อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

บ้านสีขาวทรงทันสมัย แม้ในวันนี้จะมีอายุเกือบ 50 ปี แต่กลับกลมกลืนกับปัจจุบันอย่างไม่ทันสังเกต ก่อนจะมาเป็น ‘Little Town Sriracha’ บ้าน 3 หลังนี้เป็นบ้านพักตากอากาศอายุร่วม 100 ปี ของคุณยายหนึ่งในหุ้นส่วนมาก่อน 

บ้านพักตากอากาศทั้ง 3 หลัง ก่อนหน้านี้ถูกทิ้งให้เงียบเหงา วันนี้กลับกลายเป็นเมืองเล็ก ๆ ในชื่อ Little Town Sriracha เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแต่งแต้มโดยผู้คนที่แวะไป เวียนมาอย่างไม่ขาดสาย บ้างเข้ามาในฐานะคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว บ้างก็แวะเวียนเข้ามาในฐานะคนแปลกหน้า แต่ที่น่าแปลกคือทุกความสัมพันธ์ที่แวะเวียนเข้ามาในเมืองแห่งนี้ แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ และมิตรภาพในระยะยาว ชวนให้กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองนี้บ่อย ๆ

กอฟ-นที รักเสรี และ แชป-อภินันท์ เตลาน ทั้งสองคนเคยทำงานโปรดักชันด้วยกันทั้งคู่ ก่อนบทสนทนาสั้น ๆ จะนำพาให้เขาทั้งคู่กลายเป็นนักวางผังเมือง นักชิม (ปลา) บาริสต้า และคนสวนในบางคราว

“แก่ตัวไป เราจะยังไงกันดี” กอฟถาม พร้อมเอ่ยถึงความฝันในวัยเกษียณของตัวเอง “อยากเปิดบาร์เล็ก ๆ ริมทะเล” 

“พี่…ผมมีที่” แชปตอบกลับ

จุดเริ่มต้นของ Little Town Sriracha มันเรียบง่ายอย่างนั้น 

จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา
จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา

เริ่มวางผังเมือง

“ครั้งแรกที่เข้ามาดูที่นี่ จะว่าใช่ก็ใช่ ทุกอย่างมันตรงตามที่เราคิดไปหมด เห็นแล้วเกิดไอเดีย ทุกคนเห็นตรงกันก็เลยเริ่มทำ พอเห็นที่จริงแล้วเราไม่อยากให้ที่นี่เป็นแค่บาร์ แต่อยากให้เป็น Community Place มีเพื่อนคนนู้นคนนี้ แล้วเขามาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่ทำไม่ได้ในชีวิตจริง เพราะทุกคนมีงานประจำ ก็เลยอยากทำให้เป็นที่ที่ทุกคนมาแชร์ไอเดียร่วมกัน แล้วกลับมาทำในวันที่อยากทำ” กอฟเล่าถึง (รัก) แรกพบที่เห็นที่นี่ครั้งแรก

จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา

ด้วยความที่พื้นที่ประกอบด้วยบ้าน 3 หลัง หลังเก่าที่สุดอยู่ด้านใน เป็นบ้านไม้สไตล์ไทย อีก 2 หลังเป็นสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนตั้งถัดออกมา มีต้นมะขามอายุ 100 กว่าปีฝังรากลึก แผ่ร่มเงาปกคลุมสร้างความร่มรื่น มองตรงไปเป็นวิวทะเล มีชาวประมงมาจอดเรือลงของ มองเห็นวิถีชีวิตของคนแถวนี้ ที่นี่เลยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ ตรงนี้เป็นคาเฟ่และบาร์ ตรงนั้นเป็น Daily Fish โอมากาเสะปลาไทย ตรงโน้นเคยเป็นร้านตัดผม และบางอาทิตย์ก็มีคนมาขายอาหาร บางอาทิตย์ก็มีคนทำขนมมา บางอาทิตย์ก็มีดีเจมาเปิดเพลงแจ๊ส

Little Town Sriracha ก็เหมือนเมืองเมืองหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามโอกาส

แต่กิจกรรมหลัก ๆ ของที่นี่ มีคาเฟ่ พาย SUP คายัค และโอมากาเสะปลาไทยที่ต้องจองล่วงหน้า

จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา
จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา

อาหารตามสั่งจากธรรมชาติ

“น้องคนที่มาทำโอมากาเสะ ตอนแรกน้องก็เป็นลูกค้า เข้ามาพาย SUP นี่แหละ แล้วพอคุยกัน เราเห็นแพสชันของน้องเขา เขาชอบออกเรือ ตกปลา แล้วเอากลับมาแล่กินเอง แพสชันน้องเขาลงไปลึกมากเลย ถึงขนาดใช้วิธี Ikejime ที่ช่วยคงความสด ลดกลิ่นคาวปลา ปลาบางชนิดเอามากินแล้วอร่อยเลย บางชนิดต้องบ่มไว้ก่อน บางครั้งน้องหายไปเป็นอาทิตย์ ลงใต้ไปหาปลาแปลก ๆ ส่วนน้องอีกคนชอบทำอาหาร บางทีก็เอาวัตถุดิบพื้นบ้านของชลบุรีมาทำอาหารยุโรป พอเรามาคุยคอนเซ็ปต์กัน มันคลิก!” กอฟอธิบายถึงที่มาของโอมากาเสะปลาไทย

ปลาส่วนหนึ่งของ Daily Fish จึงมาจากการออกเรือจับด้วยตัวเอง บางส่วนก็มาจากเพื่อน ๆ ที่ชอบไปตกปลาด้วยกัน และบางส่วนก็กระจายรายได้ให้กับชาวประมงท้องถิ่น โดยให้ราคาที่สูงขึ้นแลกกับการทำอิเคะจิเมะมาให้จากบนเรือ เมนูโอมากาเสะปลาไทยของที่นี่จึงแตกต่างกันออกไป ตามแต่ว่าธรรมชาติจะให้อะไรมา

STAND UP and get your PADDLE BOARD

“มันเริ่มมาจากความชอบ” กอฟเกริ่น

ถ้าใครอยากมาพาย SUP (Stand Up Paddle Board) หรือคายัคที่นี่ ต้องเริ่มจากการเทรนด์ประมาณ 20 นาที เพราะอยากให้พื้นฐานแน่น มาพายที่นี่ต้องกลับไปพายที่อื่นต่อได้ด้วย แถมยังปลอดภัยหายห่วง เพราะ ครูตั้ว-ธีริน อินทนพ ผ่านการอบรมเกี่ยวกับกีฬาทางน้ำมามากมาย ทั้งยังเป็นผู้ฝึกสอนกีฬายืนพาย (SUP) เพียง 50 คนในประเทศไทย ที่ออกให้โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมกีฬากระดานโต้คลื่นแห่งประเทศไทย ครูตั้วสอนอย่างจริงจังและตั้งใจให้ความรู้ ตั้งแต่ท่ายืน ท่าพายที่ถูกต้อง เทคนิคการจับไม้พาย จนถึงวิธีการเอาชีวิตรอดหากตกน้ำ 

เส้นทางการพายซัพบอร์ดของที่นี่มีให้เลือกทั้งหมด 5 เส้นทาง เริ่มต้นตั้งแต่เกาะลอย บ้านเล็กกลางน้ำ หาดลับ บางพระ จนถึงบางแสน เลือกได้ตามระดับความยากง่าย หรือตามแต่ใจเราต้องการ

จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา

“บางคนมองว่าพายบอร์ดมันง่าย เราไม่เถียงนะ แต่ความยากคือเรื่องทิศทางลมที่กำหนดไม่ได้ บางคนไม่รู้ว่าเจอลมแรงต้องทำยังไง ตกน้ำจะขึ้นบอร์ดยังไง เราไม่อยากให้เกิดอันตรายกับลูกค้า ความปลอดภัยต้องมาที่หนึ่ง” กอฟอธิบายและเล่าต่อให้ฟังปนขำว่า “ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ลูกค้าเอาโทรศัพท์ติดไปด้วย” – เราชักสงสัย

“ถ้าพายกลับมาไม่ไหวก็ให้โทรมาบอก เทรนเนอร์จะช่วยไปพากลับมาให้” เขาเฉลย

ถ้าถามว่าช่วงเวลาไหนที่อยากแนะนำให้มาพายที่สุด ขอตอบแทนเลยว่าหน้าหนาว 

เพราะน้ำจะนิ่งและค่อนข้างใส จะพายเอาสนุก หรือพายไปนั่งรับลมชิลล์กลางทะเลก็สุขสุด ๆ

จิบกาแฟ พายซัพบอร์ด กินโอมากาเสะปลาไทย และใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ร้านอาหาร ศรีราชา
Little Town เมืองเล็ก ๆ ในศรีราชาของสองหนุ่มโปรดักชัน สร้างเป็นฐานทัพลับในวัยเกษียณ

พึ่งพา อาศัย

“เหมือนมี Ecosystem เล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในร้านของเรา” กอฟเปรย เขาชี้เราให้มองผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังทำอะไรสักอย่างกับเรือคายัค 

“อย่างพี่คนนั้น ตอนแรกแค่เอาเรือมาฝากไว้กับเรา ว่าง ๆ เขาชอบไปตกปลา กลับมาก็เอามาแบ่งกัน เอามาให้ชิม กลายเป็นรู้จักกัน หรือลูกค้าบางคนพายไปบ้านลับกลางทะเล บางคนพายเข้าไปในแพของชาวประมง ลุงเลิศเขาก็ใจดี ชวนลูกค้ากินข้าวก็มี ลูกค้าบางคนก็สั่งปูของลุงเขาด้วย พายกลับมาลุงเขาก็เอามาส่งให้” เขาเล่าความประทับใจ

ถ้าไม่นับโอมากาเสะปลาไทยที่ต้องจองมาล่วงหน้า อาหารส่วนใหญ่ที่มีให้สั่งในร้านจะเป็นเครื่องดื่มและอาหารกินเล่นทั่วไป แต่หากหิวเมื่อไหร่ ก็แอบขอพี่กอฟสั่งอาหารจากร้านข้าง ๆ มาได้นะ

คุยกันไปคุยกันมา จากลูกค้าก็กลายเป็นเพื่อน พี่ น้อง

บอร์ดเกม การ์ดเกม ที่นี่ก็มีให้หยิบยืมเล่นกันตามสบาย บางคนแวะเวียนมากินกาแฟ บางคนแวะมานั่งเฉย ๆ บางคนแวะมาทักทาย เพื่อนบางคนอยู่กรุงเทพฯ แต่กลับมาเจอกันที่นี่ 

“เราอยากให้ที่นี่เป็นคอมมูนิตี้ที่คนมารวมตัวกันได้ในบรรยากาศสบาย ๆ เราเปิดถึงสามทุ่ม ไม่มีคนเราก็ปิด แต่ถ้ามีคนอยู่ยาวก็ปล่อย เราเข้าไปนอนในบ้านให้เขานั่งกันไป พอเขาจะกลับก็โทรมาบอกเรา พอเราได้คุยกัน ได้สื่อสาร ได้รู้จัก มันเหมือนเราให้ความจริงใจกับเขา เขาก็จะจริงใจกับเรา” กอฟเล่า ยิ่งช่วยย้ำว่ามาที่นี่ ก็เหมือนมาบ้านเพื่อน

Little Town เมืองเล็ก ๆ ในศรีราชาของสองหนุ่มโปรดักชัน สร้างเป็นฐานทัพลับในวัยเกษียณ
Little Town เมืองเล็ก ๆ ในศรีราชาของสองหนุ่มโปรดักชัน สร้างเป็นฐานทัพลับในวัยเกษียณ

พึ่งมา อาศัย

พื้นเพของกอฟและแชปเป็นคนกรุงเทพฯ ช่วงแรกของการเปิดร้านทั้งสองคนยังแวะเวียนไปกลับทุกอาทิตย์ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นไปกลับ ศรีราชา-กรุงเทพฯ ทุกวัน แม้วันทำงานเลิกเย็นก็ยังขับรถกลับมานอนที่นี่

เพราะการเดินทางไปกลับเทียบเท่าเวลาเดินทางจากปากเกร็ดเข้ามายังใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แค่เปลี่ยนจากวิวรถติด ให้กลายเป็นวิวภูเขาและวิวทะเลเท่านั้นเอง 

“เราอยู่กันแบบครอบครัว ที่หมายถึงครอบครัวจริง ๆ อยากให้คนที่มาได้มาสนุก มีความสุขกลับไป เวลาไม่รู้จะไปที่ไหน อยากหาเพื่อนนั่งคุย หาที่นั่งทำงาน อยากพายบอร์ด อยากหาที่ทิ้งตัว ก็มาที่นี่เถอะ 

“มาปล่อยใจไปกับมัน”

กอฟเล่าถึงเหตุผลที่ชวนให้หลงรักที่นี่ไว้อย่างนั้น

Little Town เมืองเล็ก ๆ ในศรีราชาของสองหนุ่มโปรดักชัน สร้างเป็นฐานทัพลับในวัยเกษียณ

Little Town Sriracha

ที่ตั้ง : ถนนสุขุมวิท ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 11.00 – 21.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.30 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 06 2363 6195

Facebook : Little Town Sriracha

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ธนกร บินซายัน

ดีไซน์เนอร์ สไตลิสต์ ช่างเย็บผ้าประจำ ช่างภาพบางเวลา เจ้าของแบรนด์ ZAYAN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load