The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

น้ำมาจากไหน

น้ำมาจากป่าต้นน้ำสูงขึ้นไปบนภูเขา เมื่อถึงฤดูมรสุม สายฝนที่โปรยปรายลงมาจะถูกกักเก็บไว้ในดินและต้นไม้ในผืนป่า รากสาขาขนาดมหึมาที่แผ่ขยายอยู่ใต้ดินช่วยดูดซับน้ำปริมาณมหาศาลเอาไว้ และค่อยๆ ปล่อยน้ำไหลซึมลงมาทีละน้อย กลายเป็นธารน้ำเล็กบริสุทธิ์ ธารน้ำเล็กๆ ไหลลงมารวมกันสายแล้วสายเล่ากลายเป็นแม่น้ำกว้าง อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งภูมิภาค ก็มีต้นกำเนิดเล็กๆ จากป่าต้นน้ำบนภูเขา

ทุกวันนี้ ป่าต้นน้ำทั่วประเทศไทยถูกรุกล้ำด้วยการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่ต้องเร่งการเติบโตของพืชพรรณด้วยสารเคมีจำนวนมหาศาล ทำให้ในน้ำและดินบริเวณป่าต้นน้ำเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อน คนเมืองปลายน้ำก็ได้รับสารเคมีที่ไหลลงมาตามสายน้ำด้วยเช่นกัน

ป่าต้นน้ำลดจำนวนลงทำให้ผลิตน้ำได้น้อยลง แถมน้ำยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ใครต้องเป็นคนแก้ไข

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก กุล ปัญญาวงศ์ หญิงตัวเล็กๆ ผู้ชวนชาวบ้านมาช่วยกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการทำเกษตรกรรมผสมผสานที่เลิกใช้สารเคมีถาวร และสร้างระบบจัดการน้ำด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาที่เพียงพอหล่อเลี้ยงพื้นที่ของตัวเองตลอดทั้งปี 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

สิ่งที่เธอทำคือการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการลดมลพิษ ลดการปล่อยสารเคมีลงในน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทุกภาคส่วน สร้างหลักประกันการใช้น้ำจืดและแหล่งน้ำจืดที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองต่อการขาดแคลนน้ำ รวมถึงปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ภูเขา ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแม่น้ำ

พื้นเพของกุลเป็นคนจังหวัดน่าน เธอจากบ้านไปเรียนหนังสือและทำงานในเมืองหลายสิบปี เฝ้าติดตามข่าวความวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิดอยู่ห่างๆ จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจกลับน่าน​มาเปิด ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน’ เพื่อชวนชาวบ้านมาร่วมมือกันพาสายน้ำ และป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของน่านกลับคืนมา

เธอสร้างความยั่งยืนในการใช้น้ำร่วมกับชุมชน​ ด้วยการใช้ภูมิปัญญาโบราณสร้าง ‘แท็งก์น้ำไม้ไผ่’ ความเจ๋งของแท็งก์น้ำนี้ คือทำจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุจากหลักแสนให้เหลือเพียงไม่กี่หมื่นบาท ถือเป็นนวัตกรรมในการจัดการน้ำคุณภาพดีราคาย่อมเยา ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ไม่เพียงแค่กักเก็บน้ำ​ แต่แท็งก์น้ำไม้ไผ่ยังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่าน ด้วยการสร้างวัฏจักรของน้ำผิวดินที่หมุนเวียนเป็นวงจร ทำให้ดินชุ่มชื้น เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

หนทางในการฟื้นฟูต้นน้ำทำสำเร็จด้วยมือคนคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน คนปลายน้ำในเมืองอย่างพวกเราก็มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสายน้ำและผืนป่า ด้วยการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ไม่ทิ้งขยะหรือของเสียลงในแหล่งน้ำ เพราะแม้จะเป็นปลายน้ำ แต่สุดท้ายน้ำก็ไหลลงสู่มหาสมุทรถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเล แหล่งอาหารของมนุษย์ และต้นกำเนิดของเมฆฝนที่กลั่นกลายเป็นเม็ดฝนนั่นเอง

01

เมื่อป่าน่านหายไป

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน ตั้งอยู่ในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่บริเวณนี้ในอดีตมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างรุนแรง ความอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยภูเขาหัวโล้นว่างเปล่า 

ต้นไม้และรากสาขาในป่าต้นน้ำ นอกจากเป็นแหล่งผลิตน้ำแล้ว พวกมันยังช่วยชะลอกระแสน้ำหลาก หากฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วง ช่วยรักษาหน้าดินซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุไม่ให้ถูกชะล้างไปจากผืนป่า เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง แม้จะไร้ฝนก็ไม่มีปัญหา เพราะน้ำถูกเก็บรักษาอย่างดีใต้ผืนดิน ป่าต้นน้ำจะทยอยปล่อยน้ำออกมาให้เรามีใช้ตลอดทั้งปี 

เมื่อพื้นที่สูงไร้พืชพรรณใดๆ ปกคลุม ก็ยากจะกักเก็บความชุ่มชื้นรวมถึงหยดน้ำตามฤดูกาลไว้ได้ ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงเมื่อถึงคราวน้ำหลาก เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากจะพรากทุกสิ่งไป ไม่เว้นแม้แต่แร่ธาตุและตะกอนดิน

การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งความรีบเร่งในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวบ้านจึงหันมาทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ โดยเฉพาะข้าวโพด พร้อมใช้สารเคมีเต็มอัตราเพื่อหวังร่นระยะการเจริญเติบโตของพืชในแปลงเกษตร ที่นี่จึงมีทั้งปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและสารเคมีตกค้างปนเปื้อนในผืนดินและแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จริงๆ แล้วการที่น่านเต็มไปด้วยเขาหัวโล้นไม่ใช่แค่ปัญหาของคนน่าน แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัดน่านคือป่าต้นน้ำ และต้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจากที่นี่

“เมื่อถึงฤดูฝน น้ำชะผ่านภูเขาหัวโล้นลงมา ไม่มีรากต้นไม้อุ้มน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในดิน น้ำจึงหายไปอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำพาตะกอนดินบนภูเขาหัวโล้นลงมาด้วย ตะกอนทำให้แม่น้ำตื้นเขิน เมื่อแม่น้ำเก็บน้ำไม่ได้ น้ำก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จนไปท่วมพื้นที่ปลายน้ำอย่างกรุงเทพฯ” 

น้ำท่วมที่เกิดจากป่าน่านหายไป น้ำแล้งที่เกิดจากป่าน่านก็หายไป 

02

เล็ก แคบ ชัด

“เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว สมัยอยู่ชั้นประถม พื้นที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสักทอง มองออกไปไกลๆ คือป่าเขาชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เราเริ่มจากบ้านไปเรียนหนังสือในเมือง กลับมาอีกทีต้นสักทองหายไป ไม่มีป่าชอุ่มอีกแล้ว จากถนน มองทะลุไปเห็นยอดเขาเวิ้งว้างได้เลย จากพื้นที่ป่าเขียวเหลือเพียงดินแห้งแข็งสีดำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนใจหาย” กุลเริ่มเล่าเสี้ยวความทรงจำของเธอที่มีต่อบ้านเกิด

“เราทำงานอนุรักษ์บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่นาน ถามว่าอยากกลับบ้านที่น่านไหม ในใจลึกๆ ก็อยากกลับ แต่ไม่รู้ว่ากลับไปแล้วจะเริ่มตรงไหน จะทำอะไรก่อนดี ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนรู้สึกว่าไกลเกินกว่าที่เราจะตามไป

“จนครั้งหนึ่งมีโอกาสตาม อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาดูสภาพพื้นที่จังหวัดน่าน อาจารย์ยักษ์บอกว่า จริงๆ แล้วที่นี่มีโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและป่าต้นน้ำใหญ่ๆ เกิดขึ้นแล้วมากมาย มีนักวิชาการเก่งๆ หลายคนขึ้นมาช่วยดูแลแก้ไข แต่ยังขาดใครสักคนทำในส่วนที่เรียกว่า ‘เล็ก แคบ ชัด’ เพื่อให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่างว่าแค่สองมือเล็กๆ ก็ช่วยฟื้นฟูต้นน้ำน่านได้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุดแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น”

เล็ก แคบ ชัด ใช้เรียกพื้นที่เล็กๆ ที่คนหนึ่งคนจัดการได้ด้วยตัวเองตามกำลัง คนที่มีกำลังเยอะก็ทำเยอะ คนที่มีกำลังน้อยก็ทำน้อย ไม่มีสตางค์ก็ทำอย่างคนไม่มีสตางค์ ทำแบบพึ่งตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นการทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เป็นการจัดการน้ำเฉพาะครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ฟื้นฟูป่าก็ไม่ต้องปลูกป่าขนาดใหญ่ แต่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเอง เพื่อยังชีพและหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีกินก่อน แล้วจึงค่อยขยายออกไป 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

กุลจึงตัดสินใจกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน เพื่อหวังเปลี่ยนแนวคิดในการจัดการน้ำ แนวคิดในการทำเกษตรกรรม และแนวคิดในการใช้ชีวิตของชาวบ้าน สู่ความยั่งยืนด้วยการลงมือทำให้ดู

03

จัดการน้ำด้วยธรรมชาติ

สายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ที่แหวกว่ายหากินไม่หยุดอยู่กับที่ ตั้งแต่ตัวโตจนถึงตัวจิ๋วมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากนี้ พื้นที่ขอบตลิ่งยังเป็นแหล่งบรรจบพบกันของพืชและสัตว์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต

ก่อนหน้านี้คนนิยมสร้างฝายคอนกรีตบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ไม่ทันฉุกคิดว่าสิ่งก่อสร้างแปลกปลอมฝีมือมนุษย์เหล่านั้น จะขวางกั้นการใช้ชีวิตของสรรพสัตว์ในสายน้ำ ซึ่งส่งผลไปถึงระบบนิเวศป่าใหญ่ 

หลายปีที่ผ่านมา กระบวนการฟื้นฟูป่าน่าน จากการบุกรุกทำลายด้วยเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ถูกปลุกขึ้นในหลายพื้นที่ มีการจัดตั้งหน่วยจัดการน้ำ ชวนชาวบ้านมาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำน่าน ด้วยการปลูกพืชพื้นถิ่นเพื่อฟื้นป่าและจัดการน้ำอย่างถูกวิธีด้วยภูมิปัญญาธรรมชาติ

ทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มหันกลับไปทำฝายชะลอความแรงของน้ำป่าแบบดั้งเดิมด้วยไม้และก้อนหิน ซึ่งเป็นฝายชั่วคราวที่พังได้หากน้ำป่าไหลบ่ามาแรงมากๆ ฝายลักษณะนี้จะยังคงเหลือช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายเคลื่อนผ่านได้ ไม่เป็นการตัดตอนสายน้ำอย่างฝายคอนกรีตแต่อย่างใด

04

ภูมิปัญญาโบราณในยุคปัจจุบัน

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือภูมิปัญญาประยุกต์ในการกักเก็บน้ำที่อาจารย์ยักษ์คิดค้นขึ้น จากการนำภูมิปัญญาการใช้ไม้ไผ่ดั้งเดิม มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทการใช้งานและก่อสร้างในปัจจุบัน 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่นี้ กุลและชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านร่วมไม้ร่วมมือกันก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลายแท็งก์ ผลลัพธ์ในการกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในชุมชนนับว่าใช้การได้ดี ไม่มีที่ติ

“บริเวณที่มีแหล่งน้ำต้นทุน เช่น มีลำธาร ห้วย หนอง บึง เราทำถัง อ่าง หรือแท็งก์ สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชุมชนได้

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“โดยปกติแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาทำให้ชาวบ้าน ถ้าขนาดบรรจุน้ำราวหนึ่งแสนลิตร ราคาค่าก่อสร้างจะตกที่หลายแสนถึงหลักล้านบาท ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะมีทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็ก ค่าขนส่งขึ้นมาบนภูเขา ค่าแรงงานก่อสร้าง ต้องจัดจ้างประมูลเป็นโครงการใหญ่ ส่งผลให้ระยะดำเนินการนานตามไปด้วย” 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน
แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ต่างจากแท็งก์น้ำไม้ไผ่ที่ชาวบ้านทำกันเองในชุมชน ไม่ต้องเสียค่าแรงงาน และใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นคือไม้ไผ่ มาประกอบเป็นโครงสร้างหลักแทนเหล็ก ร่วมกับหิน ปูน ทราย ที่ซื้อมาบางส่วน ทำให้ลดต้นทุนในการก่อสร้างลงเหลือไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

กุลเล่าว่า ภูมิปัญญาแบบโบราณในการทำอุปกรณ์กักเก็บน้ำของไทยมักใช้ไม้ไผ่ เช่น หาบหรือกระบุงใส่น้ำ มีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่สาน เคลือบด้วยยางเพื่อกันน้ำรั่วซึม โอ่งใส่น้ำที่สมัยโบราณเรียกโอ่งแดง ก็ใช้ไม้ไผ่สานขึ้นเป็นรูปทรง เคลือบด้วยดินเหนียว แม้แต่ที่ใส่ข้าวเปลือกยังใช้ไม้ไผ่สาน ฉาบด้วยขี้วัวขี้ควายผสมกับขี้เถ้า

ไม้ไผ่คือวัสดุหลัก เพราะเป็นพืชที่หาง่ายในท้องถิ่น แข็งแรงทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูง

05

สานไม้ไผ่ให้เป็นแท็งก์

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ของกุลและชาวบ้านมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 – 6 เมตร ใช้แรงงานคนในชุมชน 10 คน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพียง 10 วัน แท็งก์น้ำขนาดบรรจุน้ำกว่า 100,000 ลิตร ก็ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

กุลอธิบายขั้นตอนในการก่อสร้างแท็งก์น้ำไม้ไผ่ว่า ต้องเริ่มจากการหาพื้นที่โล่งว่างที่กว้างมากพอ โดยที่ไม่ต้องไปตัดหรือรบกวนต้นไม้เดิมที่มีอยู่ จากนั้นขุดหลุมทรงกลมลงไปในดินประมาณ 1 เมตรครึ่ง แรงบีบอัดจากเนื้อดินรอบๆ จะเป็นตัวเสริมความแข็งแรงให้ฐานของแท็งก์น้ำไม้ไผ่

ขั้นแรก ทำฐานราก เริ่มจากทุบดินก้นหลุมให้แน่น วางโครงที่สานเป็นตารางขึ้นจากไม้ไผ่ โดยหนุนให้ลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย เพื่อกันปลวกขึ้นจากพื้นดินมากินเนื้อไม้ไผ่ จากนั้นเทปูนซีเมนต์ลงระหว่างไม้ไผ่ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำฐานรากด้วยไม้ไผ่ ซึ่งให้ความแข็งแรงไม่ต่างจากการใช้เหล็กเส้น

ขั้นที่สอง ก่อโครงสร้างแท็งก์น้ำ เริ่มจากนำไม้ไผ่ปักลงบนฐานรากรอบหลุมดิน ระยะห่างของไม้ไผ่ทางตั้ง แต่ละซีกไม่เกิน 30 เซนติเมตร จากนั้นสานไม้ไผ่ทางนอนขึ้นมาทีละเส้นให้เป็นทรงกระบอก ให้ระยะห่างของไม้ไผ่แนวนอนแต่ละเส้นชิดติดกันมากที่สุด 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ขั้นที่สาม ฉาบปูนซีเมนต์ขึ้นมาจากฐานราก ฉาบทั้งข้างนอกและข้างใน เมื่อฉาบเสร็จก็ขัดมันเฉพาะข้างในแท็งก์น้ำเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ในขณะที่ข้างนอกไม่จำเป็นต้องขัดมัน เพื่อปล่อยให้มอสและตะไคร่เลื้อยเกาะได้ตามอิสระ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

“ในการทำโครงสร้าง เราฝังไม้ไผ่ดิบๆ เข้าไปในเนื้อซีเมนต์ ไม้ไผ่พวกนี้จะไม่โดนอากาศ ไม่โดนปลวกกัดกิน แท็งก์น้ำไม้ไผ่บางที่ แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากก่อสร้าง พอกะเทาะซีเมนต์ออกมา ไม้ไผ่ข้างในยังสดอยู่เลย” กุลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“แท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางห้าเมตรขึ้นไป บรรจุน้ำได้แสนลิตร เป็นขนาดสำหรับทั้งชุมชน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนใคร่อยากจะทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเล็กใช้เฉพาะบ้านตัวเองก็ทำได้ ถ้าทำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร ก็จะบรรจุน้ำได้ประมาณสามหมื่นลิตร

“แม้จะทำใช้แค่บ้านตัวเอง แต่ชาวบ้านตามชนบทยังมีวัฒนธรรมเอามื้อ หรือที่ภาษากลางเรียกว่า ลงแขก คือมาร่วมด้วยช่วยกันโดยไม่คิดค่าแรง มาช่วยกันสานไม้ไผ่ มีหลายมือหลายคนไม่กี่วันก็เสร็จ การเอามื้อ นอกจากจะได้งานแล้ว ยังได้เรื่องพลังความสามัคคีในชุมชนด้วย” 

น้ำในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านถูกนำมาใช้อุปโภค บางส่วนนำไปผ่านเครื่องกรองน้ำเพื่อบริโภค และภารกิจที่ใหญ่กว่านั้นของแท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือการช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่านด้วยการทำงานสอดประสานไปกับผืนดินและผืนน้ำโดยรอบ

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“เราจัดการพื้นที่ให้เกิดระบบน้ำที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตพลังงานสะอาดใช้กับเครื่องยนต์ที่สูบน้ำจากแอ่งน้ำข้างล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชุมชนบนภูเขาสูง เมื่อน้ำเต็มแท็งก์ มันจะค่อยๆ ไหลลงมาสู่พื้นดิน”

กุลอธิบายว่า น้ำที่ล้นออกมาจะไหลซึมซาบไปทั่ว แต่มันจะไม่หายไปในดินอย่างรวดเร็ว เพราะเราขุดร่องน้ำเล็กๆ ไว้รอบพื้นที่ ร่องน้ำนี้เรียกว่าคลองไส้ไก่ น้ำจะไหลเข้าสู่คลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยกักเก็บและกระจายความชื้นให้ดิน 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“แผงโซลาร์เซลล์ทำงานทุกวัน พอพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บเครื่องยนต์ก็ทำงานทันที สูบน้ำขึ้นไปในแท็งก์จนเต็ม น้ำล้นลงสู่คลองไส้ไก่ บางส่วนซึมซาบไปตามพื้นดิน เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

“ในขณะเดียวกัน ต้นไม้แต่ละต้นก็คือแหล่งกักเก็บน้ำชั้นดี เพราะต้นไม้เหมือนร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในราก กิ่ง ก้าน ใบ ทุกส่วนของต้นไม้คือน้ำ สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่แท็งก์ไม้ไผ่เก็บน้ำ แต่เป็นวัฏจักรของน้ำที่หมุนเวียนเป็นวงจร นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์”

06

ดิน น้ำ ป่า คน

กุลเล่าว่า 6 ปีที่เธอกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน สิ่งที่ประจักษ์ชัดกับตัวเองคือ ถ้าชาวบ้านไม่เห็นผลลัพธ์ตำตาว่าวิถีเกษตรกรรมผสมผสานดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างไร พวกเขาจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเลยแม้แต่น้อย

“ปีสองปีแรกชาวบ้านมองว่าเราประหลาด เพราะทำทุกอย่างตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านใส่ปุ๋ยเคมี ในขณะที่เราหยุดใช้ปุ๋ยเคมีถาวรเพื่อฟื้นฟูดิน เราเก็บดินตัวอย่างในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ทั้งห้าสิบไร่ของศูนย์กสิกรรมไปตรวจสอบ และพบว่าทุกจุดเต็มไปด้วยไซยาไนด์หรือสารหนู รวมถึงสารเคมีตกค้างอื่นๆ เต็มไปหมด เพราะเขาใช้สารเคมีต่อเนื่องมาเป็นสิบๆ ปี”

กุลบอกว่าเธอฟื้นฟูพื้นที่ด้วยศาสตร์พระราชา พัฒนา 4 เรื่องหลักคือ ดิน น้ำ ป่า คน 

อย่างแรกคือ เรื่องดิน เมื่อหยุดใช้สารเคมีแล้ว ขั้นต่อมาคือสร้างอินทรียวัตถุคลุมดิน เพื่อให้ดินผลิตฮิวมัสขึ้นมา ฮิวมัสคือปุ๋ยชั้นดี เป็นธาตุอาหารที่จะไปเลี้ยงดิน และดินที่สมบูรณ์จะส่งผลให้พืชพรรณสมบูรณ์ จากนั้นกุลเริ่มปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ปลูกให้มีระบบนิเวศ แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวแค่ชนิดเดียวอย่างที่ผ่านมา

ต่อมาคือเรื่องน้ำและป่า ป่าคือระบบนิเวศ หมายถึงมีพืชและสัตว์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล  

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ที่ผ่านมาชาวบ้านทำนาน้ำฟ้า เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึงอำเภอท่าวังผา ชาวบ้านจึงทำนาได้แค่ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำจากภูเขาไหลผ่านลงมาที่นาเท่านั้น พอหมดฤดูฝนน้ำก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่นาแทบจะแห้งสนิท การทำนาลักษณะนี้ชาวบ้านจะได้ผลผลิตแค่ข้าวเปลือกอย่างเดียว ไม่มีน้ำเหลือใช้ ไม่มีผลผลิตอย่างอื่นให้เก็บกิน

กุลปรับโครงสร้างพื้นที่ทั้ง 50 ไร่ของเธอใหม่หมด เธอขุดหนองน้ำต่างระดับที่เรียกว่าหนองปลาโตไว ลักษณะฟรีฟอร์ม คดโค้งไปทั่วพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ ระดับก้นหนองที่ตื้นลึกไม่เท่ากันทำให้ปลามีพื้นที่แหวกว่ายหากิน มีที่วางไข่ อนุบาลตัวอ่อน เมื่อถึงฤดูแล้ง ส่วนลึกของหนองก็ยังคงมีน้ำติดก้นหนอง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความเข้มของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงไปในน้ำมีหลายระดับ ในหนองจะเกิดแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาและสัตว์หน้าดิน 

นอกจากเก็บน้ำด้วยแท็งก์น้ำไม้ไผ่ หนองปลาโตไว และคลองไส้ไก่แล้ว อย่างที่กุลอธิบายไปข้างต้นว่า ต้นไม้ล้วนประกอบไปด้วยน้ำ เธอจึงปลูกต้นไม้ 5 ระดับ เพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ ประกอบไปด้วยระดับผสมผสาน สูง กลาง เตี้ยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน ระบบรากแบบผสมผสานของต้นไม้ต่างชนิดจะช่วยกักเก็บน้ำได้ดีกว่า

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

จากการทำนาน้ำฟ้า กุลเปลี่ยนมาทำนาแบบหัวคันนากินได้ จากปกติชาวบ้านจะปั้นขอบคันนาสูงแค่หัวเข่าเพื่อกักน้ำ ก็เปลี่ยนมาปั้นสูงถึงเอวเพื่อให้นาเก็บน้ำได้เยอะขึ้น เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น ต้นข้าวก็จะยืดตัวหนีน้ำไปเรื่อยๆ ต้นข้าวยาวๆ จะกลายเป็นซังข้าวที่นำไปใช้คลุมดินรักษาความชุ่มชื้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยังมีน้ำเหลือในนาข้าว ก็เลือกได้ว่าจะปลูกพืชชนิดอื่นต่อหรือจะเลี้ยงปลาต่อเพื่อรอปลูกข้าวฤดูกาลต่อไป

หัวคันนากินได้จะต้องขยายขนาดหัวคันนาให้กว้างขึ้น จากที่ปกติเดินกระย่องกระแย่งได้คนเดียว ก็ให้เดินสวนกันได้ 2 – 3 คน หัวคันนากว้างนี้คือแหล่งอาหาร ปลูกพืชผักสวนครัว ผักเด็ดยอด หรือไม้ผลจำพวกกล้วย มะพร้าว มะนาว ส้มโอ ก็ได้ การแบ่งพื้นที่นามาปลูกพืชผลหลายชนิดเช่นนี้ นอกจากสร้างระบบนิเวศแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงของราคาผลผลิตตามท้องตลาด

ปกติข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละไม่ถึง 15 บาท ในขณะที่บางฤดูพริกขี้หนูกิโลกรัมละ 400 บาท มะเขือพวงราคากิโลกรัมละ 70 บาท วิถีเกษตรกรรมผสมผสานแบบนี้จะทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการใช้ชีวิต มีกินมีใช้ตลอดทั้งปี

07

แผ่ขยายความยั่งยืน

สุดท้ายคือการพัฒนาคน 

“ชาวบ้านจะเชื่อสิ่งที่เราพูดก็ตอนที่เขาเห็นแหล่งน้ำสมบูรณ์ เห็นข้าวออกรวง เห็นปลาในหนอง เห็นหัวคันนาที่มีผลิตผลทุกอย่างสำหรับเก็บกิน เราใช้เวลาสี่ปีพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่ามันเป็นไปได้ พอเขาเห็นแล้วว่าเกษตรกรรมแบบผสมผสานเป็นทางออกที่จับต้องได้ เขาจะค่อยๆ เปลี่ยนใจจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเอง 

“สิ่งสำคัญคือ ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากการลงมือทำ จากวันที่ตกปากรับคำอาจารย์ยักษ์ว่าเราจะกลับบ้านมาเป็นคนคนนั้น คนที่ทำพื้นที่ ‘เล็ก แคบ ชัด’ ให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าทุกคนช่วยกันฟื้นฟูต้นน้ำน่าน พลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุมสมบูรณ์ได้ จากการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จนถึงวันนี้ ทุกบทเรียนที่ผ่านมาเราถือว่าคุ้มค่าต่อความเหนื่อยยาก ต่อคำที่ชาวบ้านหาว่าเราบ้าในปีแรกๆ (ยิ้ม) ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่านเป็นเหมือนโรงเรียน ชาวบ้านกลุ่มแรกๆ ที่มาเรียนกับเราเปลี่ยนความคิด ลงมือทำ และประสบความสำเร็จ จากประสบการณ์จริงที่เราถ่ายทอดด้วยการทำให้ดู และเมื่อญาติพี่น้องคนรอบตัวเขาเห็นตำตาว่ามันดี เขาก็จะทำตาม แนวคิดความยั่งยืนนี้ก็จะแผ่ขยายออกไป” กุลกล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนของกุลไม่เพียงแผ่ขยายความยั่งยืนในการจัดการน้ำและเกษตรกรรมแบบผสมผสานแก่ชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านเท่านั้น แต่ยังมอบแรงบันดาลใจในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation ให้คนในเมืองอย่างพวกเรา 

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว คงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงนัก เพราะหากคนปลายน้ำใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า แหล่งต้นน้ำก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเราไปด้วย และหากเราทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ สัตว์บนบกรวมถึงสัตว์ในน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ต่างก็ดื่มกินน้ำปนเปื้อนสารเคมีเหล่านั้นเข้าไป สารพิษตกค้างจากสิ่งปฏิกูลที่เราทิ้งก็ตกทอดมาถึงตัวเราหรือลูกหลานเราในอนาคต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ในชีวิตประจำวัน คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เรารู้จักข้าวที่กินลึกซึ้งแค่ไหน

ลองถามตัวเองว่า เรารู้ไหมว่าข้าวสวยร้อนๆ ที่แม่หุงให้กินแต่เช้าเป็นข้าวสายพันธุ์อะไร ข้าวสวยเมล็ดสีขาวจากร้านข้าวแกงใกล้ออฟฟิศที่กินประจำเป็นข้าวพันธุ์ใด ปลูกจากที่ไหน หรือแม้แต่ข้าวในกล่องอาหารแช่แข็งที่ต้องกินในวันหยุดยาว มีที่มาอย่างไร

  หากจะเดาเราคงนึกออกเพียงสายพันธุ์ข้าวที่คุ้นหูและมีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ข้าวเสาไห้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สายพันธุ์ข้าวที่ผุดขึ้นในใจเราคงมีเท่านี้ ซึ่งนับว่าข้าวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คิดเป็นเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนสายพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่ในธนาคารข้าวกว่าสองหมื่นสายพันธุ์

ข้าวอีโต๋น ข้าวก่ำดอ ข้าวลืมผัว ข้าวเล้าแตก จะมีสักกี่คนที่รู้จักและเห็นความสำคัญ ในวันที่เราคิดกันว่าข้าวก็คือข้าว ที่กินให้อิ่มท้องเท่านั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ และไม่ได้ใส่ใจเรื่องใกล้ตัวที่เป็นเหมือนเลือดเนื้อของเรา 

ผลกระทบจากความไม่รู้ ไม่ได้ใส่ใจ และไม่เลือกสรร จะส่งผลให้สายพันธุ์ข้าวไทยที่เรากินกันขาดความหลากหลาย และนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางอาหาร ลุกลามไปถึงการทำลายวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิม

ชาวนาไทอีสาน

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไปทำความรู้จัก ‘กลุ่ม ชาวนาไทอีสาน’ ชาวนารุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆ ที่มีความตั้งใจอยากอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทย ด้วยวิถีดั้งเดิมที่ใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

พวกเขาทำงานด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger ที่มุ่งเน้นเกษตรกรรม ในด้านของการคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้เพาะปลูก และชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ รวมถึงการมีธนาคารเมล็ดพันธุ์และพืชที่มีการจัดการที่ดีและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะมีการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม และองค์ความรู้ท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม

รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างหลักประกัน ว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน และดำเนินตามแนวปฏิบัติการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ซึ่งช่วยรักษาระบบนิเวศและช่วยพัฒนาคุณภาพดินอย่างต่อเนื่อง

ชาวนาไทอีสาน

กลุ่มชาวนาไทยอีสาน ยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙D) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ชุมชนและคนทั่วไป พวกเขากำลังขมักเขม่นทดสอบ และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ โดยวันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์พร้อมเป็นทางเลือกที่เพิ่มความหลากหลายให้คนไทยได้กิน 

เรื่องราวของพวกเขา ทำให้เราหันกลับมามองเรื่องข้าวใหม่อีกครั้ง เพราะสายพันธุ์และวิถีปลูกให้ได้มาซึ่งข้าวแต่ละเม็ดที่เรากิน มีความหมายยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง ไปถึงความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของระบบนิเวศ 

ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค ซื้อข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรใดๆ ในครั้งต่อไป เราควรใส่ใจถึงที่มาและให้ความสำคัญกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ ด้วยการอุดหนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชพรรณชนิดอื่นๆ ดูบ้าง ที่สำคัญคือวัตถุดิบทุกชนิดมีคุณค่า ซื้อแต่พอดีเท่าที่บริโภค ไม่เหลือทิ้งขว้างเพื่อความยั่งยืนของระบบการผลิตอาหารและทรัพยากรของลูกหลานเราในอนาคต

01

กลุ่มชาวนารุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไทย

 อุ้ม– คนึงนิตย์ ชะนะโม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวนาไทอีสาน คือชาวนารุ่นใหม่จากจังหวัดบุรีรัมย์ที่กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด

เริ่มแรกนั้นเธอทิ้งชีวิตการงานในกรุงเทพฯเพื่อกลับมาดูแลแม่ที่ป่วย และรับช่วงต่อการทำนาของที่บ้าน โดยที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการเกษตรอะไรมากมายไปกว่าการทำไปตามที่จดจำได้ในวัยเด็ก เพียงแต่ครั้งนี้เธออยากทำการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวปลอดสารพิษ เพื่อดูแลสุขภาพของแม่ไปพร้อมกัน 

อุ้ม–คนึงนิตย์ ชะนะโม

ชีวิตการทำนาของอุ้มไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งจากคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทิ้งชีวิตที่ควรจะได้เป็นเจ้าคนนายคนมาทำนาอินทรีย์ที่ลงมือลงแรงมากกว่าการทำนาใช้สารเคมีตามสมัย

แต่เธอไม่ถอดใจ หาข้อมูลมากมายจากอินเทอร์เน็ต และสุดท้ายได้ไปอบรมกับเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนาของทีวีบูรพา ทำให้เธอได้รับความรู้ชุดใหม่จากครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทำเรื่องข้าวมานาน

ชาวนาไทอีสาน

หนึ่งในผู้ให้ความรู้ที่อาจเรียกได้ว่าเปลี่ยนความคิดของอุ้มในครั้งนั้นคือ อาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชาวยโสธร และเป็นชาวนารุ่นใหม่วัยสามสิบกว่าผู้มีสายเลือดชาวนาเต็มเปี่ยม เขาอุทิศชีวิตให้กับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชพื้นบ้านให้มีความหลากหลายเหมือนที่เคยเป็นมา ทั้งยังต่อยอดปรับปรุงและพัฒนา เพื่อให้ตอบสนองการเพาะปลูกพื้นบ้านและนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารมาตลอดชีวิต

“จากที่ชีวิตรู้จักและเคยกินแต่ข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว พอได้ความรู้จากพี่ตุ๊หล่าง เราตื่นเต้นมาก สายพันธุ์ข้าวมีเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ ทำไมเราได้กินแค่นี้ละ เรานั้นอยากเอามาปลูกให้ที่บ้านกิน แต่พอได้คุยและเห็นสิ่งที่เขาทำ ทำให้อยากมีส่วนร่วมที่จะช่วยเขาในการปลูก คัดพันธุ์ข้าว เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวนาดั้งเดิมจริงๆ ที่หายไป และเพื่อนๆ หลายคนที่ไปอบรมด้วยกันก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน”

02

ก่อกำเนิดกลุ่มชาวนาไทอีสาน

การอบรมครั้งนั้นก่อให้เกิดการการรวมตัวกันของกลุ่มของชาวนาภาคอีสานรุ่นใหม่ ที่มีที่มาจากหลากหลายอาชีพ แต่มีพื้นเพความเป็นลูกหลานชาวนาและมีอายุไล่เลี่ยกัน ที่สำคัญคือมีความมุ่งมั่นและศรัทธาในวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอย่างแรงกล้า โดยมีอาจารย์ตุ๊หล่างเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ ทุกคนในกลุ่มกลับไปทำนาของตนในหลายจังหวัดภาคอีสาน เช่น ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ได้มาแบ่งปันข้อมูลกัน ความสัมพันธ์ของผู้มีอุดมการณ์เดียวกันก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นพี่น้องและเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือกันและกัน

หมอรุจน์–สมศักดิ์ สมจิตร

 หมอรุจน์ – สมศักดิ์ สมจิตร สัตวแพทย์ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ดูแลด้านการสื่อสารของกลุ่มชาวนาไทอีสาน เล่าถึงการเริ่มต้นของการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มชาวนาไทอีสานเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2560 โดยมีสมาชิกเพื่อนพี่น้องชาวนา 15 คน ที่มีผืนนาอยู่ในภาคอีสาน โดยตั้งกฎเกณฑ์ แบ่งหน้าที่ และกำหนดภารกิจหลักของกลุ่มไว้ว่า

แปลงนาแต่ละผืนของกลุ่มชาวนาไทยอีสานเป็นเหมือนงานวิจัยพัฒนา ทุกคนมีส่วนในการนำเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่ต้องการอนุรักษ์ หรือเมล็ดข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาจากอาจารย์ตุ๊หล่างมาทดลองปลูกเพื่อเก็บข้อมูล สรุปผล เพื่อขยายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดต่อไป

03

ความมั่นคงทางอาหารที่หายไป

เราได้ยินคำพูดที่ว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” จากทั้งคู่อยู่หลายครั้ง จึงถามในฐานะผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ว่ามีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

“การที่เรารู้จักข้าวที่กินเพียงไม่กี่สายพันธุ์ พอไปร้านขายผักก็มีผักไม่กี่ชนิด นี่คือการขาดความหลากหลาย หากพวกเราไม่อนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือพืชที่ประเทศเราเคยมีไว้ ความมั่นคงทางอาหารจะหายไปพร้อมกับรุ่นเรา” อุ้มเล่าถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

ก่อนที่หมอรุจน์เสริมขึ้นในประเด็นของระบบทุน ที่ทำให้ความหลากหลายและความมั่นคงทางอาหารหายไป “เขาผลิตได้เท่าไหร่ก็ให้คนรู้จักเท่านั้น หรือบางอย่างไม่เหมาะกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เช่น ผักพื้นบ้านต่างๆ เมื่อมีสินค้าเท่านั้นก็ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้เท่าที่มี ว่ามีทางเลือกเท่านี้ กลายเป็นการสร้างกรอบในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกับคนเมืองที่แทบไม่มีทางเลือกและไม่ได้หาทางเลือกเพิ่มให้กับตัวเอง ตลาดสีเขียวที่พอจะเป็นทางเลือกมีน้อย เข้าถึงได้ยาก ราคาสูงเกินไป ทุกอย่างบีบให้เราเหลือทางเลือกน้อยลง”

ความปลอดภัยและความใส่ใจในที่มาของอาหาร นับเป็นอีกมิติหนึ่งของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

ชาวนาไทอีสาน

“เราไม่ได้สนใจที่มาของอาหาร ไม่ได้เชื่อมโยงว่าการกินของเรามีผลกระทบอะไรบ้าง การกินแบบนี้ภูเขาหัวโล้นไหม น้ำเสียหรือเปล่า มีปลาหรือจุลินทรีย์ตายไปกี่ล้านประเภท สูญพันธุ์ไปเท่าไหร่ หรือแม้แต่การกินโดยไม่รู้ที่มา ส่งผลถึงชีวิตที่ล่มสลายไปแค่ไหน ชาวกะเหรี่ยงที่เคยหากินในป่า วิถีชีวิตที่พึ่งพิงอนุรักษ์ป่าหายไป เพราะป่าถูกถางให้โล่งเตียนเพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อกินโดยไม่มีส่วนไปเกื้อกูลผู้ผลิต ผลเสียคือความไม่ยั่งยืนโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต หรือสร้างปัญหาสารพัดให้เกิดขึ้นมา”

“นี่ยังไม่นับถึงการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ พึ่งพาแรงงานบางส่วนจากคนอื่น หรือพึ่งพาเครื่องจักรบางประเภทเกินกำลังตัวเอง ก็ไม่ได้เกิดความมั่นคงที่แท้จริงลุกลามไปถึงอธิปไตยทางอาหารและผืนดินของเราอาจถูกจำกัดสิทธิ์ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง ปลูกพืชผักที่มีการจดสิทธิบัตรไม่ได้ ขยายพันธุ์พืชไม่ได้ กลายเป็นการมาให้เสรีภาพในการปลูก ในที่สุดก็ไปจำกัดเสรีภาพในการกินด้วยเช่นกัน”

04

วิถีการทำนาที่ประณีตและที่ยั่งยืน

ด้วยปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่ประเทศไทยประสบอยู่ กลุ่มชาวนาไทอีสานพยายามหาทางแก้ปัญหานี้ด้วยวิถีการทำนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ยิ่งในยุคสมัยที่รีบเร่ง ชาวนาถูกเร่งรัดให้ผลิตข้าวได้เร็วขึ้น ปริมาณมากขึ้นเพื่อไปแข่งขันกันในตลาด วิถีการเกษตรดั้งเดิมอันประณีตและเน้นการพึ่งพาตนเองก็หายไป วิถีสำคัญในการคัดพันธุ์ข้าวอันเป็นกระบวนการรักษาพันธุ์ให้ได้คุณภาพถูกตัดออกไป โดยชาวนาเลือกที่จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ ไม่มีการพึ่งพาตนเอง

“ปัจจุบันไม่มีใครคัดพันธุ์ข้าวแล้ว ทำให้คุณภาพของเมล็ดข้าวต่ำลง สุดท้ายข้าวไทยจะไม่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งที่กรมการข้าวพบคือ ข้าวไทยมีคุณภาพต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา ส่งผลต่อการส่งออก ทั้งที่พันธุ์ข้าวของเราที่เคยดี ในระดับดีเอ็นเอก็ยังดีอยู่ แต่ลักษณะการปลูกที่ไม่ได้คัดพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้คุณภาพต่ำลงไปเรื่อยๆ” หมอรุจน์ เล่าถึงปัญหาที่เกิดจากการทำนาในวิถีปัจจุบัน

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การทำนาของกลุ่มชาวนาไทอีสานจึงเป็นการรื้อฟื้นวิถีการเกษตรดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่หายไปตามกาลเวลา เป็นการทำงานอย่างประณีต เทียบได้กับเป็นงานคราฟต์ตามสมัยที่ใครๆ เรียกกัน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงนาให้เป็นอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและปุ๋ย ซึ่งต้องหาทางจัดการไปตามพื้นที่ของแต่ละคน

แปลงนาทุกผืนของสมาชิกกลุ่มเป็นนาดำ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องนำต้นกล้าปักดำในผืนนาทีละต้น นับเป็นการทำนาดั้งเดิมชนิดที่แต่ละพื้นที่จะมีนาชนิดนี้ก็จากชาวนากลุ่มนี้เท่านั้น เพราะปัจจุบันชาวนาทั่วไปมักใช้วิธีการหว่าน หลังจากหว่านก็พ่นยาฆ่าหญ้าแบบปูพรมเพื่อไม่ให้ต้นหญ้าโตแซงต้นข้าว ก่อนที่ฝนจะตกและมีน้ำมาคลุมต้นหญ้าและให้ข้าวเติบโต ดังนั้นถ้าบ้านไหนทำนาหว่านก็มีโอกาสที่ต้องใช้สารเคมี

ชาวนาไทอีสาน

ระหว่างที่ต้นกล้าเติบโตก็เข้าสู่การคัดพันธุ์ข้าวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในปีต่อไป เพราะข้าวที่ปลูกมีการกลายพันธุ์ทุกปี หากไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีไว้ปลูกต่อ ข้าวรุ่นใหม่จะมีลักษณะห่างไกลจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ ขั้นตอนการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องสังเกตกันตั้งแต่ข้าวแตกกอไปจนถึงก่อนนำไปปลูก อุ้มเล่าขั้นตอนคร่าวๆ ว่า 

1. เริ่มจากการสังเกตในช่วงที่ข้าวแตกกอ ชาวนาจะเดินดูว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์ว่ามีการแตกกอได้ดีหรือ การออกรวงมีเมล็ดดกตรงตามพันธุ์หรือไม่ 

2. นับจำนวนรวง จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวง ปริมาณเมล็ดข้าวต่อหนึ่งงานที่ทดลองปลูก และขนาดของเมล็ดข้าว สี และรสชาติที่ตรงตามสายพันธุ์ 

3. เมื่อได้ต้นตรงตามลักษณะพันธุ์ก็จะคัดแยกโดยผูกเชื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แต่สุดท้ายหากแกะเปลือกข้าวชิมทั้งที่ดิบแล้วไม่หอมก็ถูกคัดออก นอกจากเห็นว่ารวงสวยมากจึงจะเก็บไว้เพื่อปลูกผสมกับพันธุ์อื่นต่อไป

4. นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากกอที่เก็บไว้มาแกะเปลือกดูทีละเมล็ด เพื่อดูว่าข้าวที่เลือกไว้มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่แตก ไม่เว้าแหว่ง ไม่ท้องลาย และมีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ เมื่อชิมแล้วมีกลิ่นหอม รสชาติดีก็จะเก็บไว้ บางครั้งอาจต้องใช้แว่นขยายส่องหาเพื่อเฟ้นหาเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อคัดเมล็ดพันธุ์ไว้ได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ชาวนาจะลองชิมรสชาติอีกครั้งเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนทำการปลูก 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การคัดพันธุ์ข้าวจึงเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้ความรู้และความละเอียดอ่อนสูง เพียงขั้นตอนหนึ่งอาจใช้เวลาเป็นวันหรือหลายวัน หากเป็นชาวนาทั่วไปที่ไม่ได้มีใจรักในสิ่งที่ทำขนาดนี้ คงหนีไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ทั้งง่ายและไม่เปลืองแรงในการทำงาน

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้ว กระบวนการยังไม่จบ เพราะพวกเขาต้องนำเมล็ดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหล่านี้ลงปลูกในปีถัดไป เพื่อเพิ่มจำนวนให้เยอะขึ้นและตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ซึ่งหมายความว่ากระบวนกันอันละเอียดลออที่เล่ามาทั้งหมดนี้ต้องทำซ้ำทุกปีไม่มีหยุด

ชาวนาไทอีสาน

“เมล็ดพันธุ์ต้องมีการปลูกทุกปี ไม่ใช่ว่าได้พันธุ์ที่ดีแล้วจะเก็บแช่ตู้เย็นไว้ 3 ปีแล้วกลับมาปลูก ทำอย่างนั้นไม่ได้ อัตราการรอดจะต่ำ เพราะไม่มีการจดจำของเมล็ดพันธุ์ในระดับดีเอ็นเอ การตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีไม่มีการปรับตัว ดังนั้นการอนุรักษ์ที่ดีคือต้องปลูกทุกปี ซึ่งตุ๊หล่างมีพันธุ์ข้าวโบราณเป็นร้อยพันธุ์ที่ต้องปลูกและเก็บเกี่ยวรักษาไว้ งานนี้จึงทำคนเดียวไม่ได้ ต้องแบ่งงานกันในกลุ่มทำ และยิ่งถ้ามีคนเยอะเท่าไหร่ การอนุรักษ์และพัฒนาจะไปได้ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” หมอรุจน์อธิบายเสริม

“นี่ยังไม่รวมถึงการผสมพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ” หมอรุจน์เกริ่นพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่อุ้มจะเสริมตามประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า “อันนี้ยากกว่าจริงๆ เพราะเราต้องนั่งรอให้เกสรบาน ใน 1 วันจะมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราต้องใช้ฟอเซปคีบเกสรจากต้นนี้ไปใส่อีกต้น”

“แต่การคีบเกสรผสมพันธุ์ยังเป็นขั้นปลายนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ต้องปลูกข้าว 2 พันธุ์ที่มีอายุต่างกันให้ออกดอกพร้อมกัน สมมติว่าพันธุ์นี้ 120 วัน อีกพันธุ์ 80 วัน ก็ต้องวางแผนปลูกพันธุ์ 120 วันก่อน เพื่อให้ออกดอกพร้อมกัน ทุกอย่างต้องวางแผน ชาวนาต้องเป็นทั้งนักคิด นักวางแผน และนักปฏิบัติการในคนเดียวกัน”

05

ความมั่นคงทางอาหารที่เกิดได้จริง

ทุกขั้นตอนที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทุ่มเททำล้วนเป็นการพึ่งพาตัวเองอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับปลูกในปีต่อไป ในแปลงนามีข้าวหลายสายพันธุ์ที่พอสำหรับกินในครอบครัว แบ่งปันสำหรับคนที่ขัดสน และพอมีสำหรับการจำหน่าย

อุ้มเล่าถึงการทำเกษตรอินทรีย์ที่ให้ผลแก่ตัวเองในเบื้องต้นว่า“ผลที่เห็นคือเริ่มจากตัวเองมีทางเลือกที่หลากหลาย เราเลือกกินได้ จึงจะเรียกว่าในพื้นที่ของตัวเองมีความมั่นคงด้านอาหารอย่างแท้จริง แล้วเราไม่ได้กินเพียงแค่ในครอบครัว แต่ได้แจกจ่ายคนที่ไม่มีกิน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้”

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

นอกเหนือจากงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาในนามกลุ่มชาวนาไทอีสานแล้ว อุ้มยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ และส่งต่อองค์ความรู้ให้ชาวบ้านไป เพื่อหวังให้เกิดกระจายความรู้ต่อไปให้บ้านใกล้เรือนเคียง ศูนย์นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 41 คน โดยมีแปลงปลูก 161 แปลง

สมาชิกของ 0๙d มีพืชผักอินทรีย์ปลอดภัยเก็บกินได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ อยากกินอะไรก็ปลูกเองได้ เป็นการพึ่งพิงตนเอง ลดการพึ่งพิงภายนอก ทั้งยังมีเงินเหลือเก็บและสร้างรายได้เสริมจากการขายผักที่ปลูกได้ นับเป็นการรื้อฟื้นวิธีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางด้านอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

“เด็กที่ครอบครัวยากจนสามารถเข้ามาเก็บผักของเราได้โดยไม่ต้องจ่ายตังค์ เรารู้สึกว่าเป็นทางเลือกให้เขาได้ ถ้าเขาไปซื้อต้นหอม 5 บาท ผักชี 5 บาทก็นับเป็นรายจ่าย ถ้าชาวบ้านไม่มีรายจ่ายตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน พวกเขาก็มีความสุข อยากกินส้มตำก็ไปเก็บที่ศูนย์ได้ แทบไม่ต้องควักเงินเลย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจในผลที่ได้เห็นจริง

“ศูนย์กลางของเขาจะเปลี่ยนไป จากร้านพุ่มพวงกลายเป็นที่ศูนย์แทน” หมอรุจน์พูดแซวถึงสถานการณ์ที่ได้เห็นว่าเกิดขึ้นจริงที่บ้านของอุ้ม

01

ภารกิจเพื่อมนุษยชาติ

ปัจจุบัน กลุ่มชาวนาไทยอีสานกำลังช่วยอาจารย์ตุ๊หล่างทดสอบและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์ที่มีการพัฒนามากว่า 20 ปีที่พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้คนได้กิน แต่ละสายพันธุ์มีชื่อไพเราะและมีความหมาย สะท้อนถึงความละเมียดละไมในการสรรค์สร้างประดุจเป็นอัญมณีที่ผู้รังสรรค์ตั้งใจทำ

ข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวเจ้าหอมเวสวิสุทธิ์ ข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์ ข้าวเหนียวดำอสิตะ ข้าวเจ้าหอมเพชรราตรี ทั้งหมดคือข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานภูมิใจเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน ‘มาเด้อมาชิมข้าวใหม่’ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

ชาวนาไทอีสาน

ภายในงานมีทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป การเสวนา และ Chef’s Table ที่เชฟชื่อดัง 6 คนมารังสรรค์เมนูจากข้าวทั้ง 7 สายพันธุ์ นับเป็นการสื่อสารต่อสังคมอย่างเป็นทางการที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมมากขึ้น โดยมีผู้คนเริ่มติดต่อสอบถาม อุดหนุน สนับสนุนกลุ่ม และมีเชฟชาวต่างชาตินำข้าวไทยไปใช้รังสรรค์เมนู พร้อมเป็นตัวแทนสื่อสารความตั้งใจของกลุ่มชาวนาไทอีสานให้โลกได้รู้จัก

หลังจากที่เดินบนเส้นทางการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชมาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานมองไปถึงภารกิจสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ที่อยากให้มนุษยชาติมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง

  “นอกจากเราอยากพัฒนาพันธุ์ให้ได้ข้าวที่ดี สวย อร่อย ตรงตามความต้องการหรือความชอบของคนที่มีหลากหลายมากและเล็กลงเรื่อยๆ จนเป็น Subculture แล้ว เรายังอยากปลูกข้าวให้ได้ในสภาพอากาศและความเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าไม่มีการพัฒนา ข้าวจะนิ่ง ไม่มีการปรับ เพราะระบบการเกษตรที่ทำลายทุกอย่าง ไม่ได้ช่วยในการพัฒนาสายพันธุ์เลย” หมอรุจน์เริ่มเล่าให้เห็นความตั้งใจที่ใหญ่ขึ้น

“ตุ๊หล่างมองไปถึงอนาคต เขาถึงกับฝันว่าจะเอาข้าวที่ปลูกได้ผลผลิตมากๆ และปลูกได้ในที่แห้งแล้งมาพัฒนาให้อินเดียปลูก เพราะข้าวพันธุ์อินเดียไม่เวิร์ค เขาอยากให้คนอินเดียได้กินข้าวที่อร่อย ปลูกครั้งเดียวได้กินทั้งปี เพราะเขาเคยไปอินเดียและเห็นว่าที่นั่นไม่มีความมั่นคงใดๆ การทำเกษตรยังไม่ถึงจุดที่พอเลี้ยงดูตัวเองได้ แค่พื้นฐานการมีอยู่มีกินยังยาก ถ้าได้ข้าวสายพันธุ์ที่ไปตอบโจทย๋ได้ก็เป็นเรื่องดี นี่คือเขามองความยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะในบ้านเราแล้ว แต่ยังมองถึงอนาคตเผื่อแผ่ไปถึงที่อื่นด้วย”

จากวันเริ่มต้นที่เพียงอยากมีข้าวหลายสายพันธุ์ให้คนที่บ้านได้กิน วันนี้อุ้มกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งอันมีคุณค่าให้แก่มวลมนุษยชาติ ที่เธอเองไม่เคยตระหนักถึงว่างานที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ และทำด้วยใจจะก่อกำเนิดผลยิ่งใหญ่ได้เพียงนี้

“อุ้มรู้สึกอิ่มอยู่ข้างใน ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยัง นี่เราทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ สิ่งเล็กๆ ที่เราทำอยู่เป็นเรื่องปากท้องของเรา แต่กลับเชื่อมโยงกับผู้คนตั้งมากมาย เรารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว เราได้รู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ที่เมื่อก่อนเราเคยค้นหาว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร นี่แหละความหมายของชีวิตที่เราจะมีอยู่ ณ ตอนนี้และต่อไป” อุ้มทิ้งท้ายด้วยดวงตามีประกายแห่งความสุข

เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มชาวนาไทอีสานและภารกิจในการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger จะดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน เพราะตอนนี้สิ่งเล็กๆ ที่พวกเขาค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้น ทำให้ผู้บริโภคในเมืองอย่างพวกเราได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและความใส่ใจที่มาของอาหาร ซึ่งเป็นอีกมิติของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load