ในห้วงเวลาที่เราเติบโต การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก ซึ่งหมายถึงการไม่ได้รับความสนใจหรือให้คุณค่ามากเท่าที่ควร บางครั้งถูกกีดกันให้ออกไปจากชีวิต เพราะสมัยก่อนผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโต มีงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กในวันนั้นได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่วัยมีกำลังซื้อ Pop Culture เบ่งบาน กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศหนึ่งๆ ได้ไม่น้อยไปกว่าการค้าขายหรือส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค แถมทิศทางในการสร้างเงินจากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property-IP) เหล่านี้ก็พัฒนาการอย่างรวดเร็วเสียด้วย

คอลัมน์ In Design ตอนนี้ มอบโอกาสให้เราได้นั่งคุยกับหนึ่งในเด็กเหล่านั้น เธอเติบโตมาพร้อมการ์ตูนกับความฝันที่อยากเป็นแอนิเมเตอร์ แรงขับเคลื่อนภายในพาให้เธอแหวกว่ายผ่านวงการที่แห้งแล้งในเมืองไทย ไปเรียนรู้และเบ่งบานในอเมริกา ได้ทำงานเบื้องหลัง Lil Miquela (Virtual Influencer) ชื่อดังที่ไม่มีตัวตนจริงๆ แต่มีคนติดตาม 3 ล้านในอินสตาแกรม อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เจ้าหนูอะตอม

วันหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เด็กหญิงอะตอมในวัย 14 ปีต้องเลือกว่าจะเรียน ม.ปลาย สายไหนดี เพื่อต่อไปยังมหาวิทยาลัยและโลกของการทำงานได้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจ เพื่อนของเธอชี้ชวนให้ไปห้องสมุดญี่ปุ่นแห่งหนึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน 

ณ ที่แห่งนั้น เธอได้พบกับความฝัน

“เพื่อนเปิดการ์ตูนของ Studio Ghibli ให้ดู” อะตอมย้อนอดีตให้เราฟัง 

“เป็นเรื่อง Spirited Away พอดูแล้วเรารู้สึกว่าอยากเป็นแอนิเมเตอร์ (Animator) เราไม่เคยรู้ว่ามีแอนิเมชันที่มีเนื้อหาแบบผู้ใหญ่ เท่ๆ อย่างนี้มาก่อน หลังจากนั้นเราเลยค้นหาว่าจะเป็นแอนิเมเตอร์ได้ต้องเรียนอะไร”

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย
อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

แต่วงการการ์ตูนแอนิเมชันไทยในวันนั้นแทบไม่มีทางเลือกอะไรให้กับเธอ ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวาดการ์ตูนตรงๆ แถมยังมีกรอบค่านิยมในสังคมที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐถึงจะน่าภาคภูมิใจ เธอจึงตัดสินใจสมัครเรียนภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะดูเหมือนนักวาดหลายๆ คนในไทยจะมาจากที่นั่น

“ตอนเรียนเรามีความเป้าหมายใหญ่ว่าเราอยากเจอ อาจารย์มิยาซากิ ฮายาโอะ (Miyazaki Hayao) ผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli เขาเหมือนเป็นศาสดา เราตั้งใจมากๆ เรียนจบมาก็ทำงานสาย 2D มาตลอด และคิดว่าถ้าเราดัง เราอาจได้เจอเขาก็ได้” อะตอมเล่าติดตลก

ความตั้งใจนั้นพาอะตอมเข้าสู่การประกวดออกแบบตัวละครประจำจังหวัด โครงการของรัฐบาลไทย ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีรางวัลล่อตาล่อใจแฟน Ghibli อย่างอะตอมมากๆ คือการได้ไปเยือนสตูดิโอของ Ghibli นั่นเอง

หลังจากที่ไปเข้าค่ายอบรมเพื่อพัฒนาแบบอย่างเข้มข้นจนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับคัดเลือก ความฝันของอะตอมในการได้พบกับอาจารย์มิยาซากิเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อได้จับมือกับไอดอลของเธอ เธอกลับรู้สึกเหมือนว่าเป้าหมายในชีวิตสำเร็จแล้ว 

แล้วไงต่อ-เธอคิด

แต่เด็กหญิงอะตอมในวันนั้นยังไม่รู้ว่า การประกวดนั้นเป็นเพียงบทแรกของการเดินทางในสายอาชีพของเธอเท่านั้น

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เปลี่ยนฉาก

นอกจากพาอะตอมไปเจอกับอาจารย์มิยาซากิที่ญี่ปุ่นแล้ว งานประกวดนั้นยังส่งเธอไปขายแรงงานที่เกาหลีด้วย ซึ่งกลายเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับการทำตลาดใหม่ให้กับคาแรกเตอร์ที่เธอออกแบบ

เพราะเป้าหมายของการประกวดไม่ใช่เพียงคาแรกเตอร์ตัวหนึ่งแล้วจบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาแรกเตอร์นั้น ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลี ใช้สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและสร้างชาติให้มั่งคั่ง

คาแรกเตอร์หลายตัวที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมว Hello Kitty เจ้าหมีดำ Kumamon หรือถ้าเป็นฝั่งเกาหลีคงหนีไม่พ้นเจ้าเพนกวิน Pororo นั้น ไม่ได้ดังขึ้นมาแบบไร้เหตุผล แต่คาแรกเตอร์เหล่านี้ถูกนำไปทำ Spin-off เป็นสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงกลายเป็นธีมในการตกแต่งคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และหมายถึงรายได้มหาศาล

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังก็หนีไม่พ้นดีไซเนอร์ผู้สร้างรูปแบบในการออกแบบ (Style Guide) ให้เจ้าคาแรกเตอร์เหล่านี้เป็นที่จดจำได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทั้งสีสัน ลวดลาย รูปแบบการจัดวาง ล้วนแต่ผ่านกระบวนการคิด-ออกแบบมาแล้วทั้งนั้น

และนั่นคือสิ่งที่อะตอมเก็บเกี่ยวกลับมาจากเกาหลี

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“โครงการประกวดนั้น ทำงานร่วมกับสตูดิโอผู้สร้างคาแรกเตอร์เพนกวิน Pororo ที่ดังมาก ถ้าไปเดินตามซูเปอร์มาร์เก็ตมีอยู่ทุกแห่ง เขาส่งเราเพื่อไปขัดเกลาตรงนี้ รวมถึงเรียนรู้การพัฒนา Licensing (การอนุญาติให้ใช้สิทธิ์) ตอนนั้นเราไม่ได้ทำ Pororo นะ แต่ทำโปรเจกต์ร่วมทุนกับจีน เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเด็ก ทำทั้ง Style Guide สำหรับ Licensing ทำแบรนดิ้งให้ตัวละคร ให้ลูกค้านำไปทำสินค้าได้เลย”

การได้ไปเปิดหูเปิดตาเรื่องการพัฒนา Licensing ที่เกาหลี ทำให้อะตอมหันกลับมามองวงการออกแบบงานภาพในเมืองไทยอีกครั้ง และมองเห็นปัญหามากมายที่ทำให้อุตสาหกรรมในไทยไม่เติบโต ไม่อาจสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะประเด็นที่หน่วยงานรัฐขาดการประสานงานกัน ทำให้มาสคอตที่นักออกแบบจำนวนมากผลิตออกมาผ่านงานประกวดในทุกปี มี Style Guide พร้อมใช้ แต่กลับไม่เคยได้ใช้งานจริง

เมื่อความฝันเดิมลุล่วงไป และค้นพบว่าไม่อาจเติบโตไปได้ไกลกว่านี้ในประเทศไทย อะตอมจึงตัดสินใจพาตัวเองย้ายสายงาน ข้ามจากนักออกแบบภาพที่ทำงาน 2D (สองมิติ) เป็นหลัก ไปเรียนต่อด้านการทำ 3D (สามมิติ) ที่อเมริกา 

และหวังใจว่าจะมีความท้าทายใหม่รอเธออยู่

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

จัดแสงไฟ

Gnomon คือโรงเรียน Visual Effect ที่อะตอมเลือกตามคำแนะนำของรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ทำงานในสตูดิโอของดิสนีย์ นอกจากโรงเรียนจะตั้งอยู่ในใจกลางของอุตสาหกรรมอย่างฮอลลีวูดแล้ว ว่ากันว่านี่คือโรงเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับคนทำงานภาพอีกด้วย

ประสบการณ์การทำงาน 2D ช่วยให้อะตอมเปลี่ยนผ่านมาทำงาน 3D ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และการเรียนการสอนที่เน้น Peer-learning หรือการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยให้เธอพัฒนาฝีมือขึ้นในระยะเวลา 2 ปี อีกทั้งอุตสาหกรรมงานภาพ (Visual Effect) ในอเมริกายังเปิดกว้างสำหรับศิลปิน เรียกว่าแทบจะมีงานมารออยู่สำหรับทุกคน

และประตูที่อะตอมเลือกเปิดเข้าไป คือโอกาสในการทำงานกับ Brud สตูดิโอหน้าใหม่ที่มีโปรเจกต์น่าสนใจอย่างการปั้น Virtual Influencer ซึ่งกลายเป็นไฮไลต์ในชีวิตการทำงานของเธอ

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ขอบเขต 3D มันกว้าง” อะตอมอธิบาย เมื่อเราถามว่าเธอไปทำอะไรกับ Brud 

“เวลาพูดถึง 3D เราจะคิดว่ามีใครสักคนทำภาพสามมิติ แต่จริงๆ มันย่อยลงไปเยอะมาก ในหนึ่งโปรเจกต์มีหลายแผนก ไม่ใช่ทุกคนทำได้ทุกอย่าง บางคนปั้นเป็นอย่างเดียว บางคนทำเท็กซ์เจอร์เป็นอย่างเดียว บางคนทำเอฟเฟกต์ระเบิดเป็นแต่ปั้นอะไรไม่ได้เลย

“ส่วนเราเองเป็น Generalist คือคนที่ทำทุกอย่าง ทำเป็นหมดเลยแต่ไม่ได้ลงลึก แต่ที่เราสนใจเป็นพิเศษคือ Lighting หรือการจัดแสง ตอนนั้น Brud กำลังสร้างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อ Lil Miquela ขึ้นมา แล้วต้องการคนที่จัดแสงพอดี เลยลองเข้าไปคุย แล้วเขาก็จ้าง”

Virtual Influencer เป็นคอนเซ็ปต์ที่ใหม่มากสำหรับอเมริกาในตอนนั้น และแม้แต่ตอนนี้ก็ยังใหม่อยู่ เราอาจยังไม่คุ้นเคยนักหากมีไอดอลสักคนซึ่งไม่มีตัวตนในโลกจริง แต่กลับสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียต่างๆ มากมายราวกับมีชีวิต

แต่คอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันนี้ ทำกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gorillaz วงดนตรีแบบ Virtual Band หรือนักร้อง 2D จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) เจ้าของฉายาน้องต้นหอมกับผมสีเขียวอันโด่งดัง แนวคิด ‘ตัวตนสมมติ’ เหล่านี้ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเลื้อยไหลออกจากแค่บนหน้าจอ มาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“Lil Miquela เป็นโปรเจกต์ที่เปิดโลกมาก” อะตอมเล่าอย่างตื่นเต้น

“งาน Visual ที่เคยแยกกับโลกของเราโดยสิ้นเชิง มีคอนเทนต์เป็นเกม เป็นหนัง เราดูแล้วมันก็จบอยู่ตรงนั้น แต่พอมี Virtual Influencer ขึ้นมา เส้นแบ่งระหว่างโลก Virtual กับโลกจริงมันบางลงมาก เรามองเห็นความเป็นไปได้ของการสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และไม่ได้อยู่แค่ในจออีกต่อไป”

Lil Miquela เริ่มต้นจากการเป็นไอดอลในอินสตาแกรม โพสต์ของเธอเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน มีฉากหลังเป็นอเมริกา ไปเที่ยวบ้าง แฮงก์เอาต์กับเพื่อนบ้าง ในมู้ดภาพสีสันจัดจ้าน สนุกสนาน จนผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมของ Lil Miquela ก็เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับแบรนด์เสื้อผ้าหรู อีเวนต์งานสังคมสุดป๊อป และล่าสุดมีการทำงานเพลงออกมาเองด้วย

“Lil Miquela เล่าว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่มนุษย์” อะตอมแชร์กระบวนการทำงานปั้น Lil Miquela ให้ฟัง

“หน้าที่หลักของเราคือการจัด Lighting สำหรับภาพนิ่งในอินสตาแกรมของน้อง ถ้ามีบรีฟมาว่า สัปดาห์นี้ Lil Miquela จะไป Coachella ซึ่งเป็นงานเทศกาลศิลปะดนตรีระดับโลก ทีมต้องหาตั๋วเข้างานเพื่อไปถ่ายภาพอีเวนต์มาเป็นฟุตเทจ ส่วนฝั่งเรามีหน้าที่ปั้นภาพนิ่ง หรือวิดีโอสั้นๆ ให้เหมือน Lil Miquela ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ” 

 Lighting Designer เล่าต่อว่า ตอนนี้ Brud ทำงานคล้ายกับเอเจนซี่ของนักแสดง มีฝั่งครีเอทีฟคอยคิดเรื่องราวของ Lil Miquela มีคนคอยดูแลเสื้อผ้าหน้าผม โดยฝั่งอาร์ตแปลสิ่งที่ครีเอทีฟคิดให้เป็นจริง เรื่องสนุกยังมีอีกมาก แต่อะตอมบอกกับเราว่าเสียดายที่เธอแชร์รายละเอียดกระบวนการทำงานมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะติดสัญญาการรักษาความลับกับบริษัท แค่ฟังเท่านี้เราก็รู้สึกว่างานสร้าง Lil Miquela เป็นงานในฝันสำหรับเธอ ทั้งในแง่ของสเกล ความท้าทาย และผลลัพธ์

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า อะไรคือสาเหตุที่เธอเลือกจะก้าวลงมาจากตำแหน่งงานที่ทั้งสนุกและมั่นคง และปั้นบริษัท Visual Effect ของตัวเอง ทั้งที่เห็นๆ กันอยู่ว่าวงการนี้ในไทยยังไม่ได้ขยับไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมากเท่าไหร่นัก

ใส่ฟังก์ชัน ปั้นกระดูก

หากมองย้อนกลับไปในระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่อะตอมเหยียบขาไปทำงานมาแล้วทั้งฝั่ง 2D, Character Design, Licensing, 3D, Lighting การขยับมาเป็นผู้ประกอบการน่าจะเป็นบทบาทใหม่ที่ท้าทายไม่น้อย

อะตอมว่า นี่เป็นสิ่งที่ยากก็จริง แต่สำหรับเธอก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อสิบปีก่อนกับปัจจุบัน สิ่งที่ทำค่อนข้างแตกต่างกันนะ วงการนี้เปลี่ยนเร็วมาก มีเทคนิคใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ทุกวัน และตอนนี้ขาเหยียบๆ ไปฝั่งผู้ประกอบการด้วย ไม่ได้เป็นนักออกแบบอย่างเดียว จริงๆ เราชอบทำงานฝั่งอาร์ตมากกว่า ไม่ได้ชอบทำหลาย หรือคุยกับผู้คนขนาดนั้น แต่คิดว่าถ้าเราอยากโตในสายงานนี้ ก็ต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา”

สตูดิโอชื่อ ‘Magic Fox’ ของอะตอมจึงไม่ได้รับแค่งานจ้าง ทำ Visual Effect ตามสั่งเท่านั้น แม้งานโปรเจกต์ต่างๆ ที่เข้ามาทั้งจากลูกค้าไทยและต่างชาติจะมีหลากหลาย ตั้งแต่การปั้น V-tuber (คาแรกเตอร์ที่รับบทบาทเป็นสตรีมเมอร์ เล่นเกมไปคุยกับผู้ชมไป) สร้างคาแรกเตอร์ มาสคอต ไปจนถึงทำสติกเกอร์ไลน์ แต่เธอก็ยังไม่วายเจียดเวลามาพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ในอุตสาหกรรมของไทย เราไม่ได้เห็น Original Content จริงๆ ออกมามากนัก ต่อให้มูลค่าของอุตสาหกรรมจะโตขึ้น แต่ไม่ใช่การสร้างมูลค่าด้วยตัวเอง อาศัยว่าค่าแรงของเราถูก แล้วก็ใช้ช่องว่างตรงนั้นเพื่อสร้างกำไร แต่แบบนี้พอถึงจุดหนึ่งมันจะไปต่อไม่ได้ เพราะค่าแรงมันจะติดเพดาน และมีคนอื่นมาแข่งกับเราในที่สุด ตอนนี้คนที่จ้างฝั่งไทยก็เริ่มย้ายไปเวียดนามแล้วเพราะถูกกว่า

“Original Content ของบริษัทที่กำลังปั้นเป็นการ์ตูนเด็กชื่อ Cocomoco เพิ่งเอาไปพิตช์ได้ทุนมาเมื่อเช้านี้เอง”

อะตอมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าพัฒนากันมาพักหนึ่งแล้ว ซึ่ง Cocomoco เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภูติในป่า น้องเป็นต้นโอ๊คที่มีพลัง สร้างของขึ้นมาจากดินหรือธรรมชาติ และมีตัวละครอื่นๆ คอยหาปัญหามาให้แก้

ความเชื่อว่าต้องสร้างและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองในใจอะตอม น่าจะถูกหว่านเมล็ดไว้ตั้งแต่วันที่เธอชนะการประกวด ได้ไปทำงานที่เกาหลี ผ่านประสบการณ์ทำงานในทีมสร้าง Lil Miquela และได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างมูลค่าได้มากมายมหาศาลแค่ไหน

และสำหรับอะตอมแล้ว แม้ทุกวันนี้การ์ตูนหรือโลกเสมือนจริงยังคงถูกสังคมไทยบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องของเด็กก็ไม่เป็นไรเลย ดีเสียอีก เพราะเด็กวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เหมือนที่ผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อในวันนี้ ก็คือเด็กที่รักการ์ตูนในอดีตนั่นเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“เรารู้สึกว่าการมีคอนเทนต์เด็กที่มีคุณภาพดีเป็นสิ่งสำคัญ มันปลูกฝังอะไรหลายอย่างให้กับเด็ก รวมถึงมาตรฐานในการเสพคอนเทนต์ ถ้าเด็กชินกับงานคุณภาพ เขาก็จะเลือกเสพงานคุณภาพต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ตลาดต้องผลิตงานที่ดีออกมาเพิ่มขึ้น มันช่วยรันวงการได้ 

“การสร้างงานคุณภาพดีออกมาให้เด็ก เป็นหน้าที่ของเราอย่างหนึ่งในฐานะคนทำงานออกแบบ เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานอยู่ในวงการนี้ ในประเทศนี้ ก็มีความคิดแบบเดียวกัน เราต่างเห็นศักยภาพของมัน และใช้วิธีการของตัวเองในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตต่อไป”

หากสรุปว่าการกลับมาเปิดบริษัท Magic Fox ของอะตอม ไม่ได้แค่ผลักดันให้ตัวเองโตเท่านั้น แต่เป็นก้าวเล็กๆ ในการผลักดันวงการ Visual ในไทยให้เติบโตไปด้วยก็คงจะไม่ผิดนัก

ในฐานะหนึ่งคนที่มีฝันและแพสชันด้านการ์ตูนเหมือนกัน เราเป็นกำลังใจให้นะ เจ้าหนูอะตอม!

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

5 ผลงานที่มีความหมายต่อ อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

01 บัวแต้ม (Buatam)

งานประกวดชนะเลิศ Character Design ของ SIPA (Software Industry Promotion Agency) เป็นงานเปิดโลกด้าน Character Design และธุรกิจ Character Licensing แบบรอบด้าน ตั้งแต่มุมของนักออกแบบ มุมการตลาด การนำไปใช้งาน และมูลค่าที่งานออกแบบคาแรกเตอร์ชิ้นหนึ่งสร้างได้ ทำให้อะตอมหันมาสนใจจับงานคาแรกเตอร์แบบเต็มตัว

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

02 Star Collector

เป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งของอะตอม จากที่เคยวาดภาพนี้แบบ 2D แล้วชนะการประกวด เมื่อขยับจาก 2D ไปจับงาน 3D เลยหยิบชิ้นนี้มาปัดฝุ่นใหม่ จนกลายเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่าน เป็นหมุดแรกในการทำ 3D เต็มตัว 

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

03 Lil Miquela

 ตอนที่เข้าไปทำงานกับบริษัท Brud ต้นสังกัดของ Miquela ไอเดียเรื่องอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องใหม่มาก การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมทำให้อะตอมได้เห็นกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เห็นการเติบโต จนในปัจจุบัน Miquela มีผู้ติดตามเฉพาะในอินสตาแกรมร่วม 3 ล้านคน งานที่ตนมีส่วนร่วมได้ออกไปสู่สายตาคนจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องน่าภูมิใจในฐานะคนทำงานอาร์ต

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

04 Bull Ranger

งานออกแบบคาแรกเตอร์ภายใต้บริษัท Magic Fox Studio ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอว่าน่าดีใจที่ได้เห็นองค์กรใหญ่เริ่มสนใจใช้คาแรกเตอร์มาสื่อสารร่วมกับอัตลักษณ์องค์กร

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

05 Coco Moco and the Children of the Forest

งานที่บริษัท Magic Fox Studio พัฒนาเอง และยังอยู่ในกระบวนการทำงาน เป็นงานที่เปลี่ยนบทบาทของอะตอมจากลงมือทำเองทั้งหมด เป็น Art Director ควบ Director ทั้งดูแลทีม ออกแบบบางส่วน คอยตบงานให้เข้าที่ และดูแลคุณภาพงาน เหมือนเป็นการตกผลึกทักษะตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพทั้งหมดมาอยู่ในงาน Animated Series หนึ่งโปรเจกต์

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

11 โมงตรงแดดเปรี้ยงร้อนผ่าว ผมเดินเหงื่อหยดอยู่แถวย่านวัดดาว ปิ่นเกล้า เพื่อหาสถานที่ตามนัดหมาย ผมไม่ได้มาตามหา เน วัดดาว ผู้ที่ได้รับเกียรติเอาย่านนี้มาเป็นนามสกุล แต่ผมมาเพราะถูกนางกวัก กวักเรียกให้มาหาผู้ออกแบบต่างหาก มีนักออกแบบกลุ่มหนึ่งลงมือออกแบบนางกวักออกมาใหม่ ใช่ครับ นางกวักที่เป็นของขลังเรียกลูกค้าประจำร้านค้าของสังคมไทยนี่แหละ ผมเคยเห็นนางกวักรูปแบบใหม่นี้มาได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากๆ มากขนาดที่ตัวนักออกแบบคนนี้นั้นได้ถูกเสนอชื่อให้เป็น Designer of the Year ประจำปี 2017 มาแล้วอีกด้วย และตอนนี้ ด้วยการช่วยเหลือของแผนที่ในโทรศัพท์หรือพลังงานบางอย่างของนางกวักก็ไม่ทราบได้ ผมเดินมาถึงจุดนัดหมายแล้ว ป้ายด้านหน้าทาวน์เฮาส์ห้องนั้นติดตัวอักษรไว้ว่า THIS.MEAN.THAT

นางกวัก

THIS.MEAN.THAT เป็นสตูดิโอที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักออกแบบ 2 คน คือ นก-ธันย์ชนก ยาวิลาศ และ ไผ่-ปัญจพล กุลปภังกร ทั้งคู่เรียนจบจากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พอเรียนจบทั้งสองคนต่างก็ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ นกศึกษาด้านการสื่อสารและกราฟิกดีไซน์ ส่วนไผ่เลือกเรียนด้านการออกแบบเครื่องประดับ โทษฐานที่รู้จักกันมาตั้งแต่ที่ลาดกระบัง จึงทำให้ระหว่างที่อยู่อังกฤษทั้งคู่ได้ไปช่วยทำโปรเจกต์ของคอร์สเรียนปริญญาโทให้กันและกันอยู่เสมอ พอนำความถนัดเรื่องการสื่อสารและกราฟิกมาผสมการออกแบบเครื่องประดับ ทำให้เกิดไอเดียและแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้

นางกวัก นางกวัก

พอเรียนจบกลับมาไทย ทั้งคู่ต่างก็เข้าทำงานในสายงานที่ตัวเองเรียนมา แล้วก็พบปัญหาว่า ตอนเริ่มโปรเจกต์เรามักใส่ไอเดียลงไปในงานเต็มร้อย แต่ด้วยข้อจำกัดของตลาดทำให้ไอเดียเหล่านั้นค่อยๆ ลดลง จนตอนที่ออกสู่ตลาดอาจจะเหลือไอเดียแรกแค่ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีงานออกแบบอะไรสักอย่างที่มี content ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับการตลาด แล้วก็อยากลองทำอะไรสนุกๆ เหมือนเป็นที่ทดลองงานแปลกๆ ของเรา พอเราหาพื้นที่ไม่ได้ก็เลยคิดว่างั้นเราสร้างพื้นที่ขึ้นมาเองเลยละกัน ด้วยโจทย์ที่เราชอบตีความเรื่องการสื่อสาร เราก็เลยอยากทำของแต่งบ้านแบบที่มีเรื่องราว มี content ซ่อนอยู่ในนั้น เพราะถ้าทำของแต่งบ้านแบบทำแจกัน กรอบรูป ก็ไม่รู้เราจะทำไปทำไม เพราะคนอื่นทำกันเต็มไปหมดแล้ว”

สิ่งที่ทั้งสองคนคิดจะทำคือ ของแต่งบ้านที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่ในนั้น โดยมีแนวความคิดหลักๆ คืิอ ทำสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่ทำให้มันเล่าเรื่องราวใหม่ๆ ได้ สิ่งแรกที่ทั้งสองคนหยิบมาออกแบบคือ นางกวัก

“เพราะเป็นงานออกแบบชิ้นแรก เราเลยนึกถึงคำว่า welcome หรือ ยินดีต้อนรับ เหมือนเป็นการเปิดตัว การเชื้อเชิญ เราก็มองหาว่าอะไรที่สื่อถึงการเชื้อเชิญของคนไทย บ้านของไผ่อยู่แถววัดราชบพิตร ย่านร้านขายพระองค์ใหญ่กับพวกเครื่องสังฆภัณฑ์ พอเราไปเดินรอบๆ บ้านก็บังเอิญเห็นนางกวัก เลยเริ่มคุยกันว่า นางกวักเป็นของแต่งบ้านไทยรึเปล่า ถ้าเราตัดเรื่องความเชื่อออกไป เวลาเราเห็นนางกวักที่ไหนก็รู้สึกว่าเป็นบ้านคนไทยเลย ก็เลยคิดว่าคอลเลกชันแรกทำของแต่งบ้านที่เป็นนางกวักดีกว่า”

นางกวัก พระ นางกวัก

ขั้นตอนแรกของการทำงานเริ่มต้นโดยการที่ทั้งคู่ซื้อนางกวักจากร้านนั้นกลับมา แล้วเอาตะไบมาค่อยๆ ลดทอนรายละเอียดส่วนที่ไม่ชอบออกไป ระหว่างที่ทำก็เจอทั้งผ้ายันต์ข้างในนางกวัก และถูกนางกวักจ้องหน้ากลับมาตลอด จึงทำให้ทั้งสองคนหวาดผวาตอนทำงานอยู่บ่อยๆ ทั้งคู่เลยเปลี่ยนไปหาช่างปั้นให้ขึ้นแบบนางกวักจากขี้ผึ้งมาใช้ทำงานแทน เพื่อลดความน่ากลัวของนางกวักลง จากความตั้งใจแรกที่อยากให้นางกวักเปลี่ยนรูปทรงไปมากๆ ให้คล้ายพริตตี้มอเตอร์โชว์ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมและไม่สื่อสารความหมายที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายทั้งสองคนตัดสินใจเก็บรูปทรงเดิมๆ ทั้งหมดไว้ แต่เปลี่ยนสิ่งของที่นางกวักถือให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแทน

นางกวัก นางกวัก

นางกวัก

“เราไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ สิ่งที่เราทำเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวของยุคสมัย นางกวักที่ทำในปี 2014 ความร่ำรวยที่นางกวักถือก็จะเป็นของยุคนั้น ส่วนนางกวัก 2017 ก็จะมีของแสดงความร่ำรวยที่เปลี่ยนแปลงไป กระเป๋าถือจะเป็นอีกแบบ แว่นจะเป็นอีกทรง ตามที่ในยุคนั้นๆ เขาชอบกัน ลูกค้าที่ซื้อไปเขาก็ถวายมาการง ถวายน้ำแดง ให้นางกวักกันปกติ ตอนนกทำงานที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยได้เห็นงานที่หลากหลาย เลยไม่รู้สึกว่าการแตะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องน่ากลัว วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าวัฒนธรรมไม่เปลี่ยนแปลงมันก็จะตายและหายไป”

ผมทึ่งที่เห็นการหยิบเอาความเป็นไทยแบบบ้านๆ มาทำงานออกแบบ บ้านๆ ในที่นี้ไม่ใช่การดูถูก แต่หมายถึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบส่วนมากไม่ได้สนใจจะหยิบจับมาใช้ ผมเลยถามถึงที่มาในการใช้สิ่งนี้มาออกแบบ

“การหยิบเอาของจักสาน ลายกระหนก หรือลายรดน้ำ มาใช้ มีคนทำเยอะแล้ว เราอยากทำสิ่งที่ยังไม่มีคนทำ มีคนถามศิลปินคนหนึ่งว่า คุณเป็นคนออสเตรีย ก็ต้องนำเสนอความเป็นออสเตรียออกมาสิ เพราะตอนนั้นมีกระแสแรงมากว่าศิลปินไทยต้องนำเสนอความเป็นไทย เขาตอบว่า เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรคือคำว่า ความเป็นออสเตรีย แต่มันคือสิ่งที่เขาเห็นและอยู่ด้วยทุกวัน มันคือการดำเนินชีวิตของเขา เราก็รู้สึกแบบนั้น เราอยู่กันแบบนี้ สิ่งแวดล้อมเราเป็นอย่างงี้ งานก็เลยออกมาประมาณนี้ เราไม่ได้อยากทำเพราะมันคือความเป็นไทย”

นางกวัก

นกและไผ่เปิดตัวนางกวักในงานแฟร์แสดงสินค้างานหนึ่งจากการเชิญชวนของรุ่นพี่ที่รู้จัก และฟีดแบ็กที่ได้มาก็ถือว่าน่าตื่นเต้นและตกใจ

“หลังจากเราได้ต้นแบบแล้วก็ให้ทางโรงงานผลิตนางกวักขึ้นมาให้ แต่ตอนที่ได้รับมาพบว่าดูเล็กเกินไป เพราะมาแค่ตัวนางกวักอย่างเดียว เราก็ไปซื้อฐานที่เขาวางพระจริงๆ มาต่อ แล้วก็เอาแก้วครอบพระนี่แหละมาครอบไปอีกชั้น ตอนนั้นคนก็ค่อนข้างชอบกัน และคนจำนวนมากก็นึกว่ามันจะมีกลไกอะไรไหม แบบนางกวักที่ขยับแขนได้แบบแมวกวัก”

“ต่อมาเราไปออกงาน BIG+BIH ก็ขายดีเลย ส่วนหนึ่งคือร้านที่มาออกบูทขายของดัวยกันเขาซื้อกันไปตั้งหน้าร้าน คนที่เห็นก็ถามว่า คุณซื้อนางกวักมาจากไหน เหมือนโฆษณาให้เราด้วย ซึ่งมันคือฟังก์ชันของนางกวัก แต่ไม่ได้แค่กวักคนเข้าร้านนั้นๆ ร้านเดียว แต่เผื่อแผ่มาถึงคนทำนางกวักอย่างเราด้วย”

หลังจากไปออกงานแฟร์แสดงสินค้าบ่อยเข้า ทั้งคู่ก็พบบัญหาว่าการมีสินค้าเพียงแค่ชิ้นเดียวในบูททำให้คนไม่ค่อยสนใจ เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเป็นคอลเลกชันที่ 2 ซึ่งควรจะแสดงถึงความเป็นไทยที่แตกต่าง

นิตยสาร

นิตยสาร

“ตอนนั้นเราย้ายมาอยู่แถววัดดาว แถวนี้มีแผงหนังสือที่นิตยสารแทงหวยเยอะมาก แบบบอกให้เราไปที่นี่ ขูดต้นไม้ตรงนั้น ขอพรกับศาลที่นั่น สอนวิธีการขูด สอนวิธีการขอ เจ๋งมาก เป็นเหมือนนิตยสาร Kinfolk ของวงการหวย

“เราสนใจเรื่องของความเชื่อของคนไทย เหมือนเป็น Pop Culture อย่างหนึ่ง เลยคิดคอนเซปต์ของคอลเลกชันนีี้ว่า Made in Thailand พอพูดถึงการขอหวย เรานึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างผิดปกติ หมูสองหัว จิ้งจกสองหาง วัวสิบขา ถ้าเป็นประเทศเจริญแล้วจะถูกนำไปวิจัย แต่ในบ้านเราจะถูกเอาไปตีเป็นหวยแทน เราทำตัวหมูสองหัวออกมา แต่พอปล่อยออกมาแล้วเงียบกริบ คนไม่เข้าใจกัน เราต้องเล่าเรื่องราวการขอหวยให้คนที่มาถามฟัง เล่าจบคนก็หัวเราะแล้วเดินออกไปหมด คนใหม่มากูก็ต้องเล่าอีกแล้ว (หัวเราะ) เล่าเรื่องเดิมทั้งวันเลย แต่คนที่เก็ตเนี่ยไม่ถามอะไรเลย อย่างแม่บ้านที่ทำความสะอาดในงานเนี่ย เดินมาเจอก็มาลูบหมูเราเลย แล้วถามว่า จะมีเลขไหมเนี่ย แบบชอบมากเลย”

“พอดีตอนนั้นในสตูดิโอมีน้องมาช่วยงานอยู่ 2 คน เราก็ให้น้องช่วยออกแบบต่อยอดจากของที่เรามีให้เป็นของชิ้นเล็กๆ แต่ยังคงเชื่อมโยงกับของที่เราเคยทำไปแล้ว คนแรกนำเสนอผ้ายันต์กับพระเครื่อง เอาโปรดักต์ที่เราทำไปใช้เป็นลายของทั้งผ้ายันต์และตัวพระเครื่อง ส่วนอีกคนไปทำการบ้านมาว่าคนสมัยนี้ต้องการอะไรในโลกออนไลน์ ก็พบว่าเราต้องการให้คน Like ให้คน Love และก็ต้องการรวย พอสรุปมาแบบนี้เราก็หยิบเอามือ เอาท่าทาง ของนางกวักมาต่อยอดทำเป็นเข็มกลัดชิ้นเล็กๆ ก็ช่วยให้บูทมันไม่เหงาเกินไป”

นางกวัก

นางกวัก

หลังจากคอลเลกชันที่ 2 ผ่านไป และเริ่มเข้าสู่เทศกาลไปออกงานแฟร์ในอีกหลากหลายที่ ก็ถึงเวลาที่ต้องออกคอลเลคชันใหม่อีกครั้งนึงแล้ว

“เราคุยกันว่าน่าจะทำคอลเลกชันใหม่ที่ฉีกออกมาจากที่เคยทำ เพราะภาพลักษณ์เราตอนนั้นดูเป็นสำนักทำของขลังไปแล้ว (หัวเราะ) เลยพยายามออกแบบสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อของขลังอีก เราเห็นวินมอเตอร์ไซค์ ที่วินมีโซฟา มีโต๊ะ มีปลั๊กที่เป็นโคมไฟด้วย มันแปลกมาก เพราะมันคือการเอาพื้นที่สาธารณะมาทำเป็นพื้นที่ส่วนตัว มันเป็นความย้อนแย้งกันเองที่รุนแรงมาก เราเคยเห็นฝรั่งมาถ่ายรูปพื้นที่แบบนี้แล้วไปจัดเป็นนิทรรศการ โด่งดังที่เมืองนอกเลยนะ เราตัดสินใจเอาไอเดียนี้เป็นคอลเลกชันที่ 3 คือ ‘Feeling like a home’ เริ่มออกแบบเลยจากของที่เราไปเจอมา อย่างพานที่เชื่อมติดกับแก้ว หรือปลอกหมอนที่ลอกลวดลายกราฟิกมาจากเก้าอี้พลาสติก และอีกอันที่ชอบมากก็คือโคมไฟที่เอารูปทรงของกรวยจราจรมาทำ คือตอนนั้นบ้านเราฮิตเอา Cactus มาแต่งบ้านกัน ก็เลยเอาผิวและรูปทรงของ Cactus มาผสมกับกรวยจราจรและออกมาเป็นโคมไฟ ปรากฏว่าปล่อยออกมาปุ๊บ เงียบ อ่าว ฉิบหายละ ลงทุนไปตั้งเยอะ (หัวเราะ)”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

“ถึงไม่อยาก แต่ก็ต้องเรียกนางกวักกลับมา ตอนนั้นถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง คือเราไปรู้จักกับช่างปั้นคนนึง คือพี่บรรลือธณวรรฒ วงษ์เจริญธรรม จาก Tarabunya ด้วยความที่เราเคารพและนับถือในงานฝีมือช่างอยู่แล้ว ก็เลยไปคุยกับเขาว่าอยากทำนางกวักด้วยกันแบบเป็น co-project เราบอกไอเดียให้ช่างขึ้นรูปด้วยสไตล์ของพี่เขา เป็นแนวอ่อนช้อยหน่อย เขาทำออกมาสวยมาก จนเรารู้เลยว่าคอลเลกชันอื่นจบสิ้นแน่นอน เพราะทุกคนจะสนใจที่นางกวักอย่างเดียว”

THIS.MEAN.THAT

หลังจากทำมา 3 คอลเลกชัน ผมอยากรู้ว่าทั้งคู่ได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ทั้งในด้านการออกแบบสื่อสารและด้านการตลาด ซึ่งสิ่งหลังเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนได้เริ่มก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้ขึ้นมา

“เรื่องการอยู่รอดทางธุรกิจ การที่เราทำทุกอย่างเองเป็น SME แบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียของเราคือถ้ามียอดสั่งซื้อมากๆ เราไม่สามารถทำให้ได้ แต่ข้อดีของรูปแบบนี้ก็เป็นจุดแข็งของเราเหมือนกัน ด้วยความที่มันไม่ได้มีจำนวนเยอะ ลูกค้าก็พร้อมจะจ่ายให้กับของที่ไม่ซ้ำแบบใคร ร้านค้าที่เป็น concept store หรือ selected shop เลยมาสั่งซื้อกับเราแทน ลูกค้าก็จะแฮปปี้ เพราะเขาไม่อยากได้ของซ้ำกับใคร มันเป็นเรื่องมูลค่ากับคุณค่า ถ้าเราเน้นผลิตเยอะๆ ขายเยอะๆ ราคาก็จะถูกลง แต่พอเราทำเองทุกขั้นตอน ทำด้วยความใส่ใจมันก็มีมูลค่าที่สูงกว่า แต่การที่เรามาทำอะไรแบบนี้ในตลาด มันไม่ได้อยู่ง่ายนะ การที่เราทิ้งเงินเดือนประจำออกมาทำสิ่งนี้ ก็เหมือนเป็นการตามหาคุณค่าของตัวเราเองเหมือนกัน”

“ส่วนเรื่องของการออกแบบ หลังจากเราทดลองทำงานมาหลากหลายอย่าง เราก็พบว่าการสื่อสารกับคนหมู่มากเป็นเรื่องยาก ยังไงเราก็ต้องออกแบบในสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่ดี เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่า บางครั้งไม่ได้หมายถึงแค่คนไทยอย่างเดียว อย่างนางกวักของเราถ้าเป็นฝรั่งที่เคยไปญี่ปุ่นมาเขาก็เก็ตเลย เพราะเคยเห็นแมวกวักมาก่อน คนญี่ปุ่นก็ชอบมากเพราะมันเหมือนแมวกวัก เหมือนมันมีเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม มาเป็นกำแพงด้วย”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

สุดท้ายก่อนจากกันไปในวันนี้ ผมถามถึงก้าวต่อไปของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

“อยากให้ที่นี่เป็น artist residency หรือเป็น co-working space ให้เหล่าศิลปินคนอื่นๆ เพื่อจะได้มาร่วมกันแชร์ไอเดีย แชร์การทำงานหรือแนวคิดบางอย่างให้กันและกันได้

“แต่ในส่วนของการออกแบบของแต่งบ้าน มันยังคงเป็นการทดลองการสื่อสาร สื่อความหมาย แต่ตอนนี้การทดลองยังคงอยู่ที่ไทยเป็นหลักเพราะบ้านเราอยู่ที่เมืองไทย แต่สุดท้ายปลายทาง จุดหมายสูงสุดของเราที่ยากมากๆ แต่จุดที่เราจะพยายามไปให้ถึงก็คือ เราอยากทำงานออกแบบที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม มันคือภาษาสากลที่ใครๆ บนโลกนี้ก็เข้าใจ คือเหมือนเอางานไปวางที่ไทยก็เข้าใจ ฝรั่งเศสก็เข้าใจ เยอรมนีก็เข้าใจ เหมือนเป็นภาษาสากลอีกภาษานึงในโลกใบนี้”

ผมมั่นใจว่าโอกาสเหล่านั้นก็คงจะถูกกวักให้เข้ามาในชีวิตของทั้งสองคน แบบเดียวกันกับที่กวักผมให้มาเจอพวกเขากันในวันนี้

THIS.MEAN.THAT

Website: www.thismeansthatstudio.com
Facebook:  thismeansthat

นอกจากตัวสตูดิโอ this.mean.that แล้ว ไผ่ยังเป็นนักออกแบบเครื่องประดับที่มีดีกรีได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด Talente ในสาขานักออกแบบเครื่องประดับของประเทศเยอรมนี และเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year ของไทยในสาขานักออกแบบเครื่องประดับประจำปี 2017 มาหมาดๆ สนใจไปเยี่ยมชมงานของไผ่ได้ที่ panjapolkulp.com

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load