อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เชื่อว่าสายตาของคุณต้องได้เห็นตัวอักษรที่ออกแบบโดยบริษัท คัดสรร ดีมาก ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ไม่ว่าจะผ่านป้ายโฆษณามากมายในรถไฟฟ้าและสองฝั่งถนน ชื่ออาคารเก่า ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าใหม่ทันสมัย บทความในหนังสือหรือนิตยสารเล่มโปรด รวมถึงตัวอักษรจำนวนมหาศาลที่ปรากฏบนจอสมาร์ทโฟน

ใช่, ตัวอักษรที่คุณกำลังอ่านในเว็บของเราขณะนี้ก็ด้วย

บ่ายนี้เรามีนัดไปเยี่ยมชมออฟฟิศใหม่เอี่ยมบนตึกสูงของ ‘คัดสรร ดีมาก’ บริษัทออกแบบฟอนต์รุ่นเก๋าในวงการ จุดนัดพบของเราคือ ภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ย่านพร้อมพงษ์ ที่รายล้อมไปด้วยความทันสมัย บรรยากาศของความเป็นเมืองที่ไม่หยุดนิ่งกับอาชีพนักออกแบบช่างดูเข้ากันดีเหลือเกิน

เรารีบขึ้นลิฟต์ตรงไปชั้น 22

บนตึกสูงใจกลางเมืองเช่นนี้หลายออฟฟิศเลือกใช้งานพื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่ ‘คัดสรร ดีมาก’ กลับเลือกที่จะสร้างความเป็นส่วนตัวก่อนถึงประตูทางเข้าด้วยทางเดินทอดยาวระยะหนึ่ง-ยาวพอที่จะเป็นเส้นนำสายตาให้แวะทักทายกับเหล่าตัวอักษรน้อยใหญ่บนพื้นและผืนผนังที่รอกล่าวต้อนรับเรา ก่อนเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

ธรรมดาเป็นพิเศษ

ไม่แปลก หากคุณกำลังจินตนาการว่าออฟฟิศของนักออกแบบจะต้องมีดีไซน์โดดเด่น หวือหวา เต็มไปด้วยคอนเซปต์เท่ๆ เหมือนออฟฟิศในฝันนั้น แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป

สำนักงานตรงหน้านั้นดีไซน์เรียบง่าย ธรรมดาแต่น่าอยู่ อยู่แล้วสบายใจ และมีฟังก์ชันที่เอื้อต่อการใช้งานได้ตรงตามความต้องการ

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

เรากวาดสายตาไปทั่วภายใต้ออฟฟิศสีขาวที่ไม่แค่สะอาดตาเท่านั้น แต่ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เมื่อวาน ภายในห้องขนาดพอเหมาะนี้มีการแบ่งสัดส่วนอย่างพอดี โปร่งโล่งด้วยกระจกใสที่กรุอยู่รอบด้าน พร้อมแสงธรรมชาติที่ส่องสว่างเข้ามาให้ห้องโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟ กับการเติมลูกเล่นให้พื้นที่ด้วยการหยอดแม่สีสนุกๆ อย่างกำแพงสีแดงเข้มด้านในสุดและในห้องประชุมเล็ก นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ส่วนกลางให้แชร์สเปซกันด้วยโซฟาชิ้นโต โทนสีน้ำเงินเหลือง พร้อมของตกแต่งน้อยชิ้นที่สร้างคาแรกเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทตามมุมต่างๆ ถ้าจะบอกว่า เรียบแต่โก้ โชว์น้อยแต่ได้มาก ก็คงไม่ผิดนัก

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“เราพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้มันธรรมดาเหมือนเป็นวิธีการทำงานของเรา เหมือนเวลาที่เราทำงานดีไซน์ บางอย่างมันต้องพยายามเป็นพิเศษที่ให้มันดูธรรมดา ผมเชื่อว่าอะไรให้มันดูเหมือนง่ายๆ จริงๆ แล้วมันมีกระบวนการมากที่จะทำให้มันออกมาดูง่ายและจับใจ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฟังก์ชันของคนใช้งาน มีความปลอดโปร่ง เพราะฟังก์ชันที่ดีจะช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยไม่ลืมที่บอกเล่าตัวตนของเราเข้าไปในออฟฟิศด้วย”

คุณนุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร และ คุณป่าน-พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ สองตัวแทนผู้ก่อตั้งบริษัท คัดสรร ดีมาก จำกัด เปรยคอนเซปต์ที่มาของออฟฟิศใหม่แห่งนี้ หลังเลือกย้ายจากตึกคาอูลิน อาคารเรโทรยุคเก๋า ที่อยู่กันมากว่า 15 ปี ก่อนเริ่มเข้าสู่ปีที่ 16 พร้อมขยับเข้าสู่ใจกลางเมือง ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า การย้ายบ้านใหม่ในครั้งนี้จะรีเฟรชทัศนคติและวิธีการทำงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

ที่ใหม่ แต่ใจดวงเดิม

ย้อนกลับไปก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันตรงนี้ เดิมทีออฟฟิศของบริษัท คัดสรร ดีมาก อยู่ที่ตึกคาอูลิน

ที่นั่นเคยเป็นโรงงานยาเก่า ห้องที่เริ่มทำธุรกิจจึงเป็นห้องแล็บปรุงยา ก่อนขยายพื้นที่ออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้ตามครอบครัวทีมงานที่ขยายขึ้น และด้วยความที่เป็นคนชอบสเปซเยอะๆ ด้วยกันทั้งคู่ และเชื่อในเรื่องของสเปซที่ทำงาน ทำให้มีผลกับงานที่ทำออกมา ทำให้โต๊ะทำงานเดิมนั้นมีขนาดกว้างและมีพาร์ทิชันกั้น กว้างพอที่จะให้ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่ต้องคุยกับใครเลยก็ได้ และจมหายเข้าไปในเวิร์กสเปซของตัวเอง ซึ่งมีข้อดีตรงที่ว่าทุกคนมีสมาธิในการทำงาน แต่นั่นก็ทำให้คนที่มีโลกส่วนตัวอยู่แล้วเขาก็ยิ่งมีโลกส่วนตัวไปเข้าไปอีก

สิ่งที่เขาเชื่อว่ามีผลกับงานที่ทำอีกอย่างหนึ่งคือ บรรยากาศที่พร้อมดีไซน์อยู่เสมอ

การทำให้ออฟฟิศน่าอยู่นอกจากการแบ่งสัดส่วนในการใช้พื้นที่แล้ว การสร้างข้อตกลงและวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกัน ผ่านความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ค่อยๆ ให้ทุกคนปรับจูนเข้าหากัน อย่างการรักษาความสะอาดและการจัดระเบียบของให้เข้าที่ เพื่อให้อยู่ในโหมดที่พร้อมดีไซน์ตลอดเวลาด้วย

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“การที่ทุกคนมีระเบียบ ไม่ทำออฟฟิศรก เก็บของเข้าที่ทุกครั้งทุกวัน พอมาทำงานในวันใหม่ เหมือนมันพร้อมให้เราเริ่มต้นทำงานด้วยความสดชื่น อันดับแรกมาเมื่อถึงโต๊ะ โต๊ะมันเรียบร้อย ต้อนรับเรา พอเปิดมาหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นระเบียบ เปิดโฟล์เดอร์ปุ๊บก็หาทุกอย่างเจอ เราเชื่อว่าการประหยัดเวลาหาของนั้นเอามารวมกันได้เยอะ เมื่อพื้นที่มันเป็นระเบียบอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากไปทำให้มันรก เหมือนให้สเปซมันก็พูดแทนเราว่า คุณต้องเก็บของเข้าที่นะ

และยังทำให้ออฟฟิศมันดูใหม่เอี่ยมตลอดเวลา เมื่อเรามาก็เหมือนได้มาที่ใหม่เสมอ เหมือนเวลาไปโรงแรมเปิดเข้ามาห้อง มันพร้อม เรียบร้อยเชิญชวนให้น่าเข้าไปนอน นั่นมันก็เป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้มีผลในด้านการทำงาน ด้านจิตใจ และวิธีคิดอย่างเป็นระบบ” คุณป่านอธิบาย

เมื่อที่เก่าใกล้จะหมดสัญญาลง ทั้งคู่ก็เริ่มมองหาบ้านหลังใหม่ โชคชะตาเป็นใจให้ได้มาพบกับห้องหัวมุมขนาดเล็กลงมากกว่าเท่าตัว แต่บรรยากาศดีแห่งนี้

Everything is on cloud

คนส่วนมากเมื่อธุรกิจขยายตัว ทีมงานมากขึ้น ก็อยากให้ออฟฟิศใหญ่ขึ้นๆ แต่ทำไมที่นี่ถึงทำให้เล็กลง เราสงสัย

“จริงๆ แล้วต้องมองว่าสิ่งที่เราแคร์คือ ประสิทธิภาพในการทำงาน เรื่องขนาดของพื้นที่ไม่ใช่ประโยชน์ที่จำเป็น สิ่งที่โอบกอดทุกคนในสภาพแวดล้อมใหม่ คือเรื่องบรรยากาศที่มันเป็นเมืองมากขึ้น ทำให้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น อยู่ตรงนี้มันเป็นที่ที่มีการทำธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องดีของคนทำดีไซน์ด้วยซ้ำ ที่จะได้เห็นว่าอะไรมันกำลัง Going On อยู่รอบตัวในตอนนี้บ้าง

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“หลังจากย้ายมาออฟฟิศใหม่ เราก็อยากจะได้วัฒนธรรมแบบเดิม แต่อยากปรับเปลี่ยนให้ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ทีนี้โจทย์มันก็มาเข้ากับพื้นที่พอดี พอย้ายมาออฟฟิศใหม่มันก็เหมือนกับที่เราเข้าไปทำงานที่เก่าในตอนแรก ที่ที่มันเคยเป็นสเปซใหม่ เราก็สร้างวัฒนธรรมให้มันสอดคล้องกับพื้นที่ พอมาอยู่ตึกสูงพื้นที่แคบลง สมาธิในการทำงานมันก็อาจจะน้อยลง เพราะทุกคนแชร์สเปซกันมากขึ้น และพูดคุยมากขึ้น

“อย่างที่เห็นที่นี่เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว เนื่องจากเราทำงานเป็นระบบ คิดแบบมีเหตุและผล มันเลยช่วยลงผลต่อพื้นที่ เราก็เคยคุยกันว่าถ้าอยู่แบบนี้พื้นที่น้อยลงนะ อาจจะต้องเอาใจไปวางที่อื่นที่รอบๆ ซึ่งมันเยอะมากและ บรรยากาศทั้งหมดมันเสริมสร้างทัศนคติใหม่ๆ คือที่นี่มันค่อนข้างทันสมัย มันก็คอนทราสต์กันกับโรงงานยาเก่า ซึ่งทุกคนก็ชอบแบบนี้” คุณนุตอบคำถามเราก่อนชวนให้เดินไปดูบรรยากาศรอบๆ และฉากหลังม่านสีขาว รายล้อมไปด้วยตึกสูง ห้างสรรพสินค้าในอาณาจักร The Em District ทั้ง 3 ห้าง และมองเห็นบรรยากาศสีเขียวสดชื่นจากสวนเบญจสิริที่อยู่ใกล้ๆ อีกฝั่งถนน

นอกจากทัศนคติใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการโยกย้ายมาในบรรยากาศใหม่ๆแล้ว บนพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้เหมือนย้อนให้กลับไปเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งให้สัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ นั่นก็คือเรื่องของออนไลน์ออฟฟิศที่ใช้ Cloud ในการทำงาน

“วิธีการทำงานบน Cloud ที่วางมาอย่างเป็นระบบทำให้ต้องรับผิดชอบงานของตัวเองมากขึ้น ลดการสื่อสารตัวต่อตัวในเรื่องการตามงาน ข้อดีที่เราไม่ต้องมานั่งเครียด ทวงงานตามจิกงาน เขาก็ผ่อนคลายกันมากขึ้น กลายเป็นว่าบทสนทนาใหม่ที่เกิดขึ้นเขาก็คุยเรื่องสัพเพเหระกัน”

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“การทำงานบน Cloud ทำให้พื้นที่ทำงานยืดหยุ่นไปด้วย นั่นหมายความว่าบางทีเราก็ส่งงานกันทางอินเทอร์เน็ต ถ้าบางคนที่มีความรับผิดชอบและรักษาเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาออฟฟิศก็ได้ สอดคล้องกันไปกับเรื่องขนาดของพื้นที่ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายในใจที่ปูทางไว้ เรื่องลดเวลาการทำงานในอนาคตให้เหลืออาทิตย์ละ 4 วัน แต่เราต้องค่อยๆ สร้างวินัยและความรับผิดชอบก่อน เพราะถ้าไม่มีวินัย เราโยนอิสระ อันนี้ลงไปปุ๊บมันก็พัง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีประสิทธิภาพที่จะทำได้” คุณนุบอกกับเราอย่างนั้น ก่อนที่คุณป่านจะเสริม

“ระบบการทำงานออนไลน์ที่ได้ปูทางไว้ตอนนี้มันเวิร์กมาก แต่มันก็ตลกมากตรงที่พอเราใช้แพลตฟอร์มการทำงานสมัยใหม่กับทีมงาน เราเปิดโอกาสให้ไปลองทำงานตรงอื่นได้ ไม่ถือว่าขาดงาน แต่พอพื้นที่มันสบายใจทุกคนก็อยากมาที่ออฟฟิศ มีบางครั้งบางคนก็เจอรถติดจริงๆ อาจจะแวะนั่งทำงานที่อื่นก่อนแล้วส่งข่าวมาบอก และสามารถเลือกลงไปทำงานที่ร้านคาเฟ่ด้านล่างของทั้ง 2 ห้าง หรือที่ AIS DC ก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของขนาดของห้องจะไม่เป็นอุปสรรคอีกแล้ว เพราะมีระบบการทำงานที่ซัพพอร์ต เมื่อเราให้อิสระกับทีมงาน จิตใจก็ฟรีไปด้วย เพราะไม่รู้สึกว่าถูกกักขัง ทำให้ทำงานสนุก และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ด้วย”

ใจดวงเดิม เพิ่มเติมคือคนใหม่

ด้วยการวิธีการทำงานที่ดูเหมือนเอื้อกับคนรุ่นใหม่มากขนาดนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าที่นี่จะมีแต่เด็กใหม่ไฟแรงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่แห่งนี้ผสมผสานผู้คนหลายเจนเนอเรชัน ตั้งแต่อายุหลัก 40 ปี 30 ปี และ 20 กว่าปี ซึ่งทุกคนสามารถปรับการทำงานเข้าหากันได้ดี ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทัศนคติของทุกคนเปลี่ยนไปอันนี้คือความสำเร็จ จากออฟฟิศเดิมที่มีความโฮมมี่ และแต่ละบริษัทในเครือก็มีห้องส่วนตัวของตัวเอง พอมาที่นี่เราอยากผลักให้ดีไซเนอร์เป็นคนทันโลก มีพลังสร้างสรรค์ มีความคิดเห็นใหม่ๆ เวลาไปที่คุยกับลูกค้า และด้วยตัวสถานที่ก็ช่วยเปลี่ยนความคิด ทัศนติ และบุคลิก ของคนทำงานได้ ซึ่งมีผลต่อการดำรงอยู่ต่อไปขององค์กรเช่นเดียวกัน

“สำหรับพื้นที่ก็ยังมีส่วนตัวเป็นของตัวเองอยู่เหมือนเดิมมีพาร์ทิชันกั้น ทุกคนไม่มีปัญหาในการเปิดโล่งเข้าหากัน เราโชคดีที่ทีมงานเคมีเข้ากันดีมากและอยู่ด้วยกันมาหลายปีมาก ไม่เคยมีปัญหากันเลย ข้อนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน”

สิ่งที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนทัศนคติและความเคยชินของคน แต่ทุกคนที่นี้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ๆ อยู่เสมอ แล้วสิ่งที่ทุกคนเปลี่ยนไปจนสัมผัสได้เลยมีอะไรบ้างเราถามด้วยความอยากรู้

“พอมาอยู่ในตึกที่เป็นออฟฟิศบุคลิกก็เปลี่ยนไป เวลาก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างที่บอกเมื่อก่อนจะมีความสบายๆ เหมือนกับ บริษัทออกแบบทั่วๆ ไปที่เข้างาน 10 โมงครึ่งถึงอยู่กันเรื่อยๆ ถึงดึก มีความโคซี่ ให้ความรู้สึกไม่ต่างบ้าน ก็เลยไม่มีใครอยากกลับ และเสาร์-อาทิตย์ก็สามารถเข้ามาได้ เพราะมันเปิดแอร์เมื่อไหร่ก็ได้

“แต่ต้องบอกก่อนว่าการอยู่ดึกกับค้างออฟฟิศสำหรับเรามันต่างกันนะ เราไม่เคยสนับสนุนให้ค้างออฟฟิศเลย เราเน้นประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าเขาไม่ทำงานมีประสิทธิภาพในเวลาเขาก็จะมีเวลาไปอย่างอื่น อย่างที่นี่แอร์ตัดเวลา 6 โมงเย็น ตอนแรกเราคิดว่าจะเป็นปัญหา (จริงๆ มันก็ยังเย็นๆ ไปได้อีกหน่อย) แต่ทำให้ทีมงานเขาต้องกลับไปวางแผนการทำงาน เพราะพอ 1 ทุ่มมันก็จะไม่ค่อยทำงานได้อย่างสบายแล้ว ทำให้เขาก็ต้องนับถอยขึ้นไปว่า หากจะทำงานถึงทุ่ม 2 ทุ่ม ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้างภายในวันนี้หรือภายในกี่โมง มันกลับกลายเป็นเรื่องดีนะ มันทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นอย่างที่เราต้องการ ซึ่งก็ใช้เวลาปรับกันนิดหน่อยไม่นาน เร็วกว่าที่คิดด้วยซ้ำ

“นี่คือการที่สถานที่ช่วยเปลี่ยนความเคยชินบางอย่าง เป็นข้อดีนะ เวลาทำงานมันก็จะอยู่ในตารางการทำงานของคนปกติ การทำงานกับลูกค้า เวลาทำงาน ก็สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนา อย่างปกติถ้าดีลงานกันตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง เราดีลงานช้ากว่าเขา 2 ชั่วโมง มันอาจทำให้พลาดโอกาสได้หลายอย่าง” ฉันนั่งพยักหน้าหงึกๆ ตามประสาคนที่เคยทำงานในออฟฟิศนอกเมือง ก่อนย้ายเข้ามาใจกลางเมืองเช่นเดียวกัน

ก่อนเอ่ยคำร่ำลา เราสะดุดตากับทั้งโปสเตอร์และฟอนต์สามมิติสารพัดไซส์ที่วางในมุมต่างๆ อย่างพอดี

เชื่อหรือไม่ว่า ทั้งหมดที่เห็นนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่เพื่อตกแต่งออฟฟิศแต่อย่างใด ทุกชิ้นล้วนรียูสจากงานอีเวนต์ ของจากการเวิร์กช็อป และบางส่วนก็หยิบมาจากออฟฟิศเก่า อย่างฟอนต์รูปตัว T ชิ้นใหญ่ก็นำมาใช้แทนโพเดียมในห้องประชุม จริงอย่างที่คุณนุและคุณป่านบอกจริงๆ ว่า ของเก่าเหล่านี้ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้บริษัทได้โดยที่ไม่ต้องพยายามเยอะเกินไปเลย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load