ในทุกปี เกษตรกรไทยมักต้องเผชิญปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดปรับตัวไม่เหมือนตอนที่เริ่มปลูก หรือดินฟ้าแปรปรวนไม่เป็นใจให้เกิดผลผลิตตามต้องการ ทำให้สูญเสียรายได้ยังชีพ แม้จะพยายามลงแรงอย่างหนักแล้วก็ตามที

ซ้ำร้าย ช่วงปีที่ผ่านมายังเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การซื้อวัตถุดิบไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและท่องเที่ยวน้อยลงจนน่าใจหาย

ในวิกฤตเช่นนี้ หากพวกเขามีพื้นที่ทางการตลาด ให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกอย่างพิถีพิถันส่งถึงมือผู้บริโภคที่ต้องการ คงจะช่วยบรรเทาความทุกข์ให้อุ่นใจขึ้นไม่น้อย

หนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหานี้คือ การอาศัยพลังสนับสนุนของบริษัทใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าเรื่องการพัฒนาธุรกิจไปพร้อมกับชุมชน ช่วยสร้างตลาดขึ้นมาและเติบโตไปด้วยกัน

นี่คือสิ่งที่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พยายามผลักดันเสมอมา ตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2527 ด้วยความเชื่อที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอขององค์กร ว่าธุรกิจและสังคมต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Evolving Greenovation’ ที่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แน่นอนว่ารวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

หนึ่งในแคมเปญที่บางจากฯ จัดทำต่อเนื่องมายาวนานกว่า 23 ปี คือการสนับสนุนช่องทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน คัดสรรและรับซื้อผลิตภัณฑ์หลากหลายจากกลุ่มต่างๆ มอบให้ลูกค้าเป็นของสมนาคุณที่สถานีบริการน้ำมันในเครือข่าย

พ.ศ. 2564 ผลิตภัณฑ์ที่บางจากฯ เลือกสนับสนุนและสื่อสารเรื่องราวคือ ‘เผือกอิ่มใจ’ ที่แปรรูปจากเผือกหอมของเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลิตเป็นขนมทานเล่นกรอบอร่อยให้เราหยิบกินรองท้องเวลาขับรถ ร่วมมือกับผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญอย่างบริษัท กรีนเดย์ โกลบอล จำกัด

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

เรานัดพบ สมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาดของบางจากฯ เพื่อพูดคุยถึงความตั้งใจของธุรกิจใหญ่ที่เลือกจะไม่หลงลืมชุมชน และพยายามสนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์ดีๆ ในสังคมอยู่เรื่อยมา

ด้วยความมุ่งมั่นว่างาน CSR จะไม่เป็นเพียงเรื่องเฉพาะกิจ แต่อยู่ในทุกกระบวนการขององค์กร

ธุรกิจและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน

บางจากฯ เริ่มต้นการมอบของสมนาคุณจากผลิตภัณฑ์ชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ด้วยแนวคิดว่าธุรกิจจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคม ตั้งแต่วันที่คำว่า CSR ยังไม่ค่อยถูกเป็นที่พูดถึงในไทย

“ถ้าองค์กรธุรกิจอยู่รอด แต่สังคมอ่อนแอ คงไม่ใช่เรื่องดี เราจึงคิดว่าถ้าเรามีอะไรที่ช่วยเหลือเศรษฐกิจชุมชนและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ เราจะทำแน่นอน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารคิดมาตั้งแต่ปีแรกของบริษัท” สมชัยกล่าว

บางจากฯ มองเห็นว่าธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่มีอยู่เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ซึ่งเข้าถึงผู้คน หน่วยสื่อสารการตลาดจึงริเริ่มการสรรหากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำหรือล้นตลาด เข้าไปให้คำแนะนำและทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแจกจ่ายให้ผู้บริโภคได้อย่างตอบโจทย์

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23
เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

“สินค้าที่เลือกมาจากหลายปัจจัย ทั้งคุณภาพ รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ดูว่าลูกค้าจะชอบไหม ค้นคว้าทดสอบกันหลายรอบ แต่ที่สำคัญคือ ดูว่าเกษตรกรมาจากแหล่งที่ได้รับผลกระทบหรือเปล่า เราจะช่วยตรงนี้ก่อน” สมชัยเสริม โดยปกติบางจากฯ มักได้รับการติดต่อจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ สหกรณ์ชุมชน และธุรกิจจำนวนมากอยู่เรื่อยๆ จึงมีโอกาสมากมาย แต่ในแคมเปญนี้ พวกเขาตั้งใจเลือกผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละปีตามความเหมาะสม

เช่น ลูกหยีกวนจากกลุ่มแม่บ้านในสามจังหวัดชายแดนใต้ 

กล้วยเส้นอบกรอบจากกลุ่มเกษตรกรเขาบายศรี จังหวัดจันทบุรี
และกล้วยอบเนยจากสหกรณ์ที่กงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 

“ของชุมชนหลายอย่างดีอยู่แล้ว เรามาช่วยเสริมเรื่องการตลาดและให้คำแนะนำ เช่นเรื่องแพ็กเกจจิ้งหรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มเขาขยายและมีรายได้มากขึ้น อาจไม่มากเท่าธุรกิจในกรุงเทพฯ แต่มันเป็นรายได้ที่ทำให้เขาสามารถส่งลูกเรียน เราเห็นแบบนี้ก็คิดว่าต้องส่งเสริมต่อ เช่น ที่จันทบุรี บางจากฯ ขอซื้อกล้วยเป็นร้อยตัน ทางกลุ่มก็ดีใจและปรับตัวครั้งใหญ่ ตอนนี้ขยายไปใหญ่โตแล้ว”

เผือกอิ่มใจ

“ช่วงที่ COVID-19 เริ่มระบาด ไม่มีคนเข้ามารับซื้อเผือกที่แปลงเลย ตลาดมันเงียบมากจนพะวงกันว่าจะอยู่อย่างไร” รุ่งนภา รจนา ตัวแทนชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกเผือกจังหวัดสุโขทัย ช่วยเล่าบรรยากาศที่เกิดขึ้นในแปลงช่วงปีที่ผ่านมา ป้าๆ ลุงๆ ต่างเป็นกังวลว่าจะหาทางออกอย่างไรดี

รุ่งนภาและชุมชนของเธอปลูกเผือกเป็นอาชีพกันมานาน เพราะดูแลไม่ยากในบริบทพื้นที่ที่เป็นอยู่และทนทานต่อโรค โดยเฉลี่ยปลูกกันคนละ 2 – 5 ไร่ ใช้ระยะเวลาปลูกทั้งหมดประมาณ 6 – 7 เดือนจนเป็นเผือกหัวใหญ่ ก่อนขุดและปอกเปลือกเพื่อส่งขาย โดยกลุ่มเกษตรกรจะวางแผนร่วมกันเพื่อสลับกันปลูกให้มีผลผลิตตลอดทั้งปี

แต่หากเกิดเหตุให้ต้องปล่อยเผือกทิ้งไว้ในแปลงนานเกินกว่าช่วงเวลานี้ คุณภาพจะลดลง และสิ่งที่เกษตรกรลงทุนมาทั้งหมดจะสูญเปล่าทันที 

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23
เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

ในภาวะที่ทุกอย่างเหมือนแย่ลง กรีนเดย์ ผู้ผลิตสินค้าจากผักและผลไม้มานานกว่า 40 ปี เข้ามาเห็นศักยภาพของพื้นที่และชุมชน จึงจับมือร่วมกับบางจากฯ ที่มีพันธกิจตรงกัน ผลักดันให้เกิดเป็นเผือกอิ่มใจ โดยกรีนเดย์รับหน้าที่แปรรูป ส่วนบางจากฯ รับซื้อเป็นตลาดให้เกษตรกรอุ่นใจ

“บางจากฯ เข้ามาช่วยรับซื้อเป็นการช่วยเราอย่างมาก เขารับในราคาที่ค่อนข้างดีกว่าท้องตลาดทั่วไป พอรู้ว่ามีคนรับซื้อ เรารีบหาคนมาช่วยกันขุดและปอกเปลือกส่งเลย พวกเขาก็มีรายได้เพิ่มเหมือนกัน เผือกหนึ่งไร่ อาจต้องใช้คนขุดเกือบยี่สิบคน รู้สึกว่าเขามาช่วยจริงๆ ในสถานการณ์ที่ลำบาก” เกษตรกรมืออาชีพกล่าว

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

ผลิตภัณฑ์ปลายทางกลายเป็นขนมบรรจุซองขนาดพกพา หนัก 12 กรัม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานการส่งออกต่างประเทศ ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวให้รสกลมกล่อมและกรอบ แคลอรี่ต่ำ แจกจ่ายให้ลูกค้าที่เติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ครบทุก 600 บาท ตลอดเดือนเมษายน รวมแล้วสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนมากกว่า 1,000 ครัวเรือนในพื้นที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ตอนนี้ทุกคนยิ้มได้แล้ว เราทำงานในแปลง เห็นบางคนยิ้มทั้งน้ำตาเลย ดีใจที่มีหน่วยงานเข้ามาช่วยจริงๆ และเกิดรายได้ อยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องทำงานกับกลุ่มเราก็ได้ แต่ช่วยฟาร์มหรือจังหวัดอื่นที่เจอเหตุการณ์อย่างเรา” 

CSR in Process 

เมื่อพูดถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ธุรกิจใหญ่อาจเจอความเคลือบแคลงใจจากทั้งชุมชนและประชาชนทั่วไป ถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อชื่อเสียงระยะสั้นหรือแสวงผลประโยชน์ แต่สำหรับบางจากฯ พวกเขาผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนมานาน มีการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันโดยสหกรณ์ชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2533 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และขยายจนมี 613 แห่งจากทั้งหมด 1,243 แห่ง ทำให้มีความคุ้นเคยในการทำงานร่วมกับชุมชน

“ในการพัฒนาธุรกิจ เราไม่ได้มองแค่ว่าให้สถานีบริการน้ำมันเป็นที่ขายน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้เป็นจุดนัดพบทำกิจกรรมของผู้คนในชุมชน และมีธุรกิจที่มากกว่าแค่น้ำมัน เช่น ขายสินค้าชุมชนพรีเมียม ทำให้เราไม่ได้ทำงานกับชุมชนเพราะเป็นเรื่อง CSR แต่เราตั้งใจช่วยเศรษฐกิจชุมชนและสังคมด้วยธุรกิจเลย” สมชัยเน้นย้ำ

ส่วนในแคมเปญของสมนาคุณจากผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ บางจากฯ ไม่เพียงเป็นแค่ผู้รับปลายทางเท่านั้น แต่ตั้งใจลงไปช่วยส่งเสริมและเคียงข้างทั้งกระบวนการ “เราคุยกับเขาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นว่าตั้งใจมาช่วยกัน จะทำให้เขาขายของได้มากขึ้น คนมีงานทำ ก็ทลายความเคลือบแคลงใจไปได้มาก ระหว่างทางก่อนที่เขาจะแปรรูปส่งของให้เรา เราจะประกบคอยช่วยเขาตลอด เกษตรกรอาจไม่เคยเจอออเดอร์เยอะ เราก็ต้องช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มันเป็นการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน”

เผือกอิ่มใจ แคมเปญขนมแจกฟรีของบางจากที่ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตเป็นปีที่ 23

รับเผือกอิ่มใจฟรี หลังเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครบทุก 600 บาท สนับสนุนเกษตรกรจากจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (1 ซอง 12 กรัม มูลค่า 12 บาท) ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายนนี้ หรือจนกว่าของจะหมด

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ : www.bangchakmarketplace.com

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคโควิด-19 ที่การค้นหาตัวเองยากพอๆ กับการหางาน เชื่อว่าเด็กจบใหม่หลายคนอาจกำลังสับสนกับหนทางชีวิต

ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับงานแบบไหน ต้องเตรียมตัวสมัครงานอย่างไร แล้วอะไรคือสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหากันแน่ 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา The Cloud และ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงร่วมกันจัด ‘Life Lecture : Lost & Found คลาสแนะแนวออนไลน์ที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด’ ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 3 เพื่อแนะแนวทางให้เด็กจบใหม่ที่กำลังสับสนได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิธีเตรียมความพร้อมในการก้าวเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน

สำหรับใครที่พลาดชมคลาสสดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออยากเก็บตกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต เราสรุปบทเรียนและข้อคิดดีๆ จาก 7 คลาสแนะแนวชีวิตวัยทำงานมาให้แล้ว 

ใครที่คิดว่าตัวเองยัง Lost อยู่ มาหาวิธี Found ไปด้วยกันที่นี่ 

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
คลาสที่ 1

ตามหา ‘ตัวเอง’ เวอร์ชันผู้ใหญ่

หัวข้อ : How to be a ‘Student of the World’ คน Gen ใหม่ต้องไม่หยุดเรียนรู้

วิทยากร : ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของสถาบัน ANGKRIZ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ในยุคที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ขอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘Student of the World’ หรือนักเรียนของโลกใบนี้ เพราะครูลูกกอล์ฟเชื่อว่าการเป็นนักเรียน คือโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เหมือนน้ำที่ไม่มีวันเต็มแก้ว

ในคลาสนี้ ครูลูกกอล์ฟชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครูลูกกอล์ฟเป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมากับความผิดหวัง แต่เขาไม่เคยยอมแพ้และใช้มันเป็นพลังพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ครูลูกกอล์ฟเล่าว่าในโลกนี้ยังมีอะไรรอเราอยู่อีกมากมาย ถ้าตรงนี้ยังไม่ใช่ที่ของเรา ก็แค่พาตัวเองไปสถานที่ใหม่ จากเด็กหาดใหญ่ที่เคยร้องไห้ในวันนั้น กลายเป็นครูลูกกอล์ฟที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ อีกมากมายในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจ (RQ-Resilience Quotient) แม้ว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ เขาก็สามารถจัดการความรู้สึกและสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้เสมอ

“มันอาจจะเป็นเช้าที่แย่ แต่มันจะไม่ใช่วันที่แย่ของเรา” ครูลูกกอล์ฟกล่าว

ครูลูกกอล์ฟทิ้งท้ายว่า ใครที่อยากเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่เรียนไปไม่นานแล้วรู้สึกหมดพลัง ให้ลองหาแรงจูงใจในการเรียนสิ่งนั้นให้เจอ ถามตัวเองว่าสิ่งที่อยากเรียนรู้มีความจำเป็นหรือความสนใจของเราอยู่ในนั้นไหม ถ้าเราหาแรงจูงใจพบ แน่นอนว่าการเรียนรู้จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

คลาสที่ 2

ตามหา ‘งานที่ใช่’ ในโลกยุคใหม่

หัวข้อ : Get ready for next era job market เตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดงานในอนาคต

วิทยากร : ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ General Manager จาก True Digital Park

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดแรงงานและตัวเลขเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสมัครงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คลาสนี้ ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ มาพูดคุยกับเราถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวก่อนสมัครงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด

 สำหรับใครที่กำลังจะสัมภาษณ์งานแล้วมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก คุณสมบัติที่องค์กรมองหาในตัวผู้สมัครงานที่ ดร.ธาริต นำมาฝากมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน 

1. การเตรียมตัว (Preparation) เราต้องรู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ให้ดีก่อน ต้องรู้ว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร และรู้ว่าตำแหน่งที่สมัครไปมีความหมายอย่างไรต่อองค์กร 

2. แพสชัน (Passion) เราต้องแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง หรือง่ายๆ ให้สังเกตตัวเองว่าตาเราเป็นประกายไหมเวลาสัมภาษณ์งาน 

3. ความกระตือรือร้น (Willingness to Learn) เราต้องแสดงออกถึงความอยากเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา 

4. ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Independence, Resourcefulness) เราต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอให้ใครสอน และรู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้จากแหล่งไหน 

5. คาแรกเตอร์ที่เหมาะกับองค์กร เราต้องรู้จักองค์กรให้ดีก่อน ถึงจะเข้าใจคาแรกเตอร์ของคนในองค์กรได้ เมื่อรู้แล้วก็อย่าลืมถามตัวเองว่า แล้วเราเป็นแบบเขาได้ไหม

ส่วนใครที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว หรือกำลังจะจบมหาวิทยาลัยในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า 5 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม มีดังนี้

อย่างแรกคือ Hard Skills แม้ว่าวันนี้เราจะได้ยินคนพูดถึงความสำคัญของ Soft Skills กันหนาหู แต่ ดร.ธาริต เชื่อว่า Hard Skills ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น เพราะปริญญาที่เราจบมาหมายถึงการเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา 4 – 6 ปี เป็น Hard Skills ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี 

อย่างที่ 2 คือ Soft Skills อาจเรียกได้ว่าเป็นทักษะที่ติดตัวมาส่วนหนึ่งและเราพัฒนาได้ส่วนหนึ่ง เช่น ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกยากกว่า Hard Skills อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องฝึกฝนกันเอง Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skills ใครที่มีทั้งสองอย่าง ดร.ธาริต บอกเลยว่าเป็น 1 – 2 Punch ที่ดีที่สุด 

อย่างที่ 3 คือประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เราต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง สร้างความแตกต่างอะไรให้สังคม สร้างคุณค่าอะไรให้บริษัทที่ไปฝึกงาน หรือได้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรื่องราวของเราโดดเด่นไม่เหมือนใครและน่าสนใจขึ้นทันที 

อย่างที่ 4 คือคอนเนกชัน (Connection) ในปัจจุบัน หลายองค์กรใช้วิธีรับพนักงานจากระบบ Referral Program หรือระบบที่ให้คนในบริษัทแนะนำผู้สมัคร คอนเนกชันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรสร้างไว้ตั้งแต่ตอนเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี และยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงาน 

และอย่างสุดท้ายคือ การสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เรามีวิธีไหนในการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวเองต่อสังคม ในยุคนี้หลายคนอาจทำช่องยูทูบหรือเขียนบทความลงอินเทอร์เน็ต ใครมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ดร.ธาริต มั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งไพ่ตายที่สร้างความต่างให้กับเราได้

คลาสที่ 3

ตามหา ‘อนาคต’ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

หัวข้อ : Future Visualize ออกแบบชีวิตด้วย Visual Thinking

วิทยากร : ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Acting HR Director หน่วยงาน People Growth & Organization Development, Human Resources จาก True Corporation Public Company Limited

ในคลาสที่ 3 นี้ ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร พาเราไปรู้จัก Visual Thinking หรือการคิดแบบเป็นภาพและนำภาพมาใช้ในการสื่อสาร ณัฐวุฒิสาธิตการใช้ผ่านตัวอย่างในหัวข้อการก้าวข้าม Comfort Zone และวาดรูปพร้อมอธิบายความแตกต่างของแต่ละโซน

สาระสำคัญจากการทำ Visual Thinking ในหัวข้อนี้ที่เราอยากฝากเด็กจบใหม่ไว้ มีอย่างนี้ Comfort Zone คือพื้นที่สบายแต่ตายผ่อนส่ง ส่วน Panic Zone คือพื้นที่ตื่นเต้นแต่เติบโต ใครที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาได้ และกล้าออกมาจาก Comfort Zone คือผู้ที่มี Growth Mindset ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองเก่งได้เท่านี้ อยากอยู่กับที่มากกว่า ลักษณะแบบนี้คือผู้ที่มี Fixed Mindset 

แม้การอยู่ใน Comfort Zone อาจทำให้รู้สึกสบายใจ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าการอยู่กับที่หมายถึงการกำลังโดนคนอื่นแซง 

แน่นอนว่าการอธิบายผ่านตัวอักษรแบบนี้คงไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้ดีเท่ากับการเห็นภาพวาดของณัฐวุฒิ Visual Thinking นอกจากจะทำให้เข้าใจและจดจำบทเรียนได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์อีก 6 อย่างด้วยกัน คือ เกิดความชัดเจน เห็นความเชื่อมโยง คิดต่อยอดได้ เข้าถึงความรู้สึก ดึงดูดให้ติดตาม และสร้างแรงบันดาลใจ

 ใครฟังแล้วอยากสัมผัสการคิดแบบ Visual Thinking สามารถเข้าไปชมคลิปวิดีโอและทำกิจกรรมย้อนหลังกับณัฐวุฒิได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ The Cloud 

คลาสที่ 4

ตามหา ‘จุดเด่น’ ของตนบนโลกการทำงาน

หัวข้อ : Top skills after COVID-19 ทำตัวเองให้เป็นคนทำงานที่โลกต้องการ

วิทยากร : อภิชาติ ขันธวิธิ เจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน หรือที่ อภิชาติ ขันธวิธิ นิยามว่าเป็นโลกยุค VUCA ทักษะที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน คือทักษะที่ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

เขาแนะวิธีเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน เริ่มจากคุณสมบัติ 3 เรื่องที่องค์กรใช้พิจารณารับพนักงานใหม่ 

อย่างแรกคือ Mindset หรือทัศนคติในการทำงาน อภิชาติเน้นว่า Growth Mindset เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ยุค VUCA ผู้ที่มี Growth Mindset หรือมีความคิดในการเติบโตแบบไม่หยุดนิ่ง และมีความพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และรับผิดชอบงานที่ท้าทายได้ในอนาคต

อย่างที่ 2 คือ Skillset หรือทักษะในการทำงานแบบเฉพาะทาง ซึ่งอภิชาติได้ยก 5 ทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการในยุค 2021 มาฝากเรา ได้แก่ ทักษะไอทีและการวางโปรแกรม ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสารและการต่อรอง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะการบริหารโครงการ

และอย่างสุดท้ายคือ Toolset หรือความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสมกับที่องค์กรต้องการ อย่างเช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์ โฟโต้ชอป ฯลฯ

เมื่อรู้ว่าองค์กรมองหาอะไรแล้ว สิ่งสำคัญที่อภิชาติฝากไว้อีกเรื่องคือการสร้าง Self-awareness และ Self-motivation

Self-awareness คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อชูสิ่งที่โดดเด่นและพัฒนาส่วนที่บกพร่องของตัวเองได้ 

และ Self-motivation คือการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์

ในโลกที่พัฒนาไปเร็วแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือพัฒนาตัวเองให้ทันโลก เขาทิ้งท้ายเป็นข้อคิดว่า สิ่งที่เราควรทำ ณ วันนี้ คือพยายามเป็นคนเก่งในปัจจุบันและคนเก่งในอนาคต เพราะถ้าเราเก่งแต่ในอดีตเราจะเป็นได้แค่ตำนาน แต่เป็นอนาคตให้องค์กรไม่ได้

คลาสที่ 5

ตามหา ‘ประสบการณ์ผ่านองค์กรในต่างแดน’

หัวข้อ : Working as a ‘Global Citizen’ เปิดโลกการทำงานกับองค์กรต่างชาติ

วิทยากร : แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล บรรณาธิการคอนเทนต์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในองค์กรต่างชาติ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันอยากไปทำงานต่างประเทศ ในคลาสที่ 5 นี้ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล มาพูดคุยกับเราเรื่องประสบการณ์การทำงานกับองค์กรต่างชาติอย่าง Netflix ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งนำเทคนิคดีๆ ในการสมัครงานมาฝากเด็กจบใหม่ กว่าจะถึงวันนี้ แชมป์ผ่านอะไรมาบ้างและเอาตัวรอดจากอุปสรรคมาได้อย่างไร เราสรุปมาให้แล้ว

หลังจากได้รับการติดต่อจาก Headhunter แชมป์ยอมรับว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพัก แม้ว่าการทำงานในต่างแดนจะเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่เขาก็กังวลว่า ที่ผ่านมาเขาทุ่มเททำงานในเมืองไทยจนถึงจุดที่มีต้นทุนทางสังคมแล้ว การไปทำงานในต่างแดนอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ 

“ในวัยสามสิบกว่า เราจะทิ้งทุกอย่างไปเริ่มใหม่ได้จริงหรือ” แชมป์ถามสิ่งนี้กับตัวเอง

หลังจากใช้เวลาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง แชมป์ตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปสิงคโปร์ด้วยความเชื่อที่ว่า โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของคนโดยที่มีสิ่งประจวบเหมาะกันคงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต 

ในช่วง 3 เดือนแรก แชมป์เล่าว่าเป็นช่วงที่ยากมาก เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ผู้คน วัฒนธรรมองค์กร และการใช้ชีวิต หลังจากทำงานไปสักพัก เขาก็ประสบกับ Imposter Syndrome หรือภาวะที่คิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่มี Support System ที่แข็งแรงเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวที่เมืองไทย 

“เราไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยนอกจากตัวเอง” 

สิ่งนี้เลยกลายอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่แชมป์ต้องก้าวผ่านในช่วงแรกของไปทำงานที่ต่างประเทศ

เมื่อถามว่าเขาผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร แชมป์บอกเราว่า ทุกเช้าเขาจะถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงมาอยู่จุดนี้ แล้วมีเหตุผลอะไรมารองรับการที่เขามาอยู่จุดนี้บ้าง 

“ต่อให้เรามองตัวเองว่าไม่มีข้อดี ยังไงมันต้องมีบ้างสิที่ทำให้อย่างน้อยที่นี่เขาเลือกเรา” และเรื่องที่แชมป์ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปล่อยให้ตัวเองมีความสงสัยใคร่รู้เยอะๆ “คุณถามไปเถอะ จะไม่มีใครบอกว่าคุณโง่ เพราะคุณเริ่มใหม่”

นอกจากนี้ แชมป์เล่าว่าวิธีการทำงานขององค์กรต่างชาติต่างจากการทำงานในองค์กรไทยมาก และอาศัยคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกล้าพูดกล้าถาม (Outspoken) การให้บริบท (Lean into Giving Context) การทำงานเพื่อผลลัพธ์ (Work Smart) การสร้างงานที่มีคุณค่า (Create Impact) การมีวุฒิภาวะ (Behave Like an Adult) และการคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)

และในฐานะผู้มีประสบการณ์การอ่านเรซูเม่มามากกว่า 2000 ฉบับ แชมป์มาแชร์ 3 เกณฑ์ที่เขาใช้คัดกรองเรซูเม่ของผู้สมัครงาน อย่างแรกคือ เรื่องการสื่อสาร เพราะขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันคือการการสื่อสารกับคน “เราจะตัดคนที่ไม่เขียนอีเมลแนะนำตัวออกไปก่อนเลย” 

อย่างที่ 2 คือวิธีเล่าเรื่อง แชมป์จะดูว่าผู้สมัครคนนี้มีวิธีเล่าเรื่องตัวเองอย่างไร เขามองตัวเองแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง และอย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ แชมป์บอกว่าสิ่งที่มองหาคือประสบการณ์ที่เรียกว่า Transferable Skillset หรือทักษะที่ถ่ายโอนจากงานเดิมมาสู่งานใหม่ได้นั่นเอง 

คลาสที่ 6

ตามหา ‘แนวคิด’ จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมแพ้

หัวข้อ : Entrepreneur Journey อายุน้อยร้อยบทเรียน

วิทยากร : สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN)

ในคลาสที่ 6 สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN) มาแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การทำงานบนเส้นทางสายธุรกิจของเขา สุรนามเริ่มต้นธุรกิจจากจุดไหน พบเจออุปสรรคอะไร และพาตัวเองมาถึงวันนี้ได้อย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง

สุรนามเริ่มชีวิตนักธุรกิจครั้งแรกตอนเรียนชั้น ป.3 ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ด้วยเหตุผลว่าอยากได้การ์ดที่แถมมาในขนมโดราเอมอนแต่แม่ไม่ให้เงินไปซื้อ เขาเลยรวมเงินกับเพื่อนๆ หลายวันจนได้เป็นเงินก้อน และนำไปซื้อของเหมาที่ตลาดปีนัง 

“จากกล่องละ 5 บาท จะเหลือ 3.50 บาท เราก็เอา 3.50 มาขายเพื่อน 4.50” แต่กำไรที่ได้ทั้งหมดในตอนนั้นสุรนามเล่าว่าก็เอาไปซื้อการ์ดมาเล่นต่ออยู่ดี

หลังเรียนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย สุรนามเริ่มกิจการแรกโดยการทำแบรนด์ธุรกิจขนมไทย จากที่เห็นว่าขนมไทยดีๆ หาทานยาก เขาเลยไปจับมือกับร้านค้าขนมไทยรายย่อยในต่างจังหวัด นำขนมไทยมาทำบรรจุภัณฑ์ใหม่แล้วขายเป็นของฝาก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพ ธุรกิจขนมหวานของสุรนามจึงต้องปิดตัวลง

สุรนามไม่ยอมแพ้ เขาเริ่มธุกิจใหม่เป็นธุรกิจสนามบอล แม้ว่าเขาทำวิจัยมาเป็นอย่างดี หาข้อมูลแล้วว่าที่ผ่านมา 40 ปีไม่เคยมีน้ำท่วม แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุรนามเล่าว่าเปิดสนามบอลไปได้แค่ครึ่งปีก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดกิจการไปในท้ายที่สุด

 ล้มได้ก็ลุกได้ หลังผ่านบทเรียนธุรกิจขนมไทยและสนามบอล สุรนามกลับมาอีกครั้งกับธุรกิจน้ำเต้าหู้ออร์แกนิกโทฟุซัง น้ำเต้าหู้ที่เรารู้จักดีในวันนี้

ในช่วงสุดท้าย เขาแบ่งปัน 5 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งได้แก่ ไอเดีย ทีมงาน แบบจำลองธุรกิจ เงินทุน และจังหวะเวลาการออกสินค้า แม้สุรนามจะเน้นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งใน 5 ปัจจัยข้างต้นคือเรื่องจังหวะเวลา แต่เรื่องที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า คือความพร้อมในการรับโอกาสที่เข้ามาในจังหวะเวลานั้น 

“ถึงจะมีจังหวะเหมาะสมแค่ไหน มีจังหวะทองเท่าไหร่ ถ้าเราไม่พร้อมไปดึงโอกาสนั้น แล้วมาผันให้เป็นธุรกิจ เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

คลาสที่ 7

ตามหา ‘แพสชัน’ ก่อนทำธุรกิจ

หัวข้อ : Start a business by ‘Finding Your Passion’ สำรวจแพสชันก่อนเริ่มทำธุรกิจ 

วิทยากร : เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse

ในคลาสสุดท้ายนี้ เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse พาเราไปตามหาแพสชันในการเริ่มทำธุรกิจ

 วิธีหาแพสชันแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจทำได้อย่างไร ทั้งคู่ขอตอบข้อสงสัยผ่านตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองด้วยเทคนิค 4 ขั้นตอน 

1. การทำความรู้จักตัวเอง : เราต้องตอบให้ได้ว่าตัวตนของเราคือใคร อะไรคือสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังและเติมเต็มเรามากที่สุด 

“ให้เรานึกถึงสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย สิ่งที่ทำแล้วกลับรู้สึกได้พลังกลับมา เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราจะเลือกเส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น”

2. การสำรวจและต่อยอดความสนใจของตัวเอง : เมื่อรู้จักสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ถามตัวเองว่าเราทดสอบความสนใจของตัวเองได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะ และทักษะอะไรบ้างที่ได้กลับมาจากการลงมือทำ 

3. การตรวจสอบแพสชันของตัวเอง : ก่อนจะก้าวไปสู่การทำธุรกิจ ลองเช็กอีกทีว่าแพสชันของเราพัฒนาได้ไหม ให้ถามตัวเองว่าเรารู้จักครบทุกมุมหรือยัง และระหว่างทางที่ทดสอบ เรายังอยากรู้จักสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นไหม และถ้าให้อยู่กับมันนานๆ เราอยู่กับมันได้นานแค่ไหน 

“แพสชันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วแฮปปี้เสมอไป แต่คือสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้นานๆ”

4. การเปลี่ยนแพสชันให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน : เมื่อรู้ชัดแล้วว่าเรารักอะไร ขอให้ถามตัวเองว่าเราใช้สิ่งนี้ไปช่วยแก้ปัญหาอะไร ให้ใครได้บ้าง และสิ่งที่เราทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง 

“ถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือแก้ปัญหาให้กับคนข้างนอกได้ เราจะไม่มีทางเก็บเงินจากเขาได้”

เมื่อเข้าใจ 4 ขั้นตอนในการเปลี่ยนแพสชันเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญที่ทั้งสองอยากฝากถึงน้องๆ คือ ให้เริ่มลงมือทำเลย เพราะ ‘ธุรกิจ’ เริ่มจากการ ‘ลงมือทำ’

ก่อนจะจากกันไป พวกเขาขอแบ่งปันคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กจบใหม่หลายๆ คน

ถ้าไม่มีความสนใจอะไรเลย ทำอย่างไรดี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เรายังไม่เจอความสนใจ หรือยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นเพราะเรายังอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการหาสิ่งที่เราชอบ คือการออกไปลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และไปลองสร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมี 

ทดลองความสนใจแล้วอยู่ไม่ได้นานจะทำอย่างไร

ก็เปลี่ยน เพราะหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องมีหนึ่งอย่างที่สนใจ และสิ่งที่เราสนใจในตอนแรก อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นในตอนหลังก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเรายังรักมันอยู่ไหม ถ้ารักก็ลงมือทำเลย ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน เราต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ๆ ด้วย มันถึงจะไปต่อได้

จบไม่ตรงสายทำอย่างไรดี

ในโลกยุคนี้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เมธวินมองว่าการ Lost และ Found เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต หากเราเรียนจบแล้วพบว่าเส้นทางที่เลือกไม่ใช่เส้นทางที่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนตัวเองไปลองในเส้นทางใหม่ๆ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเจอสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เชื่อว่าเราหาความรู้และฝึกทักษะจากนอกคณะหรือมหาวิทยาลัยได้อยู่ดี ถ้าเราอินกับมันมากพอ ทักษะต่างๆ เหล่านั้นจะพัฒนาตามมาได้แน่นอน

อ่าน ฟัง ชม และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กับห้องสมุดสาธารณะออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย
เข้าใช้บริการฟรี ที่นี่

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load