บ้านบูรณ์ คือแบรนด์ไม้กวาดสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์ผลิตไม้กวาดส่งขายต่างประเทศมากว่า 30 ปี แต่ไม่เคยทำการตลาดในไทยเลยสักครั้ง ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่ลำพังรายการสั่งผลิตจากญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี สวีเดน ก็มากพอไม่เหลือขายในประเทศ 

จนเมื่อไม่นานมานี้ ที่วิกฤตโรคระบาดสร้างโอกาสให้แบรนด์ไม้กวาดจากเชียงรายแบรนด์นี้ได้แนะนำตัวกับเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านไทยกันเสียที

เคยจับแต่ไม้กวาดดอกหญ้ามาทั้งชีวิต พอได้สบตากับไม้กวาดจากก้านดอกข้าวฟ่างครั้งแรกเราก็เผลอทำสุภาพใส่ตามสไตล์ญี่ปุ่น พอได้เมื่อจับๆ กวาดๆ ก็ถูกใจอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นเด็กกวาดลานห้องขึ้นมา และนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นไม้กวาดหน้าตาแบบนี้ที่ร้านขายของเก๋ในยุโรป

สายวันเสาร์ที่อากาศสบายๆ The Cloud มีนัดกับครอบครัววิวัฒนานุกูล ที่พร้อมหน้าด้วย คุณพ่อสมบูรณ์, คุณแม่เมตตา, บูรณิตา และ บูรณ์เมตต์ วิวัฒนานุกูล ผู้ก่อตั้งและทายาทรุ่นสองของสมบูรณ์ผลคราฟต์ ผู้ผลิตไม้กวาดที่ชาวญี่ปุ่นให้การยอมรับ ถึงขั้นบอกต่อกันในวงการว่า หากอยากได้ไม้กวาดคุณภาพเยี่ยมต้องมาที่เชียงราย ล่าสุดคุณพ่อผู้ก่อตั้งและลูกๆ กำลังร่วมกันทำแบรนด์ ‘บ้านบูรณ์’ นำไม้กวาดดีๆ มาให้คนไทยได้ใช้ ใช้แล้วยังภูมิใจไม่ต้องหลบต้องซ่อนตามซอกตู้แบบที่เคย

ไม่บ่อยที่เราจะเจอธุรกิจครอบครัวที่ทำงานคราฟต์ขนาดนี้ ไม้กวาดทุกชิ้นยังถักทอด้วยมือของชาวบ้าน พวกเขามีวิธีส่งต่อและรับช่วงการทำงานกันอย่างไร 

จิบน้ำเย็นและเชิญนั่งลงฟังพร้อมกัน พื้นตรงนี้กวาดแล้ว รับรองสะอาดไว้ใจได้

ธุรกิจ : บริษัท สมบูรณ์ผลคราฟต์ จำกัด

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2529

อายุ : 34 ปี

ประเภท : ผู้ผลิตและจำหน่ายไม้กวาด

ผู้ก่อตั้ง : สมบูรณ์ วิวัฒนานุกูล

ทายาทรุ่นสอง : บูรณิตา, บูรณ์เมตต์ และบูรณา วิวัฒนานุกูล

จากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างทำไม้กวาดส่งต่างประเทศ สู่การก่อตั้งโรงงานไม้กวาดญี่ปุ่นที่เชียงราย

เดิมคุณพ่อสมบูรณ์ทำธุรกิจพืชไร่เล็กๆ อยู่ที่ภาคเหนือ จนกระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2529 มีนักธุรกิจจากไต้หวันที่ย้ายฐานการผลิตไม้กวาดมาที่ไทยต้องการวัตถุดิบ ได้แก่ ต้นข้าวฟ่างพันธุ์พิเศษสำหรับทำไม้กวาดโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากข้าวฟ่างไทยที่เป็นอาหารไก่

2 ปีต่อมา มีลูกค้าชาวญี่ปุ่นบังเอิญผ่านมาเห็นต้นข้าวฟ่างที่ตากอยู่ริมถนน จึงติดต่อขอให้คุณพ่อสมบูรณ์ผลิตไม้กวาดให้ เป็นจุดเริ่มต้นให้คุณพ่อสมบูรณ์ตัดสินใจก่อตั้งโรงงานไม้กวาดของตัวเองที่จังหวัดเชียงราย โดยรับผลิตไม้กวาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไม้กวาดที่เน้นการใช้งาน มีรูปร่างหน้าตาเป็นธรรมชาติ ทำจากหญ้าข้าวฟ่างสีเขียวอ่อน

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

หากใครสงสัยว่าไม้กวาดหน้าตาแบบนี้ใช้งานอย่างไร เรามีคำตอบ

โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นจะใช้ไม้กวาด 2 ประเภท ได้แก่ กวาดพื้นทั่วไป และกวาดพื้นห้องนอน

“บ้านคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังมีเสื่อทาทามิ หากใช้ไม้กวาดดอกหญ้าแบบบ้านเราจะนิ่มเกินไป ในเชิงปฏิบัติจำเป็นต้องใช้ไม้กวาดที่แข็งพอให้ดีดสิ่งสกปรกที่อยู่ตามร่องเสื่อออกมา การใช้งานอีกแบบคือพื้นที่นอน ซึ่งคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนอนพื้นอยู่ โดยมีผ้านวมปูบนเสื่ออีกที” คุณพ่อสมบูรณ์เป็นตัวแทนเล่า

เพราะคนญี่ปุ่นใช้งานไม้กวาดจริง ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับตกแต่ง จึงต้องการไม้กวาดที่มีคุณภาพดี และเปลี่ยนไม้กวาดกันทุก 1 – 2 ปี ไม้กวาดจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ

ย้อนกลับไปในอดีต ไม้กวาดที่ใช้ในญี่ปุ่นผลิตโดยช่างฝีมือในประเทศ ก่อนย้ายฐานการผลิตไปไต้หวัน ไทย และจีนตามลำดับ ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนแรงงานมีฝีมือ

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

สมบูรณ์แบบ

ช่วงที่ฐานการผลิตไม้กวาดเริ่มย้ายไปจีน สมบูรณ์ผลคราฟต์ก็เริ่มคิดทำไม้กวาดหน้าตาอื่นๆ เพื่อเปิดตลาดใหม่

“ตอนแรกๆ เราก็ออกแบบไม้กวาดไม่เป็นหรอก แต่เมื่อเข้าใจธรรมชาติของการถักไม้กวาด รู้ว่าโค้งระดับไหนได้ ก้านยาวขนาดนี้ควรใช้ทำอะไร ตรงไหนเอาเส้นด้ายเข้าไปแทรกได้บ้าง ก็เริ่มออกแบบลวดลายถักที่แตกต่าง ถ้าอยากทำแปรงให้เล็กต้องทำส่วนไหนให้มากหรือน้อยอย่างไร ขณะที่เรื่องไม้กวาดสี เราไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำไม้กวาดสีๆ นะ ญี่ปุ่นเองก็มีสีแดง สีน้ำเงิน แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม

“ตอนนั้นเราเริ่มจากสีย้อมพื้นฐานที่มีในตลาดก่อน ใช้เวลาพัฒนาไม่น้อย เพื่อให้ได้สีที่ติดทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนได้ไม้กวาดอีกมากกว่าสิบสี เมื่อก่อนมีสีเขียวมรกตผสมสีเหลืองได้สีเขียวมะนาว หรือทำเป็นสีเทอควอยซ์ ตั้งใจเปิดตลาดกลุ่มยุโรป ซึ่งลูกค้าเจ้าแรกที่เข้ามาเป็นบริษัทออกแบบในอิตาลี” คุณพ่อสมบูรณ์เล่า

เธอบอกว่าเป็นโอกาสดีที่ตัดสินใจสมัครและได้รับคัดเลือกเป็น Selected Lists จากกรมส่งเสริมการส่งออก ทำให้องค์กรรัฐของต่างประเทศได้เห็นสินค้าในการออกงานแสดงสินค้า และได้รับเลือกให้ไปนำเสนองานในต่างประเทศ โดยทางองค์กรรัฐในต่างประเทศเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ ก่อนตามมาด้วยการพัฒนาไม้กวาดรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่แปรงขนาด 15 เซนติเมตร ไปจนเสื่อผืนใหญ่ 

ปัจจุบันกลุ่มตลาดหลักของสมบูรณ์ผลคราฟต์ยังเป็นญี่ปุ่น ขณะที่คนชาติยุโรปจะคุ้นเคยกับเครื่องดูดฝุ่นมากกว่า หรือใช้ไม้กวาดจากจีนที่ทำด้วยไม้ไผ่สำหรับกวาดพื้นถนน ไม่ได้ใช้ไม้กวาดในชีวิตประจำวัน จึงสนใจและมองไม้กวาดจากญี่ปุ่นเป็นของตกแต่ง รวมถึงคนไทยไม่คุ้นเคยกับไม้กวาดที่ดูแข็งๆ เพราะกลัวทำพื้นเป็นรอย

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

“สมัยออกงานแสดงสินค้าแรกๆ เราต้องเอาพื้นปาเก้มาให้ลองกวาดจริง ให้เขากระทุ้งไม้กวาดลงพื้นพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่เป็นรอย และให้เขาลองดึงว่าไม่ร่วง ต้องอาศัยการอธิบายเยอะ และด้วยกำลังการผลิตเราไม่ได้มีเยอะ ทั้งไม้กวาดยังมีราคาสูงกว่าทั่วไป ที่ผ่านมาไม้กวาดของสมบูรณ์ผลคราฟต์จึงไม่ได้วางขายในตลาดบ้านเรา เท่าการผลิตและส่งออกไปขายต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ”

อะไรทำให้ลูกค้าญี่ปุ่นยังคงเลือกทำงานกับสมบูรณ์ผลคราฟต์อยู่ ไม่ไปไหน แถมยังแนะนำบอกต่อกันในกลุ่มผู้ค้าไม้กวาดในญี่ปุ่นโดยไม่หวงว่า หากอยากได้ผู้ผลิตไม้กวาดคุณภาพดีต้องมาที่นี่ เราถาม

“เป็นเพราะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคู่ค้า ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า รักษาคุณภาพการผลิต ส่วนที่ขายได้หลายๆ บริษัท เพราะแต่ละเมืองในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว คันไซ โอซาก้า นิยมดีไซน์ของไม้กวาดไม่เหมือนกัน การใช้งานอาจจะเหมือนกัน แต่เมืองนี้ไม่ชอบเส้นด้ายสีน้ำเงิน เมืองนี้ไม่ชอบเส้นด้ายสีดำ เขาจึงไม่แย่งตลาดกันและกัน

“ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นก็ยังผลิตไม้กวาดได้เองแต่ทำในจำนวนน้อยมากๆ มีบ้างที่สั่งวัตถุดิบจากเราไปทำใช้เองเฉพาะแบบของเขา ขณะที่ตลาดวัยรุ่นญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนมาชอบไม้กวาดมีสีสัน” ครอบครัววิวัฒนานุกูลผลัดกันเล่าพร้อมหยิบไม้กวาดด้ามยาวขึ้นมาอธิบาย

คุณภาพที่เห็นเป็นประจักษ์ของไม้กวาดของสมบูรณ์ผลคราฟต์ พิสูจน์ด้วยรางวัล The Seal of Excellence for Handicrafts (South East Asia) จาก UNESCO และ AHPADA (ASEAN Handicraft Promotion and Development Association) ใน พ.ศ. 2550 ซึ่งยังคงคุณภาพที่ดีเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

กวาดจะรักเท่าวันนี้ กวาดจะมีคนมาเข้าใจต้องใช้เวลา

ได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจงานหัตถศิลป์ น่าสนใจว่าสมบูรณ์ผลคราฟต์มีวิธีควบคุมคุณภาพ แก้ปัญหาแรงงานมีฝีมืออย่างไร

“เรากระจายความเสี่ยงที่เกิดจากการผลิตสินค้าไม่ทัน ด้วยการตั้งโรงงานสองโรง ห่างกันร้อยกิโลเมตร อยู่ในชุมชนที่มีวัฒมธรรมแตกต่างกัน แห่งหนึ่งเป็นคนในท้องถิ่น อีกแห่งเป็นชาวเขา” คุณพ่อสมบูรณ์เล่า

“คนในท้องถิ่นจะทำงานชิลล์กว่าแต่ได้งานที่มีคุณภาพ ต้องเข้าใจก่อนว่าสำหรับพวกเขาเงินไม่สำคัญเท่าวิถีชุมชน ดังนั้นเขาจะให้ความสำคัญกับพิธีกรรมหรือวันสำคัญค่อนข้างมาก ขณะที่ชาวเขานั้นขยันมาก สิ่งที่ต้องการคือรายได้มาจุนเจือครอบครัว” บูรณิตา ทายาทรุ่นสองและพี่ใหญ่ผู้สนใจความเป็นชุมชนเล่าภาพรวมการทำงานที่ผู้เป็นพ่อออกแบบมาอย่างยืดหยุ่นเพราะเข้าใจธรรมชาติของคนทำงาน

“คนงานเขาสัมผัสได้นะว่าเราให้เกียรติวิถีชีวิตเขา พวกเขาก็พร้อมให้ใจแก่เรา ช่วยงานกันมากขึ้น คุยกันง่ายขึ้น” คุณพ่อสมบูรณ์เสริม

หากปัญหาของธุรกิจที่อาศัยแรงงานฝีมือ คือบริหารจัดการให้ผลิตสินค้าได้ทันกำหนดเวลาที่สัญญาไว้กับคู่ค้า แล้วทำไมจึงไม่เปิดโรงงานแห่งที่ 3 เราสงสัย

คุณพ่อสมบูณ์เล่าทันทีว่า การเปิดโรงงานผลิตไม้กวาด ไม่เพียงต้นทุนการฝึกทักษะแรงงานให้ได้คุณภาพ ยังมีเรื่องวิถีชีวิตที่พวกเขาอยากรักษา ในอนาคตอาจจะทำได้แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังมีเรื่องต้นทุนการขนส่งที่พวกเขาไม่ให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการผลักภาระให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็น

หากติดตามคอลัมน์ทายาทรุ่นสองมาตลอด จะรู้ว่าเราชอบถามผู้ก่อตั้งถึงบรรยากาศยุครุ่งเรืองของธุรกิจ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เราคาดหวังจะได้ยินแผนการตลาดบุกญี่ปุ่นสู้จีนอย่างธุรกิจครอบครัวธุรกิจอื่น แต่สิ่งที่ได้ยินทำเราอยากกลับบ้านไปช่วยงานเตี่ยและแม่แทบจะทันที

“น่าจะเป็นยุคนี้แหละ ยุคที่ลูกกลับมาช่วยงาน หนึ่ง คือเราได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีคนงานเข้ามาทำงานกับเรามากขึ้น และสอง ลูกช่วยทำให้เราขยายตลาดได้ ความเหนื่อยล้าที่มีก็ลดลง” คุณพ่อสมบูรณ์เล่าว่าที่ผ่านมาความยากไม่ใช่เรื่องการตลาด แต่เป็นการบริหารจัดการการผลิตในโรงงาน ซึ่งแก้ด้วยการสร้างระบบของทายาทรุ่นสอง

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

ร้านไม้กวาด 3 อัน

“รู้ตั้งแต่ตอนเด็กแล้วว่าไม้กวาดของบ้านเราไม่เหมือนใคร ช่วงที่เริ่มโตพอช่วยงานได้ก็ไปช่วยขายไม้กวาดที่งานแสดงสินค้า” บูรณิตา ผู้เป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวเล่าความทรงจำ

เพราะคลุกคลีกับธุรกิจครอบครัว สนใจคนต่างชาติและวัฒนธรรมต่างแดน เธอตัดสินใจเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเรียนต่อด้านผังเมืองที่ประเทศออสเตรเลีย

“ช่วงค้นหาตัวเอง เราตัดสินไป Work and Holiday ที่ออสเตรเลียหลังเรียนจบ ก่อนกลับมาทำงานที่ร้านดอกไม้ Plant House เรียนรู้การสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางร้านดอกไม้ในตลาดมากมาย ตอนนั้นเริ่มคิดอยากต่อยอดสินค้าที่บ้าน แต่อยากมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่านี้ จึงกลับไปเรียนต่อปริญญาโทด้านผังเมืองที่ออสเตรเลียและทำงานอยู่ที่นั้นสี่ปี” บูรณิตาเล่า

ขณะที่บูรณ์เมตต์ น้องชายคนกลาง ผู้ประกาศตัวตั้งแต่เด็กว่าไม่ขอทำงานที่บ้าน กลับเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจ ในภาควิชาผู้ประกอบการ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“หลังเรียนจบ ผมเริ่มทำงานด้านออนไลน์มาร์เก็ตติ้งที่สตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังเลื่อนขั้นเพียงหนึ่งเดือนผมก็ตัดสินใจลาออก ตอนนั้นพี่สาวและน้องสาวอยู่ต่างประเทศกันหมด พ่อแม่ก็อายุมากแล้ว เริ่มคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมา องค์ความรู้หรือต้นทุนที่บ้านมีจะหายไป ผมเองก็พร้อมที่สุดในตอนนั้นจึงตัดสินใจกลับบ้าน” จากคนที่ไม่อยากทำงานที่บ้านที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง กลายเป็นคนแรกที่กลับมา สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อสมบูรณ์ 

“พ่อเขาไม่คิดว่าลูกชายจะโทรมา ที่ผ่านมาพ่อเขาพูดกับแม่เสมอว่า ทำไมลูกไปช่วยงานคนอื่น ทั้งๆ ที่พ่อก็ต้องการคนช่วย” คุณแม่เมตตาเสริม

ส่วน บูรณา น้องสาวคนเล็ก ผู้หมายมั่นตั้งใจมาช่วยพ่อออกแบบไม้กวาด เลือกเรียนออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเริ่มทำงานด้านกิจการเพื่อสังคม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเรียนต่อสาขา Adult Education ที่ยุโรป

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

วิธีรับช่วงต่อธุรกิจแบบ (บ้าน) บูรณาการ

จากนักวิเคราะห์ข้อมูลในบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังของประเทศ บูรณ์เมตต์ เริ่มต้นใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ

“คุณพ่อเขาทำงานของเขาไปเหมือนเดิม ผมต้องหาวิธีสอดแทรกตัวเองลงไป เริ่มจาก อะไรคือสิ่งที่เรารู้ อะไรคือสิ่งที่บริษัทขาด ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงาน ข้อมูลทุกอย่างบันทึกบนเอกสาร ทำให้ใช้เวลาค้นหาข้อมูลลูกค้านานมาก ผมจึงหาวิธีที่จะทำให้ประหยัดเวลามากที่สุด” บูรณ์เมตต์เล่า

การทำระบบทำให้บูรณ์เมตต์พบว่า ที่ผ่านมาธุรกิจมีรายการสั่งผลิตชนรายการสั่งผลิต ทำให้ไม่สามารถนำไม้กวาดไปขายในตลาดค้าปลีก ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์อย่างที่ถนัดจึงไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเท่าไหร่ ในอุตสาหกรรมไหน การเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลราคา ลักษณะสินค้า รายการสั่งซื้อที่ผ่านมา ทั้งหมดสำคัญต่อธุรกิจมาก ไม่เพียงมีลต่อการค้นหา แต่ข้อมูลที่มียังช่วยวิเคราะห์หาโอกาสใหม่ๆ

ผลงานการจัดระบบใหม่ภายในเวลาไม่กี่เดือนของบูรณ์เมตต์ ช่วยบริหารจัดการการผลิต รับรายการสั่งซื้อจากลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ได้มากขึ้นโดยไม่กระทบกำลังการผลิตเดิม

หลายๆ ครั้ง เวลาคนรุ่นใหม่เข้าจัดการระบบ มักจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ส่งต่อกิจการ เพราะคิดว่าเดิมก็ขายดีมากอยู่แล้ว จะเสียเวลาทำให้ยุ่งยากทำไม บูรณ์เมตต์มีวิธีโน้มน้าวคุณพ่ออย่างไร เราถาม

“เพราะผมไม่ได้คุยกับพ่อก่อน ผมทำของผมเลย” ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะ ซึ่งตอนนี้คุณพ่อกับลูกๆ ก็ตกลงกันแล้วว่าต่อไปจะสื่อสารให้และรับรู้ร่วมกัน

“เมื่อก่อนเราไม่มี Order Management เลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างอยู่ในหัวคุณพ่อ ลูกค้าถามว่าของรอบนี้พร้อมเมื่อไหร่ พ่อจะคำนวณแล้วจำเองคนเดียว แต่น้องชายทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ เก็บทำเอกสารส่งลูกค้าเป็นรายๆ เมื่อลูกค้ามีรายการสั่งซื้อซ้ำ ก็อ้างอิงค้นหาประวัติการสั่งซื้อได้ง่ายกว่าในเชิงบัญชี เมื่อก่อนใช้เวลาเยอะมากกว่านี้มาก” บูรณิตา ผู้เป็นตัวกลางการสื่อสารระหว่างพ่อกับน้องชายเล่าสิ่งที่เปลี่ยนไป 

“สิ่งที่ทำให้แม่มีความสุขมาก คือการมีลูกชายมาช่วยตอบอีเมลลูกค้าแทนแล้ว เพราะปกติแม่เองก็มาช่วยคุณพ่อตอบอีเมลได้หลังเลิกงานหรือวันหยุด ทำให้บางครั้งตอบอีเมลไม่ได้ทันที เมื่อก่อนเวลาลูกค้าอีเมลมาตามงานเราจะเริ่มเครียด ด้วยความเป็นครูก็จะพยายามอธิบายกลับเป็นข้อๆ 1, 2, 3, 3.1, 3.2, 3.3 ตอนนี้ลูกค้าอีเมลมาบอกว่า I love your son.” คุณแม่เมตตาเล่า

ในการทำงานของครอบครัววิวัฒนานุกูลหลังลูกเข้ามารับช่วงต่อมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนดังนี้ คุณพ่อสมบูรณ์ ดูแลและบริหารวัตถุดิบ บูรณ์เมตต์ ดูแลงานเอกสาร เป็นหน้าบ้านติดต่อลูกค้า และบูรณิตา ควบคุมการผลิต

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

ความหวังของหมู่บ้าน (บูรณ์)

จะบอกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ได้ ช่วงโรคระบาดที่ผ่านมาซึ่งทำให้การสั่งซื้อทั่วโลกชะลอตัว เป็นโอกาสให้ทายาทรุ่นสองทบทวนแผนการทำการตลาดในประเทศ ขยายกลุ่มลูกค้าจากผู้จัดจำหน่ายที่ต่างประเทศ ไปสู่กลุ่มคนที่ชอบงานออกแบบและรู้คุณค่าของเก่า 

ทายาทรุ่นสองของสมบูรณ์ผลคราฟต์จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ ‘บ้านบูรณ์’ ขึ้นมา แต่เดิมเป็นชื่อที่คุณพ่อสมบูรณ์ตั้งเมื่อนานแล้ว เพียงเพื่อพิมพ์บนใบโบรชัวร์ แต่ไม่เคยแม้แต่พิมพ์ป้ายประกาศแต่อย่างไร 

เราชอบที่เครื่องหมายการค้าเป็นลายของคุณพ่อ แถมชื่อก็ยังสอดคล้องกับลูกทั้งสาม

“เราเชื่อในคุณภาพสินค้าของเราอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือให้ข้อมูลตลาดเรื่องไม้กวาดของเรา ลักษณะของหญ้า ข้อดีและจุดแข็ง ความแตกต่างของไม้กวาดแต่ละแบบ ขนาดและความยาวซึ่งเป็นการออกแบบอย่างละเอียดของคนญี่ปุ่น เช่น ไม้กวาดด้ามสั้นที่ออกแบบให้การตัดปลายหญ้าพอดีกับพื้น และรับกับองศาการเหวี่ยงแขนยามปัดกวาด” บูรณิตาและคุณแม่เมตตาลุกขึ้นยืนพร้อมสะบัดแขนราวถือไม้กวาดในอากาศ

ความตั้งใจของแบรนด์บ้านบูรณ์ คือการทำไม้กวาดที่คนใช้รู้สึกภูมิใจ ไม่ต้องเป็นไม้กวาดที่หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในซอกเหมือนที่เคย ต้องเป็นไม้กวาดที่ใครเห็นเป็นต้องถามว่าซื้อที่ไหน

“สำหรับเราไม้กวาดคืองานศิลปหัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดีด้วย” บูรณิตาเล่าถึงที่มาของโจทย์ที่อยากเปลี่ยนภาพจำของไม้กวาดในหมู่คนไทย

ความสมบูรณ์แบบในธุรกิจครอบครัว

ใครๆ ก็บอกว่าทำงานที่บ้านนั้นแสนยาก แต่ก็ทำได้

“ที่ยากที่สุดน่าจะเป็นเส้นแบ่งระหว่างงานกับความสัมพันธ์ บางทีมีบางสิ่งที่สำคัญกับธุรกิจจริงๆ และเราคิดว่าต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วย เราจะทำอย่างไรให้ไม่กระทบความสัมพันธ์ตรงนั้น ซึ่งค่อนข้างยาก โชคดีที่มีพี่สาวเข้ามาช่วยเชื่อมสายใย ซึ่งทั้งเราและเขาต้องค่อยๆ ปรับ วันที่เราเข้ามานั่งดูระบบ เราเห็นทุกอย่างมันดูผิดไปหมด แต่จริงๆ มันผิดไหม มันไม่ได้ผิด เพียงแค่ไม่ได้ถูกที่สุด ถ้าผิดจริงเขาคงไม่อยู่มานานขนาดนี้ ต้องให้เครดิตสิ่งที่เขาทำ และไอเดียเราที่เคยคิดว่าถูก มันก็อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะเรายังไม่ได้ลองทำด้วยซ้ำ” บูรณ์เมตต์เล่า

“เรายังยืนยันว่าสิ่งสำคัญของการเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวคือการสื่อสาร แม้เห็นต่างก็ยังดีที่อย่างน้อยได้รู้ว่าใครคิดเห็นอย่างไร” บูรณิตาเสริม

“ความรักสำคัญที่สุด จริงๆ ลูกทั้งสองคนเขาไปทำงานที่เติบโตได้ดีกว่านี้ได้นะ เงินเดือนที่ออสเตรเลียสูงกว่าที่ไทยไม่รู้กี่เท่า สิ่งที่เขาได้ คือพวกเขาได้ทำในสิ่งที่วันหนึ่งเขาจะไม่เสียดาย ไม่โกรธตัวเองว่าทำไมไม่มาช่วย” คุณแม่เมตตายิ้มก่อนหันไปทางคุณพ่อ

“ทำงานด้วยกันแล้วดีกว่าทำคนเดียวจริงๆ นะ” คุณพ่อสมบูรณ์ทิ้งท้าย

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

บ้านบูรณ์ คือแบรนด์ไม้กวาดสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์ผลิตไม้กวาดส่งขายต่างประเทศมากว่า 30 ปี แต่ไม่เคยทำการตลาดในไทยเลยสักครั้ง ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่ลำพังรายการสั่งผลิตจากญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี สวีเดน ก็มากพอไม่เหลือขายในประเทศ 

จนเมื่อไม่นานมานี้ ที่วิกฤตโรคระบาดสร้างโอกาสให้แบรนด์ไม้กวาดจากเชียงรายแบรนด์นี้ได้แนะนำตัวกับเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านไทยกันเสียที

เคยจับแต่ไม้กวาดดอกหญ้ามาทั้งชีวิต พอได้สบตากับไม้กวาดจากก้านดอกข้าวฟ่างครั้งแรกเราก็เผลอทำสุภาพใส่ตามสไตล์ญี่ปุ่น พอได้เมื่อจับๆ กวาดๆ ก็ถูกใจอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นเด็กกวาดลานห้องขึ้นมา และนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นไม้กวาดหน้าตาแบบนี้ที่ร้านขายของเก๋ในยุโรป

สายวันเสาร์ที่อากาศสบายๆ The Cloud มีนัดกับครอบครัววิวัฒนานุกูล ที่พร้อมหน้าด้วย คุณพ่อสมบูรณ์, คุณแม่เมตตา, บูรณิตา และ บูรณ์เมตต์ วิวัฒนานุกูล ผู้ก่อตั้งและทายาทรุ่นสองของสมบูรณ์ผลคราฟต์ ผู้ผลิตไม้กวาดที่ชาวญี่ปุ่นให้การยอมรับ ถึงขั้นบอกต่อกันในวงการว่า หากอยากได้ไม้กวาดคุณภาพเยี่ยมต้องมาที่เชียงราย ล่าสุดคุณพ่อผู้ก่อตั้งและลูกๆ กำลังร่วมกันทำแบรนด์ ‘บ้านบูรณ์’ นำไม้กวาดดีๆ มาให้คนไทยได้ใช้ ใช้แล้วยังภูมิใจไม่ต้องหลบต้องซ่อนตามซอกตู้แบบที่เคย

ไม่บ่อยที่เราจะเจอธุรกิจครอบครัวที่ทำงานคราฟต์ขนาดนี้ ไม้กวาดทุกชิ้นยังถักทอด้วยมือของชาวบ้าน พวกเขามีวิธีส่งต่อและรับช่วงการทำงานกันอย่างไร 

จิบน้ำเย็นและเชิญนั่งลงฟังพร้อมกัน พื้นตรงนี้กวาดแล้ว รับรองสะอาดไว้ใจได้

ธุรกิจ : บริษัท สมบูรณ์ผลคราฟต์ จำกัด

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2529

อายุ : 34 ปี

ประเภท : ผู้ผลิตและจำหน่ายไม้กวาด

ผู้ก่อตั้ง : สมบูรณ์ วิวัฒนานุกูล

ทายาทรุ่นสอง : บูรณิตา, บูรณ์เมตต์ และบูรณา วิวัฒนานุกูล

จากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างทำไม้กวาดส่งต่างประเทศ สู่การก่อตั้งโรงงานไม้กวาดญี่ปุ่นที่เชียงราย

เดิมคุณพ่อสมบูรณ์ทำธุรกิจพืชไร่เล็กๆ อยู่ที่ภาคเหนือ จนกระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2529 มีนักธุรกิจจากไต้หวันที่ย้ายฐานการผลิตไม้กวาดมาที่ไทยต้องการวัตถุดิบ ได้แก่ ต้นข้าวฟ่างพันธุ์พิเศษสำหรับทำไม้กวาดโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากข้าวฟ่างไทยที่เป็นอาหารไก่

2 ปีต่อมา มีลูกค้าชาวญี่ปุ่นบังเอิญผ่านมาเห็นต้นข้าวฟ่างที่ตากอยู่ริมถนน จึงติดต่อขอให้คุณพ่อสมบูรณ์ผลิตไม้กวาดให้ เป็นจุดเริ่มต้นให้คุณพ่อสมบูรณ์ตัดสินใจก่อตั้งโรงงานไม้กวาดของตัวเองที่จังหวัดเชียงราย โดยรับผลิตไม้กวาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไม้กวาดที่เน้นการใช้งาน มีรูปร่างหน้าตาเป็นธรรมชาติ ทำจากหญ้าข้าวฟ่างสีเขียวอ่อน

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

หากใครสงสัยว่าไม้กวาดหน้าตาแบบนี้ใช้งานอย่างไร เรามีคำตอบ

โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นจะใช้ไม้กวาด 2 ประเภท ได้แก่ กวาดพื้นทั่วไป และกวาดพื้นห้องนอน

“บ้านคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังมีเสื่อทาทามิ หากใช้ไม้กวาดดอกหญ้าแบบบ้านเราจะนิ่มเกินไป ในเชิงปฏิบัติจำเป็นต้องใช้ไม้กวาดที่แข็งพอให้ดีดสิ่งสกปรกที่อยู่ตามร่องเสื่อออกมา การใช้งานอีกแบบคือพื้นที่นอน ซึ่งคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนอนพื้นอยู่ โดยมีผ้านวมปูบนเสื่ออีกที” คุณพ่อสมบูรณ์เป็นตัวแทนเล่า

เพราะคนญี่ปุ่นใช้งานไม้กวาดจริง ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับตกแต่ง จึงต้องการไม้กวาดที่มีคุณภาพดี และเปลี่ยนไม้กวาดกันทุก 1 – 2 ปี ไม้กวาดจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ

ย้อนกลับไปในอดีต ไม้กวาดที่ใช้ในญี่ปุ่นผลิตโดยช่างฝีมือในประเทศ ก่อนย้ายฐานการผลิตไปไต้หวัน ไทย และจีนตามลำดับ ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนแรงงานมีฝีมือ

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

สมบูรณ์แบบ

ช่วงที่ฐานการผลิตไม้กวาดเริ่มย้ายไปจีน สมบูรณ์ผลคราฟต์ก็เริ่มคิดทำไม้กวาดหน้าตาอื่นๆ เพื่อเปิดตลาดใหม่

“ตอนแรกๆ เราก็ออกแบบไม้กวาดไม่เป็นหรอก แต่เมื่อเข้าใจธรรมชาติของการถักไม้กวาด รู้ว่าโค้งระดับไหนได้ ก้านยาวขนาดนี้ควรใช้ทำอะไร ตรงไหนเอาเส้นด้ายเข้าไปแทรกได้บ้าง ก็เริ่มออกแบบลวดลายถักที่แตกต่าง ถ้าอยากทำแปรงให้เล็กต้องทำส่วนไหนให้มากหรือน้อยอย่างไร ขณะที่เรื่องไม้กวาดสี เราไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำไม้กวาดสีๆ นะ ญี่ปุ่นเองก็มีสีแดง สีน้ำเงิน แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม

“ตอนนั้นเราเริ่มจากสีย้อมพื้นฐานที่มีในตลาดก่อน ใช้เวลาพัฒนาไม่น้อย เพื่อให้ได้สีที่ติดทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนได้ไม้กวาดอีกมากกว่าสิบสี เมื่อก่อนมีสีเขียวมรกตผสมสีเหลืองได้สีเขียวมะนาว หรือทำเป็นสีเทอควอยซ์ ตั้งใจเปิดตลาดกลุ่มยุโรป ซึ่งลูกค้าเจ้าแรกที่เข้ามาเป็นบริษัทออกแบบในอิตาลี” คุณพ่อสมบูรณ์เล่า

เธอบอกว่าเป็นโอกาสดีที่ตัดสินใจสมัครและได้รับคัดเลือกเป็น Selected Lists จากกรมส่งเสริมการส่งออก ทำให้องค์กรรัฐของต่างประเทศได้เห็นสินค้าในการออกงานแสดงสินค้า และได้รับเลือกให้ไปนำเสนองานในต่างประเทศ โดยทางองค์กรรัฐในต่างประเทศเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ ก่อนตามมาด้วยการพัฒนาไม้กวาดรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่แปรงขนาด 15 เซนติเมตร ไปจนเสื่อผืนใหญ่ 

ปัจจุบันกลุ่มตลาดหลักของสมบูรณ์ผลคราฟต์ยังเป็นญี่ปุ่น ขณะที่คนชาติยุโรปจะคุ้นเคยกับเครื่องดูดฝุ่นมากกว่า หรือใช้ไม้กวาดจากจีนที่ทำด้วยไม้ไผ่สำหรับกวาดพื้นถนน ไม่ได้ใช้ไม้กวาดในชีวิตประจำวัน จึงสนใจและมองไม้กวาดจากญี่ปุ่นเป็นของตกแต่ง รวมถึงคนไทยไม่คุ้นเคยกับไม้กวาดที่ดูแข็งๆ เพราะกลัวทำพื้นเป็นรอย

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

“สมัยออกงานแสดงสินค้าแรกๆ เราต้องเอาพื้นปาเก้มาให้ลองกวาดจริง ให้เขากระทุ้งไม้กวาดลงพื้นพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่เป็นรอย และให้เขาลองดึงว่าไม่ร่วง ต้องอาศัยการอธิบายเยอะ และด้วยกำลังการผลิตเราไม่ได้มีเยอะ ทั้งไม้กวาดยังมีราคาสูงกว่าทั่วไป ที่ผ่านมาไม้กวาดของสมบูรณ์ผลคราฟต์จึงไม่ได้วางขายในตลาดบ้านเรา เท่าการผลิตและส่งออกไปขายต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ”

อะไรทำให้ลูกค้าญี่ปุ่นยังคงเลือกทำงานกับสมบูรณ์ผลคราฟต์อยู่ ไม่ไปไหน แถมยังแนะนำบอกต่อกันในกลุ่มผู้ค้าไม้กวาดในญี่ปุ่นโดยไม่หวงว่า หากอยากได้ผู้ผลิตไม้กวาดคุณภาพดีต้องมาที่นี่ เราถาม

“เป็นเพราะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคู่ค้า ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า รักษาคุณภาพการผลิต ส่วนที่ขายได้หลายๆ บริษัท เพราะแต่ละเมืองในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว คันไซ โอซาก้า นิยมดีไซน์ของไม้กวาดไม่เหมือนกัน การใช้งานอาจจะเหมือนกัน แต่เมืองนี้ไม่ชอบเส้นด้ายสีน้ำเงิน เมืองนี้ไม่ชอบเส้นด้ายสีดำ เขาจึงไม่แย่งตลาดกันและกัน

“ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นก็ยังผลิตไม้กวาดได้เองแต่ทำในจำนวนน้อยมากๆ มีบ้างที่สั่งวัตถุดิบจากเราไปทำใช้เองเฉพาะแบบของเขา ขณะที่ตลาดวัยรุ่นญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนมาชอบไม้กวาดมีสีสัน” ครอบครัววิวัฒนานุกูลผลัดกันเล่าพร้อมหยิบไม้กวาดด้ามยาวขึ้นมาอธิบาย

คุณภาพที่เห็นเป็นประจักษ์ของไม้กวาดของสมบูรณ์ผลคราฟต์ พิสูจน์ด้วยรางวัล The Seal of Excellence for Handicrafts (South East Asia) จาก UNESCO และ AHPADA (ASEAN Handicraft Promotion and Development Association) ใน พ.ศ. 2550 ซึ่งยังคงคุณภาพที่ดีเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

กวาดจะรักเท่าวันนี้ กวาดจะมีคนมาเข้าใจต้องใช้เวลา

ได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจงานหัตถศิลป์ น่าสนใจว่าสมบูรณ์ผลคราฟต์มีวิธีควบคุมคุณภาพ แก้ปัญหาแรงงานมีฝีมืออย่างไร

“เรากระจายความเสี่ยงที่เกิดจากการผลิตสินค้าไม่ทัน ด้วยการตั้งโรงงานสองโรง ห่างกันร้อยกิโลเมตร อยู่ในชุมชนที่มีวัฒมธรรมแตกต่างกัน แห่งหนึ่งเป็นคนในท้องถิ่น อีกแห่งเป็นชาวเขา” คุณพ่อสมบูรณ์เล่า

“คนในท้องถิ่นจะทำงานชิลล์กว่าแต่ได้งานที่มีคุณภาพ ต้องเข้าใจก่อนว่าสำหรับพวกเขาเงินไม่สำคัญเท่าวิถีชุมชน ดังนั้นเขาจะให้ความสำคัญกับพิธีกรรมหรือวันสำคัญค่อนข้างมาก ขณะที่ชาวเขานั้นขยันมาก สิ่งที่ต้องการคือรายได้มาจุนเจือครอบครัว” บูรณิตา ทายาทรุ่นสองและพี่ใหญ่ผู้สนใจความเป็นชุมชนเล่าภาพรวมการทำงานที่ผู้เป็นพ่อออกแบบมาอย่างยืดหยุ่นเพราะเข้าใจธรรมชาติของคนทำงาน

“คนงานเขาสัมผัสได้นะว่าเราให้เกียรติวิถีชีวิตเขา พวกเขาก็พร้อมให้ใจแก่เรา ช่วยงานกันมากขึ้น คุยกันง่ายขึ้น” คุณพ่อสมบูรณ์เสริม

หากปัญหาของธุรกิจที่อาศัยแรงงานฝีมือ คือบริหารจัดการให้ผลิตสินค้าได้ทันกำหนดเวลาที่สัญญาไว้กับคู่ค้า แล้วทำไมจึงไม่เปิดโรงงานแห่งที่ 3 เราสงสัย

คุณพ่อสมบูณ์เล่าทันทีว่า การเปิดโรงงานผลิตไม้กวาด ไม่เพียงต้นทุนการฝึกทักษะแรงงานให้ได้คุณภาพ ยังมีเรื่องวิถีชีวิตที่พวกเขาอยากรักษา ในอนาคตอาจจะทำได้แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังมีเรื่องต้นทุนการขนส่งที่พวกเขาไม่ให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการผลักภาระให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็น

หากติดตามคอลัมน์ทายาทรุ่นสองมาตลอด จะรู้ว่าเราชอบถามผู้ก่อตั้งถึงบรรยากาศยุครุ่งเรืองของธุรกิจ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เราคาดหวังจะได้ยินแผนการตลาดบุกญี่ปุ่นสู้จีนอย่างธุรกิจครอบครัวธุรกิจอื่น แต่สิ่งที่ได้ยินทำเราอยากกลับบ้านไปช่วยงานเตี่ยและแม่แทบจะทันที

“น่าจะเป็นยุคนี้แหละ ยุคที่ลูกกลับมาช่วยงาน หนึ่ง คือเราได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีคนงานเข้ามาทำงานกับเรามากขึ้น และสอง ลูกช่วยทำให้เราขยายตลาดได้ ความเหนื่อยล้าที่มีก็ลดลง” คุณพ่อสมบูรณ์เล่าว่าที่ผ่านมาความยากไม่ใช่เรื่องการตลาด แต่เป็นการบริหารจัดการการผลิตในโรงงาน ซึ่งแก้ด้วยการสร้างระบบของทายาทรุ่นสอง

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

ร้านไม้กวาด 3 อัน

“รู้ตั้งแต่ตอนเด็กแล้วว่าไม้กวาดของบ้านเราไม่เหมือนใคร ช่วงที่เริ่มโตพอช่วยงานได้ก็ไปช่วยขายไม้กวาดที่งานแสดงสินค้า” บูรณิตา ผู้เป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวเล่าความทรงจำ

เพราะคลุกคลีกับธุรกิจครอบครัว สนใจคนต่างชาติและวัฒนธรรมต่างแดน เธอตัดสินใจเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเรียนต่อด้านผังเมืองที่ประเทศออสเตรเลีย

“ช่วงค้นหาตัวเอง เราตัดสินไป Work and Holiday ที่ออสเตรเลียหลังเรียนจบ ก่อนกลับมาทำงานที่ร้านดอกไม้ Plant House เรียนรู้การสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางร้านดอกไม้ในตลาดมากมาย ตอนนั้นเริ่มคิดอยากต่อยอดสินค้าที่บ้าน แต่อยากมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่านี้ จึงกลับไปเรียนต่อปริญญาโทด้านผังเมืองที่ออสเตรเลียและทำงานอยู่ที่นั้นสี่ปี” บูรณิตาเล่า

ขณะที่บูรณ์เมตต์ น้องชายคนกลาง ผู้ประกาศตัวตั้งแต่เด็กว่าไม่ขอทำงานที่บ้าน กลับเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจ ในภาควิชาผู้ประกอบการ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“หลังเรียนจบ ผมเริ่มทำงานด้านออนไลน์มาร์เก็ตติ้งที่สตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังเลื่อนขั้นเพียงหนึ่งเดือนผมก็ตัดสินใจลาออก ตอนนั้นพี่สาวและน้องสาวอยู่ต่างประเทศกันหมด พ่อแม่ก็อายุมากแล้ว เริ่มคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมา องค์ความรู้หรือต้นทุนที่บ้านมีจะหายไป ผมเองก็พร้อมที่สุดในตอนนั้นจึงตัดสินใจกลับบ้าน” จากคนที่ไม่อยากทำงานที่บ้านที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง กลายเป็นคนแรกที่กลับมา สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อสมบูรณ์ 

“พ่อเขาไม่คิดว่าลูกชายจะโทรมา ที่ผ่านมาพ่อเขาพูดกับแม่เสมอว่า ทำไมลูกไปช่วยงานคนอื่น ทั้งๆ ที่พ่อก็ต้องการคนช่วย” คุณแม่เมตตาเสริม

ส่วน บูรณา น้องสาวคนเล็ก ผู้หมายมั่นตั้งใจมาช่วยพ่อออกแบบไม้กวาด เลือกเรียนออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเริ่มทำงานด้านกิจการเพื่อสังคม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเรียนต่อสาขา Adult Education ที่ยุโรป

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

วิธีรับช่วงต่อธุรกิจแบบ (บ้าน) บูรณาการ

จากนักวิเคราะห์ข้อมูลในบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังของประเทศ บูรณ์เมตต์ เริ่มต้นใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ

“คุณพ่อเขาทำงานของเขาไปเหมือนเดิม ผมต้องหาวิธีสอดแทรกตัวเองลงไป เริ่มจาก อะไรคือสิ่งที่เรารู้ อะไรคือสิ่งที่บริษัทขาด ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงาน ข้อมูลทุกอย่างบันทึกบนเอกสาร ทำให้ใช้เวลาค้นหาข้อมูลลูกค้านานมาก ผมจึงหาวิธีที่จะทำให้ประหยัดเวลามากที่สุด” บูรณ์เมตต์เล่า

การทำระบบทำให้บูรณ์เมตต์พบว่า ที่ผ่านมาธุรกิจมีรายการสั่งผลิตชนรายการสั่งผลิต ทำให้ไม่สามารถนำไม้กวาดไปขายในตลาดค้าปลีก ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์อย่างที่ถนัดจึงไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเท่าไหร่ ในอุตสาหกรรมไหน การเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลราคา ลักษณะสินค้า รายการสั่งซื้อที่ผ่านมา ทั้งหมดสำคัญต่อธุรกิจมาก ไม่เพียงมีลต่อการค้นหา แต่ข้อมูลที่มียังช่วยวิเคราะห์หาโอกาสใหม่ๆ

ผลงานการจัดระบบใหม่ภายในเวลาไม่กี่เดือนของบูรณ์เมตต์ ช่วยบริหารจัดการการผลิต รับรายการสั่งซื้อจากลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ได้มากขึ้นโดยไม่กระทบกำลังการผลิตเดิม

หลายๆ ครั้ง เวลาคนรุ่นใหม่เข้าจัดการระบบ มักจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ส่งต่อกิจการ เพราะคิดว่าเดิมก็ขายดีมากอยู่แล้ว จะเสียเวลาทำให้ยุ่งยากทำไม บูรณ์เมตต์มีวิธีโน้มน้าวคุณพ่ออย่างไร เราถาม

“เพราะผมไม่ได้คุยกับพ่อก่อน ผมทำของผมเลย” ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะ ซึ่งตอนนี้คุณพ่อกับลูกๆ ก็ตกลงกันแล้วว่าต่อไปจะสื่อสารให้และรับรู้ร่วมกัน

“เมื่อก่อนเราไม่มี Order Management เลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างอยู่ในหัวคุณพ่อ ลูกค้าถามว่าของรอบนี้พร้อมเมื่อไหร่ พ่อจะคำนวณแล้วจำเองคนเดียว แต่น้องชายทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ เก็บทำเอกสารส่งลูกค้าเป็นรายๆ เมื่อลูกค้ามีรายการสั่งซื้อซ้ำ ก็อ้างอิงค้นหาประวัติการสั่งซื้อได้ง่ายกว่าในเชิงบัญชี เมื่อก่อนใช้เวลาเยอะมากกว่านี้มาก” บูรณิตา ผู้เป็นตัวกลางการสื่อสารระหว่างพ่อกับน้องชายเล่าสิ่งที่เปลี่ยนไป 

“สิ่งที่ทำให้แม่มีความสุขมาก คือการมีลูกชายมาช่วยตอบอีเมลลูกค้าแทนแล้ว เพราะปกติแม่เองก็มาช่วยคุณพ่อตอบอีเมลได้หลังเลิกงานหรือวันหยุด ทำให้บางครั้งตอบอีเมลไม่ได้ทันที เมื่อก่อนเวลาลูกค้าอีเมลมาตามงานเราจะเริ่มเครียด ด้วยความเป็นครูก็จะพยายามอธิบายกลับเป็นข้อๆ 1, 2, 3, 3.1, 3.2, 3.3 ตอนนี้ลูกค้าอีเมลมาบอกว่า I love your son.” คุณแม่เมตตาเล่า

ในการทำงานของครอบครัววิวัฒนานุกูลหลังลูกเข้ามารับช่วงต่อมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนดังนี้ คุณพ่อสมบูรณ์ ดูแลและบริหารวัตถุดิบ บูรณ์เมตต์ ดูแลงานเอกสาร เป็นหน้าบ้านติดต่อลูกค้า และบูรณิตา ควบคุมการผลิต

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์
บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

ความหวังของหมู่บ้าน (บูรณ์)

จะบอกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ได้ ช่วงโรคระบาดที่ผ่านมาซึ่งทำให้การสั่งซื้อทั่วโลกชะลอตัว เป็นโอกาสให้ทายาทรุ่นสองทบทวนแผนการทำการตลาดในประเทศ ขยายกลุ่มลูกค้าจากผู้จัดจำหน่ายที่ต่างประเทศ ไปสู่กลุ่มคนที่ชอบงานออกแบบและรู้คุณค่าของเก่า 

ทายาทรุ่นสองของสมบูรณ์ผลคราฟต์จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ ‘บ้านบูรณ์’ ขึ้นมา แต่เดิมเป็นชื่อที่คุณพ่อสมบูรณ์ตั้งเมื่อนานแล้ว เพียงเพื่อพิมพ์บนใบโบรชัวร์ แต่ไม่เคยแม้แต่พิมพ์ป้ายประกาศแต่อย่างไร 

เราชอบที่เครื่องหมายการค้าเป็นลายของคุณพ่อ แถมชื่อก็ยังสอดคล้องกับลูกทั้งสาม

“เราเชื่อในคุณภาพสินค้าของเราอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือให้ข้อมูลตลาดเรื่องไม้กวาดของเรา ลักษณะของหญ้า ข้อดีและจุดแข็ง ความแตกต่างของไม้กวาดแต่ละแบบ ขนาดและความยาวซึ่งเป็นการออกแบบอย่างละเอียดของคนญี่ปุ่น เช่น ไม้กวาดด้ามสั้นที่ออกแบบให้การตัดปลายหญ้าพอดีกับพื้น และรับกับองศาการเหวี่ยงแขนยามปัดกวาด” บูรณิตาและคุณแม่เมตตาลุกขึ้นยืนพร้อมสะบัดแขนราวถือไม้กวาดในอากาศ

ความตั้งใจของแบรนด์บ้านบูรณ์ คือการทำไม้กวาดที่คนใช้รู้สึกภูมิใจ ไม่ต้องเป็นไม้กวาดที่หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในซอกเหมือนที่เคย ต้องเป็นไม้กวาดที่ใครเห็นเป็นต้องถามว่าซื้อที่ไหน

“สำหรับเราไม้กวาดคืองานศิลปหัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดีด้วย” บูรณิตาเล่าถึงที่มาของโจทย์ที่อยากเปลี่ยนภาพจำของไม้กวาดในหมู่คนไทย

ความสมบูรณ์แบบในธุรกิจครอบครัว

ใครๆ ก็บอกว่าทำงานที่บ้านนั้นแสนยาก แต่ก็ทำได้

“ที่ยากที่สุดน่าจะเป็นเส้นแบ่งระหว่างงานกับความสัมพันธ์ บางทีมีบางสิ่งที่สำคัญกับธุรกิจจริงๆ และเราคิดว่าต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วย เราจะทำอย่างไรให้ไม่กระทบความสัมพันธ์ตรงนั้น ซึ่งค่อนข้างยาก โชคดีที่มีพี่สาวเข้ามาช่วยเชื่อมสายใย ซึ่งทั้งเราและเขาต้องค่อยๆ ปรับ วันที่เราเข้ามานั่งดูระบบ เราเห็นทุกอย่างมันดูผิดไปหมด แต่จริงๆ มันผิดไหม มันไม่ได้ผิด เพียงแค่ไม่ได้ถูกที่สุด ถ้าผิดจริงเขาคงไม่อยู่มานานขนาดนี้ ต้องให้เครดิตสิ่งที่เขาทำ และไอเดียเราที่เคยคิดว่าถูก มันก็อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะเรายังไม่ได้ลองทำด้วยซ้ำ” บูรณ์เมตต์เล่า

“เรายังยืนยันว่าสิ่งสำคัญของการเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวคือการสื่อสาร แม้เห็นต่างก็ยังดีที่อย่างน้อยได้รู้ว่าใครคิดเห็นอย่างไร” บูรณิตาเสริม

“ความรักสำคัญที่สุด จริงๆ ลูกทั้งสองคนเขาไปทำงานที่เติบโตได้ดีกว่านี้ได้นะ เงินเดือนที่ออสเตรเลียสูงกว่าที่ไทยไม่รู้กี่เท่า สิ่งที่เขาได้ คือพวกเขาได้ทำในสิ่งที่วันหนึ่งเขาจะไม่เสียดาย ไม่โกรธตัวเองว่าทำไมไม่มาช่วย” คุณแม่เมตตายิ้มก่อนหันไปทางคุณพ่อ

“ทำงานด้วยกันแล้วดีกว่าทำคนเดียวจริงๆ นะ” คุณพ่อสมบูรณ์ทิ้งท้าย

บ้านบูรณ์ แบรนด์ของทายาทรุ่นสองผู้ผลิตไม้กวาดอายุ 34 ปี จากเชียงรายที่ดังไกลถึงญี่ปุ่นและสวีเดน, baanboon blooms, ไม้กวาดบ้านบูรณ์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load