8 สิงหาคม 2561
25.76 K

ถ้าเรามีที่ดินขนาด 4 ไร่ เราจะทำอะไรกับมัน

แล้วถ้าที่ดิน 4 ไร่นั้นอยู่ติดกับทั้งรถไฟฟ้า และถนนใหญ่ใจกลางเมืองย่านสาทร เราจะทำอะไรกับมัน

เราคงทำไม่กี่อย่าง เพราะจากราคาประเมินของกรมที่ดิน พื้นที่ขนาด 1 ตารางวาในละแวกสาทรมีราคาเริ่มต้นที่ 450,000 บาท มูลค่าของที่ดินแปลงนี้ ถ้ามีการซื้อขายก็คงจะไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ยิ่งถ้าเอาไปสร้างตึกสูงเสียดฟ้าก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นไปกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว

แต่มีคนที่เลือกจะเก็บพื้นที่นี้พร้อมอาคารสำนักงานและโกดังเก่าที่อยู่มาแต่เดิมไว้ให้คงอยู่ต่อไป แล้วปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานทั้งในตัวอาคารและพื้นที่รอบๆ ให้เหมาะกับการเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าในยุคสมัยนี้โดยที่ยังคงเก็บอาคารเหล่านั้นให้อยู่ในสภาพคล้ายเดิมที่สุดด้วย

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

BHIRAJ TOWER, โกดัง, ออฟฟิศ สาทร, ออฟฟิศ รีโนเวท

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

ตอนนี้อาคารทั้ง 3 หลังในโครงการคลุมพื้นผิวด้วยสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับตะแกรงเหล็กฉีกสีขาวนวลที่ครอบทับทั้งตัวตึก ด้านในอาคารออกแบบให้มีหน้าต่างและช่องแสงมากมาย อาคารนี้จึงดูทันสมัยขึ้นมามากแบบที่ลืมภาพอาคารเก่าอับๆ ทึบๆ ไปได้เลย

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พื้นที่โดยรอบโครงการร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย (ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ พื้นที่โล่งๆ พวกนี้ใหญ่กว่าตัวอาคารให้เช่าเสียอีก) เมื่อมีลมพัดผมก็ได้ยินเสียงใบไม้กระทบกันพาให้นึกถึงว่าอยู่ในสวนสาธารณะมากกว่าอยู่กลางเมือง ผมขอย้ำอีกครั้งว่า พื้นที่นี้อยู่บนถนนสาทร ถนนที่อุดมไปด้วยตึกระฟ้าซึ่งดูเหมือนการสร้างตึกเตี้ยๆ บนถนนเส้นนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ที่นี่คือโครงการ BHIRAJ TOWER at Sathon อาคารสำนักงานให้เช่าที่เพิ่งถูกปรับปรุงใหม่เอี่ยม ตั้งอยู่บริเวณถนนสาทรใต้ ติดสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ ด้านข้างคือโรงพยาบาลโรงงานยาสูบ ฝั่งตรงข้ามคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อะไรที่ทำให้เจ้าของโครงการเลือกเก็บพื้นที่กลางเมืองไว้ให้เป็นที่โล่งๆ โปร่งๆ แทนที่จะสร้างเป็นตึกสูง เราขอพาทุกท่านเดินลงจากรถไฟฟ้าเข้ามาหาคำตอบในโครงการแห่งนี้กัน

BHIRAJ TOWER, โกดัง, ออฟฟิศ สาทร, ออฟฟิศ รีโนเวท BHIRAJ TOWER, โกดัง, ออฟฟิศ สาทร, ออฟฟิศ รีโนเวท

โกดังแห่งแรกของถนนสาทร

ถ้าอยากรู้เบื้องหลังเกี่ยวกับโครงการนี้คงไม่มีใครตอบได้ดีกว่าผู้บริหารโครงการ ตอนนี้ผมจึงอยู่กับ คุณมนต์-ปิติภัทร บุรี กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ผู้ดูแลโครงการ BHIRAJ TOWER at Sathon และ ทีมบูรณสถาน สถาปนิกของโครงการ (ทั้งคู่เคยร่วมงานกันในโครงการ oneudomsuk ติดสถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข)

“บ้าหรือเปล่า พื้นที่ 4 ไร่ บนถนนสาทร ทำไมเอามาทำแบบนี้” คุณมนต์เล่าให้เราฟังว่า นี่คือคำพูดที่มีคนบอกเขาบ่อยมาก

ที่นี่คืออาคารสำนักงานและโกดังให้เช่าแห่งแรกบนถนนสาทรเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้ว ตอนนั้นถนนสาทรยังเป็นคลองอยู่เลย ที่นี่มีผู้เช่าเช่าต่อเนื่องมาตลอดจนเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ทางกลุ่มบริษัทตัดสินใจเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งนี้ให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น

การบูรณะอาคารเก่านั้นใช้งบประมาณสูงมาก อาคารที่ถูกบูรณะจึงมักจะเป็นอาคารเก่าที่สวยงาม สร้างอย่างวิจิตรบรรจง ซึ่งโกดังทรงเหลี่ยมทึบหนาไร้การตกแต่งใดๆ นี้ไม่ได้ใกล้เคียงสิ่งนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วทำไมเจ้าของถึงเลือกเก็บแทนที่จะทุบทิ้ง

มันไม่ได้สวยเท่าบ้านเก่าหรือวังเก่าจริงๆ ครับ แต่ถ้ามองด้านงานวิศวกรรม โกดังเหล่านี้ก็มีคุณค่าอยู่นะ เพราะเป็นรูปแบบอาคารที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนสร้างแล้ว ทั้งหน้าจั่ว โครงไม้ที่ยึดหลังคา ยังอยู่ในสภาพที่ดีมากๆ”

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

คิดใหม่ (ที่) ทำ(งาน)ใหม่

คุณมนต์เล่าภาพในหัวให้ฟังว่า อยากเห็นสำนักงานให้เช่าภายใต้คอนเซปต์ใหม่ที่แตกต่างไปจากที่ทาง BHIRAJ BURI เคยทำมาทั้งหมด ออกมาเป็นแบบไหน

“โครงการนี้เราคิดกันมานานแล้ว ที่นี่เป็นอาคารสำนักงานแรกของกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ด้วยขนาดพื้นที่ 4 ไร่ที่สาทรเนี่ยก็ทำให้เราต้องคิดเยอะขึ้นไปอีก สุดท้ายก็มาลงตัวกับการเป็นสำนักงานคอนเซปต์ใหม่ในรูปแบบ Office Campus สำนักงานให้เช่าที่เราทำมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น มีพื้นที่หลายหมื่นถึงหลายแสนตารางเมตร ชั้นล่างเป็นล็อบบี้และร้านค้า ชั้นถัดขึ้นมาจะเป็นที่จอดรถ สักชั้น 10 ก็เริ่มเป็นสำนักงาน

“คนทำงานในสำนักงานข้างบนกับคนที่อยู่ข้างล่างไม่มีอะไรเชื่อมต่อกันได้เลย เราเลยอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ต้นแบบของอาคารสำนักงานแบบใหม่ คนที่มาทำงานจะได้เชื่อมโยงและรู้จักคนอื่นๆ ในโครงการ หรือมี Social Connection อย่างพื้นที่ส่วนกลางของโครงการที่เราตั้งใจทำให้ร่มรื่นน่านั่งเล่น รวมถึงร้านอาหารร้านกาแฟ และไม่ใช่แค่สำหรับคนในโครงการแต่รวมไปถึงคนข้างนอกด้วย เราเปิดทางเข้าโครงการไว้โล่งๆ เลย เพื่อให้ดูน่าเดินเข้ามา”

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

ผมสนใจแนวคิด Office Campus ที่เน้นการเชื่อมโยงกันของคนในโครงการ รูปแบบของสำนักงานที่เปลี่ยนไปมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและบริษัทในยุคต่อไปที่เน้นให้มีขนาดเล็กลงอย่าง Start Up หรือเปล่า

“ที่ผ่านมาตึกสำนักงานของเราดูซีเรียสมาก ทุกคนมาทำงานต้องใส่สูท ผูกเน็กไท ที่นี่เราเลยอยากให้รองรับคนทำงานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งคนที่ใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน หรือจะใส่หมวก ย้อมสีผม ไม่ใช่แค่คนที่ใส่สูทเท่านั้น ตึกสำนักงานแบบใหญ่ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์เรื่อง Flexible Working Hours”

ผมเห็นด้วยกับเขา เพราะสำนักงานใหญ่ๆ บางแห่งมีกำหนดเวลาเปิด-ปิดแอร์อย่างชัดเจน ถ้าอยู่ทำงานเกินเวลาก็จะไม่มีแอร์ใช้

“ถ้าคุณอยากมาทำงานวันหยุด หรือเร่ิมทำงานตอนดึกก็ทำได้หมด เพราะผมอยากสร้างที่ทำงานที่ทำให้พนักงานมาแล้วมีความสุขมากขึ้น พอมีความสุขก็ทำงานดี ก็น่าจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน” คุณมนต์อธิบาย

น่าสนใจว่า Social Connection มีประโยชน์กับการทำงานยังไง เพราะบางบริษัทมองว่าพนักงานที่ไปนั่งคุยกับคนอื่น หรือทำงานที่ร้านกาแฟนั้นดูคล้ายกับอู้งานมากกว่า

“โครงการนี้ออกแบบมาให้ผู้คนได้มีจุดนัดพบเจอกันง่าย ร้านกาแฟอย่าง Roots หรือร้านอาหารอย่าง OCKEN ที่เข้ามาผสมในพื้นที่ส่วนกลางที่ใหญ่และร่มรื่นช่วยให้พื้นที่น่าสนใจขึ้น คนทำงานข้างในที่มานั่งกินกาแฟ ก็อาจจะเจอคนที่ทำงานอยู่แถวๆ นี้แวะมา ที่นี่อาจจะเป็นศูนย์กลางที่คนหลากหลายจะได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งน่าจะช่วยเรื่องการทำงานสำหรับคนยุคนี้ได้”

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

ผู้เช่าคือเพื่อน

คุณมนต์บอกว่า อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของโครงการกับผู้เช่าเป็นเหมือนเพื่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาพร้อมกับออฟฟิศแบบ Campus

“ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินแบบดั้งเดิมกับผู้เช่ามีเส้นที่ตีแบ่งไว้ชัดเจนเลย แต่ด้วยประสบการณ์ที่เราบริหารสำนักงานมาหลายตึกแล้ว เราต้องเริ่มรื้อเส้นนี้ เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนให้เช่าออฟฟิศ แต่เป็น Solution Provider

“ถ้าธุรกิจเขาโตได้เขาก็จะนึกถึงเรา วันนี้เขาอาจจะเริ่มต้นมีพื้นที่แค่ 60 ตารางเมตร แต่ในอนาคต ธุรกิจเขาไปได้ดี เขาอาจจะมองหาพื้นที่ขนาด 400 ตารางเมตร ก็เป็นโจทย์ที่ผมต้องไปหาทางเลือกมาให้เขาต่อไป ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนยั่งยืนกว่านะครับ”

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

นำความร่มรื่นกลับมาสาทร

“เราคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า อะไรที่พอเก็บได้ก็ควรจะเก็บ ทั้งหน้าตาอาคาร ไปจนถึงประตูและหน้าต่างของอาคารทุกหลัง จะมีการเก็บรักษาให้หน้าตาออกมาเหมือนเดิม ซึ่งสร้างปัญหาให้เรามาก อย่างตัวโกดังในยุคนั้นก็มีการทำครีบช่วยบังแดด พอเรามาทำสำนักงานก็อยากให้ดูทันสมัยขึ้น แต่บังแดดได้ดีเหมือนเดิม เราเลยใช้ตะแกรงเหล็กมายึดปิดทับตรงครีบ” คุณมนต์เริ่มเล่าวิธีการบูรณะอาคารหลังนี้

“การเพิ่มช่องแสงหรือหน้าต่างให้มากขึ้นในอาคารเก่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ง่ายเลย รวมถึงการเก็บต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่เอาไว้ทุกต้น ไม่มีการตัดทิ้งเลย” 

ฝั่งสถาปนิกโครงการเล่าว่า “เราเริ่มจากสำรวจอาคารก่อน ตอนแรกเราเห็นว่าเป็นตึกที่ค่อนข้างเก่า ผนังอาคารทุกหลังมีแต่กราฟฟิตี้ แต่โครงสร้างของตึกถือว่าดีมาก ทั้งเหล็กและปูนยังคงสมบูรณ์ดีอยู่ ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น”

ขั้นตอนต่อมาคือการพูดคุยกับเจ้าของโครงการเพื่อหาความต้องการของลูกค้า BHIRAJ BURI เชี่ยวชาญเรื่องการทำสำนักงานให้เช่ามาก จนเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี บูรณสถานให้เวลาในส่วนนี้เยอะที่สุด จนสรุปออกมาเป็นแนวคิดของโครงการว่า ‘นำความร่มรื่นของสาทรกลับมา’

“ถนนสาทรเคยเป็นคลองมาก่อน มีต้นไม้มาก โครงการนี้จึงเหมือนดึงเอาความร่มรื่นในอดีตให้กลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ต้นไม้ของที่นี่ก็เป็นต้นเก่าแก่ของย่านสาทรอย่างต้นหางนกยูงและต้นแคนา บรรยากาศของโครงการก็พยายามทำให้เป็นภาพของสาทรในอดีตที่อยู่กันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ แต่มีรูปลักษณ์ของโครงการที่ทันสมัยดึงดูดคนรุ่นใหม่

คุณมนต์ชี้ให้ผมดูบล็อกปูพื้นและผิวถนนในโครงการที่ออกแบบมาให้รถยนต์ขับช้าลงเมื่อเข้ามาในโครงการ ทางเดินเชื่อมต่อกันระหว่าง 3 อาคาร ช่วยให้เดินไปมาหากันง่ายขึ้น บรรยากาศดูผ่อนคลายและชวนให้คนมาใช้ชีวิตช้าลง ซึ่งนำไปสู่ Social Connection ภายในโครงการ

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

BHIRAJ TOWER, โกดัง, ออฟฟิศ สาทร, ออฟฟิศ รีโนเวท

คืนชีวิตแก่วัสดุเก่า

ล็อบบี้ของทั้ง 3 อาคาร หรือโถงทางเข้าไปจนถึงราวบันได ประดับด้วยไม้สักเก่าขนาดกว้างและใหญ่มาก ซึ่งแทบจะหาไม่ได้แล้วในยุคนี้

“ตอนที่เราเข้ามาดูในโกดัง ถ้าเจอวัสดุอะไรที่พอใช้ได้เราจะเก็บไว้ก่อน” ทีมบูรณสถานเริ่มเล่าที่มาของการทำวัสดุเก่าในโครงการมาชุบชีวิตใหม่ “เราเน้นวัสดุที่ลูกค้ามีอยู่แล้ว เหมือนได้มาฟรีจากตัวอาคารเก่า ถ้าไม่เอามาใช้ก็เปล่าประโยชน์ เราเจอไม้สักจำนวนมากอยู่ในโกดัง เลยเอามาใช้ตกแต่งทั้งล็อบบี้และโถงบันได โดยปรับรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับวัสดุ แต่ถ้าเจอของที่ใช้ไม่ได้ เราก็ต้องทิ้ง ไม่ใช่ฝืนใช้”

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

อุปสรรคในการบูรณะ

ตั้งแต่เริ่มบูรณะเมื่อ 2 ปีก่อน จนถึงตอนนี้ พวกเขาเจอปัญหาอะไรบ้าง

“ทุกอย่างครับ” คำตอบของคุณมนต์เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งจากบูรณสถานและตัวเขาเอง “โจทย์มันยาก เพราะโครงสร้างของมันตอบโจทย์การใช้งานเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ตอนนี้ พอเราจะดัดแปลงเพื่อให้เหมาะกับปัจจุบัน ก็ดัดแปลงไม่ได้มาก ต้องหาวิธีอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานเป็นสำนักงานยุคปัจจุบัน โครงหลังคาด้านบนของอาคารทั้งสามหลังเป็นโครงไม้ที่สวยมาก แต่จะเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีฝ้าก็ทำไม่ได้ ใครจะนั่งทำงานแบบไม่มีแอร์ได้ ก็เลยต้องปิดฝ้าไป”

“งานบูรณะไม่มีอะไรที่ตรงตามแบบร้อยเปอร์เซ็นต์  เราไม่มีแปลนของโกดังนี้ พอต้องดัดแปลงอาคาร ก็ต้องมาดูตัวโครงสร้างเดิมว่าทำอะไรเพิ่มได้บ้าง พอไม่มีแบบก็ต้องเอาวิศวกรเข้าไปทำการทดสอบว่าพื้นรับแรงได้เท่าไหร่ บางทีเจาะพื้นไปแล้วกลายเป็นว่า ไม่มีคานที่เป็นโครงสร้างด้านในทั้งที่มันควรจะมี บางครั้งก็ทดสอบไม่ได้ จึงต้องแก้ปัญหาหน้างาน การหยิบเอาวัสดุเก่ามาใช้ตกแต่งในโครงการ ถ้ามีตำหนินิดหน่อยก็ต้องยอมรับให้ได้” สถาปนิกโครงการเสริมถึงอุปสรรคที่เจอ

BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร  BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

อาคารสำนักงานแห่งนี้จะต่างจากสำนักงานอื่นตรงไหนบ้าง

“ผู้เช่าของที่นี่จะดูเซ็กซี่มาก” คุณมนต์ตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “เวลาที่ต้องนัดหมายหรือประชุมกับบริษัทอื่นๆ เขาน่าจะอยากนัดที่นี่มากกว่าที่อื่นนะ เหมือนเป็นจุด Meeting Point ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้ที่อยู่ที่นี่ครับ”

หลังจากคุยกับคุณมนต์ ผมยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในโครงการ ลมพัดอ่อนๆ ได้ยินเสียงใบไม้กระทบกัน ภาพของโกดังสีน้ำเงินเข้มเหล่านี้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่รอบข้าง ผมคิดว่าไม่ใช่แค่คนมาเช่าหรอกที่เซ็กซี่ โกดังเก่าเหล่านี้ก็เซ็กซี่ไม่แพ้กัน

 BHIRAJ TOWER, โกดัง, สาทร

BHIRAJ TOWER at Sathon

ระยะเวลาการรีโนเวต | 2 ปี

ผู้พัฒนาโครงการ | กลุ่มบริษัทภิรัชบุรี

สถาปนิกโครงการ | บูรณสถาน

ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์

โทรศัพท์ 66 2261 0261

http://www.bhirajburi.co.th/th/index.php

[email protected] 

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

10 พฤษภาคม 2565
1.47 K

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load