คือ “นี่บ้านแม่อุดมเหรอ นี่แหวนแม่อุดมเหรอ” คือเขาไม่คิดว่าจะมี เราก็บอกว่า “แม่ นี่บ้านเรา แม่เอาขี้ทาบ้านก็ได้ แม่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัว” อะไรที่แม่ไม่มี พี่ก็พยายามให้แม่มี แล้ววันที่แม่ไปก็แค่ไม่เจอแม่ แต่เราก็คือผลงานของแม่ นี่คือแม่ให้เรามา แม่กับป๋ารวมกัน ออกมาเป็นเรา เราคือแม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลย เบิร์ดทำให้ดีที่สุด แล้วตอนแม่อยู่ แม่ก็บอกตลอดเวลาว่า “เบิร์ด คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก”

เข้าใจไหมที่แม่บอกว่า คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก

เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ

 

เหมือนพี่เบิร์ดคิดถึงคนอื่นมากกว่า

ใช่

 

มันถูกต้องใช่มั้ย คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

สำหรับพี่นะ เพราะว่าเขาให้เรามา เราก็อยู่เพื่อเขา ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุขกัน เหลือเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัวเรา เราก็ได้อยู่บ้านหลังดีๆ เราก็ได้สร้างบ้านให้พ่อให้แม่เราอยู่ พอพ่อแม่เราไป เราก็ได้ใช้ของฟรีต่อจากพ่อแม่ (หัวเราะ)

 

เห็นว่าชีวิตประจำวันพี่เบิร์ดออกไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ไปทำงาน

นานมาแล้วพี่เคยไปจตุจักร ไปแล้วพัง ของเขาล้มเป็นโดมิโน่เลย คนวิ่งกรูกันเข้ามา คนที่นั่นก็บอกว่า พวกเรารักพี่เบิร์ดนะ แต่อย่ามาเลย ฉะนั้น อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า

 

อึดอัดบ้างไหมที่ชีวิตเหมือนถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้

ไม่เลย เพราะพี่มีความสุขของพี่ บังเอิญพี่โชคดีที่พี่มีความสุขกับงานมาก (ลากเสียง) พี่อยากอยู่ พอพี่อยู่บ้านพี่ก็จะนึกถึงว่าออกไปทำงานอะไรมา แล้วพี่ก็มีความสุข ทำไมต้องไปเที่ยวด้วย มีคนบอกพี่นะว่า เบิร์ดต้องไป พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) นี่เข็นมา 30 ปีแล้ว “ไปเถอะค่ะ ไปเถอะค่ะ” เลขาพี่ก็บอก “ไปนะคะ แลกเงินไว้ให้แล้ว” แล้วจะใช้อะไรล่ะ ใช้ไปก็เสียดาย ทำไมเราต้องไป คือพี่คิดอย่างนี้ สมมติมีคนบอกให้ซื้อโซฟาใหม่ พี่จะถามว่าซื้อทำไม พี่อยู่บ้านกับพี่นกน้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร) สมมติโซฟาราคา 2 แสน พี่หารไปเลย 2 แสนนี่ตกเดือนละเท่าไหร่ ตกชั่วโมงละเท่าไหร่ ต้องมาคิดให้พี่ดู ถ้ามีเหตุมีผลพอพี่ซื้อ พี่กำลังจะบอกว่าเวลาจะใช้เงินพี่จะไม่เวอร์ พี่จะคิดว่าฟังก์ชันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่ใช้ทุกอย่างเป็นฟังก์ชันหมดเลย พี่ทำบ้านไว้ออกกำลังกายในบ้าน เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่พี่ต้องพร้อมเมื่อนั้น ถ้าไม่พร้อมอย่าออกจากบ้าน โชคดีพี่มีคุณสมบัติพิเศษที่พระให้มาคือเราชอบเจอคน เราไม่เคยหนีเลย เราทำตัวให้พร้อมสำหรับให้เขาถ่ายรูป สำหรับพูดคุยกับเขา มีสมองไว้จำชื่อเขา ถ้าจำได้ เพราะฉะนั้น แฟนเพลงพี่พี่เรียกชื่อได้หมดเลยถ้าเจอหน้า

เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ พี่เบิร์ดมักพูดถึงแฟนเพลง เพื่อนร่วมงาน จริงๆ ในชีวิตพี่เบิร์ดมีเพื่อนบ้างไหม

ไม่มี พี่มีเพื่อน แต่เพื่อนแยกย้ายกันไปแล้ว เขาก็คงคิดไปต่างๆ นานา ก็คงแอบด่าพี่บ้าง แต่รู้มั้ยว่าพี่ก็อยากเจอพวกมัน สมมติถ้าเจอกัน พี่จะบอกว่ากูก็อยากเจอพวกมึง พวกมึงคิดกันมากเอง มึงคิดว่ากูเป็นยังไง

พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไปเจอกันที่ใต้ เป็นคนปัตตานี พี่ไปเล่นที่นั่น แล้วระหว่างขากลับสองข้างทางเป็นป่า ก็มีมอเตอร์ไซค์ขี่ตาม ใครๆ ก็กลัวกัน แต่พี่บอกให้ชะลอรถ แล้วพี่เปิดกระจกถามว่า มีอะไรครับ เปิดไปปุ๊บ เป็นเพื่อนเก่า แก่มากแล้ว ก็เข้าไปกอดมัน กอดมันจนร้องไห้ สักพักก็บอกว่าเดี๋ยวติดต่อกัน เขาก็มาหาที่แกรมมี่

 

ไม่มีเพื่อนแล้วโหยหามั้ย

ไม่ๆ พี่เต็ม คือพี่เก็บไว้เต็มแล้ว ปัจจุบันพี่ว่าเขาน่าจะดีใจที่เพื่อนมึงได้ดี พี่คิดอย่างนี้ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันพี่ก็เป็นหัวโจก ร้องเพลงไปกับพวกมัน เล่นไปกับพวกมัน

 

ที่ว่าเต็มหมายความว่ายังไง

คือตอนที่เราทำอะไร ถ้าเราทำเต็ม ถ้าเราคิดเต็ม ถ้าเรารักจริง เราจะไม่เสียเวลาเลยในวันที่ไม่มีเขา พี่เก็บไว้แล้ว พี่มั่นใจว่าเจอกันเมื่อไหร่มันก็ต่อติด ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่เต็ม เราพร่อง วันนี้ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ เพราะมันพร่องไปแล้ว

 

ทุกวันนี้สิ่งที่พี่เบิร์ดมักจะบอกรุ่นน้องในวงการคืออะไร

เอนจอยไว้ ทำตัวเราให้เบา อย่าไปหนักกับมัน อะไรก็เบาๆ ไว้ เบาๆ คือไม่เยอะ อย่าทำตัวเยอะ อย่ามีตัวตนมาก เพราะเราต่างเติบโตมาอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

พูดถึง Bird Marathon Project ตอนที่ฟังเพลงที่น้องๆ 8 ศิลปินแต่งให้ครั้งแรก รู้สึกยังไง

ไม่มีอันไหนให้สบายใจเลยสักเพลง (หัวเราะ) ยังดีนะเป็นวัยรุ่นอยู่

 

ยากกว่าที่คิดหรือคิดว่างานนี้ยังไงก็ยากอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ยาก มันแปลก มันเป็นความใหม่ที่พี่อยากให้แฟนเพลงพี่เขารู้สึกว่า “นี่พี่เบิร์ดเว้ยเฮ้ย” (เสียงตื่นเต้น) จะถูกระเบียบตลอดเวลามันก็เซ็งนะ เขาคงรอดูว่าพี่เบิร์ดจะมาไม้ไหน พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะเรียบร้อย ไม่จริง พี่ไปได้หมด ไม่ต้องมากลัวไอ้นู่นไอ้นี่ มาแบบสดๆ กันเลย เพราะพี่ชอบแบบออริจินัล เพลงที่เขาแต่งพอเรากลืนเข้าไปมันก็เป็นตัวเราเอง

 

โปรเจกต์นี้เรียกว่าออกจากคอมฟอร์ตโซนไหม

พี่ไม่มีโซน พี่อยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ตรงไหนสนุกพี่อยู่ โลกใบนี้แหละคือคอมฟอร์ตของพี่ที่สุด วงการนี้คือคอมฟอร์ตโซนของพี่

 

การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหรอ

ไม่ใช่ ไม่มีงานไหนยากเลย เราบอกตัวเอง เราอนุญาตให้ตัวเองได้รับ เราอนุญาตจิตใจของเรา เราอนุญาตตัวเองให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำ บอกตัวเองว่ามันสนุกนะเบิร์ด แล้วก็ทำเลย ถามว่าโปรเจกต์นี้เราทำเพื่ออะไร เพื่อเชื่อมต่อกับน้องๆ ใช่มั้ย อ๋อ โอเค เราอยู่กับน้องๆ ได้ เราไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่แคร์เขาไปแคร์แค่ทาร์เก็ตของตัวเอง พี่ไม่มีทาร์เก็ต ส่วนใครจะชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก

เบิร์ด

โปรเจกต์นี้มีความหมายกับพี่เบิร์ดยังไงบ้าง

คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เพลง แต่อยู่ที่น้องๆ ที่ร่วมงานมองมาที่พี่ สิ่งที่เขาคิด ที่เขารู้จักเรา สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับพี่ แล้วเราได้เอากลับมาแชร์กัน ความภาคภูมิใจมันคือการทำให้พี่เฟรชขึ้นมาอีก พี่มองไปถึงวันที่เขาทำให้พี่ เขาคุยกันว่าพี่เบิร์ดคือใครๆ พี่ชื่นใจตรงนี้มากกว่า เพราะการร้องการอะไรของพี่มันเรียนรู้กันได้ แล้วพี่ชอบเรียนรู้มาก แต่ที่สำคัญคือมันรีเฟรชความรู้สึกของเรา พี่เชื่อมต่อกับพวกเขาได้ โอ๊ย พี่มีความสุขมาก

 

เหมือนโปรเจกต์นี้กลับมาเติมพลัง

ใช่ เติมง่ายๆ เลยนะ

 

ถ้ามองชีวิตเป็นการวิ่ง มีเส้นชัยไหนไหมที่ถ้าไปถึงแล้วจะหยุดวิ่ง

ไม่มี จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้นของพี่ ทุกครั้งที่พี่ไปถึงเส้นชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พี่ต้องไปต่ออีก พี่วิ่งมาราธอนมาจนถึงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พอรอบสุดท้าย พี่โค้งปุ๊บ พี่รอเวลาที่พี่จะขึ้นใหม่ทันที พี่ไม่มีความคิดที่จะเลิกรา พี่เพิ่งตกลงกับพี่นกน้อยว่า เบิร์ดจะ 60 แล้ว พี่นก 62 แล้ว จะเที่ยวรอบโลกกันมั้ย หรือว่าอยู่กับบ้าน หรือจะไปจำศีลภาวนา หรืออะไร ไม่อย่างนั้นเบิร์ดเริ่มต้นใหม่หมดเลยนะ ก็คุยกัน โอเค เริ่มต้นใหม่

 

แต่เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าควรพักได้แล้วเหรอ

ไม่จริง ก็นี่ไง สบายจะตายแล้ว เรารักงาน เรารักชีวิตแบบนี้ เรารักการให้ เรารักเสียงเพลง เรารักการร้องเพลง เราชอบอยู่หน้ากล้อง ถ้าเราอยู่ไกล เราก็ขาดวิญญาณไปเลย ก็แบ๊ะๆ อยู่บ้าน หรือถ้าไปเที่ยวแล้วไงล่ะ สมมติวิวสวย 10 วันแล้วยังไงต่อ หรือไปซื้อของ ซื้อไปทำไม ของก็มีเยอะแยะ แล้วก็แบกกันกลับมาไว้ในบ้านรอเวลาใช้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าไม่ได้ทำงาน แต่ถ้าได้ทำงานก็ได้ใช้ของที่เรามี เราได้ออกไป ได้ดูแลตัวเอง ได้ไปวิ่งเล่น มีความสุข

 

พี่เบิร์ดเหมือนนักวิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ไม่มี เหมือนทั้งชีวิตเป็นมาราธอน เหนื่อยพี่ก็พัก แล้วก็วิ่งต่อ สุขภาพเราก็ดี ได้เห็นข้างทาง ได้เห็นวิว ได้สูดอากาศให้เต็มที่ เราเหนื่อยแต่เราสูดอากาศเข้าไปอีกที เราก็ได้ออกซิเจน

 

แล้วที่พี่เบิร์ดบอกว่ามาเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ 60 มันยังมีอะไรใหม่อีกเหรอ เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านมาหมดแล้ว

พี่คิดว่าความ continue คือความใหม่ของพี่ จริงๆ แฟนเพลงพี่เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรใหม่ เขาก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรใหม่ เขารู้ว่าแค่มีพี่เบิร์ด แต่ความ continue ทำให้ดอกไม้บานในใจเขา อันนี้แหละคือความใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า You’re so old. ท่องอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น เราต้องไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อเรื่องอายุ ถ้าเราไปเชื่อเรื่องอายุ เคมีในร่างกายก็จะเชื่อ เราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาเราก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราทำแบบนี้ มันก็ยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา

 

พี่เบิร์ดเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ไหม ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป

พี่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง สิ่งที่เชื่อคือไม่มีอะไรอะไรคงอยู่ตลอดไป และพี่ก็เชื่อว่ามีอะไรคงอยู่ตลอดไป มันมีทั้งใช่และไม่ใช่ในคำนี้ ร่างกายมันก็ต้องมีบางอย่างที่สึกหรอไปแหละ ต้องย่อยสลาย แต่สิ่งที่เขาเคยทำมาตลอดจะอยู่เสมอไป ความรู้สึก ความรัก อยู่เสมอไป

 

หลายคนนึกตอนพี่เบิร์ดไม่ร้องเพลงไม่ออกแล้ว พี่เบิร์ดนึกภาพตัวเองตอนเลิกร้องเพลงออกไหม

ไม่นึก จะนึกไปทำไม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่อยากนึกด้วย ยังไงเราก็ร้องเพลง

 

ชีวิตพี่เบิร์ดดูมีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังโหยหาอะไรอยู่บ้างไหม

นี่ไง งานนี่แหละ (หัวเราะ) มันพร่องตลอดเลย เรื่องงานอย่างเดียวที่เติมไม่เต็ม มาเถอะ เรื่องอื่นพี่ไม่สนใจ ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง งานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ go งานคือการ move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

13 กุมภาพันธ์ 2561
11 K

เริ่มต้นใหม่’ เป็นคำที่ฟังดูทั้งมีความหวังและน่าหวั่นเกรง

ตลอดการสนทนากว่า 3 ชั่วโมงกับสมาชิกวง Big Ass ทั้ง 5 คน ผมได้ยินคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ บ่อยครั้ง ได้ยินเป็นระยะ จนพอรู้ว่ามันมีนัยสำคัญกับวงวงนี้

เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มต้นทำอัลบั้ม เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้ง เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้งเมื่อวงเปลี่ยนสมาชิก และเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

จากการพูดคุยกับพวกเขาซึ่งประกอบด้วย อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์, หมู-อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์, กบ-ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง, โอ๊ค-พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบส และ เจ๋ง-เดชา โคนาโล นักร้องนำคนใหม่ ทำให้ผมพบว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นครั้งเดียวตอนเกิด หรือสิ้นสุดตอนตาย หากแต่ในช่วงต่างๆ ของชีวิตคนเรา มีบางสิ่งสิ้นสุดลง และบางอย่างเริ่มต้นขึ้นสลับกันไป

นี่อาจเป็นสัจธรรมที่มนุษย์รู้กันดีอยู่แล้วแต่มักหลงลืม

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่ กบ ขจรเดช เขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

หากไม่รู้จักพวกเขามาก่อน เพลงเพลงนี้ก็คงเป็นเพียงเพลงไพเราะธรรมดาเพลงหนึ่ง แต่หากได้นั่งลงฟังที่มาที่ไปของวงวงนี้ ได้เห็นก้อนกรวดบนเส้นทางที่เดินฝ่ามา คงรู้สึกเหมือนกันว่า เพลงเพลงนี้มาจากชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันใช้ได้กับชีวิตของพวกเราด้วย

Big Ass

 

เริ่มต้นเล่นดนตรี

ผมนัดเจอกับพี่ๆ วงบิ๊กแอสที่บ้านของ อ๊อฟ หนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้งวง

บ้านหลังที่มีทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้ดังสลับกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่หลบเลียอาศัยยามชีวิตสิ้นหวังของวง ไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ตอนเริ่มต้นเล่นดนตรีเรานัดกันทุกวันศุกร์เพื่อเจอกันที่บ้านของอ๊อฟ” กบเล่าถึงช่วงเริ่มก่อร่างสร้างวงสมัยเรียนชั้นมัธยมต้น ซึ่งการนัดเจอที่บ้านของมือกีตาร์ของวงในวันวานยังเป็นกิจกรรมที่ทำกันมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน รวมถึงวันที่เราพบกันด้วย

ถ้าถามว่ามีเป้าหมายอะไรในวันแรกที่เล่นดนตรีมันคือความสนุกอย่างเดียว ไม่มีการกอดคอกันฝันว่าสักวันจะเป็นนักดนตรีหรอก” อ๊อฟย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรี

ตอนบอกว่าซ้อมดนตรีอยู่ เรายังสงสัยว่าเล่นได้จริงหรอวะ” กบขยายความถึงวันที่ทักษะในการเล่นดนตรียังอยู่ในขั้นเริ่มต้น “คือถามว่าเป็นความฝันไหม มันเป็นมาตลอดแหละ แต่มันเป็นฝันที่ดูไม่มีทางเป็นความจริงเลย ถ้าพูดออกไปว่ากูจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ใช้แค่ความกล้าอย่างเดียว คือถ้ามึงไม่บ้าก็ต้องเมา ผมว่าไม่มีทางที่เราจะกล้าคิดแบบนั้น”

เพราะอะไรถึงไม่กล้าคิดฝัน-ผมถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาอาจถ่อมตัว

ที่บ้านเราก็มีกระจกนะครับ” กบตอบ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังก้องบ้าน ก่อนที่อ๊อฟจะเสริม “คือไปประกวดอะไรเราก็ตกรอบหมดเลย เรารู้แค่ว่าวันเสาร์ต้องออกไป ต้องมาเจอกัน ไปซ้อมกัน อยากเล่นเพลงที่อยากเล่น แค่นี้เอง มันไม่ได้มีอนาคตอะไรเลย”

เมื่อเหลียวมองพวกเขาในวันที่เติบใหญ่ กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังจำนวนมาก ต้องยอมรับตามตรงว่าผมนึกภาพที่พวกเขาเล่าไม่ออก-เจ้าพวกเด็กที่เล่นดนตรีโดยไม่สนว่าใครจะรู้จักพวกเขาหรือไม่

เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่รู้ว่าเล่นผิดเล่นถูก ไม่รู้ว่าดีไม่ดี พวกคุณมองเห็นอะไร” ผมถามพวกเขา

ผมมองเห็นเด็กที่ไม่เก่ง หาจุดเด่นได้น้อยมาก แต่จุดสำคัญเดียวของพวกเราคือ เราเป็นเพื่อนกัน และความเป็นเพื่อนทำให้เราอดทน ทำให้เราคุยกันว่า ล้มก็ล้มด้วยกัน ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะขึ้นหรือลงหรอกนะ เราคิดแค่ว่าไปก็ไปด้วยกัน จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ไปด้วยกัน ไม่มีอะไรที่ไม่เอา ไม่ทำ พวกเรามีแต่ไปลุย ไปทำ เราไม่เคยถอยหลังเลยมั้ง เราไม่เคยหยุดแล้วรอโอกาส ถ้าโอกาสประตูนี้ปิด เราก็จะหาโอกาสประตูอื่นอยู่เรื่อยๆ”

Big Ass

 

เริ่มต้นทำอัลบั้ม

การเริ่มต้นครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อประตูบานแรกเปิดขึ้น ประตูบานนั้นชื่อ Music Bugs

ที่ค่ายเพลงแห่งนี้พวกเขาได้โอกาสทำอัลบั้มกันเอง แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของวงดนตรีวงนี้ในมุมมองของผมมาจนวันนี้

“ทำเองผิดถูกก็ยังด่ากันได้ 10 ปีผ่านไปก็ยังกลับมาด่าตัวเองได้ แต่ถ้าไม่ทำเอง 10 ปี ผ่านไปเรากลับไปด่าคนอื่นไม่ได้นะ” หมูบอกเมื่อผมชวนคุยถึงข้อดีของการที่พวกเขาทำเองกันทุกกระบวนการ

อัลบั้มแรกของพวกเขาชื่อว่า Not Bad ที่มีเพลงดังอย่าง ทางผ่าน อยู่ในอัลบั้ม พวกเขาเล่าว่า ก่อนที่เขาจะออกอัลบั้มแรกการขายเทปยังอยู่ในยุครุ่งเรือง ยอดขายล้านตลับเป็นเรื่องที่ยังเป็นไปได้ การขายได้ 300,000 ตลับถือเป็นเรื่องธรรมดา

“ของเราตั้งเป้ากันไว้แค่ 30,000 เพราะถ้าเกินนี้เราจะได้ตังค์ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลยอ๊อฟบอกถึงความคาดหวังอันน้อยนิด

ว่าแต่ถึงตรงนี้ลองเดาดูเล่นๆ หน่อยไหมว่าอัลบั้มแรกของพวกเขาขายได้กี่ตลับ

อัลบั้มแรกกดกันไปเต็มๆ หมื่นม้วน” กบเล่าเรื่องตลกร้ายที่เกือบทำให้ชื่อของบิ๊กแอสจบลง “สมัยนี้ขายได้หมื่นม้วนคงเฮกันแล้ว แต่ตอนนั้นต้องเรียกว่ากริบ อัลบั้มแรกต้องบอกว่ามันเจ๊งนะ เคยไปเล่นแล้วมีคนเมาถือขวดเหล้าอยู่คนเดียวอยู่หน้าเวที ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอะไรดี”

ตอนนั้นคิดว่า 30,000 ม้วนคงสบายๆ” ผมถาม

แน่นอน ก็ทุกคนเขาได้หมด เป็นมาตรฐาน” หมูตอบทันที มีบิ๊กแอสนี่แหละที่ผิดปกติ สร้างประวัติศาสตร์” อ๊อฟพูดติดตลก “แต่เราก็ไม่เลิก ที่ถามว่ามองเห็นอะไรในเด็กกลุ่มนั้น มองกลับไปก็รู้สึกดีใจแทนตัวเองที่เราเลือกเล่นดนตรี เพราะถ้าเขาก้าวเดินต่อมาจนถึงจุดที่ดีได้เขาจะมีความสุขมากในชีวิต โมเมนต์ที่เราชอบดนตรีแล้วเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับมัน ได้มีประสบการณ์ค่อนชีวิตกับดนตรี มันสุดยอดแล้ว”

Big Ass เบิร์ด ธงไชย

Big Ass

 

เริ่มต้นอีกครั้ง

สิ่งที่ต่อลมหายใจให้บิ๊กแอส และทำให้วงที่อยู่ในช่วงมืดมิดได้มองเห็นแสงสว่าง คือการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อะวอร์ดส์

แม้อัลบั้มจะไม่เข้าหูคนฟัง แต่โชคดีที่มันยังไปเข้าตาคณะกรรมการ

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เรียนก็น้อย เล่นดนตรีก็ไม่ได้เก่ง ผมเรียนแค่ ปวช. ม.6” กบย้อนเล่าถึงชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนที่อ๊อฟจะเล่าต่อ “คือเราไม่ได้คิดเรื่องอนาคตกันเท่าไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะสู้ต่อไป ไม่ได้คิดอะไรเลย มันไม่ได้มีโมเมนต์ที่จะได้ทำชุดสอง เพราะค่ายเขาไม่ให้”

แต่พอได้รางวัลกลับมาที่ออฟฟิศ ผมถือรางวัลเหมือนเรามีตัวประกัน เหมือนเอามีดจ่อคออยู่ พี่ต้องให้ผมทำชุดหน้าแล้วนะ คือพูดติดตลกน่ะ แต่เรารู้ว่ามีคนมองเห็นเรา ถึงแม้ว่าคนทั้งประเทศไม่รู้จักเรา แต่คนฟังที่เป็นนักวิจารณ์ เขาได้ยินเรา ถึงจะดูเหลิง ดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีคนได้ยินเพลงเรา สิ่งนั้นก็เลยทำให้เรามีชุดสอง ผมบอกน้าทิวา (ทิวา สาระจูฑะ) ตลอดว่า ถ้าผมไม่ได้รางวัลวันนั้นพวกผมไม่มีเหตุผลที่ได้ออกชุดถัดมา” มือกลองของวงเล่าถึงสิ่งที่ทำให้วงยังอยู่มาจนวันนี้

แม้อัลบั้มที่ 2 จะขายได้เพียง 22,000 ตลับ แต่อัลบั้มที่ชื่อ XL นี้ก็ทำให้พวกเขาค้นพบสิ่งที่ส่งผลอันยิ่งใหญ่สมชื่ออัลบั้ม

เราโชคดีที่ได้เจอเพลง ก่อนตาย เพลงนี้นอกจากมันจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว มันยังกำหนดความเป็นวงบิ๊กแอส แล้วเราก็เอาก่อนตายมาทำเป็นอัลบั้มชุดสาม เหมือนเราได้เจอแล้วว่าบิ๊กแอสคืออะไร” อ๊อฟซึ่งเป็นผู้เขียนเพลงเพลงนี้พูดถึงสิ่งที่ค้นพบ

ต้องขยายความก่อนว่า ก่อนตาย คือเพลงหนักที่มีเมโลดี้ที่เพราะ นี่คือคำจำกัดความของเพลงนี้ มันเลยเป็นคำจำกัดความของชุดต่อมา ว่าเราจะยึดตรงนี้แหละ” มือกลองของวงช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจ

ส่วนผลลัพธ์ของอัลบั้มถัดๆ มาหลังการค้นพบที่ว่าเป็นอย่างไร ถึงวันนี้พวกเราคงเห็นผลกันอยู่แล้ว

อัลบั้มที่ 4 ที่ชื่อ Seven ซึ่งพวกเขาย้ายมาอยู่ค่ายที่ใหญ่ขึ้นอย่าง genie records พาให้พวกเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ในอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ต ฟังดูเหมือนชีวิตของพวกเขากำลังจะดีใช่ไหม

ชีวิตถ้าง่ายดายเช่นนั้นคงดี

Big Ass เบิร์ด

 

เริ่มต้นหลงระเริง

เพลงสุดท้ายหน้า B ก็ขึ้นอันดับหนึ่งตามคลื่นวิทยุ-อ๊อฟบอกเมื่อผมถามว่าอัลบั้ม Seven นั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน

ผมมีวิธีการสังเกตคนที่เขาประสบความสำเร็จง่ายๆ คือ เพลงที่ไม่ได้คิดจะเป็นเพลงโปรโมตปล่อยมาก็ยังดัง นั่นแสดงว่ามันติดลมบน ทำอะไรคนก็เฮ ทำอะไรคนก็เอาหมด ไปเล่นคอนเสิร์ตก็เดือด ตอนนั้นจำได้ว่าเราเป็นวงแรกๆ ที่ไปเล่นคอนเสิร์ตกาชาดต่างจังหวัดที่ทำลายทุกสถิติ เหมือนกับว่าคนเคยมา 10,000 เราไปเขาก็มา 20,000 แทบจะทุกที่เลยตอนนั้น จำได้ว่าราบเป็นหน้ากลองเลย”

และเป็นช่วงนั้นเองที่พวกเขาบอกว่าคล้ายตัวเองตกอยู่ในทางสามแพร่งตลอดเวลา

ตอนนั้นลูกโป่งแห่งความสำเร็จได้โดนอัดฉีดเข้าไปจนลอยสูงสุด พร้อมที่จะแตก มันลอยขึ้นสูงที่สุดเลย แล้วสุดท้ายมันก็แตกจริงๆ เพราะพวกเราหลงระเริง” กบเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม “ตอนนั้นชีวิตเราเหมือนรถซิ่ง พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งด้วยความเร็วและแรงมาก พอเจอก้อนหินนิดเดียวก็ทำให้เราพลิกไปเลย ผมเลยเข้าใจน้องๆ ทุกวันนี้ที่ขึ้นมาแรงๆ แล้วเราเห็นท่าทางเขา เหมือนพวกกูตอนนั้นเลย อยากบอกว่า เดี๋ยวก่อนน้อง ใจเย็นน้อง เดี๋ยวลง เดี๋ยวก็สะดุดหินเหมือนกู คือเราผ่านมาแล้ว

สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เห็น” อ๊อฟพูดถึงเหตุการณ์ในวันวานที่อดีตเพื่อนร่วมวงขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วยข่าวที่สังคมพากันกระหน่ำโจมตีพวกเขาจนแทบไม่เหลือที่ยืนในวงการดนตรี

กบบอกว่า ตอนนั้นพวกเขาคล้ายโดนคำสาปแห่งความสำเร็จเล่นงาน “สุดท้ายเราตั้งสติกันอยู่พอสมควรนะว่าจะเอายังไงดี ตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ใครจะฟังเพลงเราวะ เพราะเราโดนด่าทั้งเช้าทั้งเย็นเลยตามสื่อต่างๆ เขียนเพลงอะไรออกไปก็คงโดนด่า เอายังไงกันดี พวกเราถึงขั้นจะยุบวงเลยนะ ผมก็เลยโทรหาพี่ป้าง (นครินทร์ กิ่งศักดิ์) พี่ป้างเป็นที่ปรึกษาของผม พอผมบอกว่าจะยุบวง เขาก็บอกว่า มึงรู้ไหมว่ายังมีคนที่รอฟังเพลงมึงจากเหตุการณ์นี้อยู่ ผมก็เริ่มตั้งสติได้ เราจะทำยังไงกันดี หมูก็บอกว่า ระหว่างนี้ทำห้องซ้อมดีกว่า เราเลยสร้างห้องซ้อมด้วยมือของเราเอง หมูก็ออกแบบ เราก็ทาสีกันเอง แล้วก็จะมาดูข่าวช่อง 3 ด้วยกันทุกวัน ดูเขาด่าเรา

มันคือหินก้อนที่สำคัญมาก โชคดีที่เรายังเกาะกันไว้ด้วยดนตรี เราจะไม่ทิ้งดนตรีไปไหน เราเชื่อคำพูดพี่ป้าง เราก็แปลงคำพูดเหล่านั้นให้เป็นเพลง มันก็กลายมาเป็นเพลง ปลุกใจเสือป่า ในอัลบั้ม begins และเหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นเพลง ข้าน้อยสมควรตาย คือเอาวะ กูผิดก็ได้วะ เราก็เอามาทำเป็นเพลง สังเกตว่าอัลบั้มนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยการระบาย แต่ระบายอย่างมีเหตุผลและทำให้มันเป็นพลัง แล้วเราก็กลับมาได้ด้วยอัลบั้ม begins

“ชื่ออัลบั้ม begins มีนัยอะไรไหม”

มันคือเรื่องนี้เลย คือการเริ่มต้นใหม่ของพวกเรา เริ่มต้นใหม่ในวิญญาณเดิม” กบตอบก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ถ้าไปดูอาร์ตเวิร์กหน้าปกมันจะมีผีเสื้อ ดักแด้ จากตอนแรกเราเป็นหนอนมา กลายเป็นดักแด้ แล้วจึงเป็นผีเสื้อ เราสื่อสารในอัลบั้มนี้ทั้งในอาร์ตเวิร์กและทุกอย่างเลย คือกูจะเริ่มใหม่ ไม่ยอมแพ้”

ฟังดูฮึกเหิมดีใช่ไหม แต่นั่นเป็นเพียงบททดสอบแรก ก่อนที่เขาจะเจอบททดสอบอีกบทซึ่งเล่นเอาพวกเขาบอบช้ำยิ่งกว่าเดิม

บิ๊กแอส เบิร์ด เจ๋ง บิ๊กแอส

 

เริ่มต้นอีกครั้งและอีกครั้ง

หลังจากอัลบั้ม begins พวกเขามีผลงานอีกหนึ่งอัลบั้มชื่อ LOVE ก่อนที่วงจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาตัดสินพักงานและแยกทางกับนักร้องนำซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เริ่มต้นทำวง และแน่นอน นี่เป็นเรื่องเจ็บปวด เป็นบาดแผลของวงมาจนทุกวันนี้

แต่เราก็ต้องเดินต่อไป-อ๊อฟย้ำประโยคนี้ผ่านสื่อเสมอ

หมูร้องไห้ตรงโต๊ะนี้ทุกวัน” โต๊ะนี้ที่อ๊อฟว่าคือโต๊ะที่เรากำลังนั่งคุยกัน

เรานั่งแชร์เรื่องที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน แชร์ความผิดพลาด แชร์สิ่งต่างๆ พอนั่งคุยกันไปก็เริ่มร้องไห้” หมูเล่าถึงช่วงที่พักงาน ก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราสูญเสียไฟในการเป็นนักดนตรี ก่อนที่จะมีเจ๋ง เราคิดว่าเราไม่อยากไปเล่นดนตรี เราคิดว่าเราเล่นไปวันๆ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่อยากออกจากบ้านไปเล่น มันทำลายสิ่งที่เราเคยเป็นมาค่อนข้างเยอะ เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นขนาดนี้ได้” ช่วงเวลาที่วงกำลังสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่เคยใฝ่ฝันอย่างดนตรีนั่นเองที่ เจ๋ง เริ่มมาคลุกคลีใช้ชีวิตกับวง

เหมือนเจ๋งมากระชากซากศพทั้งสี่คนให้ลุกขึ้นมา ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง” กบเริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวง “เราเจอกันตอนนั้นเจ๋งเล่นกลางคืนอยู่ ได้เงินเดือนทั้งเดือนรวมแล้ว 20,000 บาท เราก็ตั้งไว้แล้วว่ามาอยู่กับเรา 3 เดือน เราให้เงินเดือนเจ๋งเท่าเดิม เราก็ควักส่วนตัวกันทุกเดือนคนละ 5,000 เพื่อเอามาเป็นเงินเดือนเจ๋ง แล้วตอนเราไปซ้อมกันครั้งแรก เราก็ซ้อมไป จ้องเจ๋งไป ขอให้ใช่เถอะ เพราะกูผ่านมา 2 – 3 คนแล้วมันไม่ใช่ ขอให้เป็นมึงได้ไหมวะ เราซ้อมตอนบ่าย 2 แล้วเจ๋งเพิ่งตื่นตอน 11 โมง พอร้องไปมันไม่ใช่ ทำไมมันไม่เหมือนที่กูไปดูมึงที่โคราชเลยวะ ทำไมมันเป็นแบบนี้

“เราก็คิดว่าฉิบหายแล้ว พังแล้ว พอพวกเราซ้อมเสร็จอ๊อฟก็ถามเจ๋งว่า พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง เจ๋งก็ตอบว่า พวกพี่ก็เป็นบิ๊กแอส แต่พวกพี่มันได้มากกว่านี้ เราก็สบถในใจ มองหน้ากัน แล้วก็รู้สึกว่า เราต่างหากที่ไม่ใช่สำหรับเจ๋ง ผิดที่เราเองเลย เราทำอะไรกันอยู่วะ วันนั้นคือวันที่ผมวางเครื่องดนตรีทั้งหมด คำพูดเจ๋งถูกต้อง เราต้องกลับมารักษาหัวใจกันก่อน เราก็เลยต้องมาหลอมรวมกัน เพราะประโยคนั้นของเจ๋งประโยคเดียวเลยที่กระชากไอ้ 4 คนนี้ขึ้นมา

เบิร์ด ธงไชย Mini Marathon Project

เราก็มาอยู่บ้านหลังนี้แหละครับ มาเจอกันทุกวัน กิจวัตรทุกวันคือเล่นฟิตเนส ทำอาหารเย็นกินกัน คือมาแชร์ชีวิตด้วยกันก่อน วงดนตรีวงหนึ่งมันไม่ใช่แค่มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่มันต้องมาใช้ชีวิตด้วยกัน ก็เลยใช้วิธีนี้ เรื่องเพลงเราคุยกันน้อยมาก แต่เราจะคุยกันว่าแต่ละวันเป็นยังไง ให้เขาเรียนรู้และเปิดไพ่กันให้หมดว่าเรามีอะไรกันบ้าง เราเป็นใครอะไรยังไง ส่วนผมก็ไปเที่ยวทะเลกับเขาเลย เพื่อที่จะได้ดูว่าเขาเป็นยังไง มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมาเราก็เฮโลกันไป ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยกันว่าวงนี้จะเป็นยังไง แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็คือ อยู่ดีๆ เราเริ่มเบื่อการทำอาหารกันแล้ว อ๊อฟก็ไปจับกีตาร์ ก็เล่นๆ แจมๆ กันดู แล้วมันก็เป็นเพลงที่เป็นทำนองของเพลง แดนเนรมิต แต่ยังไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วมันเหมือนเราดมกลิ่นอะไรบางอย่างแล้วมันสนุก

“ไม่นานเดโม่ทั้ง 5 เพลงก็เสร็จหมดเลย พอเสร็จแล้วทำยังไงต่อล่ะ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็เลยเอาไปคุยกับพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่าเราจะทำอัลบั้มนี้ แล้วทุกคนก็ทุ่มทุกอย่างให้งานของเรา มันเหมือนการตายแล้วเกิดใหม่ มันเหมือนจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้พิสูจน์ว่าเราจะรอดหรือไม่รอดในวงการนี้ ซึ่งสำหรับเจ๋งเขาคงไม่รู้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหนสำหรับคนที่เคยตายมาแล้ว 4 คนนี้”

ฟังจากที่พวกเขาเล่า ผมไม่แปลกใจที่อัลบั้ม THE LION ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกหลังจากเปลี่ยนนักร้องนำ จึงมีความหมายยิ่งใหญ่กับพวกเขา

อัลบั้มนี้จะมีความหมายทุกครั้งหลังผ่านการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ถ้าเรากลับไปเห็นหมูนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือที่เราทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน อัลบั้มนี้มันจะเปล่งออร่าออกมาเลย แล้วมันก็เป็นหลักไมล์ในชีวิตที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ ถ้านับจากวันที่หลงระเริงกันสุดๆ อัลบั้มนี้มันก็ช่วยเซ็ตระบบอะไรใหม่ในชีวิตพวกเราพอสมควร ค่อนข้างเป็นอัลบั้มตั้งไข่ของบิ๊กแอสในยุคนี้จริงๆ” อ๊อฟพูดด้วยรอยยิ้ม

มันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง” กบเสริมเพื่อนที่ฝ่าฟันร่วมกันมา

Big Ass

 

เริ่มต้นหลังจากสิ้นสุด

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่กบเขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

ชื่อเพลงนั้นนอกจากคล้ายเป็นบทสรุปชีวิตของวงบิ๊กแอสแล้ว กบยังบอกว่า เขาแต่งมาจากชีวิตของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตเดิม เพื่อเริ่มชีวิตใหม่

ตอนได้รับโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดผมก็มานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับไอเดียนี้ดี ก็เลยกลับไปนั่งนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งของพี่เบิร์ดที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ อยู่ในชุด ธ.ธง ออกมาเมื่อปี 37 เท่าที่จำได้คร่าวๆ พระเอกเอ็มวีคือพี่เบิร์ดใส่ชุดออฟฟิศ ผูกเน็กไท เหมือนกำลังจะล่มสลายทางการงานอะไรสักอย่าง

ชีวิตผมตอนนั้นทำงานประจำเป็นพนักงานไปรษณีย์ ใส่ชุดเหมือนพี่เบิร์ดเป๊ะเลย อาการที่พี่เบิร์ดกำลังแสดงออกนั่นแหละคืออาการที่ผมกำลังเป็นในชั่วโมงนั้น คือผมเกลียดงานที่ผมทำอยู่มาก ผมอยากเป็นนักดนตรี แต่ผมต้องทำงานนั้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ วินาทีที่ผมลาออกจากงานไปรษณีย์มาเพื่อเล่นดนตรี เพลงนี้มันดังก้องอยู่ในช่วงนั้นพอดี

ตอนนั้นผมกลัวอดตาย เพราะงานไปรษณีย์เป็นงานที่มั่นคง แล้วออกมาผมไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงินสักบาท ผมก็ใช้เพลง เธอผู้ไม่แพ้ ในการบอกตัวเองว่า เอาวะ กูจะไม่แพ้ ถึงได้บอกว่าเพลงมันสามารถไปแตะหัวใจของคนที่กำลังเผชิญชีวิต เหมือนที่ผมเคยเจอ มันอาจจะช่วยชีวิตใครไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันเตือนสติได้ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ออกมาให้ดีที่สุด พอผมเจอคำว่า ‘หัวใจของเธอแค่ผลัดใบ’ ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันรอดแล้ว ผมรู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจคนเรามันแค่ผลัดใบแค่นั้นเอง ใบไม้ที่ปลิวหล่นจากกิ่งมันก็แค่จุดสิ้นสุดหนึ่ง วันหนึ่งมันจะงอกขึ้นมาใหม่

นี่คือจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นในจุดเดียวกัน” กบเล่าทิ้งท้ายคล้ายเขาเห็นความงามของการเริ่มต้นใหม่ไม่ใช่ความกลัวอย่างที่ผมเข้าใจ

Big Ass

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load