โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของเด็กๆ แต่บางครั้ง เราก็หลงลืมไปว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

นอกจากบุคลิกและหน้าตา ยังหมายถึงข้อจำกัดที่แตกต่าง บางคนวิ่งเล่นกับเพื่อนได้ปกติ แต่บางคนอาจต้องนั่งอยู่ในรถเข็น

จะเป็นอย่างไร ถ้าโรงเรียนซึ่งเราเปรียบกันว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเด็กๆ โอบกอดนักเรียนทุกคนอย่างเสมอภาค

‘Bikurim Inclusive School’ ในประเทศอิสราเอล คือผู้ทดลองตอบคำถามนี้ให้เราเห็นเป็นรูปธรรม

Bikurim Inclusive School : เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค

โรงเรียนนี้ไม่ได้มีแค่เด็กธรรมดา

Bikurim Inclusive School เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาของอิสราเอลที่เปิดรับเด็กหลากหลายรูปแบบมาร่วมเรียนด้วยกัน (จากข้อมูล ค.ศ. 2019 ทั่วประเทศมีโรงเรียนแบบนี้อยู่เพียง 5 แห่งเท่านั้น) นอกจากเด็กทั่วไป นักเรียนประมาณ 1 ใน 4 ของโรงเรียนนี้จึงเป็นกลุ่มผู้พิการทางกายและผู้ที่อยู่บน Autistic Spectrum

เมื่อผู้เรียนมีความหลากหลาย และโรงเรียนอยากช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ดีอย่างเสมอภาค Bikurim Inclusive School จึงสนใจการออกแบบสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะกับทุกคน

พวกเขาชวน Sarit Shani Hay มัณฑนากรและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์มาร่วมออกแบบพื้นที่ชั้นล่าง พื้นที่ส่วนกลางที่ชั้น 2 และบรรดาห้องเรียน Hay เป็นนักออกแบบที่สนใจเรื่องการออกแบบที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง และสภาพแวดล้อมสำหรับจัดการเรียนการสอน แน่นอนว่าเธอเหมาะกับงานนี้เป็นที่สุด

Hay ระบุไว้ในเว็บไซต์ของเธอว่า Design Brief ครั้งนี้คือการช่วยให้เกิดประสบการณ์ Inclusive ผ่านการออกแบบภายในโรงเรียนด้วยวิธีคิดใหม่

แล้วจากโจทย์นั้น เธอก็ลงมือออกแบบภายในให้โรงเรียนนี้กลายเป็น Inclusive School ของจริง

เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค
เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค

โรงเรียนสำหรับเด็กทุกคน

Hay ทำงานนี้บนหลัก Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล กระบวนการทำงานของเธอเริ่มด้วยการนั่งคุยกับครูและผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ก่อนจะทำให้ไอเดียและหลักการกลายเป็นรูปธรรมผ่านคอนเซปต์การออกแบบ

เพราะอย่างนี้ Bikurim Inclusive School จึงมีสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กทุกคน รวมถึงเด็กพิการ เมื่อเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าโรงเรียนนี้ไม่มีสีสันฉูดฉาด แต่นำโทนสีอย่างฟ้าและเขียวมาใช้ ควบคู่กับวัสดุอย่างไม้ธรรมชาติ

“มีการใช้สีที่สงบและวัสดุไม้ธรรมชาติ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เด็กๆ มีอารมณ์วุ่นวายมากเกินไป (Emotional Overload) ” Hay อธิบายเหตุผล โดยสีโทนนี้อยู่ทั้งในห้องเรียนปกติจนถึงห้องบำบัดอย่างห้องนั่งสมาธิ

Bikurim Inclusive School : เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค
เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค

มากกว่านั้น ในพื้นที่โรงเรียนยังมีมุมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่ชวนเด็กมาสนุกกับลูกคิดยักษ์ ซึ่งช่วยสอนภาษามือและอักษรเบรลล์ รวมถึงมีการออกแบบให้ใช้พื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบรับความต้องการของผู้เรียน เช่น พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับทำโยคะหรือพักผ่อน ซึ่งส่วนผนังบุด้วยวัสดุนุ่มๆ และมีเบาะวางไว้ให้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์แบบคิดถึงทุกคนอย่างม้านั่งรูปตัว U ซึ่งนำมาต่อกันให้เกิดการนั่งเรียนแบบเป็นวงกลมได้แบบยืดหยุ่น ช่วยให้เด็กๆ ที่นั่งรถเข็นเข้ามาแจมกับเพื่อนได้สะดวก

เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค

นอกจากนี้ Hay ยังใช้การตกแต่งภายในสะท้อนแนวคิด Inclusive เอาไว้ นั่นคือผนังลายจิ๊กซอว์ ซึ่งสะท้อนว่าเด็กแต่ละคนมีเอกลักษณ์ และเมื่อมาอยู่ร่วมกันก็จะช่วยให้เกิดภาพที่สมบูรณ์

เมื่อก้าวเข้ามายัง Bikurim Inclusive School ไม่ว่าเด็กทั่วไปหรือเด็กที่มีข้อจำกัดต่างจากคนอื่น จึงเล่นและเรียนรู้อย่างสนุกสนานไปด้วยกัน

Bikurim Inclusive School : เมื่อโรงเรียนในอิสราเอลใช้ Universal Design สร้าง Bikurim Inclusive School พื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กทุกคน

โรงเรียนที่การออกแบบมาพบการเรียนการสอน

ใน ค.ศ. 2020 Bikurim Inclusive School คว้ารางวัล Frame Award 2020 สาขาเพื่อสังคม ซึ่งจัดโดย Frame บริษัทสื่อด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมจากเนเธอร์แลนด์

สำหรับ Hay ผลงานซึ่งเธอตั้งชื่อเล่นว่า First inclusive school นี้ คือตัวช่วยให้การออกแบบก้าวมาสู่มิติการศึกษา

“โครงการนี้ให้โอกาสเราได้สำรวจลงลึกว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการออกแบบมาเจอกับการเรียนการสอน และเราจะใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร ในฐานะเครื่องมือส่งเสริม Inclusion และความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กๆ”

จะเป็นอย่างไร ถ้าโรงเรียนซึ่งเราเปรียบกันว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเด็กๆ โอบกอดนักเรียนทุกคนอย่างเสมอภาค

โรงเรียนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Bikurim Inclusive School เพียงแห่งเดียว

เมื่อการออกแบบช่วยให้เด็กพิการได้เรียนกับเพื่อนอย่างเสมอภาค

ข้อมูลอ้างอิง

shanihay.com

www.dezeen.com

Frameweb.com

www.haaretz.com

Nocamels.com

www.israel21c.org

Bigsee.eu

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

มีคำกล่าวกันว่า ‘ประวัติศาสตร์นั้นเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ’ เราพบความจริงนี้ได้ในหลากหลายที่ ตั้งแต่ตำราเรียนของเด็ก ๆ จนถึงบันทึกประวัติศาสตร์เก่าแก่

เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ บางชื่อจึงอาจถูกลบ บางเหตุการณ์จึงอาจไม่ถูกพูดถึง ‘ความจริง’ ที่เราเห็นจึงอาจเป็นเพียงด้านเดียวของอดีต

แล้วทำอย่างไร เราถึงจะได้รู้ เพื่อเรียนรู้ว่าในวันวานมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ บ้าง

วันนี้ฉันจะมาเล่าให้คุณฟังถึงเคสหนึ่งที่ออกแบบให้ประวัติศาสตร์ได้ถูกบันทึกไว้ตามที่มันเป็น

ชื่อของเคสนี้คือ ‘Fortepan’ คลังภาพประวัติศาสตร์ออนไลน์ที่โด่งดังของประเทศฮังการีค่ะ

Fortepan คลังภาพเก่าออนไลน์ที่ชวนคนบริจาคภาพถ่าย เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์ตามจริง
ภาพ : Reményi József

คลังภาพถ่ายธรรมดา จากคนธรรมดา

ในช่วงกลางยุค 80 Miklós Tamási ผู้ก่อตั้ง Fortepan คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สนใจอยากคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์จากสายตาประชาชนฮังการี ซึ่งเขาเคยเห็นในหนังและภาพถ่าย

เพราะมีความฝันเช่นนี้ Tamási จึงมักแวะเวียนไปที่ถังขยะเพื่อเก็บภาพถ่ายเก่า ๆ ที่ผู้คนโละทิ้งมาสะสมไว้ และเข้าทำงานที่แกลเลอรี่ของมหาวิทยาลัย Central European ในขอบเขตงานที่เน้นเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์

ฟังดูเหมือนงานในฝัน แต่ที่นั่น Tamási พบความจริงว่า ภาพที่นำมาจัดแสดงล้วนมาจากมุมมองที่ถูกออกแบบไว้แล้ว ส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายเพื่อลงในสื่อต่าง ๆ ในที่สุดว่าที่ผู้ก่อตั้ง Fortepan ก็ทนไม่ไหว เขาตัดสินใจเปิดคลังภาพออนไลน์ของตัวเองในปี 2010 เพื่อบอกเล่าความจริงจากอีกฝั่งหนึ่งแทนที่ภาพถ่ายซึ่งคัดเลือกมาอย่างดีของนิทรรศการ คลังภาพนี้รวมภาพธรรมดาสามัญจากกล้องที่ถ่ายกันในครอบครัว

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Fortepan คลังภาพออนไลน์ซึ่งได้ชื่อมาจากโรงงานผลิตฟิล์มถ่ายภาพ Forte ของประเทศฮังการี

Fortepan คลังภาพเก่าออนไลน์ที่ชวนคนบริจาคภาพถ่าย เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์ตามจริง
ภาพ : Dán Zsuzsanna
Fortepan คลังภาพเก่าออนไลน์ที่ชวนคนบริจาคภาพถ่าย เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์ตามจริง
ภาพ : Magyar Rendőr

คลังภาพถ่ายที่ชวนประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Tamási ตั้งใจออกแบบให้คลังภาพของเขาเริ่มต้นในปี 1900 และสิ้นสุดในปี 1990

“ช่างภาพเริ่มออกไปเดินถ่ายภาพตามท้องถนนตั้งแต่ช่วงปี 1890 แต่เราหาภาพในช่วงนั้นไม่ค่อยได้ นั่นทำให้เราเลือกช่วงปี 1990 เป็นจุดเริ่มต้น” Tamási อธิบาย “จุดสิ้นสุดของคอลเลกชันภาพ Fortepan คือ ปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ฮังการีเปลี่ยนจากยุคสังคมนิยมสู่ระบอบประชาธิปไตย”

ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกหยุดที่ตรงนี้ คำตอบของผู้ก่อตั้ง Fortepan คือระบอบประชาธิปไตยมาพร้อมกับทุนนิยม ซึ่งส่งผลให้ภาพถ่ายไม่คลาสสิกเหมือนก่อน

แน่นอนว่าภาพถ่ายยุคศตวรรษที่ 20 ยังมีอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของชนชั้น เมื่อมีเพียงครอบครัวร่ำรวยเท่านั้นที่ได้ครอบครองกล้องถ่ายรูป ทำให้แม้จะไม่ใช่ภาพออกสื่อ แต่ภาพ Home Photography ใน Fortepan ก็มักจะดูสวยงามอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ช่วงเวลานั้นยังมีเหตุการณ์สำคัญอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งมีภาพหลงเหลือมาน้อยนิด เพราะชาวยิวถูกห้ามไม่ให้มีกล้องถ่ายรูป

Fortepan คลังภาพเก่าออนไลน์ที่ชวนคนบริจาคภาพถ่าย เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์ตามจริง
ภาพ : Aradi Péter
Fortepan คลังภาพเก่าออนไลน์ที่ชวนคนบริจาคภาพถ่าย เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์ตามจริง
ภาพ : Ambrus Tibor

เพราะอย่างนี้ Tamási จึงออกแบบให้คลังภาพออนไลน์ของเขาเปิดรับภาพถ่ายจากคนทั่วไป เพื่อให้ประวัติศาสตร์ไม่เว้าแหว่งขาดหาย ซึ่งหมายรวมถึงชาวฮังการีที่ต้องอพยพออกนอกประเทศ มากกว่านั้น นโยบายของคลังภาพยังเขียนขึ้นแบบเน้นความเท่าเทียม โดยเปิดให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ภาพเหล่านี้ได้ฟรี รวมถึงให้ผู้ใช้มาร่วมใส่แท็กใน Index ของคลังภาพได้

ด้วยความพยายามเช่นนี้ Fortepan จึงไม่ใช่เพียงคลังภาพเก่าทั่วไป แต่เป็นที่ซึ่งคนในฮังการีได้มาร่วมเติมเต็มประวัติศาสตร์ของประเทศ

เพราะความพยายามนี้ ในคลังภาพของ Tamási จึงมีภาพหลากหลายอย่างแท้จริง อาทิ ภาพหายากจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างภาพโรงงานผลิตแก้วในกรุงบูดาเปสต์ของ Carl Lutz ชาวสวิส ซึ่งเปิดให้ชาวยิวเชื้อสายฮังกาเรียนเข้ามาหลบซ่อนตัว โดยทางคลังภาพใช้เวลาครึ่งปีติดต่อกับลูกสาวของ Lutz และ Swiss Federal Institute of Technology in Zürich เพื่อให้ได้ภาพเหล่านี้มา

เปิดคลังภาพออนไลน์สุดฮิตของฮังการี ชวนประชาชนร่วมเขียนประวัติศาสตร์ ผ่านการรับบริจาคภาพถ่ายและเปิดให้เข้าถึงฟรี
ภาพ : Reményi József
เปิดคลังภาพออนไลน์สุดฮิตของฮังการี ชวนประชาชนร่วมเขียนประวัติศาสตร์ ผ่านการรับบริจาคภาพถ่ายและเปิดให้เข้าถึงฟรี
ภาพ : Agnes Hirschi

เมื่อเปิดกว้างและบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยเห็นที่ไหน Fortepan ที่มีจุดเริ่มต้นจากชุดภาพถ่ายที่ Tamási สะสมไว้ จึงกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ฮังการีที่ทรงพลังในที่สุด

คลังภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2010 ด้วยไฟล์ภาพถ่ายประมาณ 5,000 ภาพ ในตอนนี้ Fortepan มีภาพมากกว่า 100,000 ภาพ และถูกใช้งานแพร่หลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่ร่วมบริจาคภาพถ่ายหรือไม่ ถ้าอยู่ในฮังการี เป็นไปได้สูงที่คุณมีสิทธิ์จะได้เห็นภาพจากคลังภาพออนไลน์นี้ผ่านตา

แม้ Tamási จะตั้งใจทำโปรเจกต์นี้แบบไม่แสวงหารายได้ ประชาชนฮังการีก็มักเลือกบริจาคเงินให้ Fortepan แทนห้องสมุดแห่งชาติหรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนชัดว่าพวกเขาเห็นคุณค่าคลังภาพนี้มากแค่ไหน

มีคำกล่าวกันว่า เราเรียนรู้จากอดีต และ Fortepan ก็คือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ทุกคนได้รู้จักและเข้าใจอดีตตามที่มันเป็น

ที่สำคัญ เครื่องมือนี้ไม่ใช่สิ่งสลับซับซ้อนเข้าใจยาก หากตั้งใจมากพอ เราสามารถเห็น Fortepan เกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในฮังการีเท่านั้น

แน่นอนว่ารวมถึงเมืองไทย ประเทศที่เราต่างรู้ดีว่ายังมีประวัติศาสตร์อีกหลายส่วนที่ขาดหาย ลบเลือน และไม่ถูกพูดถึง

เราพบเศษเสี้ยวของมันได้ในภาพถ่ายเก่าที่แชร์กันตามกลุ่มเฟซบุ๊กหรือพิพิธภัณฑ์ออนไลน์อย่างพิพิธภัณฑ์สามัญชน แต่ฉันเชื่อว่าแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากพลังประชาชนยังงอกงามต่อไปได้ยิ่งกว่านี้

เพราะต่อเมื่อเราได้เห็นประวัติศาสตร์ตามจริงเท่านั้น ประวัติศาสตร์จึงจะไม่ซ้ำรอย

เปิดคลังภาพออนไลน์สุดฮิตของฮังการี ชวนประชาชนร่วมเขียนประวัติศาสตร์ ผ่านการรับบริจาคภาพถ่ายและเปิดให้เข้าถึงฟรี
ภาพ : Reményi József

ข้อมูลอ้างอิง 

fortepan.hu

hungarytoday.hu

hyperallergic.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load