42.195 คือระยะของการวิ่งมาราธอน

ด้วยความที่เป็นการวิ่งระยะไกล มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องอาศัยทั้งแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงในการพาตัวเองไปจนถึงเส้นชัย มีทั้งช่วงเวลาที่ใจฮึกเหิมและห่อเหี่ยวสลับกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะเปรียบเปรยชีวิตว่าคล้ายการวิ่งมาราธอน

ธงไชย แมคอินไตย์ หรือพี่เบิร์ดของแฟนๆ บอกผมว่า ชีวิตในวงการเพลงของเขาคล้ายการวิ่งมาราธอน

เรื่องระยะทางคงไม่มีใครสงสัย ตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา จนถึงวันนี้ พี่เบิร์ดอยู่ในวงการเพลงมาแล้วกว่า 30 ปี หลายคนยกให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยยกตัวนิยามตนเองว่าอย่างนั้น

เบิร์ด

ล่าสุดผมรู้ว่าซูเปอร์สตาร์ผู้นี้กำลังซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อ ‘Bird Marathon Project’ ซึ่งเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญหนึ่งบนเส้นทางยาวไกล โดยได้ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เติบโตมากับผลงานเพลงของเขามาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ และเมื่อลองไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินทั้งหมด ยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นไม่น้อย

ความพิเศษหนึ่งของ Bird Marathon Project คือ การเปิดโอกาสให้ศิลปินที่ว่ามาทำเพลงในแบบฉบับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนร้องคือ ธงไชย แมคอินไตย์

UrboyTJ, LABANOON, POLYCAT, แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม, BOOM BOOM CASH, Getsunova และ BIG ASS คือรายชื่อศิลปินที่ว่า ยังไม่นับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่รับหน้าที่มาถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบผลงานเพลงในโปรเจกต์นี้

แน่นอนว่าแค่ฟังคอนเซปต์ก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายของพี่เบิร์ด

พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS ซึ่งเป็น Executive Producer ควบคุมภาคดนตรีของโปรเจกต์นี้บอกกับผมหลังจากวันที่เข้าห้องอัดครั้งแรกว่า เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงระหว่างทางกลับบ้าน ที่ปล่อยให้พี่เบิร์ดร้องเพลงในห้องอัดวนไปร้อยกว่ารอบ

ลืมไปว่าพี่เบิร์ดอายุใกล้จะ 60 แล้ว-มือกีตาร์วงบิ๊กแอสว่าอย่างนั้น

ไม่ใช่แค่มือกีตาร์ผู้นี้หรอกที่ลืมอายุของนักร้องผู้นี้ เมื่อได้นั่งคุยกันในช่วงเช้าวันหนึ่ง ด้วยพลังงานของพี่เบิร์ดที่ส่งออกมาให้คนรอบข้าง ผมเองก็ลืมไปเช่นกันว่าผู้ที่กำลังสนทนาด้วยคือคนที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยเกษียณในปีหน้า

บนเส้นทางยาวไกล อะไรทำให้พี่เบิร์ดยังคงอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำโปรเจกต์แสนท้าทายที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเบิร์ด ธงไชย ของทุกคนในวันนี้ยังคิดฝันสิ่งใด ลองมานั่งให้เขาเล่าสู่กันฟัง ธงไชย แมคอินไตย์

คนมักจะทึ่งที่พี่เบิร์ดอายุจะ 60 แล้วยังเหมือนคนหนุ่ม ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอก พี่เบิร์ดย้อนมองตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมั้ย

บางครั้ง อย่างที่เมื่อกี้เพิ่งให้สัมภาษณ์ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) มา พี่เดินมาแล้วก็นึกว่า เออ การพูดการจาของพี่มันเฟรชมากจนเราลืมอายุ ทำไมเราพูดได้ไม่หยุด ทำไมมันลื่นไหลขนาดนี้ เราต้องชมตัวเองบ้าง เพราะบางทีพี่ก็เครียดกับตัวเองเกินไปว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้อ้วน แต่ว่าเบิร์ดจะ 60 ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว (หัวเราะ) บางทีเราก็บอกตัวเองแบบนี้ บอกเขาบ้าง ผ่อนหน่อย แก่บ้างก็ได้นะเบิร์ด แต่มันก็ไม่ดีนะ

มันจะมีกระแสสังคมหรือว่าคนที่พูดใส่พี่ว่า ‘อายุเยอะแล้วนะพี่เบิร์ด เพลาๆ ลงบ้าง’ แต่พอเขาเห็นหน้า เห็นตา เห็นอาการ แล้วเขาลืมเลยไง เมื่อก่อนพี่ก็คิดนะว่า 50 ก็คงจะงั่ก แต่นี่จะ 60 แล้วเมื่อวานพี่ยังซ้อมเต้นอยู่ เรียน 3 ชั่วโมง ไม่หยุด ซ้อมจนครูฝึกพี่ไม่ไหว

 

คนภายนอกมองว่าพี่เบิร์ดไม่เปลี่ยนไปเลย แล้วพี่เบิร์ดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองบ้าง

ใจ เราต้องดูแลเขาอย่างดีมากขึ้น ดูแลใจให้ไม่ถูกความห่วงของคนมาดึงเอาโฟกัสของเราไป พี่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม พี่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ทุกอย่างมันย้อนกลับไป หน้าพี่เด็กลง หุ่นพี่แข็งแรง กล้ามเนื้อบึกขึ้น เรารู้โนว์ฮาวในการดูแลตรงนี้ ในการที่จะเป็นธงไชยต่อไป ที่จะยืนตรงนี้ต่อไป ฉะนั้นมันดีเหลือเกินกับการที่อายุเยอะขึ้น

 

มันฝืนธรรมชาติไหม

ใช่

 

ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ไม่ ปล่อยไม่ได้ เพราะว่าเรารักตรงนี้ไง เราจะอยู่ตรงนี้ เราเลือกให้เขาได้ เลือกให้เขาเป็น เลือกให้เขาอยู่ เลือกให้เขากิน เบิร์นขนาดนี้กินอะไรได้แค่ไหน พี่จะคูณออกมาเลยว่า พี่จะกินกี่มื้อ กินหมูได้กี่มื้อ แต่เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่สนุกนะ ถ้าเราทำได้เราจะชนะ เราจะสนุก เราจะเอนจอย ความเอนจอยเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทอง คนเราเอนจอยขึ้นมาอะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเบื่อขึ้นมานี่ซวย

เบิร์ด

ซึ่งมันยากนะ การรักษาความเอนจอยให้อยู่มาตลอดหลายสิบปี

ถูก ถ้าพี่ไม่ต้องทำงานพี่ไม่เคยกินยานอนหลับ แต่ถ้าเป็นช่วงที่พี่ทำงานพี่นอนไม่หลับ พี่ alert พี่ขอยาหมอมาเลย บอกเขาว่า เบิร์ดต้องกิน กินให้หลับ แล้วถ้านอนถึง 8 ชั่วโมง เบิร์ดจะตื่นเต้นยังไงก็ได้ เหมือนลิงบนเวที พี่วิ่งรอบทิศ แต่ถ้าเกิดว่าพี่ไม่ทำอะไร สี่ห้าทุ่มพี่ก็หลับแล้ว

เราต้องบาลานซ์ ช่วงที่มีงานใช้ร่างกายเยอะเราต้องดูแล เราใช้อะไรเราต้องรู้จักเขา เราใช้พี่เบิร์ดเขามาก ปกติเขาเคยนอนกี่โมงเราก็ต้องฝืนให้เขานอน เวลาจะมีคอนเสิร์ตเราต้องปรับก่อน 2 เดือน เราต้องออกกำลังกายตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เพราะว่าเราต้องใช้กำลังเวลานั้น

 

เหมือนที่พี่เบิร์ดเคยพูดบนเวทีคอนเสิร์ตว่า “พี่เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ของทุกคนให้ดีที่สุด”

ใช่ อันนี้คือข้อปฏิบัติ ที่ดูแลมากที่สุดคือทัศนคติ วิธีคิด ของธงไชย แมคอินไตย์ ต้องคิดอย่างถูกต้อง คิดให้ดี แล้ววิธีคิดของพี่คือเราต้องรับคำติให้ได้

 

แต่พี่เบิร์ดเหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครกล้าติแล้วนะ

อันนั้นคืออันตรายที่สุด การที่ไม่มีคนตำหนิเราคือสิ่งที่อันตราย เราเลยต้องเข้มงวดกับตัวเราเอง เพราะว่าทุกคนพร้อมที่จะเซย์เยส ด้วยความรักที่เขาดูแลเรา เราต้องดูตัวเองว่าเราดีจริงอย่างที่เขาพูดมั้ย หรือถ้าเขาชมเรา เราก็ต้องทำให้ดีอย่างที่เขาชมให้ได้ เราเหลิงไม่ได้ ต้องสะกดไม่เป็น ยิ่งคนชื่นชมยินดี เรายิ่งต้องคิดว่าเรายังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่เดี๋ยวเราจะทำให้ถึง บวกสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นไปอีก มันต้องทำแบบนี้ แล้วมันก็จะดีกับตัวเราเอง

 

แล้วกับวัยที่เพิ่มขึ้น พี่เบิร์ดสูญเสียอะไรไปบ้าง

ไม่มีเลย คือความสูญเสียมันเปรียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้รับหรอก มันเทียบกันไม่ได้ สิ่งที่เราได้รับจากทุกๆ อย่าง เมื่อเอามาวัดแล้วเราจะไม่ติดกับการสูญเสีย เราเกิดจาก under zero พี่มาจากครอบครัวที่ยิ่งกว่าจน คือไม่มีอะไรเลย อยู่สลัม จากตอนนั้นมาถึงวันนี้จะสูญเสียอะไรล่ะ มันมีแต่ได้ ได้ดูแลพ่อดูแลแม่ให้ขึ้นสวรรค์ ได้ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนดูทั้งประเทศให้มีความสุข ให้ทุกคนเรียกชื่อเราได้ ให้ทุกคนเรียกชื่อแล้วยิ้ม เรียกชื่อแล้วมีความสุข แค่นี้มันก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลของพี่ ตายไปก็ใช้ไม่หมด

 

หลายคนคงสงสัยว่าในชีวิตพี่เบิร์ดเคยรู้จักความเศร้าหรือผิดหวังบ้างไหม

การสูญเสียนั่นแหละ สูญเสียคนรัก เพราะว่าถ้ายังอยู่ เรายังพูดคุยกันได้

 

พี่เบิร์ดรับมือยังไงกับการสูญเสีย

เราต้องเข้าใจ เรามีความเข้าใจเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในมือ บางทีพี่ก็รำคาญนะ ทำไมเราต้องเข้าใจ มันอ๋อตลอดเวลา แล้วก็ทำให้ลบเลือนไป

ตอนแม่พี่เสียพี่ก็ร้องไห้จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว สูญเสียไง สูญเสียแล้วก็สงสาร แต่ทีนี้ด้วยสังขาร ด้วยอะไร เราได้ทำให้เขาเต็มที่แล้ว แน่นแล้ว ได้บวชให้ ได้ดูแล แม่อยากได้อะไรก็ซัพพอร์ตและเติมเต็มให้แม่ คือเราเคยไม่มีข้าวกิน ต้องไปเซ็นข้าวสารเขา พอวันหนึ่งแม่อยากได้อะไรเราก็หาให้ บอกแม่ว่า “แม่ เดี๋ยวเบิร์ดจะเบิกเงินมานะแม่นะ เอาให้เต็มเตียงแม่เลย” เราก็นึกว่าแม่จะเอนจอย แม่หยิบเงินมาตั้งบนหัว แล้วบอกว่า “ขอให้อยู่กับลูกนานๆ” แม่ขอให้มันอยู่กับลูกชายเยอะๆ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

เวลาของแม่เดินเร็วกว่าเวลาของเราตลอดเวลา อายุของแม่เดินเร็ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำอะไรแข่งกับเวลา เพื่อให้แม่ได้ในสิ่งที่แม่เคยขาด แม่จะพูดออกมาหลายๆ ครั้งแล้วพี่ชื่นใจก็คือ “นี่บ้านแม่อุดมเหรอ นี่แหวนแม่อุดมเหรอ” คือเขาไม่คิดว่าจะมี เราก็บอกว่า “แม่ นี่บ้านเรา แม่เอาขี้ทาบ้านก็ได้ แม่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัว” อะไรที่แม่ไม่มี พี่ก็พยายามให้แม่มี แล้ววันที่แม่ไปก็แค่ไม่เจอแม่ แต่เราก็คือผลงานของแม่ นี่คือแม่ให้เรามา แม่กับป๋ารวมกัน ออกมาเป็นเรา เราคือแม่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลย เบิร์ดทำให้ดีที่สุด แล้วตอนแม่อยู่ แม่ก็บอกตลอดเวลาว่า “เบิร์ด คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก”

เข้าใจไหมที่แม่บอกว่า คิดถึงตัวเองบ้างนะลูก

เข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ

 

เหมือนพี่เบิร์ดคิดถึงคนอื่นมากกว่า

ใช่

 

มันถูกต้องใช่มั้ย คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

สำหรับพี่นะ เพราะว่าเขาให้เรามา เราก็อยู่เพื่อเขา ทำเพื่อเขา ให้เขามีความสุขกัน เหลือเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตัวเรา เราก็ได้อยู่บ้านหลังดีๆ เราก็ได้สร้างบ้านให้พ่อให้แม่เราอยู่ พอพ่อแม่เราไป เราก็ได้ใช้ของฟรีต่อจากพ่อแม่ (หัวเราะ)

 

เห็นว่าชีวิตประจำวันพี่เบิร์ดออกไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ไปทำงาน

นานมาแล้วพี่เคยไปจตุจักร ไปแล้วพัง ของเขาล้มเป็นโดมิโน่เลย คนวิ่งกรูกันเข้ามา คนที่นั่นก็บอกว่า พวกเรารักพี่เบิร์ดนะ แต่อย่ามาเลย ฉะนั้น อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า

 

อึดอัดบ้างไหมที่ชีวิตเหมือนถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้

ไม่เลย เพราะพี่มีความสุขของพี่ บังเอิญพี่โชคดีที่พี่มีความสุขกับงานมาก (ลากเสียง) พี่อยากอยู่ พอพี่อยู่บ้านพี่ก็จะนึกถึงว่าออกไปทำงานอะไรมา แล้วพี่ก็มีความสุข ทำไมต้องไปเที่ยวด้วย มีคนบอกพี่นะว่า เบิร์ดต้องไป พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) นี่เข็นมา 30 ปีแล้ว “ไปเถอะค่ะ ไปเถอะค่ะ” เลขาพี่ก็บอก “ไปนะคะ แลกเงินไว้ให้แล้ว” แล้วจะใช้อะไรล่ะ ใช้ไปก็เสียดาย ทำไมเราต้องไป คือพี่คิดอย่างนี้ สมมติมีคนบอกให้ซื้อโซฟาใหม่ พี่จะถามว่าซื้อทำไม พี่อยู่บ้านกับพี่นกน้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร) สมมติโซฟาราคา 2 แสน พี่หารไปเลย 2 แสนนี่ตกเดือนละเท่าไหร่ ตกชั่วโมงละเท่าไหร่ ต้องมาคิดให้พี่ดู ถ้ามีเหตุมีผลพอพี่ซื้อ พี่กำลังจะบอกว่าเวลาจะใช้เงินพี่จะไม่เวอร์ พี่จะคิดว่าฟังก์ชันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่ใช้ทุกอย่างเป็นฟังก์ชันหมดเลย พี่ทำบ้านไว้ออกกำลังกายในบ้าน เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปไหน แต่ถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่พี่ต้องพร้อมเมื่อนั้น ถ้าไม่พร้อมอย่าออกจากบ้าน โชคดีพี่มีคุณสมบัติพิเศษที่พระให้มาคือเราชอบเจอคน เราไม่เคยหนีเลย เราทำตัวให้พร้อมสำหรับให้เขาถ่ายรูป สำหรับพูดคุยกับเขา มีสมองไว้จำชื่อเขา ถ้าจำได้ เพราะฉะนั้น แฟนเพลงพี่พี่เรียกชื่อได้หมดเลยถ้าเจอหน้า

เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ พี่เบิร์ดมักพูดถึงแฟนเพลง เพื่อนร่วมงาน จริงๆ ในชีวิตพี่เบิร์ดมีเพื่อนบ้างไหม

ไม่มี พี่มีเพื่อน แต่เพื่อนแยกย้ายกันไปแล้ว เขาก็คงคิดไปต่างๆ นานา ก็คงแอบด่าพี่บ้าง แต่รู้มั้ยว่าพี่ก็อยากเจอพวกมัน สมมติถ้าเจอกัน พี่จะบอกว่ากูก็อยากเจอพวกมึง พวกมึงคิดกันมากเอง มึงคิดว่ากูเป็นยังไง

พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไปเจอกันที่ใต้ เป็นคนปัตตานี พี่ไปเล่นที่นั่น แล้วระหว่างขากลับสองข้างทางเป็นป่า ก็มีมอเตอร์ไซค์ขี่ตาม ใครๆ ก็กลัวกัน แต่พี่บอกให้ชะลอรถ แล้วพี่เปิดกระจกถามว่า มีอะไรครับ เปิดไปปุ๊บ เป็นเพื่อนเก่า แก่มากแล้ว ก็เข้าไปกอดมัน กอดมันจนร้องไห้ สักพักก็บอกว่าเดี๋ยวติดต่อกัน เขาก็มาหาที่แกรมมี่

 

ไม่มีเพื่อนแล้วโหยหามั้ย

ไม่ๆ พี่เต็ม คือพี่เก็บไว้เต็มแล้ว ปัจจุบันพี่ว่าเขาน่าจะดีใจที่เพื่อนมึงได้ดี พี่คิดอย่างนี้ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันพี่ก็เป็นหัวโจก ร้องเพลงไปกับพวกมัน เล่นไปกับพวกมัน

 

ที่ว่าเต็มหมายความว่ายังไง

คือตอนที่เราทำอะไร ถ้าเราทำเต็ม ถ้าเราคิดเต็ม ถ้าเรารักจริง เราจะไม่เสียเวลาเลยในวันที่ไม่มีเขา พี่เก็บไว้แล้ว พี่มั่นใจว่าเจอกันเมื่อไหร่มันก็ต่อติด ถ้าเกิดวันนั้นเราไม่เต็ม เราพร่อง วันนี้ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ เพราะมันพร่องไปแล้ว

 

ทุกวันนี้สิ่งที่พี่เบิร์ดมักจะบอกรุ่นน้องในวงการคืออะไร

เอนจอยไว้ ทำตัวเราให้เบา อย่าไปหนักกับมัน อะไรก็เบาๆ ไว้ เบาๆ คือไม่เยอะ อย่าทำตัวเยอะ อย่ามีตัวตนมาก เพราะเราต่างเติบโตมาอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

พูดถึง Bird Marathon Project ตอนที่ฟังเพลงที่น้องๆ 8 ศิลปินแต่งให้ครั้งแรก รู้สึกยังไง

ไม่มีอันไหนให้สบายใจเลยสักเพลง (หัวเราะ) ยังดีนะเป็นวัยรุ่นอยู่

 

ยากกว่าที่คิดหรือคิดว่างานนี้ยังไงก็ยากอยู่แล้ว

มันไม่ใช่ยาก มันแปลก มันเป็นความใหม่ที่พี่อยากให้แฟนเพลงพี่เขารู้สึกว่า “นี่พี่เบิร์ดเว้ยเฮ้ย” (เสียงตื่นเต้น) จะถูกระเบียบตลอดเวลามันก็เซ็งนะ เขาคงรอดูว่าพี่เบิร์ดจะมาไม้ไหน พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะเรียบร้อย ไม่จริง พี่ไปได้หมด ไม่ต้องมากลัวไอ้นู่นไอ้นี่ มาแบบสดๆ กันเลย เพราะพี่ชอบแบบออริจินัล เพลงที่เขาแต่งพอเรากลืนเข้าไปมันก็เป็นตัวเราเอง

 

โปรเจกต์นี้เรียกว่าออกจากคอมฟอร์ตโซนไหม

พี่ไม่มีโซน พี่อยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ตรงไหนสนุกพี่อยู่ โลกใบนี้แหละคือคอมฟอร์ตของพี่ที่สุด วงการนี้คือคอมฟอร์ตโซนของพี่

 

การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การออกจากคอมฟอร์ตโซนเหรอ

ไม่ใช่ ไม่มีงานไหนยากเลย เราบอกตัวเอง เราอนุญาตให้ตัวเองได้รับ เราอนุญาตจิตใจของเรา เราอนุญาตตัวเองให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำ บอกตัวเองว่ามันสนุกนะเบิร์ด แล้วก็ทำเลย ถามว่าโปรเจกต์นี้เราทำเพื่ออะไร เพื่อเชื่อมต่อกับน้องๆ ใช่มั้ย อ๋อ โอเค เราอยู่กับน้องๆ ได้ เราไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ ไม่ใช่ไม่แคร์เขาไปแคร์แค่ทาร์เก็ตของตัวเอง พี่ไม่มีทาร์เก็ต ส่วนใครจะชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก

เบิร์ด

โปรเจกต์นี้มีความหมายกับพี่เบิร์ดยังไงบ้าง

คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เพลง แต่อยู่ที่น้องๆ ที่ร่วมงานมองมาที่พี่ สิ่งที่เขาคิด ที่เขารู้จักเรา สิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับพี่ แล้วเราได้เอากลับมาแชร์กัน ความภาคภูมิใจมันคือการทำให้พี่เฟรชขึ้นมาอีก พี่มองไปถึงวันที่เขาทำให้พี่ เขาคุยกันว่าพี่เบิร์ดคือใครๆ พี่ชื่นใจตรงนี้มากกว่า เพราะการร้องการอะไรของพี่มันเรียนรู้กันได้ แล้วพี่ชอบเรียนรู้มาก แต่ที่สำคัญคือมันรีเฟรชความรู้สึกของเรา พี่เชื่อมต่อกับพวกเขาได้ โอ๊ย พี่มีความสุขมาก

 

เหมือนโปรเจกต์นี้กลับมาเติมพลัง

ใช่ เติมง่ายๆ เลยนะ

 

ถ้ามองชีวิตเป็นการวิ่ง มีเส้นชัยไหนไหมที่ถ้าไปถึงแล้วจะหยุดวิ่ง

ไม่มี จุดสิ้นสุดคือจุดเริ่มต้นของพี่ ทุกครั้งที่พี่ไปถึงเส้นชัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่พี่ต้องไปต่ออีก พี่วิ่งมาราธอนมาจนถึงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พอรอบสุดท้าย พี่โค้งปุ๊บ พี่รอเวลาที่พี่จะขึ้นใหม่ทันที พี่ไม่มีความคิดที่จะเลิกรา พี่เพิ่งตกลงกับพี่นกน้อยว่า เบิร์ดจะ 60 แล้ว พี่นก 62 แล้ว จะเที่ยวรอบโลกกันมั้ย หรือว่าอยู่กับบ้าน หรือจะไปจำศีลภาวนา หรืออะไร ไม่อย่างนั้นเบิร์ดเริ่มต้นใหม่หมดเลยนะ ก็คุยกัน โอเค เริ่มต้นใหม่

 

แต่เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่คิดว่าควรพักได้แล้วเหรอ

ไม่จริง ก็นี่ไง สบายจะตายแล้ว เรารักงาน เรารักชีวิตแบบนี้ เรารักการให้ เรารักเสียงเพลง เรารักการร้องเพลง เราชอบอยู่หน้ากล้อง ถ้าเราอยู่ไกล เราก็ขาดวิญญาณไปเลย ก็แบ๊ะๆ อยู่บ้าน หรือถ้าไปเที่ยวแล้วไงล่ะ สมมติวิวสวย 10 วันแล้วยังไงต่อ หรือไปซื้อของ ซื้อไปทำไม ของก็มีเยอะแยะ แล้วก็แบกกันกลับมาไว้ในบ้านรอเวลาใช้ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าไม่ได้ทำงาน แต่ถ้าได้ทำงานก็ได้ใช้ของที่เรามี เราได้ออกไป ได้ดูแลตัวเอง ได้ไปวิ่งเล่น มีความสุข

 

พี่เบิร์ดเหมือนนักวิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ไม่มี เหมือนทั้งชีวิตเป็นมาราธอน เหนื่อยพี่ก็พัก แล้วก็วิ่งต่อ สุขภาพเราก็ดี ได้เห็นข้างทาง ได้เห็นวิว ได้สูดอากาศให้เต็มที่ เราเหนื่อยแต่เราสูดอากาศเข้าไปอีกที เราก็ได้ออกซิเจน

 

แล้วที่พี่เบิร์ดบอกว่ามาเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ 60 มันยังมีอะไรใหม่อีกเหรอ เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านมาหมดแล้ว

พี่คิดว่าความ continue คือความใหม่ของพี่ จริงๆ แฟนเพลงพี่เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรใหม่ เขาก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรใหม่ เขารู้ว่าแค่มีพี่เบิร์ด แต่ความ continue ทำให้ดอกไม้บานในใจเขา อันนี้แหละคือความใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่คนคิดว่า You’re so old. ท่องอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น เราต้องไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อเรื่องอายุ ถ้าเราไปเชื่อเรื่องอายุ เคมีในร่างกายก็จะเชื่อ เราก็แค่ทำของเราไป ตื่นเช้ามาเราก็ออกกำลังกาย เรากิน เรานอน เราทำแบบนี้ มันก็ยังรีเฟรชอยู่ตลอดเวลา

 

พี่เบิร์ดเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ไหม ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป

พี่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง สิ่งที่เชื่อคือไม่มีอะไรอะไรคงอยู่ตลอดไป และพี่ก็เชื่อว่ามีอะไรคงอยู่ตลอดไป มันมีทั้งใช่และไม่ใช่ในคำนี้ ร่างกายมันก็ต้องมีบางอย่างที่สึกหรอไปแหละ ต้องย่อยสลาย แต่สิ่งที่เขาเคยทำมาตลอดจะอยู่เสมอไป ความรู้สึก ความรัก อยู่เสมอไป

 

หลายคนนึกตอนพี่เบิร์ดไม่ร้องเพลงไม่ออกแล้ว พี่เบิร์ดนึกภาพตัวเองตอนเลิกร้องเพลงออกไหม

ไม่นึก จะนึกไปทำไม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่อยากนึกด้วย ยังไงเราก็ร้องเพลง

 

ชีวิตพี่เบิร์ดดูมีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังโหยหาอะไรอยู่บ้างไหม

นี่ไง งานนี่แหละ (หัวเราะ) มันพร่องตลอดเลย เรื่องงานอย่างเดียวที่เติมไม่เต็ม มาเถอะ เรื่องอื่นพี่ไม่สนใจ ขอให้มีงาน งานคือทุกสิ่งทุกอย่าง งานคือหู ตา ปาก จมูก ทวารทุกอย่างเปิดเมื่อทำงาน งานคือความสุข งานคือความสนุก งานคือความตื่นเต้น งานคือความหวัง งานคือเหตุ งานคือผล งานคือการ go งานคือการ move ของชีวิต งานคือคำถาม งานคือคำตอบ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

26 กุมภาพันธ์ 2561
17 K

ถ้าจะให้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ พูดถึงหนังสั้นเรื่องล่าสุดในชีวิตอย่าง MY MARATHON อย่างกระชับ ผมรู้สึกว่ามี 2 ประโยคที่น่าสนใจระหว่างเราพูดคุยกันถึงหนังสั้นเรื่องนี้

ถ้าจะเอาหล่อๆ-เต๋อยกประโยคของ บุษบา ดาวเรือง มาว่า “หนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งหนึ่ง”

ถ้าจะเอาเรียลๆ-เต๋อบอกว่า “เราถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ตอนท้ายปี น่าจะประมาณวันที่ 20 ธันวาคม เรากะไว้ว่าจะจบงานนี้ด้วยความสบายๆ คิดว่าจะจบปีสวยๆ สุดท้าย ไอ้สัส เด๊ด ไหนล่ะปีใหม่กู”

หากใครได้ชมหนังสั้นเรื่องล่าสุดของนวพลย่อมเห็นความวายป่วงของการถ่ายหนังสั้นเรื่องนี้ และชายหนุ่มก็ยอมรับว่านี่คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วในชีวิตการเป็นผู้กำกับของเขา

 

WARM UP / อบอุ่นร่างกาย

MY MARATHON เป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ชื่อพ้องกันอย่าง Mini Marathon ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ชวน 8 ศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมงานกับพี่เบิร์ด โดยแต่ละเพลงศิลปินจะได้โจทย์จากความรู้สึกของการวิ่งมาราธอนทั้ง 8 สเตจ

ไล่ตั้งแต่ ตื่นเต้น-การปฏิเสธ-ช็อก-โดดเดี่ยว-สิ้นหวัง-เจอกำแพง-ยืนยัน-ปีติยินดี

นอกจากเพลง 8 เพลงที่ว่า ค่ายแกรมมี่ยังชวนผู้กำกับที่น่าจับตาแห่งยุคสมัยอย่างนวพล มาทำ Music Content โดยมีวัตถุดิบคือชีวิตพี่เบิร์ดและเพลงทั้งแปดของโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งนักแสดงนำที่ผู้กำกับหนุ่มเลือกมาประกอบด้วย ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ, อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ และ ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา โดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วเขาจะกลายเป็นผู้แสดงนำเสียเอง

หลังจากที่ดูหนังสั้นเรื่องนี้จบผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามผุดขึ้นมากมายในหัว บางคนอาจหนักถึงขั้นสงสัยว่า นี่เป็นการจัดฉากของผู้กำกับหรือไม่

คำถามคือ แล้วใครจะตอบคำถามต่างๆ ได้ดีที่สุด ถ้าไม่ใช่เขา

MY MARATHON

 

STAGE 1

EXCITEMENT / ตื่นเต้น

“ถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ”

“ตอนแรกถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ตื่นเต้นแหละ เราไม่คิดว่าจะได้เจอพี่เบิร์ด ได้ทำงานกับพี่เบิร์ด ถ้าเกิดสมมติเป็นนักร้องอินดี้คนหนึ่งยังดูมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้ร่วมงานด้วย แต่ว่ากับพี่เบิร์ดเราต้องถามเลยว่า จริงใช่มั้ย พี่ๆ ที่แกรมมี่ดูงานผมแล้วใช่มั้ย

“เหมือนเราเองมีสถานะคนนอกตลอดเวลา งานที่เราทำมันจะอยู่รอบนอก ไม่ได้แมส แล้วเท่าที่เราเห็นพี่เบิร์ดที่ผ่านมามันแมสมากๆ เราก็คิดว่าเราทำอะไรร่วมกันได้จริงใช่มั้ย คือหนึ่งยังไม่รู้จะเป็นยังไง แล้วสองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำจะเข้ากับเขาไหม โชคดีที่พอคุยกันแล้ว Mini Marathon มันเป็นโปรเจ็กต์ที่เขาเปิดอยู่แล้ว ปล่อยให้พวกเราเล่นกับพี่เบิร์ดได้เลย นั่นก็โชคดีไปครึ่งหนึ่ง

“สำหรับเราที่ผ่านมา เราเห็นพี่เบิร์ดเป็นซูเปอร์เอนเตอร์เทนเนอร์ เหมือนเขาเกิดมาเพื่อเอนเตอร์เทนคน มีความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ มาเพื่อปลดปล่อยมวลมนุษย์ แล้วก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เรารู้อย่างเดียวเกี่ยวกับเขา

“ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้สึกว่าชีวิตพี่เบิร์ดเป็นปริศนา มารู้สึกตอนโต เหมือนพอโตขึ้นเรารู้แล้วว่า คนเรามีมิติมากกว่านั้น เราก็สงสัยว่าพี่เบิร์ดมีมิติอื่นๆ ยังไงบ้าง เราก็รอที่จะได้คุยกับพี่เขา เพราะว่านั่นคือทางเดียว เราเลยขอนัดสัมภาษณ์พี่เบิร์ดก่อน เป็นช่วงกึ่งๆ รีเสิร์ชว่าเราทำอะไรได้บ้าง แล้วไหนๆ พี่เขามาสัมภาษณ์แล้วก็ถ่ายไปเลย เอาไว้เผื่อใช้

“หลังจากได้สัมภาษณ์พี่เบิร์ดรอบนั้น เรารู้สึกว่าพี่เบิร์ดเหมือนน้ำที่ไหลไปตามกาลเวลา เข้าได้ถึงทุกคนจริงๆ ในขณะที่งานที่เราทำแม่งโคตรเป็นก้อนนึงที่ไม่ได้เข้าได้กับทุกอัน

“ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใครนะ แต่เราอยากรู้ว่าคนที่ทำงานแบบนั้นเขารู้สึกยังไง”

MY MARATHON

 

STAGE 2

DENIAL / การปฏิเสธ

“กูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง”

“สิ่งที่เราสงสัยคือพี่เบิร์ดเขาทำให้คนทุกคน แล้วตัวเขาเองคืออะไร แล้วเขาทำแนวไหนก็ได้จริงๆ เหรอ

“สุดท้ายพี่เขาตอบเราว่า เขาเป็น Music Machine เราฟังแล้วเข้าใจเลยว่าถ้าพี่คืออันนี้เราเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดเลย เหมือนคุณเกิดมาเพื่อเดินไปถามทุกคนว่า วันนี้อยากฟังอะไร เดี๋ยวร้องให้ฟัง เราเต็มใจที่จะร้องให้ทุกคน มันคือคนละขั้วกับเราโดยสิ้นเชิง

“แล้วพล็อตหนังสั้นก็มาหลังจากวันนั้น ต้นทางคือมาราธอนกับ 8 สเตจ ซึ่งความจริงในทางหนึ่งมันมีความคล้าย MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY มาก มันแค่เปลี่ยนจากทวิตเตอร์เป็นสเตจของมาราธอน นี่คือกู กูชอบทำแบบนี้ ทำหนังตามสเตจหรือทำตามทวีต เราว่ามันก็ดูน่าสนใจดี ก็เริ่มจากตรงนี้ไปเลย ค่อยๆ คิดว่า 8 สเตจนี้ แต่ละสเตจควรจะเกี่ยวกับอะไร สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้จะพูดว่าอะไร

เต๋อ นวพล

“ที่แน่ๆ คงไม่ได้บอกว่ามาราธอนเราต้องวิ่งด้วยความพยายาม แต่เราเลือกที่จะเล่าว่า เราคิดยังไงกับการวิ่งมาราธอน มันวิ่งไม่ถึงได้มั้ยวะ เราออกจากโซนปกติได้มั้ย เราต้องไปถึงโกลมั้ยวะ เราแพ้ได้มั้ย เราไปไม่ถึงได้หรือเปล่า

“ที่เลือกเล่าในมุมนี้เพราะว่าเรารู้สึกอย่างนั้น เรารู้สึกกับตัวเองว่ากูทำไม่ได้หรอก กูจะวิ่งไปแบบพี่เบิร์ดได้ยังไง เพราะเขาเป็นคนที่วิ่งมา 30 ปี ซึ่งเราไม่อาจจะคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ได้ 30 ปี เราไม่รู้จะอยู่ถึงหรือเปล่า ยิ่งทำยิ่งแมสน้อยลง (หัวเราะ) แต่เราก็รู้สึกว่า กูก็อยู่มาได้ 5 – 6 เหมือนกันนะ แล้วคนก็โอเคนะ แสดงว่าไอ้ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องความไกลหรืออะไร มันเป็นคนละโกลแค่นั้นเอง

MY MARATHON

“ถามว่านี่คือแพ้มั้ย ไม่มั้ง เพราะว่าคนเราก็คงมีทางของเราเอง เราก็คงมีมาราธอนของเราเอง ซึ่งโกลมันไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดเราคิดว่าโกลเราคือพี่เบิร์ดเราคงจะรู้สึกแย่ว่า ทำไมสิ่งที่ทำไม่กว้างสักที ทำยังไงจะพิชิตใจคนได้ แต่พอเราไม่ได้ยึดโกลนั้น เรามีโกลของเราเอง คือคนเราก็มีโกลที่มันไม่เหมือนกันก็ได้นี่หว่า หนังเลยมีสคริปต์ออกมาเป็นคนที่วิ่งตามคนอื่นเหนื่อยแล้ว แล้วก็ไม่รู้เอาไงดี ไม่รู้ว่าพยายามน้อยไปหรือว่ามาผิดทาง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับดีกว่า จะเป็นแบบทูมาวิ่งเพื่อตามผู้หญิงที่ชอบคนหนึ่ง แต่ตัวเองวิ่งไม่จบ แล้วตัวละครอิมเมจที่แอบชอบทู แทนที่จะวิ่งไปตามเส้นทางก็เลือกที่จะไปกับทู เพราะว่าทูจะวิ่งไม่จบ แล้วเขาจะเดินกลับ เหมือนสร้างทางขึ้นมาใหม่

“คือการวิ่งไปไม่ถึงโกลของคนอื่นๆ หรือเมนสตรีม หรืออะไรก็ตามมันไม่ได้แปลว่าแพ้ มันแค่เป็นการครีเอตเส้นทางใหม่ให้ได้ หนังมันเลยชื่อ MY MARATHON

“คุณมีมาราธอนเป็นของตัวเองก็ได้

“ถ้าเกิดถ่ายเสร็จมันจะเป็นอันนั้น

“แต่…”

 

STAGE 3

SHOCK / สภาวะช็อก

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย”

“เช้าวันนั้นไม่มีลางบอกเหตุเลย

“แต่รู้ว่ามันน่าจะยากว่ะ เพราะว่าตัวประกอบที่เข้าฉากเยอะมาก ประมาณ 50 คน แล้วพอมันเป็นวันถ่ายจริง มันก็จะมีเรื่องกระทบสถานที่จริงๆ

“แล้วเราเพิ่งถ่าย Long Take ใน Die Tomorrow มาเรื่องนี้กูเลยคิดว่าจะถ่ายยาวสุดเลย 15 นาที ซึ่งจริงๆ มันยากมาก เพราะของมันเยอะ รถคันนึงต้องวิ่งไปกับนักแสดง แล้วต้องจำคิวซึ่งเยอะมาก เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าถ่ายไม่ได้หลายเทกหรอก สมมติวันนั้นราบรื่น ถ่ายได้ 10 เทก เราว่ามันจะเริ่มใช้ได้จริงประมาณเทกที่ 5 – 6 ไอ้ 5 เทกแรกคือซ้อมหมดเลย ถึงแม้จะซ้อมมาก่อน แต่วันซ้อมมันโล่งๆ จะวิ่งตรงไหนก็ได้ แต่ถ่ายจริงมีตัวประกอบตั้ง 50 คน

“ส่วนที่เลือกไปถ่ายที่ราชบุรีก็เพราะมันควบคุมง่ายแค่นั้นเอง ซึ่งจริงๆ อยากได้กรุงเทพฯ นะ อยากรู้สึกว่าวิ่งอยู่ในเมืองนิดๆ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นตึก มันดูแห้ง เราอยากได้ที่มันดูเป็นบ้านชุมชน ยังอยากได้ความร่มรื่นหรือบรรยากาศที่ไม่แข็ง

“ซึ่งเราปิดถนนใหญ่ไม่ได้ชัวร์ ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น แล้วก็รู้สึกว่าตัวสตอรี่มันต้องการซอยที่ทะลุไปสู่อีกทาง เพราะบทมันบังคับเลยว่าคุณต้องมีเส้นทางวิ่งหลัก แล้วสุดท้ายตัวละครต้องเดินตัดออกจากเส้นทางหลักออกไป มันมีแลนด์สเคปบังคับอยู่ในสคริปต์อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันเลยต้องไปบริเวณชุมชนที่มีถนนสายหลัก แล้วมีซอย

MY MARATHON ทู สิราษฎร์

เราก็ต้องคิดว่ามันจะเริ่มจากตรงไหน เข้าตรงไหน ควรจะเริ่มคุยที่บริเวณไหน เช่น คุยตรงนี้จะได้วิวร้านค้า ล้มตรงนี้จะได้สวยหน่อย เพราะข้างหลังเป็นสีฟ้า เราหาอยู่หลายรอบมากกว่าจะเจอว่าเอาถนนเส้นนี้แล้วกัน แล้วมาร์กจุดว่านั่งตรงไหน ล้มตรงไหน เดินกลับตรงไหน เดินออกตรงไหน ตรงไหนควบคุมการถ่ายได้เยอะสุด ตรงไหนแสงดีสุด

“แล้ววันจริงพอเริ่มถ่ายทูก็เจ็บเลย นั่นคือเทกที่หนึ่ง ฟุตเทจทูที่ถ่ายวันจริงมีแค่นั้นแหละครับ 10 วินาที

“อ้าว กูยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย แล้วยังไงต่อ”

หนังเต๋อ เบิร์ด

 

STAGE 4

ISOLATION / โดดเดี่ยว

“หรือกูต้องเล่นเองวะ”

“ตอนแรกคิดว่ายังมีเวลา เดี๋ยวเขานั่งพักก็คงหาย สักพักรถพยาบาลมา คือเขาโทรเรียกคลินิกแหละ แต่ไม่รู้ใครไปเรียกรถพยาบาลมา อลังการเลย แต่ก็ยังรอทูนะ

“ตอนที่ทูไปคลินิกเราก็ทำได้แค่ซ้อมไปก่อน ซ้อมคิวกล้องเผื่อทูกลับมาวิ่งได้ ก็คิดวิธีแก้ปัญหาไว้สามสี่ทาง คิดว่าเปลี่ยนสคริปต์ได้มั้ย หรืออีกไอเดียก็คือเปลี่ยนนักแสดง แต่คือคุณนึกออกไหม ถ่ายที่ราชบุรี ใครจะมา คือถ้าถ่ายกรุงเทพฯ ก็อาจจะมีโอกาสจะเรียกใครมาได้ แต่ที่ราชบุรีเรียกแล้วเขาจะมาทันมั้ย เรียกแล้วจะมาเหรอ มันมีความเป็นไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์

 อิมเมจ สุธิตา  อิมเมจ สุธิตา

“แล้วมีอยู่วูบนึงคือคิดว่า หรือกูต้องเล่นเองวะ เพราะกูจำสคริปต์ได้หมด แต่ก็ไม่ๆๆ ไม่ได้ๆ กูจะไม่ collaborate ขนาดนั้น (หัวเราะ) ความคิดขึ้นมา 5 วินาทีแล้วจบไป

“แต่เราก็คิดว่าหรือทูเดี๋ยวก็วิ่งได้วะ มีความหวังอยู่ จนเขากลับมาจากคลินิกแล้วหมอบอกว่า วิ่งไม่ได้ นั่นแหละ ไอ้สัส แล้วยังไงต่อ

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะกลับมาถ่ายใหม่เลย เพราะเงินมันลงไปหมดแล้ว แล้วชาวบ้านก็ด่า คือลูกค้าร้านเขาจอดรถไม่ได้ เพราะเราปิดถนนทั้งวัน ก็นับไปสิ เขาสูญเสียรายได้ไปกี่บาท คือเราไม่คิดว่าเราจะกลับมาที่นี่ได้อีกแล้ว เพราะระหว่างถ่ายมันเครียด เขาเดินมาโวยเลย เราเห็นแล้วแหละ แต่เราต้องไม่สนใจ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเราทำงานไม่ได้ ก็ต้องให้ฝ่ายโลเคชันเขาจัดการไป

“เราว่าเราก็มีสติกว่าที่คิดเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะว่าเราออกกองบ่อยแหละ ช่วงหลังๆ ทำโฆษณาเยอะขึ้น แล้วการออกกองถ่ายกับการออกกองโฆษณามันเป็นเรื่องที่คุณต้องรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามันคือแค่ถ่ายไม่ทันเฉยๆ หรือเรื่องการแสดง ซ้อมมาแล้วทำไมพอถ่ายจริงไม่ใช่วะ หรือนักแสดงไม่สบายขอพักแปบนึง เลทชั่วโมงนึง สองชั่วโมง ก็ต้องดีลกับสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยเจอแบบนี้เลย ไม่เคยเจอแบบนักแสดงเด๊ด อันนี้หนักสุดแล้ว ถึงขั้นไม่รู้จะทำอะไรต่อเลย

“ซึ่งพอกลับไปดูฟุตเทจที่ทีมเบื้องหลังถ่ายไว้จะเห็นว่า กูยิ้มตลอดเวลาเหมือนกันนะ คนจะเชื่อมั้ยเนี่ยว่ากูเฮิร์ตอยู่ แต่อย่างที่บอก มันอาจจะเป็นเพราะมันคือปีที่ 6 จริงๆ หมายถึงว่าเศร้าไปก็ไม่ได้อะไร ถ้าเป็นปีที่ 1 เราว่าหน้าเราไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน”

 

STAGE 5

DESPAIR / สิ้นหวัง

“เราว่ากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง ในหัวมันคิดว่าจะเอายังไงดี เอายังไงดี ตลอดเวลา คือนอยด์มาก ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในหัวพยายามแตกออปชันแล้วว่าทำอะไรได้บ้าง

“เพราะเกิดเหตุการณ์นี้มั้ง เราถึงรู้ว่าเราเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นงานที่ไม่ค่อยมีปัญหามันก็จะเหมือนกับทุกๆ งาน แต่อันนี้เหมือนเราถูกถีบลงเหวไปเลย อ๋อ มึงแน่นักใช่มั้ย มึงลงเหวไปเลย แล้วคราวนี้มันต้องใช้สกิลล์ทุกอย่างในชีวิตมาโอบอุ้มไม่ให้กระแทกพื้นตาย

“พอถึงจุดหนึ่ง พอรู้ว่าทูวิ่งไม่ได้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจอะไรสักอย่าง ก็ลองโทรหานักแสดงคนอื่นเหอะ เราก็เลยพยายามนึกถึงใครที่ดูใกล้เคียง ก็นึกเร็วๆ ว่าทูเคยเล่นกับเบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) ใน Rompboy ดูเป็นวัยเดียวกัน แล้วก็คิดว่าเบนน่าจะพอเล่นได้ เพราะเป็นคนอิมโพรไวซ์ได้ พูดธรรมชาติได้ ก็เลยลองโทรหาเบนแล้วกัน มาได้ก็มา ก็ลองดู เผอิญมาได้ด้วย แม่งเซอร์มาก เบนขับรถมา เผอิญเบนขับรถเอง เลยไม่มีเวลาอ่านบท แต่ไม่เป็นไร มึงเอาตัวมาก่อนเลย เรื่องสคริปต์เดี๋ยวว่ากัน

“เราว่าถ้าเกิดเบนมาเร็วกว่านั้นมีสิทธิ์เหมือนกันนะ เพราะว่าที่เห็นในหนังนั่นคือเทกที่สอง เราว่ามันดูโอเคเหมือนกันนะ เพียงแต่เขาจำสคริปต์ไม่ได้ แค่พอเล่นได้ ซึ่งกว่าเขาจะมาก็ 4 – 5 โมงแล้ว มันไม่ทันแล้ว มันมืดแล้ว จบแค่นั้นเลย

“ซึ่งวันนั้น เราว่าเรากลับบ้านมือเปล่าชัวร์”

 

STAGE 6

THE WALL / กำแพง

“แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง”

“ตอนอยู่ในกองถ่ายช่วงท้ายๆ เรารู้สึกว่ามันเหมือนในสคริปต์ที่เขียนเลย ที่นักแสดงคุยกันแล้วตัวละครพูดว่า ‘เหี้ยเนอะ เดินไม่ถึงเส้นชัย’

“มันเหมือนเขาพูดกับเราอยู่ คือนี่มึงพูดกับกูอยู่เหรอ ที่อิมเมจบอกว่า ‘แพ้บ้างก็ได้ไม่เป็นไรมั้ง’ เฮ้ย นี่พูดกับกูอยู่เหรอ ตอนนั้นก็เริ่มมีไอเดียว่าบทมันคาบเกี่ยวกับการถ่ายวันนั้นอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำยังไงกับมันเพราะเราไม่รู้ว่าเรามีอะไรในมือบ้าง เราแค่ลุ้นๆ ว่า น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายอะไรไว้บ้าง

MY MARATHON

“น้องที่ถ่ายเบื้องหลังเขาถ่ายไว้เพราะจะเอาไปตัดเป็นสกู๊ปในช่อง GMM พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นน้องก็ถ่ายไป เราก็บอกแค่ให้น้องเขาไปสัมภาษณ์เรื่องความรู้สึกว่าเกิดความฉิบหายแบบนี้พวกมึงรู้สึกยังไง

“พอกลับมาดูฟุตเทจที่เราถ่ายแล้วรู้ว่าไม่รอดชัวร์ ก็เริ่มติดต่อทุกคน วันนั้นใครถ่ายอะไรไว้ส่งมาให้หมด พวกถ่ายเล่นก็เอามาเถอะ เพราะฉะนั้นฟุตเทจมันก็จะเยอะมาก มีทั้งของน้องที่ถ่ายเบื้องหลัง ทั้งที่โปรดิวเซอร์ของเราถ่ายไว้ แล้วก็ของคนอื่นๆ อีก ก็มารวมกัน

“ตอนแรกยังไม่คิดว่าจะทำอะไรได้ แค่อยากดูฟุตเทจที่มีก่อน ซึ่งมันรู้สึกสนุกดีเหมือนกันนะ แต่ยังไม่รู้จะร้อยเรื่องยังไง จนกระทั่งเรากลับไปดูที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ดไว้ตอนรีเสิร์ชเท่านั้นแหละ

“พี่เบิร์ดครับ พี่ได้พูดประโยคนึง ซึ่งมันดูเป็นตอนจบได้ แล้วมันห่อทั้งเรื่องไว้ได้ มันคือประโยคสุดท้ายในหนังนั่นแหละ เหมือนกูเจอทอง ในความความรู้สึกเรามันเหมือนกับเรากำลังติดต่อสื่อสารกับฟุตเทจเขาอยู่ มันเหมือนเขาพูดให้เราฟัง

“พอมีอันนี้เรารู้สึกว่ากูรอดแล้วแล้ว วิธีการคือ เอาอันนั้นวางไว้ตอนสุดท้ายของไทม์ไลน์ แล้วเราค่อยไล่ไปว่าทำอะไรได้บ้าง เราต้องเอาอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง แล้วจะเล่ายังไง เพราะมันเล่าได้หลายแบบมาก คือมันพอมีสตอรี่แหละ แค่คุณจะลำดับยังไง จบที่ไหน สุดท้ายเรารู้สึกว่าตอนจบหนังที่เราทำมันโอเคมาก มันรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เรารู้สึกว่า มันไม่แน่นอน การทำงานการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะทำหนัง มันมีแต่เรื่องไม่แน่นอน คุณต้องปรับตัวไปกับมัน หรือไม่คุณก็เดินในทางของคุณเอง”

อิมเมจ สุธิตา

 

STAGE 7

AFFIRMATION / หัวชนฝา

“เราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะ”

“หน้าพี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ลอยขึ้นมาเลย (หัวเราะ) คิดว่าเราจะพูดกับเขายังไง

“เราว่าเราโชคดีที่อยู่ถูกจุด เพราะว่าทีมแกรมมี่ทุกคนที่เราดีลเขาคือคนทำคอนเสิร์ตเว้ย แล้วพอเราฉายดราฟต์แรกให้เขาดู ปรากฏเขาชอบมาก เราก็คิดในใจ พี่ชอบจริงหรือเปล่า แต่ดูอาการเขาชอบมากจริงๆ

“แล้วเขาก็พูดว่า มันเหมือนกับเวลาพวกพี่ทำคอนเสิร์ต มันเป็นอย่างนี้แหละ เค้าอยู่กับความ fuck up ที่เรามองไม่เห็น แล้วหนักกว่าเรา เช่นสมมติศิลปินจะขึ้นเวทีแล้ว อยู่ดีๆ เสียงไม่ออก หรือไมค์คนนั้นเปิดไม่ติด หรือเขาเคยเล่าว่า จัดคอนเสิร์ตแล้วมีคนมาระงับก่อนเล่น แล้วไม่รู้จะทำยังไง พวกพี่เขาเลยเข้าใจในสิ่งที่เราเจอ เราเลยรู้สึกโชคดีฉิบหาย การได้เจอทีมพี่เล็กคือการเรียนรู้

“มันเหมือนเราตกลงมาแรงนะ แต่เราตกบนเบาะเว้ย เพราะว่าถ้าเกิดเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้น อันนี้มีความเข้าใจ แล้วก็อย่างที่ว่า เรารู้สึกว่า เขาดูแล้วมันสนุกด้วยมั้ง เคิร์ฟมันขึ้นลงอย่างนี้เลย ชะตาชีวิต

“พี่เล็กบอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนพระเจ้าเป็นผู้เขียนบทครึ่งนึง ซึ่งเราคิดว่าใช่เลยพี่ เพราะว่าเราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้กับงานอื่นแน่ๆ ทำไม่ได้แน่นอน ต่อให้ไม่ใช่โฆษณาก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในกองมันคาบเกี่ยวกับสคริปต์ภาพยนตร์ ร้อยเข้ากับที่เราสัมภาษณ์พี่เบิร์ด แบบเป๊ะๆ”

ฟ้า ษริกา

 

STAGE 8

ELATION / ปิติยินดี

“ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ค”

มันคือแรงบันดาลใจ ใจบันดาลแรง จริงๆ อย่างที่เราพูด เรารู้สึกว่าระหว่างถ่าย กูนี่เหมือนในสคริปต์เป๊ะเลย

“ถามว่าเหตุการณ์นี้มันลดอัตตาเราไหม มันไม่ใช่ลดอัตตาหรอก มันแค่เป็นแบบในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่มันไม่เวิร์ก แล้วมันไม่ใช่แค่ปล่อยผลงานแล้วไม่เวิร์ก แต่มันคือไม่เวิร์กตั้งแต่ในกอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น เราไม่เคยถ่ายไม่เสร็จ

ซึ่งถ้าให้ย้อนมอง เราว่าการทำเรื่องนี้มันเปลี่ยนเรา 2 อย่าง อันแรก มันทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแบบของจริง คือเรามีสำนึกตรงนี้อยู่แล้วแหละไม่ว่าทำกองถ่ายไหน แต่เราไม่เคยรู้สึกขนาดนี้ อันนี้มันง่ายมาก มึงถ่ายไม่ได้ มึงลงมาเลย มึงมานี่ มึงมานั่งนี่ มึงคิดใหม่เลยว่าจะทำยังไง

“แล้วเราเพิ่งผ่าน Die Tomorrow ที่มันถ่ายแล้วแบบราบรื่นไม่มีปัญหาเลย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมาถูกช่วงเวลา คือมึงอย่าซ่านักนะมึง ไม่ได้หมายความว่ามึงเคยถ่ายได้แล้วมึงจะถ่ายอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ดึงขาเรา แต่มันกระชากลงมาเลย กลับสู่ความดำมืด เออ มันมีขึ้นมีลงจริงๆ ว่ะ การทำหนัง ไม่ใช่ว่าทำแล้วเก่งขึ้นๆ มันเป็นงานๆ ไป

“แล้วอันที่สองที่มันเปลี่ยนเราคือ ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดว่าเราจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจริงๆ เราจะรู้สึกว่าเราทำงานเล็กมาตลอด แล้วเวลาเราทำอะไรที่แผลงๆ พิสดาร ไม่เหมือนชาวบ้าน เราก็จะมีคำถามในสิ่งที่ทำตลอดว่า นี่กูเชียร์กันเองรึเปล่า มึงให้กำลังใจตัวเองหรือเปล่าว่ามันเวิร์ก แต่พอทำงานนี้แล้วรู้สึกว่าในจุดนึงเราไม่ได้คิดไปเอง มันมีคนโอเคกับสิ่งที่เราทำจริงๆ อยู่ อย่างน้อยก็ทีมพี่เบิร์ด ซึ่งตอนแรกเรากลัว เพราะพวกพี่เขาไม่ใช่วัยรุ่น หมายถึงดูเหมือนไม่วัยรุ่น แต่จริงๆ แล้วเขาวัยรุ่นกว่าที่คิดมาก เขารู้ว่าเราทำอะไร แล้วมันเป็นอีกเวย์หนึ่งที่อาจจะไม่เหมือนปกติ

“พอเรากลับมาดูชิ้นงานแล้วมันก็แปลกประหลาดนิดนึง คนคงคาดหวังว่าเราจะทำหนัง ทำเอ็มวี แต่สิ่งนี้เราไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรเลยนะ จะเรียกว่าเบื้องหลังเดี๋ยวคนก็จะคิดว่ามีหนังจริงอีก จะบอกว่าหนังจริง พอคนไปดูคงแบบเมื่อไหร่หนังจะเริ่มวะ ทำไมมึงเปิดเบื้องหลังก่อน

“เราไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่ถ้าเขาบอกว่ามิวสิกคอนเทนต์คืออะไรก็ได้ นี่คือมิวสิกคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากมิวสิกของพี่เบิร์ดจริงๆ เลย เราเลยรู้สึกดีมากที่มันออกมาเป็นแบบนี้ อาจจะสื่อสารยากหน่อย แต่ถ้าคนเข้าใจก็จะเข้าใจ”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load