อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

Avatar

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ดินสอ อาจเป็นเพียงเครื่องเขียนชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการขีด เขียน จดบันทึก หรือวาดรูป

ทว่าในมุมมองของใครบางคน สิ่งนี้เปรียบเสมือนอาวุธประจำกายที่ใช้ทำมาหากิน เช่นเดียวกับสองสาวนักออกแบบจากแดนโสมขาว อย่าง พัค จีฮี (Park Jihee) และ แบค ยูนา (Baek Yuna)

 “เราชอบดินสอมาตั้งนานแล้ว พอเป็นดีไซเนอร์ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ชีวิตเรา ตื่นขึ้นมาก็จับดินสอ ก่อนจะเข้านอนก็ยังจับดินสอ ทุกอย่างในชีวิตเลยข้องเกี่ยวกับการวาดการเขียนไปหมด” 

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Blackheart อย่างพัค จีฮี อดีตนักศึกษาคณะแฟชั่นดีไซน์เกริ่น

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ก่อนเดินขึ้นบันไดไปทำความรู้จักร้านเครื่องเขียนที่ขายแต่ดินสออย่างเดียว เราขอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยรู้จักสถานที่แห่งนี้มาก่อน จนกระทั่งมีนัดหมายสัมภาษณ์กับ ฮั่น-อีฮยอนคยอง สาวเกาหลีนักสะสมเครื่องเขียน ที่ตั้งใจตระเวนทั่วประเทศไทยไปเยือนร้านเครื่องเขียนมากกว่า 50 ร้าน จนคัดสรรร้านเครื่องเขียนใจดวงใจมาเขียนเป็นหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구)’ ตีพิมพ์เป็นภาษาเกาหลี และขายดีมากที่ประเทศเกาหลี! ด้วยเหตุนี้เราเลยชวนเธอมาเป็นนักการทูตพูดไทย แปลสารจากภาษาไทยเป็นภาษาเกาหลี และแปลจากภาษาเกาหลีมาเป็นภาษาไทย 

หวังว่าคนรักดินสอจะพร้อมแล้ว เปิดประตูร้านแล้วเดินทัวร์ไปพร้อมกันเลย

ก่อร่างสร้างร้าน

จากประสบการณ์การใช้ดินสอนานาแบรนด์ หลากรูปแบบและหลายขนาด ทั้งที่ผลิตในประเทศเกาหลีและต่างประเทศ กอปรกับการค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ในแต่ละแท่ง ตั้งแต่ยุคก่อนจนถึงปัจจุบัน ทั้งสองจึงเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักสะสมดินสอตั้งแต่นั้นมา 

ก่อนความหลงใหลจะเป็นแรงผลักดันให้สองเพื่อนซี้ร่วมคณะและมหาวิทยาลัยเดียวกัน จับมือเปิดธุรกิจร้านขายดินสอชื่อเท่ว่า Blackheart (흑심) เป็นของพวกเธอเองตั้งแต่ปี 2016

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

“พวกเราตั้งชื่อร้านว่า Blackheart เพราะมี 2 ความหมายที่ค่อนข้างทันสมัยในภาษาเกาหลี หมายถึง ไส้ดินสอสีดำ ๆ ในภาษาจีน สื่อถึงความนัยยะบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจของมนุษย์”

ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ย่านยอนนัมดง ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินฮงแดในกรุงโซล (โปรดสังเกตป้ายร้านรูปดินสอ) จึงถือเป็นผลผลิตที่เกิดจากความชื่นชอบของสองสาว ที่อยากจะมีพื้นที่ส่งต่อเสน่ห์และความน่าสนใจของเครื่องเขียนโดยเฉพาะดินสอสไตล์ ‘วินเทจ’ ไปยังกลุ่มคนที่กว้างขึ้น 

จัดสรรพื้นที่ค้าขาย

หากผลักประตูร้านเข้าไป จะเห็นสารพัดดินสอ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ว่าใครก็คงสะดุดตากับชั้นวางเครื่องเขียนขนาดยักษ์เต็มไปด้วยกล่องดินสอวินเทจหลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์เป็นอย่างแรก

“เราทำงานกับช่างไม้ที่มีชื่อในเกาหลี ออกแบบกันเอง เพราะดินสอส่วนใหญ่ขนาดเล็ก เลยพยายามเน้นประโยชน์ใช้สอย ให้ตู้ไม้นำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” พัคจีฮีอธิบาย 

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ถัดมาอีกหน่อยสิ่งดึงดูดสายตาคงหนีไม่พ้นดินสอวินเทจนานาประเทศ วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้น้อยใหญ่ทั่วทุกมุมร้าน ข้าง ๆ กันมีแผ่นป้ายกระดาษเล็ก ๆ พร้อมคำอธิบายเรื่องราวของเครื่องเขียนที่รักให้ผู้มาเยือนทำความรู้จักมากขึ้น และมีกระดาษโน้ตให้ทดลองขีด-เขียนตามใจชอบก่อนซื้อ

 “บริเวณกลางร้าน เรามีโต๊ะหลักไว้จัดแสดงดินสอตามธีมที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือนด้วย เช่น เดือนนี้เป็นธีมดินสอ 2B สำหรับคอมพิวเตอร์ เดือนหน้าจะเป็นธีมดินสอจัมโบ้” แบคยูนาเปรย

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ถัดออกมาด้านข้าง มีมุมแผ่นเสียง LP Music เพิ่มบรรยากาศสุดผ่อนคลาย เคล้าความโรแมนติกในการเลือกซื้อสินค้า ทุกการจัดสรรพื้นที่และการจัดวางเครื่องเขียน ให้กลิ่นอายความคลาสสิกลอยอบอวลอยู่ในมวลอากาศ ราวกับเราได้ย้อนกลับสู่โลกวันวานแห่งความทรงจำจนยากที่จะถอนตัว

“ส่วนใหญ่คนที่มาร้านเราเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน บางคนใช้เวลาเลือกซื้อเครื่องเขียนอย่างน้อยที่สุดประมาณ 10 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นก็มี เขาจะค่อย ๆ คิดพิจารณาดินสอเป็นแท่ง ๆ ไป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าความรู้สึกตอนเขียนมันเข้ามือเขาหรือเปล่า”

วินเทจเท่านั้นที่เราต้องการ

ดินสอจัมโบ้ ดินสอจิ๋ว ดินสอด้ามกลม ดินสอสี่เหลี่ยม ดินสอหกเหลี่ยม ฯลฯ

ดินสอวินเทจเหล่านี้กินพื้นที่ในร้านไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดก็ว่าได้ (ถึงจะมีแท่นวางดินสอ กบเหลา ยางลบ และสติกเกอร์วางขายแซม ๆ ไปด้วยนิดหน่อยก็ตาม)

จนเราชักสงสัย – ทำไม Blackheart ถึงเลือกขายเฉพาะดินสอวินเทจ

“สิ่งที่น่าดึงดูดใจ คือ แพ็กเกจจิ้งดีไซน์ เพราะคงยากที่จะหาดินสอวินเทจจากร้านทั่วไป จะเห็นเลยว่ากล่องหลากสีสันทำให้บรรยากาศของร้านต่างจากที่อื่น” แบคยูนาเล่าเสน่ห์

“ดินสอพวกนี้มีเพียงไม่กี่ชิ้นบนโลก ถ้า Sold Out ไปแล้ว พวกเราคงได้เพียงแต่ภาวนาขอให้ตามหากันจนเจออีกสักครั้ง” สองเพื่อนซี้เจ้าของร้านเอ่ยปากบอกด้วยความสัตย์จริง

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก
Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก
Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

เมื่ออุปทานกับอุปสงค์ไม่สมดุลกัน บางครั้งเธอทั้งสองคนต้องแข่งขันประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งดินสอหายากและลิมิเต็ดเอดิชัน ไม่เพียงต้องเป็นดินสอวินเทจที่มีเรื่องราวและอายุอานามถึงจะมีสิทธิ์เข้ามาวางขายภายในร้าน แต่เจ้าของมีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน 3 ข้อด้วยกัน 

ข้อแรก คือ การใช้งาน ซึ่งต้องเอื้อตั้งแต่คนที่เป็น Starter ในวงการไปจนถึง Professional บวกกับต้องเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราวน่าสนใจและควรค่าแก่การบอกต่อ

ข้อที่สอง คือ สภาพและคุณภาพ ด้วยความที่ดินสอวินเทจอยู่มานานหลายปี ด้ามและไส้ค่อนข้างแตกหักได้ง่าย ความท้าทายจึงเป็นเรื่องของสภาพอากาศและความชื้นที่แตกต่างกัน

ข้อสุดท้าย คือ รูปลักษณ์ที่สวยงาม ตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักสะสม

ขีดเขียนเรื่องราว

เมื่อถามถึงสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน พัคจีฮีก็หยิบยก ‘Blackwing Bauhaus Vol. 155’ ดินสอปลายคล้ายพู่กัน มาพร้อมยางลบสี่เหลี่ยมที่ซื้อเปลี่ยนใหม่ได้ตลอดมาพูดถึงเป็นแท่งแรก 

จุดเด่นของดินสอรุ่นนี้ยังไม่นับรวมเรื่องราวที่มาของการผลิต นั่นคือเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่บัณฑิตจบใหม่จากรั้วโรงเรียนสอนศิลปะและวิจิตรศิลป์ Bauhaus ในเยอรมนี 

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก
ภาพ : blackwing602

‘Message Pencil’ เป็นดินสออีกรุ่นหนึ่งที่นักออกแบบสาวการันตีว่าขายดีไม่แพ้กัน 

“ลูกค้าสลักชื่อหรือข้อความลงบนดินสอประเภทนี้ได้ตามใจชอบ ทำให้สินค้าชิ้นนี้เป็นที่นิยม เพราะมีความหมายและมีคุณค่ามากสำหรับเขา”

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ไหน ๆ ก็มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของร้าน Blackheart ทั้งที เราไม่รอช้า รีบยกมือจดลิสต์เครื่องเขียน 5 ชิ้นที่พัคจีฮีและแบคยูนาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้เพื่อน ๆ นักอ่านมีไว้ครอบครอง

1.Vintage Tombow 8900VP & 8900V Colored Pencil

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ดินสอที่มี 2 ด้าน สีแดง-น้ำเงิน ผลิตในญี่ปุ่น ประมาณปี 1950 – 1990 เหมาะกับงานพิสูจน์อักษร เขียนทับตัวหนังสือสีดำได้

2.Vintage Colleen 360 

Blackheart Pencil ร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลี ที่ขายแต่ดินสอวินเทจจากทั่วโลก

ดินสอที่มี 2 ด้าน สีดำ-แดง ผลิตในญี่ปุ่น ประมาณปี 1950 – 1982 ก่อนบริษัทจะปิดตัวลงและย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทยในปัจจุบัน ทำให้โลโก้ไม่เหมือนที่เราเห็นโดยทั่วไป เหมาะกับการจดบันทึกในสมุดโน้ตขนาดเล็ก มาพร้อมฝาปิดและสายคล้อง 

3.Vintage National Pencil Co. Quote 56

ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

ดินสอสีชมพูสะท้อนแสง ผลิตในสหรัฐอเมริกา (ปัจจุบันปิดกิจการแล้ว) ในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีช่วยจดบันทึก ดินสอแท่งนี้มักถูกนำมาใช้จดชวเลข เพราะมีแกนที่ยากต่อการเปราะหรือหัก เหมาะกับคนที่ต้องการเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการเขียน

4.Vintage Bullet Pencil Set

ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

ชุดเครื่องเขียนครบครัน มีทั้งดินสอ กบเหลาดินสอ และยางลบ ที่น่าสนใจคือปลอกดินสอทรงหัวกระสุน ถือกำเนิดขึ้นในสมรภูมิรบราวศตวรรษที่ 19 และนิยมใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการลงโฆษณาในสหรัฐอเมริกา ประมาณปี 1950 – 1960 เหมาะกับดินสอจิ๋ว ช่วยให้จับถนัดมือ พกพาสะดวก

5.Pencil Stand : Marble

ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

แท่นวางดินสอหินอ่อนสีแดงเข้ม (Rosso Levanto) และสีเนื้อไม้ (Golden Tree) ขนาดกะทัดรัด หยิบใช้งานง่าย หรือใช้เป็นของตกแต่งบนโต๊ะเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี

มากกว่าร้านเครื่องเขียน

Blackheart เป็นร้านเครื่องเขียนหนึ่งเดียวในเกาหลีที่ขายเฉพาะดินสอและดินสอวินเทจ การจัดเรียงสินค้าภายในร้านผ่านการคัดสรรและออกแบบมาเป็นอย่างดี ราวกับงานศิลป์ที่แขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เอกลักษณ์ของที่นี่คงหนีไม่พ้นการที่เจ้าของร้านทดลองใช้ดินสอเกือบทุกแท่งก่อนนำมาวางขาย

“ถ้ามันไม่ดีจริง ๆ เราจะเลือกเก็บไว้ในสต็อก ไม่เคยเอาออกไปวางขาย” พัคจีฮียืนยัน

ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ
ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

ด้วยความสันทัดในเรื่องดินสอ จากการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลากว่า 8 – 9 ปี ทำให้พัคจีฮีและแบคยูนาให้ความช่วยเหลือและแนะนำดินสอที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างไม่ติดขัด ความน่ารักอีกอย่างที่ทำให้ลูกค้าประทับใจเป็นพิเศษ คือเมื่อซื้อดินสอจากทางร้าน เครื่องเขียนจะใส่ลงไปในซองจดหมายสีวินเทจ พร้อมแถมประวัติความเป็นมาของเครื่องเขียนชิ้นนั้นมาให้ด้วย

 “คนส่วนใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำให้ หลายคนก็อยากจะรู้มากกว่านี้ ว่าอธิบายให้เขาฟังมากกว่านี้อีกได้มั้ย บางคนจดสิ่งที่เราพูด อัดวิดีโอ หรือส่งข้อความไปถามใน Instagram ก็มี” พัคจีฮีเล่า

จุดนี้เองที่ทำให้ล่ามชาวเกาหลีของเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟนคลับตัวยงของร้านนี้ ถึงกับเอ่ยปากบอกเราว่า เธอเองก็ประทับใจกับการบริการที่คาดไม่ถึงนี้เช่นกัน

อนาคต (ร้าน) ดินสอวินเทจ

ทำไมคนถึงอยากซื้อหรือสะสมเครื่องเขียน ทั้งที่เด็กยันคนชราก็ใช้ Apple Pencil – ก่อนบทสนทนาทางไกลจะจบลง ด้วยความสงสัย เราโยนคำถามสุดท้ายไปให้พวกเธอ

“เราคิดว่าคนยังอยากซื้อดินสอวินเทจ เพราะเขาต้องการสัมผัสถึง Analog Feeling ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาแทนได้ ถึงแม้ว่าต่อไปโลกจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาก็ตาม

 “เครื่องเขียนมันมองเห็นได้ จับต้องได้ และพกพาไปไหนก็ได้” แบคยูนาย้ำ

Blackheart ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

สองสาวยังบอกอีกว่า ในอนาคตพวกเธอวางแผนจะเปิดโซน Archive กรุเครื่องเขียนที่อัดแน่นไปด้วยประวัติความเป็นมาของดินสอแต่ละแท่งโดยเฉพาะ และกำลังเตรียมผลิตตู้กดเครื่องเขียนแบบหยอดเหรียญ (Vending Manchine) ให้ลูกค้ามาสุ่มกดดินสอฉบับแรร์ไอเทม แค่ฟังก็อดใจไม่ไหว

“น่าจะเป็นประสบการณ์ที่สนุก คนก็น่าจะชอบ เพราะเหมือนได้ความรู้สึกเก่า ๆ ตอนยุคเรโทรกลับมา อย่างสมัยก่อนก็มีตู้แบบนี้ตั้งอยู่หน้าร้านเครื่องเขียน ส่วนตอนนี้ที่คิดไว้ เราอยากจะทำ Pop-up Store ตามต่างจังหวัดของประเทศเกาหลีและในต่างประเทศด้วย” พัคจีฮีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Blackheart ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งทศวรรษที่พัคจีฮีและแบคยูนาร่วมมือกันปลุกปั้นร้านดินสอวินเทจแห่งนี้ แม้ว่าความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของธุรกิจจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับตอนเป็นเพียงนักสะสมเครื่องเขียน ทว่าทั้งสองยังคงสุขใจกับทางที่พวกเธอเลือกเดิน

“เราเปิดร้านนี้มา 6 ปีแล้ว แต่ไม่เคยเบื่อเลย ทุกวันทุกคืนมีเรื่องน่าตื่นเต้นเสมอ ความสุขของเราคือการสะสมเครื่องเขียน พอยิ่งสะสมมากเข้า เราก็ยิ่งอยากจะสะสมเพิ่มมากขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

“เราอยากให้พื้นที่ของ Blackheart เป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนรักเครื่องเขียน ให้เขามาแลกเปลี่ยนความเห็น แชร์ข้อมูล ไม่ใช่แค่สะสมดินสอ แต่สื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กันได้ด้วย” ทั้งสองทิ้งท้าย

Facts about Blackheart

1. สินค้าในร้านมีประมาณ 20 – 30 แบรนด์ มากกว่า 100 ชิ้น หนึ่งในนั้นมีดินสอตราม้าจากไทยด้วย

2. ราคาสินค้าเริ่มต้นประมาณ 500 – 1,000 บาท

3. เครื่องเขียนชิ้นแรกที่พัคจีฮีสะสม คือ ปากกา Pilot Hi-Tec-C จากญี่ปุ่น

4. แบรนด์ Dong-A เป็นเครื่องเขียนแบรนด์ท้องถิ่นของเกาหลีที่ยังหลงเหลืออยู่

5. การตกแต่งไดอารี่ด้วยสติกเกอร์กำลังเป็นเทรนด์ในเกาหลี

Blackheart ร้านขายดินสอวินเทจในประเทศเกาหลีของสองเพื่อนซี้นักออกแบบ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องดินสอ

Blackheart

ที่ตั้ง : 3F #301, 47, Yeonhui-ro, Mapo-gu, Seoul, Republic of Korea (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดวันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 13.00 – 20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00 – 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

เว็บไซต์ : blackheart.kr

Instagram : blackheart_pencil

ภาพ : Blackheart

Writer

Avatar

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load