อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

Enabling Village หรือ EV หมู่บ้านที่แปลตามพจนานุกรมได้ว่า หมู่บ้านแห่งความสามารถ ความเป็นไปได้

Enabling Village เป็นโครงการของกระทรวงสังคมและการพัฒนาครอบครัว (Ministry of Social and Family Development) ร่วมมือกับองค์กรอิสระ SG Enable Ltd. และบริษัทสถาปนิกชื่อดังอย่าง WOHA ชุบชีวิตโรงเรียนเก่าบนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสนุก ความสุข และความหวัง ของกลุ่มบุคคลที่บ้านเราเรียกว่าคนพิการ  

ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนบ้านโดยรัฐบาล HDB Flat (Housing Development Board Flat) ใกล้ๆ สถานี MRT Redhill ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อสถานีสีชมพู ถ้านั่งรถเมล์มาจากย่านออร์ชาร์ดก็ใช้เวลาราว 20 นาที 

โครงการนี้ กวาดรางวัลจากการออกแบบมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น16th SIA (Singapore Institute of Architects) Architectural Design Awards 2016, President’s Design Award 2016, LEAF Awards 2016 (Landscape Excellence Assessment Framework Certification) – Outstanding Project และ 2016 BCA (Building and Construction Authority) Universal Design Mark Award-Platinum Award

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณคริสต์ (Christopher Ng) ผู้จัดการประจำหมู่บ้านแห่งนี้ มาเป็นไกด์ส่วนตัว ช่วยแนะนำ พร้อมทั้งอธิบายความเป็นมาของโครงการน่ารักๆ แห่งนี้

Nest

คุณคริสต์นัดเราให้มาเริ่มต้นทัวร์ที่บริเวณตึกแรกใกล้กับจุดจอดรถคนพิเศษ ตึกแห่งนี้อยู่ในโซนที่เรียกว่า Nest เพื่อรวมตัวกับผู้ร่วมทริปอีกสี่ท่านจากกระทรวงศึกษาธิการ MOE (Ministry of Education) และองค์กรที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์ จุดนัดพบนี้เปรียบเหมือนเวลาเราเดินเข้าหมู่บ้านจัดสรร แล้วเจอสโมสรหมู่บ้านเป็นส่วนแรก จุดนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลโครงการ แผนที่ และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ลูกบ้าน  

ด้านหน้าเป็นลานจอดรถกว้างสำหรับผู้พิการและผู้ที่มีร่างกายปกติ จอดรถฟรีชั่วโมงแรก เพื่อดึงดูดให้คนขับรถมาแวะซื้อกาแฟ และอาจเดินดูส่วนอื่นๆ ของโครงการต่อได้แบบง่ายๆ

ก่อนออกเดินคุณคริสต์เล่าว่า พื้นที่ผืนนี้เคยเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาบูกิตเมรา (Bukit Merah Vocational Institute) เนื่องด้วยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินการตาม Master Plan ระยะ 5 ปี ซึ่งสิงคโปร์ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาติ (UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ว่ารัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนคนพิการอย่างจริงจัง และสนับสนุนงบประมาณพัฒนาพื้นที่ภายในประเทศให้ใช้อุปกรณ์ที่เป็น Universal Design ซึ่งรองรับทุกสภาพร่างกาย ทำให้เกิดการ Repurpose พื้นที่แห่งนี้ขึ้น

WOHA เข้ามาออกแบบปรับปรุงโดยใช้งบประมาณราว 25 ล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ และเวลา 22 เดือน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ Enabling Village กลายเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนคนพิเศษ คุณคริสต์เล่าว่า เมื่อส่วนกลางรู้ว่าตัวเองไม่ถนัดส่วนไหนก็ไม่ดื้อรั้นดันทุรัง แต่ไปหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันบริหารให้โครงการแห่งนี้เกิดขึ้นจริงแบบจีรังยั่งยืน รวมถึงระดมความคิด ฟังความเห็น จากหลายองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการ (ปัจจุบันมาอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านแห่งนี้) และตัวผู้พิการเอง 

รวมถึงยังนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการมากขึ้น เช่น ระบบ Induction Loop Hearing หรือการออกแบบพื้นที่ให้รองรับการกระจายสนามแม่เหล็กกับอุปกรณ์การได้ยินแบบมี Telecoil จึงได้ยินเสียงดังและชัดเหมือนมีเครื่องขยายเสียง และตัดเสียงรบกวนโดยรอบออก และการมีอักษรเบรลล์ที่ราวบันไดและห้องน้ำ

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

 จุดประสงค์ในการสร้างพื้นของชุมชนคนพิการขึ้นมาก็เพื่อเชื่อมโยงให้คนพิการได้ฝึกปรับตัวอยู่ร่วมกับคนร่างกายปกติในสังคมอย่างมีความสุข และนี่คือที่มาของการที่หมู่บ้านแห่งนี้ประกอบไปด้วยหน่วยงานอื่นๆ หลายส่วน เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก และศูนย์ฝึกงานคล้ายคลึงกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร คุณคริสต์บอกอย่างภูมิใจว่า ที่นี่เป็นที่แรกในสิงคโปร์ที่เป็น One-stop Service บริการให้คนพิเศษทุกลักษณะ โดยที่แต่ละคนไม่ต้องเดินทางติดต่อธุระทั่วเกาะ แต่มาเดินเรื่องทางราชการที่ Enabling Village เพียงแห่งเดียวครบถ้วน

Playground

ส่วนที่ 2 ของโครงการที่คุณคริสต์พามาชม เป็นส่วนที่ชื่อ Playground เป็นตึกที่เคยเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาบูกิตเมราซึ่งมีอายุเกือบ 50 ปี จึงมีหน้าตาและโครงสร้างคล้ายโรงเรียนรัฐบาลของไทย และดูไม่ค่อยต้อนรับคนแปลกหน้านัก 

อาคารแห่งนี้ประกอบไปด้วยศูนย์ดูแลเด็กเล็ก คลินิกสำหรับดูแลผู้ป่วยพิเศษ (Mount Alvernia Outreach Medical Clinic) ศูนย์บำบัดผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke Support Station Wellness centre) ยิม (Active SG) สำนักงานกระทรวงสังคมและการพัฒนาครอบครัว (Ministry of Social and Family Development) และสำนักงานของนักจิตวิทยาสำหรับบุคคลที่มีอาการออทิสซึ่ม (Community Psychology Hub)

ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (18 เดือน ถึง 6 ขวบ) บริหารงานโดยองค์กรที่ทำด้านด้านสังคมอย่าง AWWA มีเด็กพิเศษอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ตอนแรกก็อดเป็นห่วงว่าพ่อแม่เมืองทุนนิยมจะมีปฏิกิริยาแบบไหน เมื่อลูกตัวเองจะได้ใช้ชีวิตและเติบโตร่วมกับเด็กพิเศษ (Autism) แต่คุณคริสต์บอกว่า คิวของเด็กที่จะเข้าเรียนที่นี่ต้องรอยาวถึง 9 เดือนเลยทีเดียว ฟังแล้วก็อมอดยิ้มไม่ได้ เพราะการที่ลูกได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีคนที่แตกต่างจากเรา และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่สิ่งที่เงินจะซื้อได้ แถมชุดนักเรียนที่นี่ก็น่ารักด้วยนะ เป็นสีกากีเหมือนชุดลูกเสือบ้านเรา ใครสนใจก็ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
ภาพ : www.kindlegarden.com.sg

คุณคริสต์เดินพาเราแฉลบผ่านวอลล์อาร์ตรูปนกแก้วลงไปพบคลินิกสำหรับดูแลผู้ป่วยพิเศษ (Mount Alvernia Outreach Medical Clinic) ซึ่งให้บริการในราคาย่อมเยา ตรงข้ามคลินิกมีการนำแนวคิดของการ Repurpose มาใช้ คือนำท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดแตกต่างกันมาวางตกแต่ง เพิ่มไฟ และดัดแปลงให้เป็นที่นั่งพัก เป็นการเพิ่มลูกเล่น ลดความจริงจังของสถานที่ราชการ และเชื้อชวนให้ผู้อยู่อาศัยโดยรอบ เข้ามาใช้พื้นที่ Community Space แห่งนี้มากขึ้น  

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ห้องติดกันเป็นศูนย์บำบัดผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก ฝั่งตรงข้ามเป็นยิม (Active SG) ที่มีเครื่องออกกำลังทั้งแบบมาตรฐาน และแบบใช้แรงไฮโดรลิก ซึ่งใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ป่วย Stroke ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ยิมแบรนด์นี้เปิดสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่ต้องเป็นคนสิงคโปร์ก็ใช้บริการได้

ถ้าไม่ชอบออกกำลังกายในห้องแอร์ ก็มีพื้นที่ด้านนอกอาคารใกล้ๆ กันให้เลือกขยับแข้งขยับขาได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ บุคคลธรรมดา และบุคคลที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

เดินเลยมาสักนิดก็จะเห็นว่าท่อระบายน้ำเก๋ๆ เมื่อสักครู่ถูกวางอยู่ใต้อัฒจันทร์ไม้ (Amphitheatre) ที่เป็นไฮไลต์ของหมู่บ้านนี้ ซึ่งรถเข็นวีลแชร์เคลื่อนที่ผ่านได้สบายๆ ลานระเบียงไม้แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ซึ่งถูกละเลยด้วยความชันต่างระดับ จึงไม่สามารถใช้งานได้สมัยที่เป็นโรงเรียน แต่ WOHA ได้ปรับปรุงลานลาดชันแห่งนี้เป็นลานอเนกประสงค์ที่ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย 

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ออกซิเจนสดชื่นถูกปล่อยออกมาเหนือระเบียงไม้อัฒจันทร์ผ่านต้นชมพูพันธ์ทิพย์ (Trumpet Tree) ต้นใหญ่ และต้นลีลาวดีที่อยู่ด้านล่าง ส่วนลำโพงหน้าตาประหลาดนั้นเอาไว้ให้เด็กๆ เล่นส่งเสียงเป็นโทรโข่งแบบยุคศตวรรษที่ 20

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ระหว่างเดินเราพบคุณลุงผู้พิการทางสายตาทำงานที่นี่ คอยเดินถามไถ่และรักษาความปลอดภัยประจำจุด ให้ความรู้สึกว่า Enabling Village พยายามจะค่อยๆ ให้ความรู้กับชุมชนที่อาศัยโดยรอบว่า แม้คนเราสภาพทางร่างกายแตกต่างกัน แต่มันไม่ได้ทำให้มนุษย์เรามีค่าแตกต่างกันเลย 

นอกเหนือจากเป็นพื้นที่สำหรับมนุษย์แล้ว หมู่บ้านนี้ยังเป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้และพืชพรรณต่างๆ มากกว่า 140 ชนิด ซึ่งพึ่งพาอาศัยกันและกัน ตั้งแต่หญ้าหนวดแมว ทองหลางบ้าน มะกล่ำตาช้าง สำรอง พลัม จิกทะเล จิกน้ำและ แคขาว ที่เจริญเติบโตท่ามกลางระบบนิเวศ ให้ธรรมชาติดูแลกันเอง

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

พืชในบ่อน้ำเล็กจะคอยดูแลให้น้ำสะอาดเหมาะกับปลาที่ว่ายเวียนอยู่ ส่วนต้นไม้นานาพรรณจะเรียกนกมาช่วยผสมพันธุ์ และรักษาสมดุลต่อเนื่องไป เหมือนกับที่หมู่บ้านแห่งนี้สร้างมาเพื่อให้ลูกบ้านพึ่งพาดูแลตัวเองได้ในสังคมจริง

Academy

  ส่วนที่ 3 ที่คุณคริสต์แนะนำเรียกว่า โซนอะคาเดมี่ (Academy) ประกอบด้วยสถานที่ฝึกงานในครัว (Samsui Kitchen) สถานที่ฝึกงานโรงแรม (Housekeeping Training Room) และซุปเปอร์มาร์เก็ต (User Friendly NTUC Fairprice Supermarket) ที่สร้างมาด้วยความเข้าใจถึงความลำบากในการจับจ่ายสำหรับผู้ใช้รถวีลแชร์ ตั้งแต่ขนาดตัวอักษรที่ใหญ่เป็นพิเศษ มีแว่นขยายติดไว้ตามจุดต่างๆ มีรถเข็นสินค้าที่ปรับให้ติดกับรถเข็นผู้พิเศษได้ และมีระบบไฮโดรลิกช่วยยกตะกร้าขึ้นวางบนแคชเชียร์ชำระเงินให้

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

HUB (UOB Ability Hub) 

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่า หมู่บ้านพิเศษแห่งนี้ต้องการเป็นสื่อกลางให้คนทั่วไปยอมรับบุคคลพิเศษมากขึ้น จึงได้มีการเพิ่มส่วนที่ 4HUB (UOB Ability Hub) ที่เป็นห้องจัดสัมมนาทั่วไป เปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาใช้เพื่อการอบรม หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

 Village Green 

ส่วนที่ 5 มีชื่อว่า Village Green ประกอบไปด้วยออฟฟิศ SG Enable เป็นศูนย์กลางข้อมูลและประสานงานส่งตรงให้หน่วยงานเฉพาะดูแลอีกทอด ครบทุกช่วงอายุ ตั้งแต่กลุ่มกระตุ้นพัฒนาการ Early Intervention (0 – 6 ปี) วัยรุ่น (7 – 18 ปี) และผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป) หน่วยงานที่รับช่วงดูแลต่อมีทั้งโรงเรียนระบบสามัญ และโรงเรียนพิเศษสำหรับอาการปานกลางถึงรุนแรง (MINDS-Movement for the Intellectually Disabled of Singapore)

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

สำนักงาน Singtel Enabling Innovation Centre และสำนักงาน ST Engineering Enabling Technology Centre (ทั้งสองส่วนอยู่ในช่วงปรับปรุง) โดยปกติแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือคนพิการจะรวมไว้ที่นี่ เช่น ไม้เท้าที่ใช้ระบบอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวาง เป็นต้น

Hive

ก่อนจะไปถึงจุดที่เป็นไฮไลท์อย่างร้าน The Art Faculty by Pathlight เราจะต้องได้เดินผ่านส่วนที่ 5 ไฮฟ์ (Hive) ประกอบด้วย E2C (Employability & Employment center) เป็นส่วนงานที่เน้นการหางานให้ผู้ที่มีอาการออทิสซึ่ม (Autism บุคคลที่มีความผิดปกติทางการสื่อสารและอารมณ์) รวมถึงผู้พิเศษด้านอื่นๆ เช่น ผู้พิการทางการได้ยิน ทางสายตา และพิการซ้ำซ้อน 

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

จากข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า อัตราการจ้างงานผู้พิการในสิงคโปร์อยู่ที่ร้อยละ 4.9 เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังที่คุณ Ku Geok Boon ซีอีโอของ SG Enable แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า อยากให้โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และอยากให้สิงคโปร์เป็นสังคมแห่งการยอมรับความแตกต่าง

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

เราค่อยๆ เดินผ่านห้องกระจก ที่มองเข้าไปจะเห็นการทำงานของน้องๆ ด้านในแบ่งเป็นสัดส่วน มีป้ายแสดงขั้นตอนของกิจกรรมอย่างชัดเจนทีละขั้น น้องๆ ทุกคนในห้อง ดูจดจ่อและมีสมาธิมากกับงานที่อยู่ตรงหน้า ดูภายนอกปกติเหมือนเราๆ แต่ต่างกันแค่การสื่อสาร การแสดงอารมณ์ของน้องๆ ที่จะชัดเจน ตรงๆ และอาจจะไม่ได้พัฒนาไปตามอายุที่มากขึ้นนัก ซึ่งอาจทำให้คนที่ไม่รู้จักอาการนี้ตกใจ และเผลอคิดว่าน้องๆ ก้าวร้าวหรือน่ากลัว 

คุณคริสต์บอกว่า ลักษณะพิเศษของเด็กที่เป็นออทิสติกคือมีความสามารถในแยกแยะความแตกต่างของชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ตาของเรามักจะมองข้ามไป ถ้าเราเทลูกปัด 1 กระสอบ แล้วแข่งแยกสีและรูปร่างลูกปัดกับน้องๆ เราจะแพ้อย่างราบคาบ 

น้องๆ จึงถือเป็นบุคคลากรสำคัญในการผลิตผลงานศิลปะต่างๆ ที่ขายอยู่ที่ The Art Faculty by Pathlight ได้แก่ งานกระเป๋าผ้าดิบ งานสร้อยคอ สร้อยข้อมือทำมือ งานเพนต์แก้วน้ำ จนกระทั่งถึงงานเพนต์ภาพต่างๆ เราเดินชมและอุดหนุนงานน้องๆ ได้ที่ The Art Faculty by Pathlight ที่ติดอยู่กัน หรือสั่งซื้อได้ที่ www.theartfaculty.sg 

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

แล้วทัวร์ของเราก็มาจบที่ร้านกาแฟ Art Bar แห่งนี้ ซึ่งบาริสต้าเป็นเด็กออทิสติกที่ได้รับการฝึกงานจากสตาร์บัค บรรจงปรุงกาแฟให้เราอย่างตั้งใจทุกขั้นตอน และขนมปังที่ขายที่นี่ก็ทำโดยเบเกอร์ออทิสติกเช่นกัน (ร้านขนมปังชื่อดังทงบารุเบเกอรี่ก็ผลิตขนมปังบางส่วนที่นี่)

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

คุณคริสต์จบการเดินชมหมู่บ้านจัดสรรเพื่อผู้พิเศษแห่งนี้ว่าที่นี่มีพร้อมทุกอย่างที่คนพิเศษต้องการในการเติบโตและดำรงชีวิต ตั้งแต่เรียนหนังสือ อบรมทักษะอาชีพต่างๆ พัฒนาตัวเอง จนกระทั่งออกมาทำงานจริงๆ ทั้งหมดนี้ดำเนินปะปนกันไปกับบุคคลร่างกายปกติที่ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในออฟฟิศ คนที่มาใช้บริการยิม Active SG คุณแม่ที่แวะมาซื้อของใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเด็กน้อยที่วิ่งซนขึ้นลงไปมาที่ลานไม้อเนกประสงค์ 

การที่ค่อยๆ แทรกการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข และไม่ตัดสินจากความผิดปกติที่เห็นได้ และเห็นไม่ได้ด้วยตา น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่สวยงามของผู้มีความพิเศษทุกคน

ที่ Enabling village แห่งนี้แม้ไม่ได้พลุกพล่านเหมือนห้างสรรพสินค้า หรือหวือหวาเหมือนจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ในสิงคโปร์ที่ทุกคนเคยรู้จัก 

แต่รับรองว่าถ่ายรูปสวย เดินทางง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้วีลแชร์ และอบอวลไปด้วยความอบอุ่น สุขใจท่วมท้นแน่นอน

 ข้อมุูลเพิ่มเติม

  1. ทางหมู่บ้านก็มีบริการรถรับส่งจันทร์-ศุกร์ ระหว่างสถานีกับหมู่บ้านตั้งแต่ 08.15 – 18.15 น. ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
  2. ไกด์ทัวร์จะมีทุกวันศุกร์ ถ้าใครอยากเดินชมแบบมีไกด์ส่วนตัวแบบเรา ติดต่อหาคุณคริสต์ผ่านอีเมล [email protected]
  3. ที่อยู่ 20 Lengkok Bahru Singapore 159053 Plus Codes : 7RP7+QM Singapore (เดินจากสถานี Redhill ประมาณ 10 นาที)
  4. เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 07.00 – 22.30 น., เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ 07.00 – 21.00 น.
  5. Enabling Village เปิดใช้งานเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 และปัจจุบันผู้ที่มาร่วมทัวร์ส่วนตัวมักจะเป็นบุคคลจากกระทรวงศึกษาธิการ) 

ข้อมูลอ้างอิง

http://woha.net/images/project_images/149023634443/pdf/Enabling%20Village.pdf

https://www.sgenable.sg/Pages/Home.aspx

https://www.archdaily.com/801850/enabling-village-woha

https://www.ncss.gov.sg/Press-Room/Publications/Detail-Page?id=Understanding-Persons-with-Disabilities

https://www.straitstimes.com/singapore/just-5-in-100-persons-here-with-disabilities-have-jobs

https://www.straitstimes.com/singapore/disabled-doesnt-mean-unable

https://www.designsingapore.org/presidents-design-award/award-recipients/2016/enabling-village

https://www.nparks.gov.sg/-/media/cuge/ebook/citygreen/cg14/cg14_09.pdf

https://www.bca.gov.sg/data/ImgCont/439/03_Induction%20Loop%20System.pdf

https://www.ncss.gov.sg/Press-Room/Publications/Detail-Page?id=Understanding-Persons-with-Disabilities

https://www.straitstimes.com/business/job-redesign-guide-aims-to-help-firms-be-more-inclusive

https://www.myactivesg.com/Facilities/activesg-gym-enabling-village

https://enablingvillage.sg/2016/03/09/6-inclusive-businesses-you-should-support/

https://www.homeanddecor.com.sg/articles/84929-enabling-village-lush-greenery-unique-community-space-designed-woha/ev3–slide-3

Writer & Photographer

ส้มฉุน มะลิกุล

สาวโสดชาวไทยผู้จับพลัดจับผลูมาทำงานติดเกาะสิงคโปร์ เคยตั้งใจจะรีบทำงานเก็บเงินกลับบ้าน แต่หลังจาก 7 ปีก็เปลี่ยนเป็นเที่ยวให้รู้ กินให้สุข และลิ้มโกปี๊ (ดื่มกาแฟ) ก่อนที่เข่าและข้อเท้าจะไม่อำนวยให้ออกเดินทาง เย่!

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load