ฉาก 1 

สถานที่ : โต๊ะหน้าบ้าน (กลางวัน)

ตัวละคร : หญิงวัย 30 กว่าๆ สองคน คนหนึ่งแต่งตัวแต่งหน้าพริ้ง อีกคนผมกระเดียดไปทางไม่ได้หวี รวบไว้อย่างยุ่งๆ และอุ้ม 

(หญิง 1) เป็นอะไรมากมั้ย

(หญิง 2) กลุ้ม คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง อยากได้อะไรก็ไม่บอก ทำอะไรไม่ถูกใจก็ร้องไห้ลงไปดิ้นกับพื้น หนักเข้าก็เขวี้ยงปาข้าวของ

(หญิง 1) ฟังแล้วเครียดแทนเลย นี่ลูกอายุเท่าไหร่แล้วนะ

(หญิง 2) สิบสอง เกือบสิบสาม

(หญิง 1) กำลังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลย

(หญิง 2) เดือน

(หญิง 1) หืมมมม…

(หญิง 2) เดือน เกือบสิบสามเดือน

– กล้องตัดฉับมาที่อุ้มเดินเข้าฉาก ใส่เสื้อสูทกางเกงสแล็ก เหมือนอยู่ในแล็บครีมทาผิวไม่ระบุประเทศ หญิงสองคนหันมามองหน้าตาแปลกใจปนงง

(อุ้ม) ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าคุณได้หัดใช้ภาษามือกับลูกตั้งแต่ยังเล็กค่ะ (ยิ้ม) Baby Sign Language ช่วยคุณได้ ลูกไม่ต้องร้อง พ่อแม่ไม่ต้องหมดปัญญา

Baby Sign Language ภาษามือทารก ตัวช่วยให้พ่อแม่คุยกับเบบี๋รู้เรื่องแม้ลูกยังพูดไม่ได้
Baby Sign Language ภาษามือทารก ตัวช่วยให้พ่อแม่คุยกับเบบี๋รู้เรื่องแม้ลูกยังพูดไม่ได้

– หญิง 1&2 จับมือกัน หน้าตาเหมือนสามีเพิ่งให้ไอโฟน 12 โปรแม็กซ์

(อุ้ม) อย่าลืมนะคะ ภาษามือสำหรับเด็กทารก ฝึกวันนี้ เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณและลูกรัก

– จิงเกิ้ลเบิกบาน

ฉาก 2

สถานที่ : โต๊ะกินข้าว (กลางวัน แฟลชแบ็กไป 8 ปีก่อน)

ตัวละคร : เด็กเล็กวัย 8 เดือน กับหญิงวัย 39 ผมกระเดียดไปทางไม่ได้หวี หน้ากระเดียดไปทางสิ้นหวัง มือข้างหนึ่งกุมขมับ

(หญิงแม่) เอาอะไรคะลูก

(ลูก) อื๊อๆ (หน้าเริ่มเบะ มือปัดชามข้าวตกกระจาย) ฮึ..ฮึ..ฮือๆๆๆๆ

(หญิงแม่) โอย อีกแล้วเมตตา คุณแม่ไม่รู้หนูจะเอาอะไร (เอาสองมือปิดหน้า) ฮึ..ฮึ..ฮือๆๆๆๆ

– Dissolve หน้าอุ้มร้องไห้ กลับกลายเป็นหน้าตาเชื่อมั่นยิ้มแย้ม 

ฉาก 3 

สถานที่ : ห้องให้สัมภาษณ์ (กลางวัน ต่อเนื่อง)

ตัวละคร : อุ้ม พิธีกร 

(อุ้ม) นั่นแหละค่ะ ชีวิตจริงของอุ้มเมื่อแปดปีก่อน ตอนเมตตายังพูดไม่ได้ แม่มือใหม่อย่างอุ้มก็เลยต้องใช้วิธีดูหน้า ดูท่าทางลูก แล้วเดาเอาว่าต้องการอะไร ก็ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างกลุ้มใจ แล้วก็คิดตลอดว่าถ้าลูกพูดกับเราได้คงดี 

จนกระทั่งไปคุยกับเพื่อนแม่อีกคน เขาเลยแนะนำว่ามีคลาสสอน Baby Sign Language ซึ่งเอา American Sign Language มาดัดแปลงให้ทำง่ายขึ้น เด็กเล็กๆ จะได้ทำได้ ก็เลยตัดสินใจไปเรียน

– มีคนถามคำถามมาจากหลังกล้อง เสียงคล้ายก้อง ทรงกลด มาก

(พิธีกร) แล้วได้ผลไหมครับ

(อุ้ม) ก็ดีนะคะ เพราะก่อนหน้านี้อุ้มเคยลองดูวิดีโอแล้วเอามาทำให้ลูกดู ลูกก็แบบ แม่ทำอะไร เลยนั่งดูวิดีโอด้วยกัน เมตตาก็ไม่ค่อยสนใจ เราเลยเลิกไป แต่พอไปคลาส ครูเขามีวิธีการสอนเหมือนไม่ได้สอน เหมือนไปเล่นสนุกกันมากกว่า แต่ว่าเห็นผลมากเลย

(พิธีกร) เขาสอนยังไงครับ

(อุ้ม) เขาจะเริ่มคลาสจากร้องเพลงเล่นกันก่อนค่ะ เสร็จแล้วถึงเริ่มสอนภาษามือประมาณสิบห้าคำ มีธีมว่าวันนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร จำได้เลยว่าคลาสแรกเป็นท่าง่ายๆ แล้วก็เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน พวกคำที่ใช้บ่อยๆ อย่างเช่น พอแล้ว/หมดแล้ว พ่อ แม่ กิน เอาอีก เพลง เบบี้ ลูกบอล อยู่ที่ไหน อะไรเงี้ยค่ะ

Baby Sign Language ภาษามือทารก ตัวช่วยให้พ่อแม่คุยกับเบบี๋รู้เรื่องแม้ลูกยังพูดไม่ได้

(พิธีกร) แล้วเขาทำให้สนุกได้ยังไงครับ

(อุ้ม) ครูที่สอนดีมากเลยค่ะ เขาบอกว่าเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กเนี่ย เขาจะเรียนได้ดีที่สุดจากการได้จับ ได้เล่น แล้วก็ฟังเพลง เพราะฉะนั้น พอเขาสอนแต่ละคำเสร็จแล้ว ก็จะเอาของเล่นออกมาเป็นลังๆ เลยค่ะ เทไปรอบห้อง ให้เด็กคลานไปเล่นเอง เด็กสนใจคำไหน พ่อแม่ก็ทำท่าแล้วพูดไปด้วย เพราะพ่อแม่เองก็ต้องเริ่มเรียนไปพร้อมลูก

Baby Sign Language ภาษามือทารก ตัวช่วยให้พ่อแม่คุยกับเบบี๋รู้เรื่องแม้ลูกยังพูดไม่ได้
ภาพ : https://portlandearlylearning.com

(พิธีกร) ทำไมต้องทำท่าแล้วพูดไปด้วย

(อุ้ม) เพราะภาษาเป็นเรื่องของสัญลักษณ์และการเชื่อมโยงค่ะ การได้เห็น หยิบจับ แล้วใช้ภาษามือกับพูดไปพร้อมกัน เขาก็จะค่อยๆ เข้าใจว่านั่นคือการสื่อสาร เช่น ลูกเล่นตุ๊กตาหมี เราก็พูดว่า “นี่ตุ๊กตาหมี” พร้อมทั้งทำท่าหมี เสร็จแล้วลองเอาไปซ่อนข้างหลัง ถามแล้วทำท่า “อยู่ที่ไหน” พอเจอก็ทำท่าหมีอีก “เจอแล้วตุ๊กตาหมี!”

(พิธีกร) แล้วทำไมต้องใช้ภาษามือเพิ่มเข้ามาอีกล่ะครับ พูดอย่างเดียวไม่ได้หรือ

(อุ้ม) ลองมานึกอะไรเล่นๆ กันนะคะ สมมติว่าเราไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วไปเมืองเล็กๆ อยากซื้อข้าวเกรียบปิ้งมากเลย แต่คนขายไม่พูดภาษาอังกฤษและเราไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น เราทำไงคะ

(พิธีกร) เอามือชี้

(อุ้ม) ถ้าอยากได้สามอัน

(พิธีกร) (ชูสามนิ้ว)

(อุ้ม) ง่ายกว่าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อออกเสียงคำว่า さん個 มั้ยคะ

(พิธีกร) (หัวเราะ) ง่ายกว่าครับ

(อุ้ม) คือกว่าผู้ใหญ่อย่างเราจะเรียนภาษาใหม่ได้อย่างแตกฉานนี่ยังใช้เวลาเป็นปีๆ ใช่มั้ยคะ แล้วนึกถึงเด็กเล็กๆ ว่าสมองกับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการเปล่งเสียงยังพัฒนาไม่เต็มที่เลย เพราะฉะนั้น ในระหว่างที่ยังพูดไม่ได้ แต่อยากจะกินข้าวเกรียบปิ้งแล้วเนี่ย จะทำยังไงที่จะช่วยให้ลูกได้กินข้าวเกรียบปิ้ง

Baby Sign Language ภาษามือทารก ตัวช่วยให้พ่อแม่คุยกับเบบี๋รู้เรื่องแม้ลูกยังพูดไม่ได้

(พิธีกร) แต่อย่างนี้ลูกจะใช้แต่ภาษามือ แล้วไม่พูด หรือพูดช้ามั้ยครับ

(อุ้ม) ตรงข้ามเลยค่ะ เมตตานี่พูดเร็วพูดเยอะมาก ขวบครึ่งพูดได้เป็นหลายร้อยคำแล้วค่ะ อนีคาเริ่มพูดช้ากว่า แต่ก็พูดได้เยอะตั้งแต่ยังไม่สองขวบ แต่ก่อนนี้อุ้มก็กลัว เพราะมีคนมาพูดว่า พูดสองภาษาทั้งไทยทั้งอังกฤษ หรือใช้ภาษามือ จะทำให้ลูกสับสน เลยไม่ยอมพูด อันนี้อุ้มกล้ายืนยันเลยค่ะว่าไม่จริง เด็กจะพูดช้าพูดเร็ว มันอยู่ที่ตัวเขาเองด้วย

(พิธีกร) แล้วตอนที่ยังใช้ภาษามือควบคู่ไปด้วยนี่ เมตตาใช้แต่ภาษามือจนพูดได้เลยหรือเปล่าครับ

(อุ้ม) ปนๆ กันค่ะ คำไหนภาษามือทำง่ายก็ใช้ทำท่าเอา คำไหนพูดง่ายกว่าก็ใช้พูด ที่อุ้มอยากจะย้ำเรื่องหนึ่งนะคะ ว่าการใช้ภาษามือ เป็นเพียงสะพานไปสู่การพูด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย ท่าไม่ต้องเป๊ะ ลูกไม่ทำก็ไม่ต้องไปเครียด สำคัญที่สุดคือทำท่าแล้วพูดไปด้วย เหมือนพูดคุยกันสบายๆ แล้วก็ไม่ต้องยัดเยียดทำทั้งวัน เดี๋ยวจะเบื่อกันก่อนได้เรื่อง

(พิธีกร) อ้าวทำเยอะๆ ไม่ดีเหรอครับ จะได้เป็นเร็วๆ

(อุ้ม) โอ้โหภาษามือทำเยอะไปก็หนวกหูได้นะคะ (หัวเราะ) อุ้มเคยไปงานวันเกิดเพื่อนอนีคาตอนที่ยังเล็กๆ มีแม่คนหนึ่งพยายามจะใช้ภาษามืออยู่นั่น คือพูดอะไรทำท่าหมด ลูกก็ไม่ได้สนใจด้วยนะคะ อุ้มนี่อยากจะหันไปบอกว่า (มือซ้ายแบ มือขวาสับลงไปตรงๆ)

(พิธีกร) แปลว่า

(อุ้ม) Stop! (หัวเราะ)

(พิธีกร) (หัวเราะ) มีอะไรอยากบอกอีกบ้าง

(อุ้ม) ขออีกเรื่องเดียวค่ะ อย่างที่บอกว่าภาษาเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ คือการใช้คำหรือท่าทาง แทนอีกสิ่งหนึ่งที่อยากพูดถึง เพราะฉะนั้น ก็อย่าให้ลูกไปใช้ภาษามือเป็นการแสดง เช่น ตื่นเต้นมาก อาทิตย์นี้ลูกทำท่า “ขออีก” บ่อยมากเลย ปรากฏบ่ายวันนั้นพาไปเยี่ยมคุณตาคุณยาย เลยบอกว่า “ทำท่า ขออีก ให้คุณตาคุณยายดูหน่อยสิคะลูก” ลูกก็จะงงๆ ว่าให้ขออะไรอีก แล้วเกิดลูกทำขึ้นมาจริงๆ แล้วไม่ได้ให้อะไรเขา “อีก” ลูกก็จะยิ่งงงใหญ่เลย

(พิธีกร) แล้วที่บอกว่าครูสอนแบบใช้เพลงประกอบ ลองทำให้ดูหน่อยได้มั้ยครับ

(อุ้ม) เอาเพลงนี้ก็แล้วกันนะคะ ลูกๆ อุ้มชอบมาก มีภาษามือสี่คำ คือ More, Together, Happy แล้วก็ Friends

(พิธีกร) ทำวิดีโอแบบนี้เยอะๆ ได้ไหมครับ เผื่อใครหาคลาสเรียนไม่ได้

(อุ้ม) ก็อยากทำนะคะ น่าสนุกดี จริงๆ อุ้มเขียนเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ เลี้ยงลูกทางเลือก ด้วยนะคะ เผื่อใครอยากอ่านเพิ่มเติม

(พิธีกร) โฆษณาแฝงเหรอครับ

(อุ้ม) (ยิ้ม แล้วเอานิ้วชี้แตะที่ปาก)

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load