อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

4

1

นับเลขช้า ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ผ่อนลมหายใจออก เตรียมตัวหลีกหนีจากความวุ่นวายไปสู่ความสงบ ชีวิตช้า ๆ ที่ทำให้สบายใจ

ทว่ายังไม่ทันจะได้เริ่มหายใจให้ช้าลง พระพิรุณก็กระหน่ำฟ้าฝนลงมาดั่งแกล้งกัน เหลือบตามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ตามมาด้วยเงาของความกังวลที่วันนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปสำรวจ ‘Slow Life บางกอก Market’ แห่งนี้เสียแล้ว

กระนั้นความร้อนใจของเราก็ได้ดับลงด้วยผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผู้มาพร้อมแนวคิดชีวิตที่ช้าลงโบกมือเรียกเราเข้าบ้านด้วยรอยยิ้ม

เชฟจิ้น-กวีวิรัญจ์ บัวสุวรรณ Slow Life บางกอก

ปรับบ้านเพื่อแบ่งปัน 

จิง-ธีรา ลี้อบาย เจ้าของตลาด Slow Life บางกอก และศิลปินนักวาดภาพสีน้ำผู้สนใจสิ่งแวดล้อม เปิดบ้านพาเราเข้าไปนั่งในพื้นที่ ‘พักทำสวน’ ที่เปิดเป็นคาเฟ่ให้ผู้คนได้เข้ามาพักผ่อนพร้อมรับประทานอาหารที่ดีและอร่อย 

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามายังบ้านสีขาวสลับน้ำตาลหลังนี้ บรรยากาศชวนนึกถึงบ้านพักต่างจังหวัดสวย ๆ สักหลังที่ทำให้เราได้หย่อนใจในวันเหนื่อยล้า จนย้อนคิดได้ว่า นับวันพื้นที่แสนสงบในกรุงเทพฯ ยิ่งหายาก ด้วยความเจริญและเศรษฐกิจที่เติบโต เมืองหลวงของเราจึงมีภาพจำของความวุ่นวาย เร่งรีบ ตึกสูงและคอนโดมิเนียม ที่แห่งนี้จึงเป็นดั่งขุมทรัพย์ใน ‘ลาดพร้าว’ ย่านที่ถูกขนานนามว่า ไฟแดงชาตินี้ ไฟเขียวชาติหน้า 

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

จิงเล่าให้เราฟังว่า เจ้าของบ้านตัวจริงคือ เชฟจิ้น-กวีวิรัญจ์ บัวสุวรรณ ที่สนใจวัตถุดิบท้องถิ่น ธรรมชาติ และการเกษตร ผู้เป็นเจ้าของแนวคิด Slow Life ในบางกอก 

“พี่จิ้นเป็นเจ้าของบ้าน โตที่นี่ ตรงนี้ก็เป็นญาติกันไปหมดจนสุดคลองลาดพร้าว เป็นที่ดินของคุณตาคุณยาย คุณลุงคุณป้า ตัวพี่จิ้นเติบโตมากับการวิ่งเล่นริมสวน พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นลาดพร้าวที่เป็นลาดมะพร้าวจริง ๆ พอเมืองเข้ามา ก็ยังอยากเก็บบรรยากาศเดิม ๆ ไว้” จิงเล่า

เชฟจิ้น-กวีวิรัญจ์ บัวสุวรรณ Slow Life บางกอก

บ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร ส่วนด้านบนเป็นแกลเลอรี่ที่เปิดให้ศิลปินเข้ามาแสดงผลงานได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากการเป็นคาเฟ่หรือบ้านพักริมสวนของสองสามีภรรยาแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นสนามเด็กเล่นให้ผู้คนได้รู้และได้ลองทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ 

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

“ไม่ได้อยากให้ที่นี่เป็นบ้านของเรา หรือร้านของเราอย่างเดียว เราเปิดให้หลาย ๆ คนเข้ามา อย่างเชฟเขาก็เป็นเชฟในระบบทั่วไป นอกจากวันทำงานแล้ว พอมีวันหยุด 1 วัน ก็อยากทำอะไรที่มันมีคุณค่า มากกว่าเมนูที่ระบบสั่งมา เลยชวนให้น้องมาอยู่ที่นี่ เขาจะดีไซน์เมนูของเขา เปิดพื้นที่ให้คนที่อยากลอง”

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

ย้อนรอยวันเปิดตลาด

นอกเหนือจากตัวบ้านที่เปิดเป็นคาเฟ่แล้ว จุดมุ่งหมายที่พาเรามาที่นี่ คือตลาด Slow Life บางกอก

ตลาดแห่งนี้เริ่มมาจากงานขึ้นบ้านใหม่ ด้วยความที่ทั้งสองคนอยู่ในแวดวงสินค้าออร์แกนิกอยู่แล้ว จึงถือโอกาสชวนเพื่อนนำสินค้ามาขายที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้สานต่อโปรเจกต์นี้มากนักเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 หลังภาวะโรคระบาดนี้ดีขึ้น จิงจึงตัดสินใจกลับมาจัดตลาดอีกครั้ง ประกอบกับในช่วงนั้นได้พบกับมูลนิธิ MOA ซึ่งสนับสนุนเกษตรกรเรื่องออร์แกนิก สุนทรี ปรัชญา ธรรมชาติกับศิลปะ ตลอดจนสุขภาพและวัฒนธรรม จากเดิมทีที่การทำงานพัฒนาเกษตรกรต้องดำเนินการในต่างจังหวัดเท่านั้น ตลาดนี้จึงเป็นโอกาสให้ได้พัฒนาเกษตรกรในกรุงเทพฯ ร่วมด้วย

พอมีคำว่าออร์แกนิกขึ้นมา เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในโลกอันกว้างใหญ่ของนิยามคำว่าออร์แกนิกนั้น ความเข้าใจของเราจะถูกต้องสักเศษเสี้ยวหนึ่งไหม 

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

จิงคิดอยู่สักพักก่อนตอบว่า “เราก็คุยกันอยู่เหมือนกันนะ ว่าอะไรจะมาชี้วัดว่าออร์แกนิก เราว่ามันคือหัวใจของคนที่ทำ บางคนอาจจะคิดว่าแค่ตรารับรอง มันก็คือออร์แกนิกแล้ว ใจของคนทำสำคัญกว่า ถ้าเราตั้งใจทำ ตั้งใจไม่ใช้ยา ถึงปริมาณไม่ได้เยอะ ไม่ได้สวยงามก็ดีกว่า ออร์แกนิกไม่ใช่แค่มาตรฐานหรือตรากำกับ มันคือจิตใจของผู้คนนี่แหละ” 

จุนเจือกันไม่ขาด 

คุยกันไปมาได้สักพัก ฟ้าที่มืดครึ้มก็สว่างจ้า กลับมาทอแสงแดดสวยเหมือนเดิม เรามองออกไปจากประตูกระจกของร้านเห็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้ายกโต๊ะ เก้าอี้ และร่มคันสวย กลับมาจัดหน้าร้านกันอย่างขันแข็ง จึงถือโอกาสให้จิงพาเดินชมตลาดพลางพูดคุยกัน

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

ความเป็นกันเอง สบาย ๆ ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นจุดเด่นที่สังเกตเห็นได้ทั้งตลาด หรืออาจกล่าวได้ว่า ที่นี่ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย ในราคาค่าแผงเพียง 100 บาท พ่อค้าแม่ค้าต่างพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือกัน นอกจากนั้นความพิถีพิถันในการเลือกลูกตลาดให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อของได้รับประโยชน์สูงสุด ก็เป็นอีกความน่าสนใจที่ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดออร์แกนิกธรรมดา

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

Slow Life บางกอก Market เปิดพื้นที่ให้สินค้าออร์แกนิก เกษตรอินทรีย์ พืช อาหารที่ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และเหล่างานคราฟต์เข้ามาขาย โดยคำนึงมากกว่าเพียงตัวผลิตภัณฑ์ เพราะจิงและจิ้นมองลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ ร้านค้าที่เข้ามาเป็นลูกตลาดต้องมีจุดเด่นที่บอกได้ว่าสินค้าของคุณต่างจากคนอื่นอย่างไร และนอกจากดีต่อร่างกายแล้ว มันดีต่อใจอย่างไร

ชิมรสชาติพิเศษล้ำ

จิงพาเราเดินมาถึงร้านสวนดินคานาอัน รถเข็นคันเล็ก ๆ ที่ขายพัฟย่าง ทั้งรสเผือก เห็ดอบชีส ไก่เทอริยากิ และผักโขมอบชีส แต่สิ่งที่สะดุดตาเรามากที่สุด คือ ‘ปลาส้มฟัก’ เมนูที่เราพยายามมองหา ‘ฟัก’ ในอาหารชนิดนี้ 

เด็กกรุงเทพฯ ตาใสอย่างเราไม่เคยได้ยินเมนูนี้มาก่อน พี่เจ้าของร้านอธิบายให้ฟังว่า ปลาส้มฟักก็เหมือนแหนม แต่เป็นแหนมที่ทำจากเนื้อปลา โดยรากศัพท์เกิดจากการผสมคำว่า ปลาส้ม แปลว่าการนำปลาไปหมักดอง กับฟักที่หมายถึงการสับหรือบดละเอียด ปลาส้มฟักร้านนี้ใช้ปลาจากเขื่อนอุบลรัตน์ ไม่มีก้างและไม่มีผงชูรส 

Slow Life บางกอก : ตลาดออร์แกนิกแสนสงบที่คืนบรรยากาศ 'ลาดมะพร้าว' ในอดีตให้ย่านลาดพร้าว

 เดินถัดมา 3 – 4 ร้าน เราสังเกตเห็นร้านที่เหมือนรถขายกาแฟทั่วไป แต่มีเลม่อนปลูกเองจากสวนที่นำมาสรรสร้างเป็นเมนูพิเศษมากมาย ตั้งแต่เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นอย่างเลม่อนน้ำผึ้ง หรือกาแฟเลม่อนที่มีรสหวานอมเปรี้ยวขมปลาย ช่วยให้วันฟ้าหมอง ๆ สว่างขึ้นมาได้ 

 ระหว่างพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ เจ้าของร้านชวนเราชิมเมล็ดโกโก้สด สัมผัสแรกคือกลิ่นโกโก้ที่หอมตีขึ้นจมูก ก่อนจะตามมาด้วยความมันและรสขมบาง ๆ ความรู้สึกคล้ายกำลังทานเมล็ดถั่วที่มีกลิ่นโกโก้หอมตลบอบอวลทั้งปาก

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

นอกจากนั้นยังมีร้านข้าวต้มมัดที่มีคุณยายวัย 80 ปี ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนนำมาขาย โดยขนมในตะกร้าสานนั้นเวียนกันไปในการจัดตลาดแต่ละครั้ง ตั้งแต่ถั่วแปบ ขนมใส่ไส้ ขนมกล้วย ตลอดจนขนมฟักทอง อาจเรียกได้ว่า คุณจะได้สุ่มทานขนมไทยอร่อย ๆ ทุกครั้งที่มาเยือนตลาดแห่งนี้

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

พาทัวร์ออกนอกถิ่น 

หลังตลาดแห่งนี้จัดต่อเนื่องมาถึง 3 ครั้ง จิงและจิ้นยังคงมุ่งหวังให้ตลาดนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของคอมมูนิตี้ที่เพื่อน ๆ พร้อมช่วยเหลือกัน โดยอาจจะเปิดโปรเจกต์ใหม่ด้วยการพาลูกตลาดไปสัญจรยังที่ต่าง ๆ 

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

“เราไม่ได้อยากให้เป็นร้านอย่างเดียว เราอยากให้เป็นที่ที่คนมารวมกัน มาเจอกันที่นี่แล้วก็ไปเจอกันที่อื่นได้อีก มารู้จักกันที่นี่แล้วพากันไปที่อื่นได้อีก”

ฝึกจนชินด้วยเวิร์กชอป

สำหรับเดือนกันยายนนี้ ตลาด Slow Life บางกอก จัดขึ้นในธีม Workshop Village ชวนคุณเข้ามาทดลองทำงานคราฟต์ด้วยพลังกายและพลังใจ แนวคิดของธีมนี้เกิดขึ้นจากการรับความคิดเห็นของผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมตลาดเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการปรับพื้นที่โซนสวนให้คนเข้าไปเดินเล่นได้ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของงานในครั้งนี้ สำหรับเดือนถัด ๆ ไป Slow Life บางกอก Market ก็จะรับข้อเสนอแนะและปรับธีมไปตามความสนใจของผู้คนในตลาดเช่นกัน

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

ผ้าผ่อนเกิดอาภรณ์

หลังเดินวนชมมารอบตลาด ก็ถึงเวลาที่เราขอเข้าร่วมเวิร์กชอปการเย็บเสื้อง่าย ๆ กับร้าน Beehive Art-icle Rare แนวคิดหลักของการตัดเย็บเสื้อผ้านี้ คือการมอง ‘เครื่องนุ่งห่มให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม’ หากมองย้อนไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์มองเสื้อผ้าต่างออกไปจากอดีต เราใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องประดับร่างกาย สิ่งเพิ่มความสวยงาม โดยลืมหน้าที่หลักอย่างการเป็นเครื่องนุ่งห่มไป ปัญหาจากแนวคิดเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะขยะแฟชั่นล้นเมือง คนใส่เสื้อครั้งเดียวแล้วก็ทิ้ง Beehive Art-icle Rare จึงนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ ในการตัดเย็บเสื้อผ้าให้เราได้สวมใส่อย่างสวยงามและรักษ์โลกในคราวเดียวกัน 

เรากับการตัดเย็บเสื้อผ้า ถ้าพูดให้คนในครอบครัวฟังก็คงขำแล้วบอกว่ามันเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะชั้นสูง แต่กว่า 1 ชั่วโมงในการทำเวิร์กชอปนี้ไม่น่าเบื่อเลย และทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ของการตัดเย็บเสื้อผ้าอีกด้วย 

เริ่มต้นจากการเลือกผ้าที่ต้องการ จากนั้นนำผ้ามาฉีกออกมาเป็น 2 ส่วนคือ ด้านหน้าและด้านหลังของตัวเสื้อ จากนั้นวัดพื้นที่บริเวณคอเสื้อและใช้เข็มกลัดกลัดไว้เพื่อเย็บไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนเย็บด้านข้างของลำตัว และติดป้ายร้านเพื่อแสดงเป็นเครื่องหมายว่า ‘วันนี้เราได้มาเจอกัน’

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

ช่วงเวลา 50 กว่านาทีที่นั่งอยู่ใต้ชายคาของร้านนี้ มีสมาชิกร่วมตัดเย็บกับเราอีก 1 คน จนคล้ายเป็นสภากาแฟในช่วงบ่ายที่ได้ร่วมพูดคุยกันถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม ด้วยความแตกต่างของช่วงวัยทำให้คุณป้าถามเราถึงเทรนด์การรักษาสิ่งแวดล้อมในวัยรุ่น จากประเด็นการแยกขยะและเสื้อผ้า Fast Fashion นำไปสู่การพูดคุยระดับนโยบายของประเทศ การกำจัดขยะ และปัญหางบประมาณประเทศที่จำเป็นต้องลงทุนกับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

“พอพูดเรื่องการแยกขยะ บางทีเราไม่ได้แยกขยะ แต่เราไม่สร้างขยะตั้งแต่แรก พยายามซื้อของมือสอง ใส่เสื้อมือสอง มันก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น” คุณป้าเจ้าของร้านสรุปประเด็นที่พูดคุยกัน หลังเราเล่าเรื่องเสื้อผ้ามือสองของโกดังต่าง ๆ

ช่วงบ่าย 3 – 4 โมงเย็นที่เรานั่งใช้เข็มสะกิดเนื้อผ้าไปมาจนเป็นทรง วงนั่งเล่นขึ้นมาซ้อมดนตรีขับกล่อมให้ใจเย็นลง ดั่งช่วงเวลาเวทมนตร์ เวิร์กชอปนี้จึงมอบเสื้อสวย ๆ ให้สวมกลับบ้านอย่างภาคภูมิใจ พร้อมด้วยบทสนทนาดี ๆ ที่เปิดมุมมองใหม่ในหลากหลายประเด็น

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

เงาสะท้อนช้าจนชาญ

จากตอนแรกที่รู้สึกหลงถิ่นเหลือเกินกับการเดินทางเข้ามายังพื้นที่นี้ ด้วยนิสัยรีบร้อนของมนุษย์กรุงเทพฯ ที่ฝังลึกในดีเอ็นเอ แถมยังไม่เข้าใจคำว่าสโลว์ไลฟ์อย่างถ่องแท้ จนพาลให้จิงต้องอธิบายความหมายให้ฟังอยู่หลายรอบ

“คนทั่วไปคิดว่าสโลว์ไลฟ์หมายถึงต้องใช้ชีวิตช้า ๆ อะไรแบบนี้ใช่ไหม (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วไม่เลยนะ ไม่ต้องใช้ชีวิตช้า ๆ ที่นี่มี Gadgets เทคโนโลยีทั่วไป ติดโซลาร์เซลล์ เราใช้โรบอตดูดฝุ่นบ้าน ใช้เทคโนโลยีทุกอย่าง แค่ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบกดดันหรือเร่งรีบในระบบของสังคม แค่ทำสิ่งที่เราอยากทำนั่นแหละ มันเป็นความสุขภายใต้มุมของเรา เรายังไปเดินห้างปกติ ไม่ต้องกินอาหารออร์แกนิกเท่านั้น ผงชูรสก็กินได้ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าความหลากหลายนั้นสำคัญกว่า เรากินสารพิษหลาย ๆ อย่างแล้วก็คละเคล้ากัน เราก็อยู่ได้” เราท้าวคางนั่งฟังจิงอย่างตั้งใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าประโยคนี้เปลี่ยนความคิดเราไปมากมาย 

เชฟจิ้น-กวีวิรัญจ์ บัวสุวรรณ Slow Life บางกอก

ที่นี่เป็นเสมือนขุมทรัพย์ใจกลางเมืองที่พาเราไปพักผ่อนสบาย ๆ โดยไม่ต้องขับรถหลายชั่วโมงไปถึงต่างจังหวัด ด้วยสภาพแวดล้อม สังคม และผู้คน จะชวนให้เราได้พักหายใจ ทำอะไรช้าลง คิดอะไรช้าลง  

หากคุณมีเวลาว่างในวันหยุดเสาร์แรกของต้นเดือนหน้า เราอยากชวนให้คุณได้ไปสัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ของตลาดที่จัดขึ้นด้วยใจ ณ Slow Life บางกอก Market

ตลาดสโลว์ไลฟ์ใจกลางลาดพร้าวที่อยากให้ทุกคนหายใจช้าลง ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย อาหารออร์แกนิก งานคราฟต์ และสังคมเกื้อกูล

Slow Life บางกอก 

ที่ตั้ง : ซอยจามจุรี รัชดา32/ลาดพร้าว23 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (แผนที่

วัน-เวลาทำการ​ : ทุกเสาร์แรกของเดือน เวลา 10.00 – 18.00น.

โทรศัพท์ : 08 9897 9651

Facebook : Slow Life บางกอก 

Writer

ปณิตา พิชิตหฤทัย

นักเรียนสื่อผู้ชอบเล่าเรื่องแถวบ้าน ความฝันสูงสุดคือการเป็นเพื่อนกับแมวสามสีทุกตัวบนโลก

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load