มีเพื่อนเคยถามว่า “ป่าห้วยขาแข้งใหญ่แค่ไหน”

ผมตอบว่า “คิดว่ากรุงเทพมหานครมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ไหม”

เพื่อนพยักหน้า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่มากกว่า 1,800,000 ไร่ ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครเกือบ 2 เท่า

มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 159 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 428 ชนิด โดยเฉพาะป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่บริเวณเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสัตว์ในวงศ์วัว อาศัยอยู่ถึง 3 ชนิด คือ วัวแดง กระทิง และควายป่า

วัวแดง สัตว์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าวัวบ้าน ลำตัวสีน้ำตาลสวยงามมาก บนผืนโลกนี้มีเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเมืองไทย สถานภาพปัจจุบันของวัวแดง เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ไอยูซีเอ็น (IUCN) จัดให้อยู่ในประเภทใกล้สูญพันธุ์ (EN) เคยอาศัยอยู่ตามป่าทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันลดจำนวนลงมากจากป่าถูกทำลายและการไล่ล่าของมนุษย์

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ที่ป่าห้วยขาแข้ง กลายเป็นพื้นที่วัวแดงอาศัยมากที่สุด คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 300 ตัว กระจายอยู่ในป่า

ต้นเดือนพฤษภาคที่ผ่านมา ผมกลับไปป่าห้วยขาแข้งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสายฝนที่โปรยกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ช่วงหัวค่ำคืนนั้นในป่า แมลงเม่าที่ได้ฝนแรกพากันบินขึ้นมาจากพื้นดินเป็นล้าน ๆ ตัว เคลื่อนตัวไปที่ใด แมลงเม่าบินว่อนเต็มไปหมด ไม่ต้องเปิดไฟฉาย ใช้ความสว่างล่อแมลงเม่า สัตว์ปีกตัวน้อยก็บินตามมาเกาะตัวเรา ต้องรอเวลาสักพักให้พวกมันสลัดปีก หล่นลงกับพื้นดินเหมือนเดิมก่อน

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ข่มตานอนให้หลับเร็วที่สุดในความมืดมิด ขณะที่อากาศเย็นเริ่มปกคลุมในป่า

หลายปีที่ผ่านมา มีข่าวว่าปริมาณสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าห้วยขาแข้ง เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในมรดกโลกแห่งนี้ เป็นตัวชี้วัดถึงการทำงานหนัก ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ผู้เขียนเดินทางเข้าโป่งแต่เช้า เพื่อรอพิสูจน์ปรากฏการณ์จริง ๆ ระหว่างเดินคนเดียว เจ้าหน้าที่บอกให้ระวังช้างป่าแถวนั้นให้ดี อาจมาทักทายโดยไม่รู้ตัว ตามทางจึงเห็นมูลช้างสด ๆ แสดงว่าช้างเพิ่งเดินจากไปไม่นาน

โป่งเป็นแหล่งเกลือโซเดียมและแคลเซียมที่จำเป็นแก่สัตว์ป่าทุกชนิด โดยเฉพาะสัตว์กินพืช

เรามาซุ่มโป่งแห่งหนึ่ง ในอดีตโป่งคือสวรรค์สำหรับนายพรานที่จะมาดักยิงสัตว์ แต่ในปัจจุบัน โป่งคือสถานที่ดีที่สุดสำหรับการมาซุ่มดูพฤติกรรมของสัตว์ หากโชคดีอาจจะเห็นละครชีวิตของสัตว์นานาชนิด กวางหรือวัวแดงมากินโป่ง เสือมาซุ่มกินกวาง ต่อมาอีแร้งมากินซากสัตว์ที่โป่ง

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โป่งแห่งนี้ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน ด้านหลังเป็นป่าผืนใหญ่ พอเหลือบไปทางซ้าย วัวแดง 4 – 5 ตัวกำลังเล็มหญ้าอย่างสบายใจ ลูกวัวแดงนอนเล่นริมน้ำ

ยิ่งเงียบ เสียงลำธารน้ำไหลดังชัดเจน แม้จะอยู่ห่างไป ผู้เขียนเข้าป่าเห็นวัวแดงมาหลายรอบ แต่ครั้งนี้น่าจะใกล้ที่สุด ห่างกันไม่กี่สิบเมตร วัวแดงเป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos javanicus รูปร่างคล้ายวัวบ้าน สูงประมาณ 155 – 165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600 – 800 กิโลกรัม

เรามองผ่านเลนส์กล้อง เห็นวงก้นขาวชัดเจน เช่นเดียวกับขาทั้ง 4 ข้างมีสีขาวตั้งแต่หัวเข่าจนถึงกีบเท้า ราวกับใส่ถุงเท้าสีขาวชัดเจน ก่อนที่วัวแดงทั้งหมดจะค่อย ๆ เดินหายลับเข้าไปในชายป่าด้านหลัง เมื่อแดดเริ่มร้อนขึ้น

พวกเขาคงมานอนแถวนี้ตั้งแต่ช่วงสาย ๆ แบบแผนการนอนพักผ่อนของวัวแดงไม่ธรรมดา บางตัวเดินหากิน บางตัวนอนพัก สลับกันระวังภัย ตัวที่ออกหากินก็กระจายออกไปรอบ ๆ ถ้าลมพัดมาจากทิศใด วัวตัวนั้นก็จะสัมผัสได้ หากมีกลิ่นแปลกปลอม ก็จะร้องเตือนภัยกัน แม้กระทั่งเวลานอนพัก หูจะสะบัดไปมาเพื่อไล่แมลงและคอยฟังเสียง ดังนั้นโอกาสตามวัวแดงไม่ง่ายเลย

ต้นยางใหญ่ตรงหน้า นกแซงแซวหางบ่วงสีดำ บินมาหาเหยื่อ ก่อนจะไปป้อนลูกน้อยบนรังนกที่อยู่เหนือกิ่งใหญ่ขึ้นไป แต่สักพักมีเสียงนกร้อง เมื่อเหยี่ยวขาวบินลงมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ ๆ และเมื่อเหยี่ยวบินโฉบมาใกล้รังนกแซงแซวที่หมายจะคาบลูกน้อยไปกิน พ่อแม่นกแซงแซวก็บินออกมาปะทะไล่ศัตรูออกไปทันที

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครึ่งวันผ่านไป ความเงียบปกคลุม เราได้ยินเสียงมากมายของธรรมชาติ เสียงนกหลายชนิด ใบไม้สีกันตามแรงลม เสียงกิ่งไม้หัก เสียงสัตว์ไกล ๆ เสียงแมลงนานาชนิดที่บินมาตอมเหงื่อของเรา และเสียงวิ่งไล่ของสัตว์ตัวหนึ่งตรงลำธาร พอมันวิ่งตัดหน้าเราไป จึงรู้ว่าคือนากเล็บสั้น

ช่วงบ่ายแดดร้อน ๆ ไม่ปรากฏสัตว์ลงกินน้ำเลย ส่วนใหญ่คงนอนพักผ่อนตามร่มไม้ จนกระทั่งแดดคล้อยลงเรื่อย ๆ นกยูงไทย 5 – 6 ตัวค่อย ๆ เดินย่องออกมาจากชายป่า เดินหากินไปเรื่อย ๆ ทางซ้ายมือของเรา

แต่แล้วมีเสียงดังกึกก้องมาด้านขวาไกล ๆ พอหันไปมอง ฝูงวัวแดงฝูงใหญ่นับได้ 36 ตัวโผล่ออกมาเล่นน้ำ เป็นวัวแดงฝูงใหญ่ที่สุดที่เห็นมาในชีวิตเลย มีทั้งพ่อแม่ ลูกเล็ก แต่ที่โดดเด่นคือวัวแดงตัวผู้ขนาดใหญ่ สีน้ำตาลแดงเข้มจนเกือบเป็นสีดำ เป็นวัวแดงโตเต็มที่ ขนาดใหญ่เกือบเท่ากระทิง ยืนคุมเชิงฝูงวัวแดงอยู่ห่าง ๆ ท่วงท่าสง่างาม ชาวบ้านเรียกวัวแดงนี้ว่า ‘วัวบา’

สักพักวัวแดงก็เงยหน้าและจ้องมาทางเรา แต่โชคดีลมยังไม่เปลี่ยนทิศ มันจึงก้มลงกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งแตกใบอ่อนในทุ่งหญ้า เราเห็นเขาวัวแดงสง่างาม เขาสีดำปลายแหลมตีวงกางโค้งเป็นวงกว้าง บางตัวหันหลังให้ เราจึงเห็น ‘ก้นขาว’ ลักษณะเด่นของวัวแดง คือบริเวณก้นมีขนสีขาวเกือบครึ่งสะโพก เป็นรูปคล้ายใบโพ

วัวแดงเป็นสัตว์สังคมอยู่รวมกันเป็นฝูง มีสมาชิกประมาณ 15 – 1 6 ตัว ตามปกติจะมีตัวผู้ตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูกวัวตัวน้อย ตัวเมียแก่สุดเป็นตัวนำฝูง คอยนำโยกย้ายถิ่นหรือหลบหนีศัตรู ส่วนตัวผู้ตัวโตหรือวัวบาเป็นจ่าฝูง คอยเดินตามฝูงห่าง ๆ หรือเดินตามหลัง เพราะจ่าฝูงจะระวังภัยอยู่ด้านหลัง และคอยไล่ตัวผู้ตัวอื่น ไม่ให้แอบเข้ามาผสมพันธุ์ตัวเมียในฝูง แต่ฝูงนี้มีมากจริง ๆ เกือบ 40 ตัว

วัวแดงคือ 1 ใน 7 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของห้วยขาแข้ง ซึ่งถูกขนานนามว่า Big 7 อันได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว/เสือดำ วัวแดง สมเสร็จ ควายป่า กระทิง และช้างป่า

เข้าป่าห้วยขาแข้งหน้าฝน ซุ่มโป่งรอดูวัวแดง หนึ่งใน Big 7 แบบริงไซด์ห่างไปไม่กี่สิบเมตร

วัวแดงตัวผู้มีน้ำหนัก 800 – 900 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 400 – 600 กิโลกรัม จึงกินใบไม้ใบหญ้าเยอะมาก แต่ละวันกินมากถึง 10 – 20 กิโลกรัม และการที่วัวแดงกินพืชมาก ๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ คือช่วยถางหญ้าและพืชชั้นล่างไม่ให้ทึบเกินไป เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้หลายชนิดในป่า

มีเสียงดัง “ฟืด ๆ” ลมเปลี่ยนทิศ วัวแดงสูดกลิ่นในอากาศ มันมีสัญชาตญาณระวังภัยสูงมาก แต่เมื่อไม่มีอะไรผิดสังเกต จึงก้มหน้ากินหญ้า เล่นน้ำต่อไป

สักพักเราเห็นหมูป่าพาลูกสิบกว่าตัว วิ่งข้ามน้ำมากินอาหารใกล้กับฝูงวัวแดง และกวาง 3 ตัวก็ค่อย ๆ เดินมากินหญ้าในพื้นที่เดียวกัน ดูเหมือนสัตว์เหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ยกเว้นเมื่อมันได้กลิ่นผู้ล่า โดยเฉพาะเสือโคร่งที่เป็นผู้ล่าอันดับหนึ่งบนห่วงโซ่อาหาร

ศัตรูสำคัญของวัวแดงคือเสือโคร่ง เวลาล่าเหยื่อ มันจะกระโดดตบและกัดคอหอยวัวแดงจนเหยื่อขาดใจตาย แล้วจะเลือกกินเครื่องในก่อน กัดท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมากิน เพื่อไม่ให้ซากเน่าเร็ว แล้วค่อย ๆ ลากเอาไปซ่อนในป่ารกทึบ ค่อย ๆ กินเนื้อส่วนขา สะโพก อก หัว กินหมดทั้งตัวเหลือแต่กระดูก แถวนี้มีลูกวัวแดงหลายตัวที่ถูกเสือกิน

เข้าป่าห้วยขาแข้งหน้าฝน ซุ่มโป่งรอดูวัวแดง หนึ่งใน Big 7 แบบริงไซด์ห่างไปไม่กี่สิบเมตร

เสือโคร่งคือผู้ล่า คือศัตรูตัวฉกาจของวัวแดง ด้วยขนาดความใหญ่โตของวัวแดง หากเสือโคร่งล้มวัวแดงได้ แสดงว่าเสือโคร่งมีความแข็งแรงมาก อันเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของเสือโคร่งด้วย

ดังนั้น การมีวัวแดงชุกชุม จึงเท่ากับความสำเร็จในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

จากการสำรวจวิจัยเสือโคร่งในป่าตะวันตกบริเวณนี้ ระยะเวลา 10 ปี พบว่าประชากรเสือโคร่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 42 ตัว เป็น 79 ตัว ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของโลกที่มีการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติจนประชากรเสือเพิ่มขึ้น

ระบบนิเวศในธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน เริ่มตั้งแต่พืชได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจักรวาลชื่อดวงอาทิตย์ พืชเปลี่ยนแปลงพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นพลังงานในรูปสารอาหารเก็บไว้ แล้วถ่ายทอดไปยังสัตว์กินพืชที่มากิน จากนั้นพลังงานจากสัตว์กินพืชก็จะถูกถ่ายทอดไปยังสัตว์กินเนื้อ พอสัตว์เหล่านี้ตายไปก็ถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย ทำให้พลังงานมีการหมุนเวียน ช่วยให้ระบบนิเวศป่าดำรงอยู่ได้

เคยมีการบันทึกภาพซากวัวแดงที่เสือโคร่งกินไม่หมด พบว่าอาคันตุกะที่มากินซากสัตว์ นอกจากเสือโคร่งแล้ว ยังมีหมีควาย หมาจิ้งจอก อ้น เม่น ไก่ป่า และชะมด รวมถึงหนอน แมลง แบคทีเรีย ได้ช่วยกันย่อยสลายซากวัวแดงหนักครึ่งตันจนหมดสิ้น

สิ่งมีชีวิตกำเนิดมาจากผืนดิน สุดท้ายก็กลับสู่ผืนดินเช่นเดิม

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load