5 กุมภาพันธ์ 2564
6 K
Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

บ้านไม้ผสมปูนทรงล้านนาโคโลเนียลอายุมากกว่า 100 ปี ย่านวัดเกตหลังนี้ ร่องรอยประวัติศาสตร์จากความสัมพันธ์ทางการค้าสมัยชาวยุโรปจับมือทำธุรกิจกับคนเหนือ ถูกบันทึกไว้ในบ้านไม้ผสมปูน ลายฉลุไม้ บานประตู หน้าต่าง และพื้นบ้าน อันเป็นลักษณะบ้านที่พบได้ทางภาคเหนือของไทย และกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย

อดีตบ้านหลังนี้เป็นเรือนหอของตระกูลคหบดีเชียงใหม่ ทว่าสร้างเสร็จตัวบ้านกลับถูกฟ้าผ่า เป็นเค้าลางไม่ดี ภาษาเมืองเรียกว่า ‘ขึด’ (ไม่ดี อัปมงคล) บ้านหลังนี้จึงไม่ทันได้ทำหน้าที่เรือนหออย่างตั้งใจ แต่ถูกส่งต่อให้กลายเป็นบ้านพักของมิชชันนารีที่อาศัยบ้านหลังนี้อยู่เกือบชั่วอายุคน ก่อนย้ายกลับไปใช้ลมหายใจสุดท้ายยังประเทศบ้านเกิด 

ประตูบานเดิมต้อนรับผู้มาใหม่ ด้วยการแปลงกายเป็นโรงเรียนอินเตอร์ระดับอนุบาล Kiddy Bear บ้านหลังที่สองและสถานศึกษาแรกของเด็กหลายคน แต่ไม่นานโรงเรียนก็ต้องปิดตัวลง บ้านล้านนาจึงถูกทิ้งร้างตั้งแต่นั้นมา

ตลอดการเปลี่ยนผ่านของบ้านเลขที่ 104 อยู่ในสายตาของสามพี่น้อง เจ-ชิตวัน สัจจะวาที, โจ้-ทัตพงศ์ สัจจะวาที และ จีจี้-ชนาพัทธ์ สัจจะวาที มาตลอด เพราะบ้านหลังนี้อยู่หลังอาคารศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นธุรกิจครอบครัว

เจ-ชิตวัน สัจจะวาที, โจ้-ทัตพงศ์ สัจจะวาที และ จีจี้-ชนาพัทธ์ สัจจะวาที

อาจเพราะสีแดงของดอกหางนกยูงฝรั่งที่บานสะพรั่งเต็มต้น ยืนเคียงคู่กับบ้านหลังนี้มายาวนานหลายฤดู หรือเพราะความพิเศษบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ของบ้านหลังนี้ ทำให้สามพี่น้องคอยหันมามองอยู่ตลอดหลายปี 

กระทั่งเวลาผ่านจนโอกาสสบเหมาะ ทั้งสามคนตัดสินใจเข้ามาดูแลบ้านหลังนี้ต่อด้วยกัน และปรับให้กลายเป็นโครงการ Baan 104 บ้านที่พวกเขาตั้งใจให้กลายเป็นบ้านที่ทุกคนในครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

What makes a house a home

เมื่อตั้งใจให้พื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านสำหรับทุกคนในครอบครัว โจทย์แรกที่พวกเขาคิดคือ จะทำยังไงให้อาคารหลังนี้กลายเป็น ‘บ้าน’ ของทุกคนขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ 

เท่านั้นยังไม่พอ อะไรอีกที่จะประกอบกันให้อาคารหลังหนึ่งกลายเป็นบ้านขึ้นมา

คำตอบของพวกเขาคือ ‘ประสบการณ์’

“หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญที่เราอยากให้โครงการ Baan 104 เป็น คือการให้ความรู้สึกของความเป็นบ้าน (Homey) นอกจากบรรยากาศที่ทำให้อาคารสักหลังหนึ่งกลายเป็นบ้านขึ้นมา เรามองว่ามันเกิดจากประสบการณ์ของผู้คนกับสถานที่ ไม่ใช่แค่เพียงสัมผัส เดินเข้ามาสั่งกาแฟ นั่งจิบ แล้วก็ออกไป แบบนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องมีกิจกรรม มีการสร้างประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้เขามีส่วนร่วมกับบ้านหลังนี้ เรื่องราวและความทรงจำที่เขามีต่อที่แห่งนี้จะทำให้ Baan 104 กลายเป็นบ้านขึ้นมาจริงๆ” จีจี้ น้องสาวคนเล็กเริ่มอธิบายคอนเซปต์ ‘บ้าน’ ของพวกเขา

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

“พวกเราเลยออกแบบกิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการให้ล้อไปกับการใช้งานพื้นที่ภายในบ้านจริงๆ อย่างชั้นล่างเราเรียกว่า The Pantry เป็นโซนคาเฟ่ ให้เขาได้เข้ามาทานอาหาร ทานขนม และเครื่องดื่ม ขณะนั่งเล่นพูดคุยกันภายในบ้าน ส่วนด้านบนมีโซน The Living Room เราทำล้อกับพื้นที่นั่งเล่นภายในบ้านที่สมาชิกครอบครัวมานั่งรวมตัวกัน ห้องนี้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเวิร์กช็อปด้วย” เจ พี่สาวคนโตพ่วงอาชีพสถาปนิกเล่าไอเดียการออกแบบ

พวกเขาพยายามรักษาประวัติศาสตร์ของบ้านหลังนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด สีอาคาร บานหน้าต่าง ลูกบิด ยันบันไดที่เริ่มจะเอียงๆ ทุกอย่างล้วนเป็นความทรงจำของบ้านหลังนี้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ พวกเขาก็พยายามหาของวินเทจให้ตรงกับยุคสมัยของบ้าน ทำให้เกิดโซน B104 ขึ้นมาที่ชั้นบน เพื่อให้ผู้ที่สนใจเฟอร์นิเจอร์วินเทจได้เข้ามาเลือก สัมผัส และซื้อกลับไป เช่นเดียวกันเฟอร์นิเจอร์ภายในโซน The Pantry ถ้าหากลูกค้าเข้ามาใช้แล้วถูกใจก็ซื้อกลับได้เช่นกัน

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

“พวกเราไม่ได้มองพื้นที่ตรงนี้เป็นคาเฟ่ทั่วไป เรามองมันเป็นบ้าน เราอยากให้คอนเซปต์เชื่อมโยงกับครอบครัว เป็นสถานที่ใหม่ของกลุ่มครอบครัว เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับสมาชิกในครอบครัว ทุกเพศ ทุกวัย ได้มาเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ใช้เวลาร่วมกัน เรายังคงเชื่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ แบบกายภาพ ไม่ผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นเรื่องสำคัญและมีคุณภาพกว่า เราเลยพยายามส่งเสริมให้เกิดสิ่งนั้นที่นี่ ทุกคนในครอบครัวมาใช้เวลาที่นี่ร่วมกันได้ คุณพ่ออาจมาส่งคุณแม่และลูกเรียนเวิร์กช็อป เขาก็นั่งรอที่คาเฟ่ได้ เราพยายามคิดเมนูให้หลากหลายและเหมาะกับทุกวัย

“เราว่าปัจจุบันพื้นที่อยู่อาศัยของคนเปลี่ยนไป คอนโดฯ บ้าง หอพักบ้าง บางครั้งเขาไม่มีพื้นที่ให้พักผ่อน เราเลยสร้างพื้นที่สวนขึ้นมาข้างๆ บ้านให้เขามาใช้ ทุกวันเราจะเห็นคุณพ่อมาส่งลูกเรียนหนังสือแล้วมาออกกำลังกาย บางคนพาสุนัขมาเดินเล่น เป็นภาพที่น่ารักมากๆ แล้วมันเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกถึงบ้านด้วย เราอยากแบ่งปันและเติมเต็มพื้นที่ความเป็นบ้านให้กับทุกคน จะเรียกที่นี่ว่า Sharing Home Space ก็ได้” โจ้อธิบายเสริมจากน้องสาวและพี่สาว

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

Everyone is Family

เมื่อพวกเขาอยากให้สถานที่แห่งนี้เป็นบ้าน ทุกคนที่เข้ามาก็เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว การคิดและคัดสรรวัตถุดิบอาหาร กิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการ Baan 104 ของสามคนพี่น้องจึงมีฐานคิดจากความเป็นครอบครัว

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

“นี่เป็นพื้นฐานจากครอบครัวของพวกเรา เวลาเราไปทานอะไรที่ไหน ถ้าเจออะไรดี เราก็อยากแบ่งให้คนในครอบครัวได้ทานด้วย ฉะนั้นเรื่องคุณภาพอาหาร เครื่องดื่ม หรือเวิร์กช็อป ก็เป็นคุณภาพที่เราคิดกันง่ายๆ คือ ที่บ้านเรากินอะไร คนที่มาก็ต้องได้กินแบบนั้น หลายอย่างก็เป็นเมนูโฮมเมดที่จี้เป็นคนคิดสูตรและทำเอง อะไรที่ดี อะไรที่น่าสนใจแม้แต่เรายังอยากส่งลูกหรือตัวเราเองไปเรียนเลย เราก็นำมาจัดเวิร์กช็อปที่นี่ด้วยเหมือนกัน

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน
Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

“ประกอบกับทางบ้านเราประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีแต่วิชาการอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ ดนตรี ศิลปะ กีฬา การที่เราทั้งสามคนเติบโตมาท่ามกลางกิจกรรมเหล่านี้ เราพบว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องสำคัญ เราเชื่อว่าการศึกษาต้องมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ เวิร์กช็อปต่างๆ ภายใน Baan 104 เลยจะเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องมีฝีมือถึงขั้นระดับศิลปินก็เรียนได้ แม่มากับน้อง ยายพาหลานมาเรียนด้วยกัน และในทุกเวิร์กช็อป ทุกคนที่มาจะต้องได้ชิ้นงานกลับไปด้วย” โจ้อธิบายแนวคิดของโครงการ

Community = Big Family

“ไอเดียหลัก อยากให้คนในครอบครัวมาใช้เวลาว่างร่วมกันจริงๆ อาจมีเรื่องความต่างของวัย เราเลยอยากเติมเต็มส่วนนั้น ช่วยเชื่อมโยงครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น และในความหมายของคำว่าครอบครัว เรายังหมายถึงเพื่อนสนิทหรือคู่ชีวิตด้วย ถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น คำว่าครอบครัวยังเป็นหน่วยย่อยที่ประกอบกันเป็น ‘ชุมชน’ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คนสอนเวิร์กช็อป คนทำแยมออร์แกนิก เกษตรกรที่เรานำวัตถุดิบมาใช้ ศิลปิน ทุกคนที่อยู่ในเชียงใหม่ เรามองว่านี่คือครอบครัวใหญ่ เป็นครอบครัวคนเชียงใหม่ เราตั้งใจทำให้บ้านหลังนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมา

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

“ตรง The Pantry ชั้นล่าง เราตั้งใจให้มีโต๊ะยาว (Long Table) วัฒนธรรมของไทยอาจไม่คุ้น แต่เป็นสิ่งที่พวกเราพบตอนไปเรียนต่างประเทศ เราตั้งใจวางโต๊ะยาวให้เป็นพื้นที่ร่วมกัน ส่งเสริมให้คนแปลกหน้าได้ลองนั่งร่วมโต๊ะ พยายามให้เขาได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เราอยากช่วยให้สังคมเกิดความแน่นแฟ้น

“เราเชื่อว่าเชียงใหม่มีอะไรดีๆ อีกเยอะที่คนยังไม่เห็น Baan 104 อยากเป็นบ้านที่ให้พื้นที่กับความคิดสร้างสรรค์ของเชียงใหม่ กับครอบครัวเชียงใหม่ ให้มีโอกาสเข้ามาทำความรู้จักกันมากขึ้น” โจ้พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

Baan 104 สามพี่น้องปรับบ้านเก่าย่านวัดเกต เป็น ‘บ้าน’ ของคนเชียงใหม่ทุกคน

Baan 104

ที่ตั้ง : 104 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 (แผนที่)

เปิดบริการวันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

เปิดบริการวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7134 2702

Facebook : Baan 104

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยิมกึ่งคาเฟ่ เราไม่เคยได้ยินมาก่อน 

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกำลังสบายตัว โปร่งโล่ง ด้านหน้ามีเคาน์เตอร์กาแฟคอยต้อนรับ มองลึกเข้าไปเห็นเด็กและผู้ใหญ่กำลังร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้อย่างขะมักเขม้น

ภาพจำของยิมกีฬาทั่วไป คงหนีไม่พ้นความดิบ มวลบรรยากาศมาคุ การตกแต่งมักเป็นไปในโทนสีเข้มขรึม สื่อถึงความเข้มข้นจริงจังและความทุ่มเท จากทั้งนักเรียนและผู้ฝึกสอน ประกอบกับเสียงร้องจากการออกแรงอย่างหนักเพื่อเป้าหมายที่วาดหวังไว้ของนักกีฬาแต่ละคน 

แต่ไม่ใช่สำหรับ ‘DOJOH – Gym x Cafe’ ยิมสอนศิลปะการต่อสู้กึ่งคาเฟ่ ที่นี่ทาสีขาวสะอาดตา เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีธรรมชาติสุดอบอุ่น ความต่างระหว่างยิมกับคาเฟ่ผสานกันอย่างลงตัว พร้อมด้วยทำเลเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ ครูโจ้-ธนพันธุ์​ ทองอร่าม ผู้ก่อตั้ง อาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ และหมวกอีกใบของเขา คือประธานสมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อความเป็นเลิศทางด้านกีฬา ต้องฝึกเพื่อสร้างความกระหายชัยชนะ ให้ฝังเข้าไปในตัวตนของนักกีฬา แต่สำหรับที่แห่งนี้ ครูโจ้ไม่ได้มองถึงการสร้างความเป็นเลิศ แต่อยากช่วยเพิ่มทางเลือกให้คนทั่วไปรู้จักศิลปะการต่อสู้มากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น

สิ่งที่ได้เพิ่มเติมคือ การฝึกใจและการเข้าสังคมบนพื้นเบาะเดียวกัน

เมื่อเรียนเสร็จเหนื่อย ๆ หากเป็นยิมธรรมดาคงแยกย้ายกันไปในทันที แต่ที่ DOJOH – Gym x Cafe จะได้นั่งหย่อนใจไปกับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเครื่องดื่มและอาหารง่าย ๆ ฝีมือครูโจ้ 

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

ฐานชีวิตจากพื้นเบาะ

เส้นทางของครูโจ้กับศิลปะการต่อสู้ โดยเฉพาะไอคิโด (Aikido) ศาสตร์ศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่งที่เป็นวิชาหลักของที่นี่ ซึ่งมีครูโจ้เป็นผู้สอน เริ่มมาจากคุณพ่อที่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต 

“คุณพ่อผมเป็นทหาร พันเอกพิเศษสมบูรณ์ ทองอร่าม คุณพ่อเป็นคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่เป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัวของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะวิชาไอคิโด พ่อผมเป็นคนไทยคนแรกที่เรียนแล้วนำมาประกอบอาชีพ”

ด้วยความเป็นลูกทหาร บวกกับหมวกอีกใบของพ่อที่เป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้ ครูโจ้จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องฝึก ซึ่งเขาเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่ 5 – 6 ขวบ ประสบการณ์ 30 กว่าปี และคุณพ่อสมบูรณ์ก็เป็นคนทำงานหนักมาก ตื่นเช้าจนหัวจรดหมอน ผ่านการทำงานมาประมาณ 4 – 5 หน้าที่ต่อวัน ตั้งแต่สอนว่ายน้ำ รับราชการทหาร สอนเพาะกาย คุมการเงินที่ธนาคาร จนถึงผู้จัดการบาร์ในยามค่ำคืน 

“ผมไม่มีเวลาเล่นกับพ่อมากเท่าไหร่ แต่ผมมีเวลาเจอพ่อตอนฝึก สำหรับผมการอยู่บนเบาะฝึกคือเวลาของครอบครัว ตอนเด็ก ๆ ไม่รู้หรอก ผมมาคิดได้ตอนเป็นผู้ใหญ่ว่าได้อะไรจากการฝึก แน่นอนว่าได้วิชาจากพ่อ ได้สังคม ได้เจอคนที่ไม่เหมือนเรา แต่มีอะไรเหมือนเรา นั่นคือการมาทำกิจกรรมเดียวกัน” 

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

ใจความสำคัญของการฟูมฟักฉบับคุณพ่อสมบูรณ์ ก่อร่างสร้างฐานในการใช้ชีวิตที่แข็งแรงให้กับครูโจ้เป็นอย่างมาก และ ใช่! สิ่งนี้เขาได้มารู้เมื่อเติบใหญ่แล้วอีกเช่นกัน 

หนึ่งในนั้นคือหุ้นส่วนของเขา จักร-จักร จุลเกียรติ เจ้าของบริษัท Define Studio ผู้มีผลงานออกแบบมากมาย เช่น ร้านอาหารรส’นิยม, ร้านกับข้าว’ กับปลา ฯลฯ เขาชวนเพื่อนบนเบาะมาช่วยออกแบบโรงยิมแห่งนี้ให้ต่างจากทุกแห่งที่เคยเจอ คงไม่ต้องสงสัยว่าจะสวยและมีสไตล์ขนาดไหน

จักรเป็นพี่ที่เป็นคู่ฝึกให้กับครูโจ้ตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกัน และจับมือร่วมกันเมื่อเป็นผู้ใหญ่ 

นี่คือหนึ่งตัวอย่างของการได้สังคมบนผืนเบาะที่ครูโจ้พูดถึง

“สำหรับผม ศิลปะการต่อสู้ คือ Lifestyle กับ Community” โจ้พูดเสียงหนักแน่น 

ยิมแห่งนี้สร้างด้วยแนวคิดสำคัญนี้ ที่เขาอยากให้การสอนศิลปะการต่อสู้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกิจกรรมหนึ่งของชีวิต ไม่ต่างจากการเตะบอล ว่ายน้ำ แต่เปลี่ยนจากพื้นหญ้า สระน้ำ เป็นพื้นเบาะและผู้คน 

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

ลูกไม้ต้องโตไกลต้น 

เมื่อเข้าวัยเลข 2 ครูโจ้เลือกเรียนด้านการถ่ายภาพภาพยนตร์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขาห่างหายไปจากการฝึกสอนไอคิโดอยู่บ้าง ขณะเดียวกัน คุณพ่อสมบูรณ์ก็วางแผนหลังเกษียณด้วยการเปิดยิมชื่อ Somboon Home บริเวณบ้านของตัวเองย่านพระราม 3 

การเกิดขึ้นของ Somboon Home ทำให้โจ้มองเห็นอนาคตตัวเองกลาย ๆ กับการสานต่อในสิ่งที่คุณพ่อสร้าง ตอนนั้นโจ้กำลังสนุกกับการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณา ในยุคสมัยที่โฆษณาไทยเฟื่องฟู 

“พ่อผมเคยพูดไว้ว่า ลูกไม้ใต้ต้นมันไม่โตหรอก ถึงโต ต้นมันก็เอียงไปหาแดด ถ้าจะให้ดี ลูกไม้มันต้องไปโตไกล ๆ ต้น มันต้องถูกนกเอาไปขี้ทิ้งในป่า ถ้ามันแข็งแรงพอ มันจะโตเป็นต้นไม้ใหญ่เอง ซึ่งผมก็เชื่อเช่นนั้น และผมยังเชื่ออีกว่าชีวิตคนเรามันไม่มี Second Man จะไม่มีสมบูรณ์คนที่สอง”

จุดเปลี่ยนสำคัญดันให้ DOJOH เกิดขึ้นเร็วกว่าที่วางแผนไว้ คือการระบาดของโควิด-19

ด้วยความที่เติบโตมากับบ้านริมน้ำ โจ้ฝันอยากจะมียิมริมน้ำเป็นของตัวเอง จังหวะประจวบเหมาะจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้โจ้ตัดสินใจใช้โอกาสทองที่ห้องเช่า อาคารเช่า มีราคาถูกลงมาก ๆ

และชะตาฟ้าลิขิตให้เขาได้สถานที่แห่งนี้ที่มีทำเลเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา

โรงยิมที่เปล่งประกายด้วยความสว่าง ระหว่างที่กำลังง่วนกับการฝึกฝนท่วงท่าอยู่ภายในโรงยิม แสงแดดยามเย็นสาดส่องเพิ่มเฉดของความสว่างให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศภายนอกให้มองออกไปพักสายตาชั่วครู่อย่างริมแม่น้ำที่ยากจะหายิมไหนเหมือน พร้อมลมจากริมฝั่งที่พัดพาความเย็นสบายและความฝันของครูโจ้ เข้ามาก่อร่างกันอย่างลงตัวที่โรงยิมอุ่นตาสบายกายแห่งนี้

DOJOH คือผลผลิตของลูกไม้ที่เลือกมาโตให้ไกลจากต้นไม้ใหญ่ 

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

Martial Art Community

“DOJO ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า โรงฝึก ส่วนผมชื่อโจ้ แต่ผมใช้สะกดว่า JOH ผมก็เลยเติม H เข้าไป ถ้าคำว่า DO คำเดียว แปลว่าไลฟ์สไตล์ ส่วน JOH เป็นชื่อผม มันก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าเราไม่เอาไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นมาก มันก็เหมือนเป็นสไตล์เรา เป็นสไตล์ของโจ้ ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็คือโรงฝึก” 

แล้วสไตล์ของโจ้เป็นแบบไหน – เราถาม

“พื้นฐานของที่นี่ เริ่มจากไอคิโด ซึ่งเป็นวิชาหลัก ฝึกสอนโดยผม แล้วก็จะมีศิลปะการต่อสู้อีก 2 อย่างคือ เทควันโด, Brazilian Jiu-Jitsu มวยไทย แต่มวยเป็นคลาสส่วนตัว แล้วก็โยคะ” 

คลาสต่าง ๆ ถูกออกแบบมาอย่างสบาย ๆ พร้อมครูผู้สอนที่ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงให้ความสำคัญกับการเข้าสังคมบนพื้นเบาะ ไม่ใช่ความเป็นเลิศทางด้านกีฬา 

“อย่างคลาสโยคะ ตอนแรกจะเปิดเพื่อรองรับครอบครัว กลายเป็นบางคนเอาแม่มาเรียน ผมก็เลยเอาแม่ผมมาเรียน กลายเป็นโยคะมาสเตอร์ มาสเตอร์ไม่ได้เก่งนะ สว (สูงวัย) เยอะ” เขาหัวเราะ

DOJOH : ยิมสอนการต่อสู้ในคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่สร้างชุมชนมิตรภาพผ่าน Martial Arts

“ไม่ต้องซีเรียสว่าคุณจะเอาหัวไปแตะเท้าได้มั้ย แต่เล่นยังไงให้มันสนุก นั่นคือสิ่งสำคัญ ผมต้องบรีฟครูผู้สอนว่า ผมไม่ได้สอนให้เขากลับออกไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ ผมต้องการทำให้เขามีความสุขกับการทำกิจกรรมเหล่านี้ กลับไปทำเองที่บ้านได้ หรือนำมาเป็นกิจกรรมออกกำลังกายในระยะยาว”

ดั่งวัยเด็กของตัวเองที่โจ้พบเจอเพื่อนร่วมเบาะจนกลายมาเป็นมิตรร่วมชีวิตมากมาย นั่นทำผู้ก่อตั้ง DOJOH GYM & CAFE ให้ความสำคัญเพิ่มเป็นพิเศษสำหรับพี่น้องหรือพ่อลูกที่มาเรียนด้วยกัน

“ผมว่าสิ่งเหล่านี้ผมได้มาจากพ่อพอสมควร ในเรื่องการทำเพื่อครอบครัว ผมก็เลยมีส่วนลดสำหรับคนที่มาเรียนกับลูก หรือพี่น้องมาเล่นด้วยกัน ผมมียิมนี้ได้ เพราะครอบครัวผม พ่อสอนผม 

“การที่พ่อแม่มา แล้วเขาลงเล่นกับลูกได้ ผมถือว่าเป็นความเก่งของเขานะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเล่นกับลูกได้ ไม่ใช่ทุกคนจะยอมเสียเวลา บางคนเอาลูกมาทิ้งไว้กับผม แล้วออกไปช้อปปิ้ง ผมไม่ว่า เป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่ผมนับถือคนที่ลงไปเล่นกับลูก ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ ของครอบครัว” 

ช่วงเวลาแห่งครอบครัว ดั่งวันวานของเด็กชายโจ้กับคุณพ่อสมบูรณ์ 

DOJO - Gym x Cafe โรงยิมกึ่งคาเฟ่เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ต้อนรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย พร้อมสันทนาการด้วยศิลปะการต่อสู้ดุจครอบครัวเดียวกัน

อีกหนึ่งอย่างที่ครูโจ้ให้ความสำคัญนอกเหนือจากความสุข คือ การฝึกจิตใจที่แข็งแกร่ง

“เมื่อมาเรียนกับผมหรือครูทุกคน สิ่งที่ผมจะบอก คือการเรียนศิลปะป้องกันตัวไม่ว่าคุณจะฝึกที่ไหน ฝึกกับโค้ชคนใด สิ่งแรกที่คุณต้องคิดเมื่อเรียนไป คือคิดว่าจะไม่ได้ใช้มัน แล้วก็อย่าคิดจะใช้มัน เพราะถ้าคุณเรียนให้ตาย นานแค่ไหน โค้ชคุณเก่งแค่ไหน ถ้าคุณเรียนแล้วใจคุณยังอยากอยู่ แสดงว่าคุณฝึกแต่ร่างกาย จิตใจคุณไม่ได้ถูกฝึก และแน่นอนว่าคุณได้ความรู้จากครูผู้สอน แต่คุณจะเก่งจากเพื่อนร่วมฝึกที่หลากหลาย เล่นกับคนที่เด็กกว่า เล่นกับเด็กตัวเล็ก เล่นกับผู้หญิง ซึ่งแน่นอนไม่ได้แข็งแรงกว่าผู้ชาย แต่ทำยังไงให้เขาฝึกได้ ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ การฝึกมันเป็นการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง”

เล่นกิจกรรมให้มีความสุข ได้สังคม ได้มิตรภาพ ที่ต่างเคารพซึ่งกันและกัน 

นี่คือแกนหลักสำคัญที่ครูโจ้ยึดมั่นและอยากส่งต่อให้กับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเจอกัน

DOJO - Gym x Cafe โรงยิมกึ่งคาเฟ่เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ต้อนรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย พร้อมสันทนาการด้วยศิลปะการต่อสู้ดุจครอบครัวเดียวกัน

โรงน้ำชาของคนรักศิลปะการต่อสู้

ครูโจ้มองอนาคตของสถานที่แห่งนี้อย่างไรบ้าง บทสนทนามาถึงช่วงท้าย

“ผมมองว่าผมจะนั่งแก่ตรงนี้เลย อนาคตอาจจะมีรำไทเก็กด้วยนะ” ครูโจ้บอก

“มันอาจจะกลายเป็นร้านน้ำชา ผมนั่งคุย กินอาหารเช้า ฟังเสียงนกร้องริมแม่น้ำ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมอยู่ตรงนี้ได้ในระยะยาว ผมเคยบอกว่า ที่ตรงนี้เหมือนกับที่ผมเคยคิดไว้ตอนเด็ก แต่มันจะเว่อร์ไปถ้าคิดว่ามันจะเป็นจริง” เขาคงเล่าถึงความสุขที่ได้เห็นสถานที่นี้กลายเป็นอะไรอีกมากมายในอนาคต

การเริ่มต้นด้วยโควิด-19 ทำให้ธุรกิจของครูโจ้เจอบททดสอบโหดหินตั้งแต่เริ่มงานสร้าง ดังนั้น หากเขาผ่านพ้นมันไปได้ ในระยะยาวคงไม่มีอะไรหนักหน่วงไปกว่านี้แล้ว ยกเว้นกรณีเดียวคือ โลกแตก

DOJOH ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างพอตัวในสภาพเศรษฐกิจสังคมเช่นที่เป็นอยู่ นั่นทำให้ “การปรับตัวอยู่เสมอ” เป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญของอนาคตโรงน้ำชาสำหรับผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้แห่งนี้ แต่สิ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนคือจิตวิญญาณของสถานที่ ที่พร้อมต้อนรับผู้คนทุกเพศทุกวัยอยู่เสมอ

ครูโจ้ทิ้งท้ายถึงเป้าหมายอีกอย่างของการทำยิมแห่งนี้คือ เขาเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่สนใจศิลปะการต่อสู้และอยากขยายฐานการรับรู้ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่สนใจ สร้างทางเลือกสำหรับคนกลุ่มใหม่ ๆ ที่ยังไม่เห็นว่าศิลปะการต่อสู้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับเขาและครอบครัวได้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสานความเข้าใจในครอบครัวผ่านท่วงท่าที่ร่ายรำกันบนเบาะผืนเดียวกัน และเชิญชวนมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ในโรงฝึกแสนอบอุ่น พร้อมด้วยมิตรภาพที่ยินดีมอบแก่ผู้มาเยือน

DOJO - Gym x Cafe โรงยิมกึ่งคาเฟ่เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ต้อนรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย พร้อมสันทนาการด้วยศิลปะการต่อสู้ดุจครอบครัวเดียวกัน

DOJOH – Gym x Cafe

ที่ตั้ง : 376/2 ชั้น 1 สลิลธารา คอนโดมิเนียม ซอย 18/1 ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพ (แผนที่)

เปิดบริการวันจันทร์-พฤหัสบดี, เวลา 13.00 – 22.00 น. และ วันเสาร์-อาทิตย์, เวลา 9.00 – 18.00 น. (ปิดทุกวันศุกร์)

โทรศัพท์ : 08 1771 1833 Facebook : DOJOH

Writer

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load