อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

18 พฤศจิกายน 2565
3 K

“นี่เป็นองุ่นพันธุ์ Cabernet Franc นะครับ ปกติในตำราที่เราจะเห็น Cabernet Sauvignon ซะส่วนใหญ่ แต่ Cabernet Franc เป็นพ่อของ Cabernet Sauvignon อีกทีหนึ่ง พ่อเขามีความ Light Body และ Elegant มากกว่าลูก ถ้าลูกจะออกแนว Full Body ไวน์หนัก ๆ เลย แต่ว่าจะมี Pyrazines เหมือนกัน Pyrazines เป็นสารที่มีอยู่ในตระกูล Cabernet เท่านั้นนะครับ สารตัวนี้จะทำให้ได้ความเขียว เขียวคล้าย ๆ กลิ่นพริกหยวก…”

ช้าก่อน! อย่าเพิ่งคิดว่ายากและปิดจอเลิกอ่านบทความไปตั้งแต่เนิ่น ๆ

วันนี้เราอยู่กันที่ ‘Wine Academic’ และเป็นตามชื่อ ผู้รู้เรื่องไวน์ที่นี่จะค่อย ๆ สอน ไม่ปล่อยให้เรางง ใครอยากรู้เบื้องต้นก็มายืนถาม ใครอยากรู้ลึกหน่อยก็เข้าร่วมกิจกรรม เข้าคลาสเกี่ยวกับไวน์ที่ทางร้านจัดอยู่เป็นประจำได้

“วัยรุ่นในสังคมเดี๋ยวนี้เข้ามาในโลกของไวน์มากขึ้น บางคนก็อยากรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาคอร์สเรียนที่ไหนที่ให้ความรู้เขาได้” แนน-เฌอญาดา เจียระไนรุ่งโรจน์ หนึ่งในเจ้าของร้านเล่าถึงเหตุผลที่เปิดที่นี่ขึ้นมา “ปกติทั่วไปเราเห็นร้านหรู ๆ แพริ่งกับอาหารอิตาเลียน เปิดเมนูมาก็ไม่รู้จะสั่งอะไร ไม่มีใครแนะนำเรา แต่มาที่นี่ เหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อนหลังเลิกงาน แล้วพูดคุยกับยุ่น ถามเรื่องไวน์ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเราชื่อ Wine Academic

‘ยุ่น’ ที่แนนหมายถึง คือ พุฒิณัฐ บุญญฤกษ์บวร เจ้าของร้าน Wine Academic อีกคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ไวน์เนิร์ด’ ตัวยง เขาชอบเครื่องดื่มชนิดนี้มากแบบที่ถามอะไรก็ตอบได้ ถึงบรรยากาศที่นี่จะดูสบาย ๆ เป็นกันเอง แต่เมื่อก้าวเข้ามาในร้านแล้ว คุณจะดื่มไวน์เป็น เข้าใจเครื่องดื่มชนิดนี้มากขึ้น ชนิดรู้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 เหนือร้าน BURR everyday ย่านฝั่งธนฯ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่มีแค่โต๊ะยาวกลางร้าน และขวดไวน์ประเภทต่าง ๆ ล้อมรอบ แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นสนุกน่าสนใจไม่แพ้ใคร

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย
Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

Meet The Wine Nerd

ก่อนจะพาเยี่ยมชมร้าน เราขอพาไปรู้จักเจ้าของร้านไฟแรงอย่างยุ่นกับแนนสักหน่อย

‘ยุ่น’ เป็นบัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่จบมาทำงานเป็นกุ๊ก จุดเริ่มต้นของยุ่นในเส้นทางนี้เกิดขึ้นในวันเกิดอายุ 25 ปีของเขา ซึ่งตรงกับ National Drink Wine Day พอดี (Born to be อะไรเช่นนี้) เมื่อยุ่นได้ทราบความจริงข้อนี้จากกูเกิล เขาจึงลองเดินเข้าไปในร้าน Riedel ห้างเกสร ที่มีตู้กดไวน์ให้ลองกด

“ด้วยความที่เราเพิ่งเริ่มลอง เราก็อยากดื่มเยอะ ๆ อยากลองตัวนู้นตัวนี้” ยุ่นตั้งใจเล่า “ไวน์แต่ละตัวมันต่างกันนะ ตอนนั้นบ้ากลิ่นแบบเสื้อหนัง แล้วมันมีไวน์ตัวหนึ่งกลิ่นเหมือนเสื้อหนัง เราชอบมากเลย”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยุ่นก็เริ่ม ‘ศึกษาไวน์’ อย่างจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ Wine Tasting ซึ่งทำให้เขาเริ่มรู้จักเพื่อน ๆ ในกลุ่มไวน์มากขึ้น และเริ่มเรียนคอร์สของ WSET ด้วยการสนับสนุนจากพ่อ โดย WSET หรือ Wine & Spirit Education Trust องค์กรระดับโลกที่จัดหลักสูตรและการสอบในด้านไวน์ สุรา และสาเก ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการการศึกษาด้านไวน์ชั้นนำของโลกด้วย

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

“จริง ๆ WSET ไม่ต้องเรียนทุกเลเวลก็ได้นะ แต่ยุ่นเรียน” แนนเมาท์เพื่อน ความเนิร์ดของยุ่นนี่เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ เขาเป็นถึงคนที่ได้เรตติ้งอันดับ 1 ในไทยของแอพดื่มไวน์ Vivino หมายความว่าเขารีวิวไวน์ถี่ที่สุดจนไต่อันดับขึ้นมาขนาดนี้

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ‘ซอมเมอลิเยร์’ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยุ่นเป็น ซอมเมอลิเยร์มาจากคนละสถาบัน คนละสายกับที่ยุ่นเรียนมา ทางนั้นจะได้รับการเทรนเรื่องเซอร์วิสหรือการบริการลูกค้า แต่ WSET เป็นการเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ลึก ๆ เรื่องไวน์เสียมากกว่า

“ผมเรียนเพราะแพสชันล้วน ๆ เรียกว่าไวน์เนิร์ดก็ได้ครับ”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

ส่วน ‘แนน’ เจ้าของร้านอีกคนที่นั่งอยู่ข้างยุ่น เรียนจบ Modern Management and Information Technology กลางวันเธอเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พอตกกลางคืนก็มาประจำที่ร้านไวน์แห่งนี้ ยุ่นและแนนรู้จักกันผ่านเพื่อน ๆ ในกลุ่มไวน์ และเจอกันในงาน Wine Tasting

“จริง ๆ แนนก็เหมือนคนทั่วไปเลย ที่เริ่มดื่มไวน์ก็ดื่มเฉย ๆ เพิ่งมามีความรู้ก็ตอนที่รู้จักยุ่น แล้วก็ฝึกจากตรงนั้นมาเรื่อย ๆ ได้ยินเยอะ ๆ ได้ชิมเยอะ ๆ เราก็จำ ถามว่าตอนนี้แนนเก่งไหม ก็ไม่ได้ถึงกับเก่งเหมือนยุ่น แต่ว่าพอรู้บ้าง” แนนถ่อมตัว แต่สำหรับคนไม่มีความรู้เรื่องไวน์อย่างเราแล้ว เธอก็จัดเป็นกูรูคนหนึ่งเลย

เมื่อพูดถึงบทบาทในร้าน ยุ่นจะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าและเหล่านักเรียน ส่วนแนนดูแลเรื่องอาหาร การจัดการ ติดต่อลูกค้า และวางแผนการทำงานต่าง ๆ รวม 2 คน แท็กทีมกันทำ Wine Academic ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนรักไวน์อย่างทั้งคู่ การที่ได้เปิดพื้นที่นี้ขึ้นมา เลือกซื้อของเข้าร้าน พบปะผู้คนคอเดียวกัน คงมีความสุขมาก ๆ เลย

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

เปิดประตูสู่โลกของไวน์

“ปกติลูกค้าชอบไวน์ขาวหรือไวน์แดง” เป็นคำถามแรกที่ยุ่นและแนนจะถามลูกค้า

และ “ปกติลูกค้าดื่ม Full Body หรือ Light Body” เป็นคำถามต่อไป แต่หากตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาแค่ถามให้รู้ เผื่อว่าลูกค้าที่รู้จักไวน์จะมีความชอบแบบไหนเป็นพิเศษ

เมื่อลูกค้าตัดสินใจเปิดขวดไหนแล้ว จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของยุ่นที่จะไปยืนอธิบายว่าขวดนั้นคือองุ่นอะไร มาจากแคว้นไหน ประเทศไหน มีกระบวนการทำอย่างไร ทำไมจึงออกมาเป็นแบบนี้ และจุดเด่นของขวดนี่คืออะไร

“สิ่งที่ลูกค้าจะได้กลับไป คือหากครั้งหน้าไปสั่งที่อื่น เขาจะรู้ว่าองุ่นพันธุ์นี้คาแรกเตอร์เป็นแบบนี้ ๆ นะ” แนนกล่าว

เมื่อบทสนทนาเกิดขึ้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายตาม ที่นี่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้คอนเนกชัน แรก ๆ ลูกค้าที่นี่ก็มีแต่กลุ่มเพื่อนของยุ่นและแนน หรือคนในกลุ่มไวน์ที่บอกต่อ ๆ กัน เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มมีลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนมานั่งที่โต๊ะกลางร้านตัวนี้ ซึ่งบทสนทนาก็พาให้ลูกค้ารู้จักกันเอง แล้วนัดกันมาที่นี่ในครั้งถัดไป

“ตอนนี้มีลูกค้าค่อนข้างหลากหลายค่ะ มีตั้งแต่เด็ก ๆ นักศึกษาที่เป็นบีกินเนอร์ เพิ่งเริ่มดื่ม ไปจนถึงอายุ 40 – 50 แต่ส่วนใหญ่เรียกได้ว่าเป็นวัยทำงาน”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

คุณคิดว่าคนที่ชอบไวน์ สนใจไวน์ มีอะไรร่วมกันไหม – เราถาม

“ผมสังเกตว่าจะเป็นคนชอบกิน ใช้เงินไปกับอาหาร” ยุ่นตอบ ก่อนแนนเสริมว่า “แล้วก็ชอบสำรวจ ชอบศึกษา เพราะไวน์มีอะไรให้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด คุณไม่สามารถดื่มไวน์ทุกขวดบนโลกใบนี้ พอไปเจอขวดใหม่ก็เป็นความแปลกใหม่”

คล้าย ๆ คนชอบกาแฟเลยเนอะ

“ความจริงศาสตร์ใกล้กันค่ะ กาแฟกับไวน์ ลูกค้าที่มาเรียนกับเราเขาก็ไปทำกาแฟมาก่อน เปิดร้านกาแฟมาก่อน ความจริงมันใกล้เคียงกันมาก” แนนเผย

“หลายคนก็เริ่มมาจากคราฟต์เบียร์นะ” ยุ่นพูดขึ้นมาราวกับอ่านใจเราได้ “พอเริ่มศึกษาคราฟต์เบียร์หรือกาแฟมา ก็จะเริ่มแยกแยะกลิ่นออก พอมาไวน์ก็จะเกี่ยวข้องกัน เพราะไวน์แต่ละตัว องุ่นแต่ละพันธุ์ ก็จะต่างกัน”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย
Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

ทั้งคู่บอกว่า เสน่ห์ของไวน์ที่แตกต่างไปจากอีก 2 เครื่องดื่ม คือมีการ Oxidation ไม่โดนอากาศก็มีกลิ่นอับ ๆ แบบหนึ่ง ครั้นพอปล่อยให้โดนอากาศกลิ่นก็จะเปลี่ยนไป หากเทไวน์แล้วดื่มเลยก็จะได้รสชาติแบบหนึ่ง แต่หากตั้งทิ้งไว้ ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เสมือนได้ชิมหลายขวดทั้งที่มีแค่ขวดเดียว

นั่นแหละคือความซับซ้อนของมัน ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เซนซิทีฟมาก มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีรสชาติหรือกลิ่นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะสถานที่ปลูก ดิน อากาศ หรือความเก่าแก่

“บางทีก็เลือกไวน์จากอากาศ” ยุ่นตอบเมื่อเราถามว่า ปกติแล้วเขาเลือกไวน์ให้ตัวเองดื่มจากอะไร “อย่างวันนี้อากาศชื้น ๆ ฝนตก ก็อยากเปิดอะไรที่มีกลิ่นดินเปียก เห็ด ๆ ให้มันเข้ากับอากาศ”

นั่นไง มีกลิ่นแปลก ๆ มาอีกแล้ว เมื่อกี้ก็กลิ่นเสื้อหนัง คราวนี้ก็กลิ่นดินเปียก

“จริง ๆ เราต้องมีกลิ่นพวกนั้นในหัวก่อน พอเราไปเจอไวน์ เราก็จะบอกว่าตัวนี้กลิ่นเหมือนเสื้อหนัง เหมือนหญ้าในฟาร์ม เหมือนสิ่งนั้นสิ่งนี้” แนนพูด

ไวน์ที่เห็นใน Wine Academic ไม่ใช่ขวดที่เราเห็นตามตลาดทั่วไป แต่มาจากความชอบของยุ่น หากยุ่นไปชิมไวน์ตัวไหนตามงาน Wine Tasting มาแล้วชอบ ก็จะนำตัวนั้นเข้ามาในร้าน ซึ่งพวกเขาจะเปลี่ยนกันทุกอาทิตย์ หากลูกค้าถามหา Wine List ที่นี่จึงไม่มีให้

ปัจจุบันที่นี่มีไวน์ไทยอยู่ 1 ตัวในร้าน เป็นของกรานมอนเต้ ปลูกจากไร่ในไทย ปกติแล้วความร้อนจะทำให้ Acid ในไวน์หายไป แต่ตัวนี้ยังมีอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ยุ่นเลือกตัวนี้เข้ามา และเป็นที่ถามหาของลูกค้าต่างชาติมากเป็นพิเศษ

สารพัดกิจกรรมกินดื่ม

ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร โดยปกติแล้วหากจะมาก็ต้องรองท้องมาก่อนส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีอาหารทานเล่นอย่างหมูปิ้ง เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ต ขนมจีบ หรือ Cold Cuts and Cheese เผื่อไว้ให้กินแกล้ม โดยมียุ่นกับแนนแนะนำการจับคู่เบื้องต้น แต่วันที่จัดอีเวนต์ที่จะได้กินดื่มแบบจัดหนักจัดเต็มก็มี โดยอีเวนต์ที่ว่าก็มี Chef’s Table บ้าง Pairing อาหารบ้าง

กิจกรรม Pairing อาหารของร้านนี้น่าสนใจมาก ถ้าเห็นลิสต์อาหารทานเล่นก็คงพอเดาได้ว่าที่นี่ชอบจับคู่ไวน์กับอาหารไทย เวลามีกิจกรรม Pairing อาหารจะล้ำไปกว่านั้นอีก ไม่ได้มีแค่หมูปิ้งหรือขนมจีนเท่านั้น

“เวลาเราดื่มไวน์ ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอิตาเลียนหรืออาหารฝรั่งเศสอยู่ตลอด จริง ๆ ถ้าเรา Pairing อาหารไทยได้ถูกต้อง มันก็ไปกันได้หมด” แนนบอก

ยุ่นอธิบายเกี่ยวกับ ‘กฎการจับคู่อาหาร’ ให้เราฟังโดยคร่าวว่า ไวน์แดงที่มีแทนนินเยอะ ๆ และมีรสฝาด ส่วนใหญ่จับคู่กับเนื้อ เพราะว่าความฝาดจะช่วยตัดเลี่ยนมันเนื้อ ส่วนไวน์ขาวที่มี Acidity หรือความเปรี้ยว มีความสดชื่น เหมาะทานคู่กับซีฟู้ด ซึ่งกฎพื้นฐานนั้นก็ประยุกต์ใช้กับอาหารไทยได้

“ส่วนใหญ่เวลาผมจะจับคู่ ผมก็จะนั่งดูก่อนว่า ไวน์ตัวนี้มีกลิ่นอะไรบ้าง มีเท็กซ์เจอร์ประมาณไหน องุ่นพันธุ์นี้มีเลเวลของแทนนินเท่าไหน บอดี้ประมาณไหน เราควรมาจับคู่กับอะไร

“อย่างเราอยู่ร้านเนี่ย ก็คงสั่งอาหารอิตาเลียน สั่งอาหารฝรั่งมากินไม่ได้ทุกวัน” แนนพูดต่อ “เราสั่งก๋วยเตี๋ยวบ้าง ข้าวผัดกะเพราบ้าง แล้วก็คิดว่าเอาไปจับคู่กับอะไรดีน้า”

เราถามเขาว่ามีอาหารอะไรที่ไม่เหมาะกับไวน์บ้างไหม พวกเขาตอบทันควันว่า ไม่มี แม้แต่ขนมก็มีไวน์หวานหรือ Dessert Wine ไว้จับคู่ แต่ต้องจำกฎข้อหนึ่งไว้ว่า ไวน์ต้องหวานกว่าขนม

ล่าสุดพวกเขาจัดกิจกรรม Pairing ‘ของดีฝั่งธน’ ขึ้นมา โดยนำ 10 ของอร่อยมาจับคู่กับไวน์ ไม่ว่าจะเป็นสตรีทฟู้ด กุยช่ายตลาดพลู สมศักดิ์ปูอบ เนื้อตุ๋นเจริญนคร ห่านพะโล้ท่าดินแดง หรือขนมไทยต่าง ๆ โดยคู่ที่ลูกค้าประทับใจที่สุด คือกุยช่ายตลาดพลูกับไวน์ขาว Muskateller

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

“เราพยายามคิดนอกกรอบจากค่านิยมปัจจุบัน ทำไมล่ะ ทำไมไวน์แดงต้องดื่มคู่กับเนื้อสเต๊กอย่างเดียว ดื่มคู่กับหมูปิ้งก็ได้”

จากที่ดูเป็นของหรูหราก็ดูจับต้องได้ขึ้นมาทันที

“เวลาจัดกิจกรรม เราจะยกมาทีละคู่ แล้วแนะนำคาแรกเตอร์ของไวน์ก่อน จากนั้นค่อยบอกว่าอาหารในจานคืออะไร รสชาติที่ชูออกมาคืออะไร ทำไมเราถึงเอาทั้งไวน์และอาหารจานนี้มาจับคู่กัน มันจะไปด้วยกันได้ยังไง เข้ากันแบบไหน”

ระหว่างรอคู่ถัดไปมาเสิร์ฟ เราต้องล้างปากก่อนไหม? – เราถาม นึกภาพว่าลิ้นคงจะเพี้ยนไปหมดถ้าต้องชิมหลาย ๆ ตัวในมื้อเดียว

“ส่วนใหญ่ผมเอาไวน์ล้างเลยครับ หรือจะเป็นน้ำเปล่าก็ได้” นักดื่มไวน์ตอบ “อีกอย่างหนึ่งที่โอเคก็คือ พวกขนมปังหรืออะไรแป้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีรส กินขนมปังล้างปากก็ได้แล้วค่อยดื่มอีกขวด”

“มีพี่คนหนึ่งใช้ข้าวเหนียวคลีนพาเลต มันก็โอเคนะ” เขาหัวเราะร่า

ถ้าคิดว่าการเข้าร่วม Chef’s Table หรือกิจกรรม Pairing ยังได้ใกล้ชิดกับไวน์แบบไม่สาแก่ใจ ที่นี่มีคลาสเรียนราคาเข้าถึงได้ให้ลงตั้งแต่เริ่มต้น เรียกว่า Wine Academic 101 ซึ่งสิ่งที่จะได้รู้จากคอร์สนี้ก็คือวิธีอ่านฉลาก ความแตกต่างของไวน์จากแคว้นหรือประเทศต่าง ๆ อโรม่าของไวน์ วิธีดื่มว่าไวน์แบบไหนควรใช้แก้วแบบไหน วิธีPairing กับอาหารเบื้องต้น

“นอกเหนือไปจากนั้น เรามีคลาสที่สอนเรื่องเจาะจงลงไปอีก เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ลึกในไวน์ของแคว้นต่าง ๆ เราก็เปิดสอนคลาส Burgundy บ้าง Bordeaux บ้าง”

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

ยุ่นวางชีทหนาปึ้ก อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาประวัติศาสตร์ลงตรงหน้าเรา พร้อมโชว์รูปในคลาสเรียนที่มีเขาและเพื่อนในวงการไวน์อีกคนช่วยกันเลกเชอร์ ดูเป็นบรรยากาศที่จริงจัง ทว่าสนุกสนานไปพร้อมกัน เพราะทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะนั้นได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้ เราคิดว่าถ้านักเรียนมีพื้นฐานความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่น ๆ มาก่อน คงจะเรียนเรื่องไวน์ได้สนุกกว่าเดิมเสียอีก

เราเองยังไม่มีโอกาสได้เรียนกับ Wine Academic แต่เท่าที่ได้มาเยี่ยมเยียนร้านสั้น ๆ วันนี้ ก็ได้เรียนรู้วิธีการดื่มไวน์เบื้องต้นว่าต้องมีขั้นตอนในการลิ้มรสอย่างไรบ้าง

เท่านี้ก็ไปโม้ให้เพื่อนฟังได้บ้างแล้ว

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน
เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

มามะ มาจอยกัน

“เราดีใจที่ครั้งที่เห็นคนอยากรู้เรื่องไวน์ ทุกคนไม่ได้เข้ามาดื่มอย่างเดียว แต่เข้ามาเพราะอยากรู้” แนนพูดอย่างดีใจ เมื่อเราถามถึงความสุขของการเปิดร้านนี้ “มีคนส่งข้อความมาถามเรื่อย ๆ ว่า ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไวน์มาได้ไหม เราก็บอกว่ามาเลย แล้วถ้าคุณอยากรู้อะไรคุณถามได้หมด มาคนเดียวก็ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรานั่งเป็นเพื่อน”

“ส่วนความท้าทาย ช่วง 3 – 4 เดือนแรกคือโลเคชันค่ะ ด้วยความที่ร้านอยู่ข้างบน แทบจะไม่มีใครรู้จักเลย

“แต่ตอนนี้ ความท้าทายคือลูกค้าที่เข้ามาค่อนข้างมีหลายกลุ่ม เราอยากจะคีพลูกค้าไว้ อย่างคลาสเรียนหรือกิจกรรม เราก็ต้องคิดในสิ่งที่แปลกใหม่ นอกกรอบ คิดสิ่งที่ไม่เคยมีคนทำ ครั้งหน้าอาจจะเป็นของดีเยาวราชก็ได้” แนนเล่าไอเดีย ฟังแล้วน่าจะจัดกิจกรรมสนุก ๆ ได้อีกเยอะ ไม่ได้จำกัดแค่ฝั่งธนฯ ที่เป็นที่ตั้งของร้าน

“ตอนนี้อุตสาหกรรมกำลังจะบูมนะครับ อย่างที่ผมบอกไปว่า คนรุ่นใหม่หันมาชอบดื่มไวน์มากขึ้น ผมก็คิดว่าอนาคตอยากให้คนที่เริ่มดื่มได้เปิดโลกใหม่ ๆ มากขึ้น สนใจอะไรก็ศึกษา” ยุ่นพูด

“แล้วก็อยากให้คอมมูนิตี้ไวน์กว้างขึ้น ตอนนี้ยังแคบ” แนนเสริม เธอบอกว่ามีน้อยคนที่จะมานั่งดื่มไวน์แล้วเถียงกันว่านี่เป็นองุ่นอะไร จากประเทศไหน ปีอะไร 

อาจจะเพราะเมื่อก่อนเครื่องดื่มชนิดนี้ค่อนข้างเข้าถึงยาก ทั้งเรื่องราคา ทั้งเรื่องความรู้ที่ต้องไปลงเรียนคอร์สแพง ๆ หรือลงทุนหาข้อมูลเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอังกฤษ

“เราอยากให้มีคนแบบนี้เข้ามาเล่นกับเราเยอะ ๆ นะ เราจะได้รู้สึกว่าเราไม่บ้าอยู่คนเดียว” แนนปิดท้าย พร้อมเอ่ยชักชวนให้คนมาที่ Wine Academic กันเยอะ ๆ 

“อะไรที่คุณไม่รู้ มาที่นี่คุณจะรู้”

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

Wine Academic

ที่ตั้ง : 77 ถนนกรุงธนบุรี แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 17.30 – 23.30 น. (ปิดวันจันทร์)

โทรศัพท์ : 06 1136 6999

Facebook : Wine Academic BKK

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load