ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันจนชินปากว่า ‘ปลา iberry’ ต้อนรับเราสู่บ้านเก่าแก่จากสมัยรัชกาลที่ 7 ที่เธอใช้เวลาร่วมปีในการรีโนเวต จนออกมาเป็นร้านอาหาร 2 คอนเซ็ปต์ใจกลางย่านสาทร

ร้านแรกชื่อ FRAN’S คอนเซ็ปต์คือมื้อเช้าแสนอร่อยและกาแฟดี ๆ รังสรรค์พร้อม เชฟชาลี กาเดอร์ เจ้าของร้านดังหลายแห่ง

ร้านที่สองคือ Ăn Cơm Ăn Cá (อ่านว่า อัน-เกิม-อัน-ก๋า) อาหารเวียดนามที่แม้ไม่คุ้นเคย แต่อาศัยคติทำอะไรทั้งทีต้องลงลึก รู้จริง ปลาเดินทางไปเรียนรู้ถึงประเทศต้นตำรับ นอกจากสูตรอาหารที่พากลับมา เธอนำวัฒนธรรมการกินของคนเวียดนามมาปรับกับการออกแบบเมนูร้านนี้ด้วย

อาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะที่เธอเตรียมไว้ให้แล้วก่อนหน้า ความใส่ใจส่งผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสังเกตเห็น ทั้งลวดลายบนจาน ช้อนส้อมที่เลือกใช้ ไปจนถึงรูปภาพบนฝาผนัง หรือกระเบื้องในห้องน้ำ แม้จะรู้อย่างนั้นก็ยังตั้งใจทำทุกองค์ประกอบให้ดีที่สุด

ปลาเป็นคนแบบนั้น

เธอยังบอกว่าตัวเองมี ‘ลิ้นกรุงเทพฯ’ รสชาติที่เธอชอบมักตรงใจคนหมู่มาก

นั่นทำให้ร้านอาหารในเครือ iberry Group อย่าง iberry, iberista, กับข้าว’ กับปลา, รส’นิยม, โรงสีโภชนา, เจริญแกง, ฟ้าปลาทาน, เบิร์นบุษบา รวมมิตร Cloud Kitchen รวมถึงทองสมิทธ์ ประสบความสำเร็จจนมีแฟนคลับเหนียวแน่น ต่อเนื่องมาถึงร้านใหม่ทั้งสองภายใต้บริษัทใหม่อย่าง เดอะ แพลทเทอส์ มหานคร ที่ตั้งใจจะทำธุรกิจในคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ นอกเหนือจากที่ iberry Group และทองสมิทธ์เคยทำ

ปลาทำร้านอาหารแบบให้เกียรติลูกค้า เธอต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้สมกับที่ลูกค้าสละเงิน เวลา และตั้งใจมาทานอาหารของเธอโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็เอาใจใส่ผู้คนที่ทำงานด้วยเช่นกัน

เมื่อถามเจ้าของคนนี้ว่า ความสุขที่ได้จากการทำร้านอาหารคืออะไร

“สุขที่สุดคือการสร้างแบรนด์ใหม่ให้ปัง แล้วทุกคนชื่นชอบแบรนด์ของเรา”

เธอไม่ต้องคิด แต่ตอบเลยทันที

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

คุณมีแววนักธุรกิจมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

แม่มักจะบอกว่า เราเป็นคนหัวเซ็งลี้ หมายถึง นักค้านักขาย พูดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตัวเองก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เราชอบคิดโน่นนี่ อันนี้น่าจะทำแล้วได้เงินนะ อันนั้นน่าจะเวิร์ก คุณแม่เลยเห็นแววแม่ค้ามาตลอด

คุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่เป็นแม่บ้าน ในครอบครัวไม่มีใครเป็นนักธุรกิจเลย สมัยก่อนเด็ก ๆ เคยช่วยแม่ขายพลอย เพราะเป็นคนจันทบุรี แต่มาเริ่มทำธุรกิจจริงจังก็ iberry ตอนอายุประมาณ 23 ได้

ปลาในวัย 23 กลัวล้มเหลวไหม

ไม่กลัวเลย เพราะตอนนั้นยังเด็ก เราไม่มีอะไรต้องเสีย เราไม่มีครอบครัว เราแค่อยากลอง ถ้าเกิดเจ๊งก็ยังกลับไปทำอย่างอื่นได้ 

ว่ากันว่าคนที่จะทำธุรกิจสำเร็จ ต้องมีทั้งแพสชันและหัวผู้ประกอบการ คุณเป็นอย่างไหนมากกว่า 

คนอื่นอาจจะมองเราเป็น Business Woman แต่ลึก ๆ คิดว่าตัวเองมีความเป็นอาร์ติสต์มากกว่า บางสิ่งบางอย่างที่เลือก นักธุรกิจทั่วไปอาจไม่ทำเหมือนเรา เพราะมันเสี่ยงเกิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำแบรนด์ให้ติดตลาด และใช้ศักยภาพนั้นขยายให้โตต่อ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เราชอบทำอะไรใหม่ ๆ เวลาวาดรูป ก็อยากเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาบนหน้ากระดาษ 

มีรุ่นพี่นักธุรกิจหลายคนเคยแนะนำให้เราโฟกัสกับแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว และมุ่งเน้นธุรกิจนั้น ชีวิตเราจะง่ายกว่า เปลืองพลังน้อยกว่า ขณะที่เรามีทองสมิทธ์และกับข้าว’ กับปลา ซึ่งสำเร็จอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ ก็หันมาทำอะไรใหม่อีกแล้ว คนอื่นก็คิดว่าบ้าหรือเปล่า แต่จริง ๆ มันเติมเต็มตัวเรา

กลับไปที่คำถาม เราว่าตัวเองมีแพสชันมากกว่า แต่บังเอิญว่าแพสชันของเรามันขายได้ และมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์และแบรนดิ้งของเราอยู่ เขาพร้อมจะสนับสนุนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราทำ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากล้าลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย 

คุณหยิบจับอะไรก็ปัง ทำไมถึงมองอะไรได้เฉียบขาดตลอด

หนึ่ง เราต้องศึกษาตลาดก่อน หาว่ามีคนชอบสิ่งที่เรากำลังจะทำมากแค่ไหน สมมติมีอยู่ 10 โปรเจกต์ ต้องตัดสินใจดี ๆ ถ้าตัดสินใจผิด ชีวิตจะเป๋นิดหนึ่ง

สอง ข้อนี้สำคัญมาก เมื่อเราตัดสินใจทำแล้ว ต้องลงไปศึกษาลึก ๆ ว่าจะทำยังไงให้แบรนด์เราเป็น Top of Mind ของโปรดักต์นั้น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่สักแต่คิด เพราะใคร ๆ ก็คิดได้ แต่จะทำยังไงให้ออกมาดี โปรดักต์ก็ดี แบรนดิ้งก็ดี สถานที่ก็ดี ทั้งหมดนี้ต้องใช้พลัง ใช้ประสบการณ์ ใช้คอนเนกชัน ใช้ฝีมือ 

โชคดีที่เรามีทีมงานที่เข้ามือ พาร์ตเนอร์ที่รู้ใจ เป็นเพื่อนร่วมหัวจมท้าย และพร้อมที่จะเสี่ยงไปกับเรา

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เคยทำอะไรไม่ขึ้นบ้างไหม

เจ๊งเยอะ ไม่ใช่ไม่เจ๊ง แต่คนไม่ค่อยเห็น บาดแผลที่ผ่านมาทำให้เราตัดสินใจได้เฉียบคมขึ้น เมนูในการทำก็ฉลาดขึ้น ไม่สะเปะสะปะ เป๊ะ ตรง จะไม่มีเมนูไหนที่ดูขาด ๆ เกิน ๆ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีน้ำเยอะเกินไป มีแต่เนื้อหา 

ยกตัวอย่าง เราเคยทำ Cafe Pla ที่สยามเซ็นเตอร์ตอนก่อนโควิด-19 โลเคชันอยู่ตรงทางเชื่อมกับสยามพารากอน ตอนแรกคิดว่าดีงาม คนผ่านเยอะ แต่ปรากฏมันคือทางผ่านที่คนผ่านอย่างเดียว แล้วคอนเซ็ปต์ตอนนั้นคือ All-day Dining ทั้งไทยและเทศ ซึ่งมองกลับไปก็เห็นว่า มันขาดความต่อเนื่องในการรับประทานอาหาร เดี๋ยวคนนี้อยากสั่งไทย คนนั้นอยากสั่งอาหารเช้า สุดท้ายคนไม่จดจำ

หลังจากปิดร้านนั้นไปก็ได้รู้ว่า ถ้าจะทำร้านต้องมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ถ้าฝรั่งก็ฝรั่ง ถ้าจะทำบรันช์ก็บรันช์ จะไม่ใส่ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป เพราะกลัวคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่นไม่มากิน เราต้องมั่นใจ ถ้าเขาอยากกินอย่างอื่น ก็ไปที่อื่น แต่ถ้าอยากทานของเรา ต้องมาที่นี่ เมนูเราเลยต้องคม 

อย่างเบิร์นบุษบา เราจะเป็นร้านยำ ก็ชัดเจนไปเลยว่าขายยำ-ย่าง เวลาคนนึกถึงยำ ก็จะนึกถึงเรา ความชัดเจนทำให้คนนึกถึงเราเป็นคนแรก

ตอนที่เปิดทองสมิทธ์ เราจะเอาเมนูก๋วยเตี๋ยวเรือไปอยู่ในเมนูกับข้าว’ กับปลา ก็ได้ แต่เราไม่ทำอย่างนั้น เพราะเวลามีทุกอย่างอยู่ในเมนู มันขาดจุดเด่น จุดแข็ง เราต้องตัดใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ จะไม่ขายอย่างอื่น จะขายแต่อย่างนี้ ใครจะไม่กิน ก็ไม่ต้องกิน ตอนเย็นจะขายได้หรือเปล่า อาจจะขายไม่ได้ เพราะก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารกลางวัน แต่ลองดูก็ได้นี่ ทั้งหมดคือความเสี่ยง เพราะการเปิดร้านแต่ละที เราลงทุนเยอะ แต่เราทำให้ชัด พัฒนาโปรดักต์ให้ดีสุด ๆ กลายเป็นว่าเวลาพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือ ลูกค้าจะนึกถึงเรา 

ทองสมิทธ์ก็เลยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่เขาบอกไม่ได้ ๆ 

มันได้ (เน้นเสียง)

ทำธุรกิจมา 20 กว่าปี แนวทางการทำธุรกิจร้านอาหารเปลี่ยนไปแค่ไหน

เปลี่ยนมาก เทรนด์ร้านอาหารเปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะขนมหวาน เปลี่ยนมากจนเราไม่อยากเข้าไปทำ สมมติช่วงหนึ่งเคยฮิตไอศกรีม เปลี่ยนมาบิงซู ครัวซองต์ ครอฟเฟิล มันมาเป็นช่วง ๆ เราอยากทำอะไรที่ยั่งยืน ไม่แฟชั่นจ๋า ไม่วิ่งตามกระแสแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง และยืนหยัดได้ด้วยรสชาติจริง ๆ เราเลยโฟกัสที่อาหารมากขึ้น 

ด้านวิธีการทานอาหารของคนก็เปลี่ยน เมื่อก่อนคนนิยมอาหารฟิวชัน ชอบอะไรที่เก๋ อันนี้ผสมอันนี้ ชอบอะไรใหม่ ๆ ล้ำ ๆ แต่ยุคนี้คนกลับมามองหาอะไรที่ดั้งเดิม ซึ่งอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่นนะ คนไทยชอบกินอาหารญี่ปุ่น แล้วอาหารญี่ปุ่นค่อนข้าง Authentic อยู่แล้ว ร้านนี้ขายซูชิ ก็ต้องไปกินซูชิเท่านั้น 

ซึ่งก็ตรงกับธุรกิจของ iberry Group ที่เจาะจงเฉพาะประเภทอาหารแต่ละอย่าง

มันทำให้เราลงลึกกับอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น อย่างอาหารไทยก็มีหลากหลาย มากเกินกว่าจะจับทุกอย่างให้อยู่ในกับข้าว’ กับปลา เราสามารถทำร้านผัดไทย ร้านกวยจั๊บ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาอีกร้านก็ได้ เมื่อมันมีความหลากหลายขนาดนี้ ถ้าเอาทุกอย่างมารวมในที่เดียว เราก็จะกลายเป็นร้านอาหารธรรมดาร้านหนึ่ง 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

มีร้านอาหารมากมายที่รสชาติอร่อย แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง สำหรับคุณแล้ว นอกจากรสชาติ อะไรจะทำให้ธุรกิจร้านอาหารประสบความสำเร็จ

มาตรฐาน ตอนเปิดร้านแรก ๆ ถ้าเราเข้ามาคุมเช้าถึงเย็น รสชาติคงที่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดของร้านอาหารคือความสม่ำเสมอและความเสถียร ทำยังไงให้ก๋วยเตี๋ยวที่กินตอนเช้าที่เพิ่งเติมซุป รสชาติเหมือนกับซุปที่กินในตอนบ่าย 

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับธุรกิจ Multi-brand แบบนี้คือการทำให้มาตรฐานอาหารดีและดีเท่า ๆ กันไปตลอด ขนาดทุกคนมองว่าเราเก่ง เรายังต้องซ่อมบ่อย ๆ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช้เครื่องจักร แต่อาศัยแรงคน ทุกขั้นตอนเป็นงานคราฟต์ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่จะทำยังไงให้เกิดได้น้อยที่สุด

สิ่งนี้ยากยิ่งกว่าการหาเงิน 50 ล้านมาทำร้านให้สวย

ซึ่งต้องย้อนกลับไปที่ทีมงาน ว่าจะทำยังไงให้เขาเป็นตัวแทนเราได้ และส่งมอบรสชาติที่เราตั้งใจเสิร์ฟจริง ๆ ได้ ยังไม่รวมถึงบรรยากาศ การบริการ โลเคชัน มันมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เราเป็นที่นึกถึง เซอร์วิสหน้าบ้านต้องดี ครัวหลังบ้านก็ต้องแม่นยำเรื่องรสมือ

คุณถ่ายทอดไอเดียมากมายที่อยู่ในหัวให้ทีมงานคนอื่น ๆ เข้าใจได้ยังไง

ต้องมีทีมที่รู้ใจ มีสูตรมาตรฐาน คนที่เป็นครูหรือเทรนเนอร์ก็ต้องเข้าใจเรื่องการสื่อสาร ในครัวมีคนหลายแบบ ต้องสื่อสารด้วยวิธีแตกต่างกัน ต้องมีการชั่งตวงวัดที่แม่นยำ เพื่อให้ทีมงานทุกสาขา ทุกครัว ทำได้เหมือนเราทำ เราไม่สามารถรับคนวันนี้ แล้วให้เขาทำพรุ่งนี้ได้เลย บางทีต้องใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการเทรนนิ่ง และที่สำคัญคือต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพด้วย ดูตั้งแต่การจัดวาง สีสันสวยงามถูกต้องไหม

เราต้องอาศัยทีมงานที่เข้มแข็ง ทีมหลังบ้านเราใหญ่โตมาก เพราะต้องมีหน่วยสนับสนุนครัวกลาง ครัวกลางจะเป็นศูนย์รวมสูตรทุกอย่าง ซอสบางตัวต้องทำจากที่นี่เท่านั้น สาขาจะไม่รู้ว่าปรุงยังไง คอยซัพพอร์ตทุกอย่างให้หน้าบ้านทำงานได้ง่ายขึ้น

ความเก่งที่ทุกคนชื่นชม เรายกเครดิตให้ทีม เพราะทุกคนโคตรเก่ง ด้วยความที่เราเป็นคนไอเดียบรรเจิดตลอดเวลา แต่ทีมสามารถ Execute สิ่งที่เราคิดให้ทำออกมาได้จริง แล้วทำได้ดีด้วย 

คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแบบไหน

เรา Hands-on จริง ๆ ถ้าเดินดูตามโต๊ะแล้วเห็นหน้าตาแปลก ๆ จะยกออกมาเลย ยิ่งช่วงเซ็ตอัปแรก ๆ ยังไม่เข้ามือพนักงาน อาจจะมีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องมาดูสัก 2 – 3 เดือน

เรามาทุกวันเลยนะ 7 โมงครึ่งอยู่ในครัวแล้ว เพราะรู้ว่าเขาเหนื่อย เราอยากช่วยเขาอีกแรง

เราดูแลลูกน้องเป็นครอบครัว เคียงบ่าเคียงไหล่ ใกล้ชิดมาก เรียกได้ว่าใช้เวลากับลูกน้องมากกว่าเพื่อน ไปต่างประเทศก็พาลูกน้องไปด้วย อยากให้เขาได้เห็นสิ่งที่เราเห็น ให้เขามีประสบการณ์ชีวิตที่ดี 

เราไม่ชอบแนวคิดที่จะประหยัดกับลูกน้องนิดหนึ่งเพื่อให้กำไรมากขึ้น ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ต้องการคน คนต้องทำงานกับเรา 100% เราต้องให้ความรักเขา ต้องดูแลเขาให้ดี ถึงจะได้รับกลับมาแบบที่เขาทำแทนเราได้

นอกจากพนักงานแล้ว อีกส่วนที่คุณพูดถึงบ่อยคือพาร์ตเนอร์ คุณเลือกพาร์ตเนอร์ยังไงถึงได้รู้ใจ ไว้ใจ กันขนาดนี้

จากการสนทนา พูดคุย การใช้ชีวิตร่วมกันบ้าง ของแบบนี้มันดูได้นะ ที่สำคัญคือพาร์ตเนอร์เราต้องเป็นคนดี

ธุรกิจของ iberry Group ผ่านจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ ที่ส่งผลต่อแนวทางการทำธุรกิจของคุณมาแล้วกี่ครั้ง

ช่วงที่ทำ iberry อย่างเดียว แล้วกระโดดมาทำร้านอาหาร นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เราเปลี่ยนจากธุรกิจที่เคยทำแค่ขนม ไอศกรีม ของหวาน มาเป็นอาหารเป็นร้อยเมนู แต่มันค่อย ๆ ขยับ อย่างกับข้าว’ กับปลา เราก็หาตัวตนมาสักพักหนึ่ง หาว่าจะไปทางไหน จุดเด่นคืออะไร ปีแรกยังไม่เจอนะ แต่พอทำเรื่อย ๆ ก็เริ่มจับจุดตัวเองได้ จนมาเปิดที่เอ็มควอเทียร์ ปรับเมนูใหม่ ทำแบรนดิ้งใหม่ เปลี่ยนโลโก้ ตกแต่งใหม่ ซึ่งลูกค้าก็ให้การตอบรับดีมาก

อีกจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อชีวิตเรามาก ๆ คือโควิด-19 ซึ่งไม่เหมือนวิกฤตครั้งไหน อย่างน้ำท่วมปี 54 ถ้าตรงนี้ท่วมก็ยังมีสาขาที่ขายได้ แต่นี่คือเกลี้ยง ไม่เหลือเลย เราต้องทำทุกวิถีทางที่คิดออกเพื่อจะรักษาทีมงานจำนวนมหาศาล รวม iberry กับทองสมิทธ์น่าจะประมาณ 1,700 คน เฉพาะเงินเดือนรวมสวัสดิการก็เกือบ 20 ล้าน เข่าทรุดเลยนะ

แต่มันทำให้เราก้าวออกจากสิ่งที่เคยทำมา เช่น เคยใช้พื้นที่ในห้างก็มาเปิด Cloud Kitchen ไปทำข้าวกล่องร่วมกับ 7-Eleven พาตัวเองออกจากความคุ้นเคยไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนด้วย ทุกวันนี้ห้างเปิดแล้ว Cloud Kitchen ก็ยังขายดีอยู่ นอกจากนี้ มันยังทำให้เราเห็นมิตรแท้ เห็นว่าใครช่วยเราในยามลำบาก แลนด์ลอร์ดแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนไหนไม่ได้ใจเรา พอหมดสัญญาเราก็ปิด 

พอทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องมิตรภาพ บางโลเคชันที่ดีกับเรามาก ๆ ร้านก็ไม่ได้กำไรมาก แต่เรายังเปิด เพราะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันและกัน

การทำร้านของคุณเหมือนการเล่าเรื่อง เรื่องเล่าของร้านล่าสุดอย่าง Ăn Cơm Ăn Cá คืออะไร

บ้านเราอยู่ในซอยใกล้ ๆ เวลาไปไหนจะผ่านบ้านหลังนี้ทุกวัน เห็นมานาน เมื่อก่อนเป็นร้านอาหารไทย เราชอบที่แปลงนี้มาก ชอบต้นไม้ ชอบความเก่า ชอบสถาปัตยกรรมแบบนี้ เลยได้แต่คิดในใจว่าอยากเช่าที่นี่ จนวันหนึ่งขับรถผ่าน เห็นร้านเก่าเขากำลังเก็บของ เห็นอย่างนั้นก็ดีใจมาก ให้ลูกน้องติดต่อเจ้าของที่เพื่อขอเช่า สุดท้ายได้เช่า ตอนมาดูก็นึกเลยว่า ฉันต้องทำร้านอาหารเวียดนาม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันมีความพิเศษบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุของบ้าน สีที่ผนัง ลายหน้าต่าง ถ้าเป็นร้านอาหารเวียดนามคงจะเท่มากเลย 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

ทำไมไม่เลือกทำร้านอาหารไทยแบบที่ตัวเองถนัด

เราทำมาทุกอาหารไทยแล้ว มีทุกประเภท (หัวเราะ) ยำก็มีแล้ว ก๋วยเตี๋ยวก็มีแล้ว สตรีทฟู้ดก็มีแล้ว เลยไม่อยากทำอีกแบรนด์หนึ่งให้ Cannibalize กันเอง ยิ่งร้านโรงสีโภชนาอยู่ไม่ไกล กับข้าว’ กับปลา อยู่ตรงนี้ ทองสมิทธ์ก็ใกล้มาก แล้วที่ตรงนี้พิเศษกับเรา เลยอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งที่บอกจะทำอาหารเวียดนามคือ ไม่ถนัดเลย ความรู้เท่ากับศูนย์ แต่ชอบอาหารเวียดนามอยู่แล้ว 

พอได้ที่ก็บอกเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนว่าเช่าแล้วนะ ยังไม่รู้จะทำอะไรบ้าง แต่เช่าแล้ว สุดท้ายหวยออกที่ร้านเวียดนามกับร้านอาหารเช้า ซึ่งร้านอาหารเช้าตอนแรกจะเปิดที่อื่น แต่พอที่ดินตรงนี้มันใหญ่ ถ้าเปิดแค่ร้านเวียดนามก็จะใหญ่ไป แล้วเราตั้งใจทำสวนแบบจัดเต็ม ให้เขียวขจี ด้วยความที่ที่ตรงนี้อยู่ในพื้นที่คนทำงาน มีชาวต่างชาติเยอะ เลยคิดว่าต้องมีคนอยากทานอาหารเช้าดี ๆ กาแฟดี ๆ เราจึงตัดสินใจทำ 2 คอนเซ็ปต์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เวลาจะตัดสินใจทำร้านหนึ่ง คุณเริ่มจากตรงไหน

ส่วนมากเริ่มจากโลเคชัน ประจำ (หัวเราะ) ไม่เคยอยู่ ๆ นึกอยากจะทำร้านอาหารแบบนี้ ทุกที่มาจากโลเคชันหมด ยกเว้น iberry ร้านแรก

กับข้าว’ กับปลา ก็เริ่มจากที่เราได้พื้นที่มาใหญ่เกินกว่าจะเป็นร้านไอศกรีม โรงสีโภชนาก็โลเคชันมาก่อนคอนเซ็ปต์ ข้อดีคือเราได้เห็นภาพก่อนว่าอยากเห็นที่ตรงนี้เป็นอะไร แต่ถ้าคอนเซ็ปต์ไหนไม่อิน เราก็ไม่ทำนะ มันต้องมีความอิน เราต้องเข้าใจโปรดักต์นั้น ๆ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเทสต์ ต้องลองผิดลองถูกได้

กระบวนการในการคิดคอนเซ็ปต์แต่ละร้านนานแค่ไหน

แล้วแต่แบรนด์ อย่างแบรนด์นี้ก่อสร้างนาน ก็เลยมีเวลาในการเตรียมตัวนาน น่าจะปีกว่า แต่ถ้าบางแบรนด์ที่อยู่ในห้างก็ไม่นานนะ 2 เดือน 3 เดือน อย่างเจริญแกงนี่อาทิตย์เดียวเองมั้ง เพราะอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัว

เรื่องเซอร์ไพรส์ของการออกจาก Comfort Zone มาทำร้านอาหารต่างชาติครั้งแรกคืออะไร

ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้ เราไม่เคยทำร้าน Standalone อยู่ในห้างที่มีทราฟิกทั้งวันมาตลอด แต่เพื่อน ๆ ก็น่ารัก สนับสนุน ‘เอาเลยเจ๊ ตัดสินใจ’ ‘แม่เคาะเลย’ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าก่อนเปิดร้านอะไรต้องรู้ลึก รู้จริง อย่างร้าน Ăn Cơm Ăn Cá คุณศึกษาอะไรบ้าง

เราบินไปเรียนกับอาจารย์เวียดนามที่เปิดร้านอาหารที่อุบลฯ มา 2 ครั้ง แล้วก็ไปโฮจิมินห์มา 3 รอบ ทั้งเรียนทำอาหารและศึกษาวัฒนธรรมการกินของเขา เช่น เขากินซีฟู้ดยังไง เขามีเมนูอะไรบ้าง ไปเดินตลาด ไปนั่งยอง ๆ โต๊ะเตี้ย ๆ นั่งกันมาหมดแล้ว ลุยมาก ตุเลง ๆ กันไป สนุกสนาน รถเข็นมาขายอะไร เราชิมหมด มันทำให้เรารู้ลึก ทำให้เห็นว่าคนเวียดนามใช้ชีวิตยังไง กินอะไรกันบ้าง และกินกันยังไง 

พอกลับมาก็เลือกว่าจะใส่อะไรลงไปในเมนูบ้าง จะปรับยังไง เพราะอาหารที่เวียดนามไม่เหมือนที่เรากินนะ รสชาติมันคนละเรื่องกันเลย แต่เราก็มีเชฟเวียดนามคอยแนะนำ เขาจะคอยบอกว่าอันนี้ต้องกินคู่อันนี้ คอยตรวจสอบความสับสนของเราให้อีกที บางทีเราเอาความอร่อยนำ แต่เขาจะบอกว่าไม่ได้ เขาไม่ทำกันแบบนั้น คอยเติมเต็มให้เมนูสมบูรณ์แบบมากขึ้น

นี่เป็นโปรเจกต์ที่เหนื่อยที่สุดใน 10 แบรนด์ที่ทำมาเลยนะ

เพราะมันคือการออกจากความคุ้นเคยในหลาย ๆ อย่าง

หนึ่ง เป็นร้าน Standalone ที่ไม่เคยทำมาก่อน

สอง ต้องรีโนเวตบ้านเก่า

สาม ต่อให้ชอบกินอาหารเวียดนาม แต่สิ่งที่เรารู้มันแค่หางอึ่ง เราเริ่มจากกินแหนมเนือง ปากหม้อญวน รู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง พอกระโดดเข้ามาทำเลยต้องรู้จริง เป็นการออกจาก Comfort Zone แบบสุด ๆ

ยังพูดกับพาร์ตเนอร์อยู่เลยว่า เราจะรอดกันไหม แต่ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายก็สำเร็จ จากที่วันนั้นยังเดินตะลอน ๆ ในไซง่อน จากที่ไม่รู้อะไรเลย มาวันนี้ เราว่าอาหารของเราอร่อยนะ 

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

ได้รู้ลิมิตของตัวเองเพิ่มขึ้นไหม

ได้รู้ว่าเรายังไปได้อีก เราก้าวข้ามผ่านความคุ้นเคย ผ่านที่เคยเข้าใจว่าเราทำอาหารไทยอร่อย ได้รู้ว่าเราก็ทำอาหารเวียดนามได้เหมือนกัน

ในองค์กรเราเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ที่มีความเป็นเชฟอยู่ด้วย เราจะคอย Push the limit ของทุกคน เชฟคนนี้ทำเมนูหนึ่งมา ถ้ายังดีได้อีก เราจะบอกให้ไปปรับอีกหน่อย มันยังไม่กรอบนะ ลองดูอีกหน่อย เราทำแบบนี้กับทุกเมนู แล้วทุกคนก็กระตือรือร้นที่จะทำงานกับเรา อยากปรับให้ได้ โดนคุณปลาติมา เสียใจ แต่ไม่ยอมนะ สู้ ทำจนกว่าจะได้ พอทำงานแบบนี้แล้วสนุกมาก 

เราภูมิใจกับทีม R&D นี้สุด ๆ ที่เขาสามารถครีเอตอาหารออกมาแล้วเป็นที่ชื่นชอบของคนหมู่มากได้

สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจคุณโดดเด่นมากคือ แบรนดิ้ง ทุกแบรนด์มีแบรนดิ้งที่ดีหมด

เหรอคะ ดีใจจัง (ยิ้ม)

ถ้าการทำร้านคือร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม คุณทุ่มเทให้กับแบรนดิ้งแค่ไหน

ทุ่มเทมาก ถ้า 100 เปอร์เซ็นต์คือการทำร้านทั้งหมด การคิดแบรนดิ้งของเราก็กินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคิดสูตรอาหารกับตกแต่ง เวลาทำแบรนด์เราจะคิดเป็นคน เช่น ทองสมิทธ์จะเป็นผู้ชายเท่ ๆ หน่อย ไม่ค่อยมีจริตจะก้าน เส้นสายต่าง ๆ จะแข็ง ๆ ไม่ต้องมาใส่บัวคิ้วอะไรเยอะ เวลาบรีฟดีไซเนอร์ก็ง่าย การทำร้านอาหารไทยแล้วไทยอีก เราต้องชัด ต้องไม่เหยียบเส้นกันเอง ต้องทำให้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบรนดิ้งคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นที่จดจำ คนไม่ได้จำแค่รสชาติอาหาร เขาจำลวดลายบนจาน จำทุกอย่าง จำเป็นภาพในหัว การที่คุณจะรักแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ไม่ใช่แค่เห็นชื่อแล้วจะชอบเลย คุณต้องดูองค์ประกอบทั้งหมด เป็นประสบการณ์ เราต้องทำให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วรู้สึกภูมิใจที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ต้องใส่เต็ม

เราก็ดั้นด้นนะ ทำทุกอย่าง จาน ชาม ช้อน Everything ทุกอย่างลงดีเทลหมด คิดมาแล้ว ดีไซน์เองสุดพลัง เพราะเราเป็นคนแบบนี้ เราอยากเห็นว่าจานที่คิดในหัวจะออกมาสวยแค่ไหน ให้มันเป็นจริงให้ได้ แต่เชื่อไหมว่าที่ยากสุดคือชื่อ ชื่อนี่ใช้เวลานานสุด

แต่ชื่อปังทุกร้าน

ชื่อนี่ปวดหัวมาก นั่งคิด นอนคิด ไม่เคยให้เอเจนซี่ทำ มันจะมาเป็นลิสต์ก่อน แล้วค่อยกลับไปกลับมา สมาสคำบ้าง สลับหน้าหลังบ้าง ช่วงไหนต้องคิดชื่อ สามีจะรู้เลยว่าห้ามยุ่งกับเรา เพราะจะเอ๋อ ๆ ลอย ๆ ไม่ได้เป็นอะไรนะ คิดชื่ออยู่ (หัวเราะ)

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

แต่ละร้านของคุณมีคู่แข่งเป็นร้านอาหารประเภทนั้น ๆ เช่น ทองสมิทธ์มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออื่น ๆ โรงสีโภชนาก็มีร้านข้าวต้ม สิ่งที่ทำให้ร้านคุณแตกต่างคืออะไร

จริง ๆ ต้องถามคนทาน (หัวเราะ) แต่ถ้าสำหรับเรา มันคือความใส่ใจในรายละเอียดของตัวเองนี่แหละ เวลาสร้างแบรนด์ เราไม่ได้ทำแค่อาหารอร่อย จานสวย ร้านก็สวย เวลาถ่ายรูปลง รู้เลยว่าเป็นร้านเรา องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ร้านเราชัดเจนและแข็งแรง เวลาคนมาร้านก็อยากมาถ่ายรูป 

ร้าน Ăn Cơm Ăn Cá สวย แต่ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวนะ มันน่ารักและอร่อยด้วย

การที่จะทำให้คนมองร้านเราเป็น Destination ต้องไม่ใช่แค่ธรรมดา มันต้องสวยมาก ๆ เราถึงยอมจ่ายเงิน 4 ล้านทำสวนข้างหน้าเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ให้เขารู้สึกว่าได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง 

กลับไปตอบคำถาม เรามีความจริงใจกับลูกค้า ไม่ใช่แค่จะรับเงินเขาอย่างเดียว ถ้าเขายอมจ่ายเงินให้เราในราคาต่อหัวเท่านี้ เราก็อยากมอบความสุข ประสบการณ์ดี ๆ ความเพลินตา เพลินใจ เป็นความทรงจำที่ดีที่เขาได้จากธุรกิจของเรา

เป็นประสบการณ์ครบรส

ใช่เลย ถ้าเข้ามาในร้าน FRAN’S ก็โอ้โห สวย กระจกแสงสวย มองขึ้นไปก็เห็นต้นไม้ จานชามถ่ายรูปก็สวย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็น The Best ของอาหารเช้า แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ

คุณเป็น Perfectionist ไหม

นั่นสิ ไม่เคยมีใครถามแบบนี้ (นิ่งคิด) เวลาทำแบรนด์เราจะไม่ยอมให้อะไรที่ไม่ชอบหลุดออกไป จะต้องทำให้ชอบก่อนให้ได้ ที่ชอบไม่ได้แปลว่าต้องสวย ต้องหรูหราหรือแพงนะ บางอย่างอาจจะธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่สวยสำหรับเรา 

แต่อะไรที่ไม่ใช่จริง ๆ เราก็จะกรีดร้อง รับไม่ได้ (หัวเราะ)

วันนี้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ วางแผนจะส่งต่อให้ลูกสาวหรือเปล่า

ไม่เลย ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง ลูกสาวเขาอาจจะไม่ได้ชอบสิ่งที่แม่ทำมาก็ได้ ถ้าเขาไม่อยากรับช่วงต่อ วันหนึ่งเราก็ต้องหามืออาชีพมาทำ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจความเป็นเราได้ดี

ลูกสาวเราอาจจะอยากเป็นลิซ่าก็ได้ใช่ไหม (หัวเราะ) ยังไม่แน่ใจ แต่ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารับภาระ ยิ่งมีลูกคนเดียวด้วย สงสารจะตาย ถ้าทำแบบแม่คงเหนื่อยแย่

ตอนนี้ก็ช่วยคิดชื่อบ้าง ‘หม่ามี้ เอาชื่อนี้ไหม’ แล้วก็ชอบทำขนมอยู่บ้าง เวลาครูถามว่าแม่ทำอะไร เขาจะตอบว่าแม่ทำร้านโน้นร้านนี้ ไล่ ๆ ไป แล้วก็จำไม่ได้ เยอะ ตลกจะตาย (หัวเราะ)

เห็นเราอาร์ติสต์แบบนี้ แต่หลังบ้านสามีพยายามจะทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน เราใช้ระบบ ERP มาใช้ในการทำงานหลังบ้าน ให้บริษัทตรวจสอบบัญชีเข้ามา Audit เห็นหน้าบ้านขายดิบขายดี ทุกอย่างสวยคราฟต์ แต่หลังบ้านเละเทะก็ไม่ได้ 

เราโชคดีมากที่สามีเข้ามาช่วยดูแล เพราะเราไม่ถนัด ไม่ชอบ ก็ปล่อยให้คนที่เขาเก่งด้านนั้น ๆ ทำไป สามีนี่คนละโลกเลย เป็นสายวิศวะฯ ตรรกะสุด ๆ ขณะที่เราจะเพ้อ ๆ หน่อย อร่อย สวย ซึ่งพาร์ตหนึ่งเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้น แต่บางทีฟังมาก ๆ ฉันก็คิดชื่อร้านไม่ออกน่ะสิ (หัวเราะ)

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าทำไม iberry Group ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์

ก็คิด ๆ อยู่ มีกองเชียร์เยอะ ถ้าเข้าต้องมาซื้อหุ้นนะ (หัวเราะ)

พอเรามีหลายแบรนด์ ถ้าเข้าตลาดฯ ก็มีโอกาสต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้ เช่น เอาบางแบรนด์ไปทำสายพานส่งออก ผลิตวัตถุดิบ แต่ถ้ายังทำร้านอาหารต่อไปเรื่อย ๆ คงจะไม่เข้า เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุกขนาดนั้น ถ้าเข้าจริง ๆ ผู้ถือหุ้นคงสงสัยว่าจะเปิดแบรนด์ใหม่ทำไมอีก ทำไมไม่ขยายแบรนด์ที่มีอยู่แล้วจะได้ผลกำไรมากกว่า ซึ่งมันก็ถูกของเขา แต่เราสนุก เราชอบ พอเป็นของตัวเองจะทำอะไรก็ได้

รางวัลของคนทำร้านอาหารคืออะไร

ลูกค้าเต็มร้าน (ยิ้ม) ลูกค้าบอกว่าอร่อยจังเลย ชอบจังเลย 

พูดจริงนะ ทำร้านพร้อมกัน 2 แบรนด์นี่โคตรเหนื่อยเลย เราบอกทุกคนว่า ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้แล้ว โหดเกิน แต่พอเห็นฟีดแบ็ก ลูกค้าเขียนชม ทุกคนชื่นชอบ จองแล้วจองอีก มันหายเหนื่อย

เราตื่นตี 4 ตี 5 ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วกลับมาเข้าร้านทุกวัน ไม่มีวันหยุด ก็ยังไม่รู้สึกว่าต้องไปพักร้อน เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้คืองานอดิเรกที่เราชอบ 

แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำเลย จนกว่าจะไม่มีคนช่วยทำ เรายังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ ตราบใดที่ทำออกมาแล้วลูกค้ามีความสุข ลูกค้าชื่นชอบ ก็เป็นพลังให้เราทำต่อไป

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

Questions answered by the founder of iberry Group

1. ร้านไหนที่มีชื่อก่อนมีร้าน

ฟ้าปลาทาน ความหมายดีนะ ชื่อมาก่อนแล้วค่อยคิดโปรดักต์ บ้าบอมาก (หัวเราะ)

2. คาแรกเตอร์ร้านไหนคือตัวคุณที่สุด

น่าจะเป็นกับข้าว’ กับปลา เพราะเป็นแบรนด์ที่โตมากับเรา รสชาติจัดจ้านชัดเจนเหมือนเรา ร้านโมเดิร์นแต่ไม่เดิร์นจ๋า เป็นผู้หญิงอายุประมาณเรา สบาย ๆ ไม่เฟี้ยวเกิน

3. เมนูกันตาย

ข้าวไข่เจียวกับมาม่า

4. รสไอศกรีม iberry ที่ทำยากที่สุด

รสกระท้อน ความอยากคือการทำให้รสชาติหอมกระท้อน

5. ร้านต่อไปของ ปลา iberry

อุ๊ย (ยิ้ม) เดี๋ยวปีหน้ามีแน่ ๆ

6. เมนูกับข้าว’ กับปลา ที่ขายดีตลอดกาล

ขาหมูคาราเมล แกงเหลือง แกงปูใบชะพลู ขายดีมาก

7. วัตถุดิบในครัวที่ขาดไม่ได้

ไข่ เพราะตอนเช้าเราจะกินไข่ขาวต้ม

8. เมนูโปรดของลูกสาว

ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่น้ำใส ไก่ต้มซีอิ๊ว

9. เสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่อยู่ร้าน จะเจอคุณได้ที่ไหน

ถ้าช่วงนี้ก็อยู่ที่ FRAN’S กับ Ăn Cơm Ăn Cá แต่ถ้าปกติจะไปเยี่ยมแม่ เราเบื่อเข้าห้าง พอทำธุรกิจในห้างก็ไม่อยากไปแล้ว

10. เมนูที่ต้องสั่งให้ได้ที่ Ăn Cơm Ăn Cá

แนะนำหลายเมนูได้ไหม (หัวเราะ) เราชอบสลัดไก่ฉีก สลัดอะโวคาโด้ปูก็อร่อย ปากหม้อญวนของเราก็อร่อยมาก หมูใบชะพลูก็ชอบ ปลาคาราเมลก็ชอบ ถ้าเครื่องดื่มต้องอะโวคาโดปั่น กินทุกวันเลยตอนไปเวียดนาม No Sugar ใส่แต่นมข้น อร่อยเลย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ตลอดการสนทนากับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ที่บ้านกันตนาในย่านบางใหญ่ เขาบอกเราซ้ำๆ ถึงเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต อย่างการได้เกิดและเติบโตในครอบครัวกัลย์จาฤก ตระกูลผู้บุกเบิกและสร้างสีสันให้วงการบันเทิงบ้านเรามาตลอด 68 ปี

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขากำลังทำและรับผิดชอบอยู่จะง่ายอย่างที่หลายคนคิด

โดยตำแหน่งแล้ว คุณเต้เป็นผู้อำนวยการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ผู้บริหารที่มีเลือดศิลปินอยู่ในตัวเกินร้อย

คุณอาจคุ้นเคยกับภาพที่คุณเต้เป็นผู้บริหารทายาทรุ่นสามของกันตนา กรุ๊ป ผู้ปรับโฉมและนำพากันตนาอยู่รอดและไปต่อในยุคสมัยใหม่ ทั้งผ่านรายการชื่อดังอย่าง The Face Thailand และอีกหลากหลายรายการในช่องทางฉายที่มากมายเกินนิ้วมือนับ

หรือแม้กระทั้งลงทุนแปลงโฉมเป็นนางพญาในรายการ จนแฟนคลับพร้อมใจกันย้ายทีมมาอยู่ #ทีมคุณเต้

นอกจากวิธีคิด สายตาและสัญชาตญาณการหยิบจับเรื่องราวบันเทิงมาหีบห่อใหม่จนเป็นที่สนใจในสังคมอยู่เสมอ เราสนใจวิธีคิดและการทำงานในบทบาทผู้บริหารที่เป็นผู้บริหารจริงๆ ตัวตนอีกด้านของเขา ความอดทนระดับอนันต์ ความดื้อและความกล้าหาญที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

ดีใจที่คุณเต้ตอบตกลงมาเป็นกัปตันทีมของเราในวันนี้

และดีใจยิ่งกว่าที่บทสนทนาระหว่างเราเข้มข้นและเฟียซสูสีภาพประกอบด้านบน

คุยเรื่องงานบริหารฉบับสตรวองของจริงกับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

สมัยเด็กๆ เคยโดนห้ามดูโทรทัศน์เหมือนเด็กคนอื่นมั้ย

ไม่เลย ตอนเด็กๆ ดูทีวีตลอด เกิดมาก็ดูแล้ว คุณเต้มักจะใช้คำนี้เสมอว่า I was born into it. หมายความว่า เกิดมาก็เห็นสิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อและคุณแม่ ทำมาตลอด

การดูโทรทัศน์ของลูกหลานครอบครัวที่ทำหนังทำละคร จะสนุกเหมือนที่คนทั่วไปดูมั้ย

เพราะถูกสอนให้คิดและวิเคราะห์ตั้งแต่เด็ก คุณเต้เลยเป็นคนดูหนังและละครไม่ค่อยสนุก แทนที่จะรู้เรื่องราวว่าพระเอกนางเอกทำอะไร เราดูแล้วเราเห็นโปรดักชัน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลย คิดล่วงหน้าว่าแต่ละฉาก แต่ละตอน กำลังบอกอะไร หรือกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวแบบไหน นั่นทำให้เราชอบดูหนังยากๆ หรือหนังที่ต้องใช้ความคิด เพราะเราจะไม่เห็นโปรดักชันอื่นๆ ทำให้ได้คิดอย่างอื่นบ้าง ได้มีอารมณ์ร่วมกับหนังบ้าง

ความรู้สึกของการอยู่ในบ้านหลังเดียวกับที่ใช้ถ่ายละครเป็นยังไง

เป็นเรื่องที่เจอเป็นประจำจนเราชินไปเอง จะมีอึดอัดบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเวลาที่เราต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ความเคยชินก็ทำให้เราปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน บางวันเปิดประตูห้องนอนออกมาก็เจอดารารุ่นใหญ่ๆ ยืนกันอยู่ บางทีก็เข้ามาถ่ายในห้องนอนเรา

และพอเราเป็นครอบครัวใหญ่ คุณปู่มีลูกหลานหลายคน ก็ทำให้มีลูกพี่ลูกน้องเยอะ การอยู่ร่วมกับคนจำนวนมากตั้งแต่เด็กทำให้เราไม่มีปัญหาเมื่อต้องไปเรียนหนังสือที่ต่างบ้านต่างเมือง กลายเป็นว่าปรับตัวได้เร็วเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอพักหรือโรงเรียนประจำ

มีแอบคิดไหมว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดาชีวิตอาจจะง่ายกว่าหรือสนุกกว่านี้

คิด มีช่วงหนึ่งที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ จนกระทั้งเมื่อ 9 ปีที่แล้วเราถึงยอมกลับมา

ที่ผ่านมา เรามีความสุขกับการเป็นศิลปินอยู่ในวงการบันเทิงนะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าทำไมความกดดันมันสูงเหลือเกิน เช่น ร้องเพลง คนก็บอกว่า อ๋อ เป็นกัลย์จาฤกล่ะสิถึงทำได้ เราก็มีความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ไม่อยากอยู่ ไม่ชอบการตัดสินแบบนั้น จริงๆ เราก็ไม่ได้ว่านะ เพราะเราเองก็เป็น เราก็ตัดสินคนไปก่อนที่จะรู้จักตัวเขาจริงๆ แต่การที่มีคนหมู่มาก หรือสาธารณะชนจำนวนมากมาตัดสินเรา เราก็รับมือไม่ไหว จนเรารู้สึกว่าเราป่วย อยู่ไปก็ไม่มีความสุข เลยตัดสินใจหนีไปจากตรงนั้นพักนึง

ผลของการหนีไปจากจุดที่ยืนอยู่ เหมือนหรือต่างจากที่คิดฝันแค่ไหน

จำได้เลยว่าเรามีความสุขกับชีวิตช่วงไฮสคูลมาก เราได้รับอิสรภาพ ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ ก็มีกลับประเทศไทยบ้างช่วงนึง มาเล่นละคร ร้องเพลง ออกอัลบั้ม บริหารค่ายเพลงไปด้วยระหว่างที่เรียนอยู่ที่จุฬาฯ ก่อนจะพบว่าเราเริ่มป่วย มีเหตุการณ์นึงเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งถ้าเรียนอยู่รุ่นเดียวกันจะจำได้ เราขึ้นไปร้องเพลงคลาสสิกบนเวที ความกดดันที่มีทำให้เราเกิดอาการหูดับไป 3 นาที จำไม่ได้และไม่ได้ยินว่าตัวเองกำลังร้องอะไรอยู่ แต่ก็ยังคงร้องต่อไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง พอเรียนจบเราก็กลับไปอยู่แอลเอและนิวยอร์ก จนกระทั้งคุณลุงสิ้น ก็คุยกับคุณพ่อว่าคงถึงเวลาที่จะกลับมาช่วยงานแล้ว

ตอนที่เจอกับเหตุการณ์ที่คนมาตัดสินเรา คุณอยากบอกอะไรพวกเขาบ้างมั้ย

ไม่เลย ตอนนั้นไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่ามันไม่แฟร์ เราแค่รู้สึกว่าเรารับมือสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะตัวเราเองยังไม่แข็งแรงพอ การย้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นทำให้คุณเต้ได้คุยกับตัวเอง ฟังดูเหมือนคนสติไม่ดีใช่มั้ย (หัวเราะ) พูดง่ายๆ คือ พอโตขึ้นเราก็เข้าใจตัวเราเอง แข็งแรงขึ้น รับมือกับเรื่องพวกนี้ได้

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

ช่วงที่อยู่ต่างประเทศมีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคุณ

คงเป็นเพราะเราได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่ ได้เห็นสิ่งที่ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและบุกเบิกอยู่ตลอดที่นู่น ทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคนแปลกที่สุด แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่ชั่วร้ายอะไร แต่ว่าต้องเข้าใจตัวเองให้ได้มากกว่านี้ แล้วการที่คนอื่นไม่เข้าใจเราก็ช่างมัน ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่ามีเป้าประสงค์อะไร ถ้าสิ่งที่ทำเราทำให้คนหมู่มากมีความสุข วันนี้ได้เท่านี้คุณเต้โอเค คุณเต้คิดว่าคุณเต้โตช้าหน่อย คือแก่แล้ว อายุเท่านี้แล้วอะ

ทำไมถึงคิดว่าตัวเองโตช้า

คือจริงๆ บางคนเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่ 14 – 15 เขาประสบความสำเร็จเร็วกว่า แล้วก็เข้าใจชีวิตเร็วกว่าเรา แต่คุณเต้ช้ากว่าปกติ คุณเต้คิดว่าอย่างนั้นนะ

แต่คุณเต้ได้นวดมันจนถึงจังหวะที่ดีมากเลยนะคะ ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

ไม่ จนถึงตอนนี้ คุณเต้ก็คิดว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้ใหม่อยู่ตลอด

ช่วง 2 ปีแรกก่อนที่คุณเต้นำรายการ The Face Thailand เข้ามา ไม่มีใครมั่นใจไปกับคุณเต้ แต่คุณเต้อยากทำ และจริงๆ แล้วคุณเต้อยากทำ Drag Race ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าเปิดทาง คุณเต้ก็เรียนรู้ว่า หนึ่ง เราต้องกล้าและหาผู้ร่วมกล้าไปกับเรา สอง หาเงินและโอกาส ที่สำคัญที่สุด คือความอดทน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วได้มันมา มันต้องอดทนและบอกตัวเองทุกวันว่า เห้ย นี่คือสิ่งที่เราอยากทำมัน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่ก็ได้ด้วยสัญชาตญาณ หรือมันอาจจะผิดก็ได้ คุณเต้เชื่อในเรื่องนี้เสมอว่าถ้าทำผิด คุณเต้จะรับผิดชอบเอง แต่อย่ามาขวางทางเรา ซึ่งคุณเต้เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่มัธยมแล้ว สมมติถ้าสอบแล้วตก ก็เพราะฉันไม่ได้อ่านเอง ไม่ได้ตั้งใจทำเอง หรือตั้งใจผิดวิธี ขอเรียนรู้เอง อย่าให้มีใครมาบอกว่า อันนี้สิ อันนี้ดี เขาบอกเราก็ฟังนะ แต่จะขอลองทำวิธีนี้จนกระทั่งรู้ว่ามันไม่ใช่

สิ่งที่คุณเต้ทำเหมือนการขายภาพ ขายอากาศ ไม่อาจจะบอกได้ชัดเจนว่าเพลงนี้ดี ละครเรื่องนี้สนุก ขึ้นกับจังหวะบอกไม่ได้หรอก ถ้าคนดูไม่ได้สนุก ดูยังก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น คุณเต้จะขอทำให้ดีที่สุดในทุกจังหวะ แล้วถ้าทำพลาดเอง ขอรับผิดชอบเอง

เคยทำพลาด?

พลาดตลอดเวลา พลาดที่ทำให้บริษัทขาดทุน ในบางยุคขาดทุนเป็น 20 ล้านก็ทำมาแล้ว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความโชคดีของคุณเต้ คือคุณพ่อท่านเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์มายาวนาน ท่านจะบอกก็ได้ว่าไม่ให้คุณเต้ทำ หรือกำหนดขอบเขตว่าทำได้แต่ให้ทำอยู่เท่านี้นะแล้วให้เรียนรู้เอง นั่นยิ่งทำให้คุณเต้ระลึกไว้ตลอดว่าเคยทำอะไรไปแล้ว กับสิ่งที่ผิดพลาดต้องรับผิดชอบ เสียหายไปเท่าไหร่ จะชดใช้อย่างไร อย่างน้อยต้องหามาคืนให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดไปต่อ ซึ่งมันก็มีเสียทุกวันนะ แต่ละวันมันคือการลงทุน

คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าคุณเต้ทำคอนเทนต์ แต่จริงๆ แล้วโดยหน้าที่คุณพ่อจะสอนเสมอว่างานของผู้บริหารของคุณเต้คือ หนึ่ง หาเงิน สอง แก้ปัญหา เพราะฉะนั้น คุณเต้ก็ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย จะเสียผิดพลาดก็ด้วยตัวเองแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้คนอื่นลำบากมาก

แล้วระหว่างหาเงินกับแก้ปัญหา คุณเต้คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน

โอะๆ บอกเลยว่าคุณเต้เป็นศิลปินมากกว่าผู้บริหาร

ก่อนหน้านี้ที่เราหนีไปต่างประเทศเพราะเราไม่อยากทำธุรกิจ แต่ถ้าให้ร้องรำทำเพลงจะชอบมากกว่า แต่วันหนึ่งที่เข้าใจชีวิตแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ คำถามคือสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ต้องทำจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ซึ่งต่อให้มีเลือดศิลปินในตัวเรามีมากกว่า เราก็เข้าใจ commercial นะ

เข้าใจว่า?

โลกเปลี่ยนไป พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป ยุคนี้มีคนดูเป็นที่ตั้ง เรียกว่าอะไรไม่รู้แหละ social online หรือ digital age คุณเต้คิดว่าเรื่อง audience engagement สำคัญที่สุด การเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เป็น two-way communication เป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกัน เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่การส่งสารฝ่ายเดียวเหมือนแต่ก่อน คิดดูสิเรายังไม่อยากดูเลย ทั้งสิ่งที่สื่อป้อนให้และเวลาที่ใช้สื่อสาร ยุคนี้คนเขาจะดูเมื่อเขาอยากจะดู เมื่อไรก็ได้ ใน device หรือเครื่องมืออะไรก็ได้ หรือดูไปพร้อมกับคุยกับเพื่อนก็ได้ เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

หากต้องทำงานที่ไม่ถนัด คุณเต้มีวิธีคิดยังไง

เราก็ต้องถามตัวเองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร คุณเต้ค่อนข้างชัดเจนนะ มันอาจจะน่าหมั่นไส้พอสมควร ที่คุณเต้มักจะพูดอยู่เสมอว่าคุณเต้ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ถ้าทำ นั่นหมายความคุณเต้จะต้องทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่ตัวเองมีแรง เพราะไม่อยากทำให้สิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณพ่อ ทำเสียไป แต่เพราะตั้งใจแล้วว่าสิ่งที่ทำนั่นมีประโยชน์ ไม่ดูถูกคนดู มีอะไรแปลกใหม่ กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง และสุดท้ายคนดูแฮปปี้เท่านั้นจบ

สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ รับมือยากง่ายต่างกันยังไงบ้าง

คงต้องหาตรงการที่บรรจบกัน จากที่เคยคิดว่าไม่อยากทำ แต่พอทำแล้วเราเจอสิ่งที่เรารัก เราชอบ เช่น คุณเต้ชอบแฟชั่นนะ แต่ไม่ได้รู้จักแฟชั่นขนาดนั้น เราก็เกิดคำถามว่าทำไมแฟชั่นจึงเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม ทำไมถึงไม่เป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ หรือเป็นเรื่องของทุกคน เราจึงอยากทำและคิดว่าน่าจะสื่อสารกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยได้ พอทำแล้วก็ยิ่งสนุก เป็นตัวอย่างของความชอบและหน้าที่รับผิดชอบที่มาบรรจบกันพอดี งานของคุณเต้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ดนตรี กวีศิลป์ต่างๆ

อย่างรายการ The Face Thailand จริงๆ แล้วตั้งใจจะบอกอะไรกับคนดู

The Face Thailand เป็นรายการที่มีการแข่งขันสูง มี 3 ทีมแข่งขันกัน

มีคนถามเราทุกวันว่ามันสร้างสรรค์ยังไง คนมาตีกันแล้วมีความสุขเหรอ คุณเต้ก็จะบอกว่านี่เบาแล้วนะ ถ้าเอาเรื่องจริงๆ ในสังคม การฟาดฟันเชือดเฉือนจริงๆ มันจะไม่ใช่แบบนี้

การถ่ายทำรายการที่เกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ต้องอยู่ด้วยกัน 1 – 2 วันเป็นอย่างน้อย ตลอดเวลา 3 เดือนเราเซฟทุกคนอยู่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ถ้าเราเป็นคนที่ขาดการยั้งคิดเรื่องศีลธรรม จริยธรรม หรือความคิดเรื่องนี้น้อย คิดแต่จะเอาความสนุก เราก็คงทำอะไรก็ได้ และก็คงชี้นำสังคมไปอีกรูปแบบ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้พอสนุก พอมีรสชาติ ดูแล้วมีเรื่องเม้ากับเพื่อนกับครอบครัว จบรายการแล้วก็มีชีวิตที่ไปต่อข้างหน้าไม่ยึดติดกับมัน

ในโลกการทำงานและการแข่งขันกัน ความผิดพลาดที่เกิดในการแข่งขัน ทำงูตกขณะเดินแบบ เพราะวันนั้นไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์มาทำให้มองเห็นทางไม่ชัด ถือว่าเป็นการรำไม่ดีโทษปี่โทษกลองมั้ย แต่คนดูไม่ได้มองเรื่องนี้ กลับมองว่าทำไมมันต้องทะเลาะกันจังเลย แต่ก็จะมีบางคนที่มองเห็นสิ่งที่เราอยากบอก เพียงแต่เราหีบห่อมันอีกแบบ

ยืนยันอีกเสียงว่าเราชอบ The Face Thailand เพราะสอนเรื่องสปิริตและการทำงานอย่างตั้งใจนะ

มีบ้างๆ เพียงแต่ที่เราต้องใช้ความบันเทิงนำ จะให้ทำเป็นสารคดีเลยก็ทำได้นะ แต่ถ้าไม่บันเทิง คนก็ไม่ดูไง

ได้ยินว่าคุณเต้ชอบฟังสัมมนาในงานเทศกาลหนังต่างประเทศมาก

คนจะรู้จัก Cannes Film Festival และมีภาพจำเกี่ยวกับงานเทศกาลหนังงานนี้ถึงพรมแดงและดาราสวยงาม ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจอยู่ที่คือตลาดซื้อขาย เป็นที่รวบความรู้ชั้นดีทั้งหมด มีอะไรให้เรียนรู้ตั้งแต่เช้าจดเย็น เราจะเข้าไปนั่งฟังทิศทางในวงการว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดิวเซอร์คนนี้คนนั้นทำรายการนี้จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร เทรนด์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กวัยรุ่น คอนเทนต์ 360 คืออะไร เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมาช่วยมีอะไรบ้าง และยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างคนที่มาร่วมงาน มีอะไรให้เรียนมากมายไม่รู้จบตลอด 4 – 5 วัน

การไปถึงงานเทศกาลแล้วเราเป็นเหมือนคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นโมเมนต์ที่คุณเต้ชอบตัวเองมากๆ โมเมนต์ที่อยากรู้ อยากพัฒนาตัวเอง นั่งฟังอยู่อย่างนั้นจนเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จริงๆ ใครรักที่จะเรียนรู้เรื่องแบบนี้ เข้าไปติดตามเนื้อหาออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์หลักของงาน MIPTV และ MIPCOM ตลาดซื้อขายรายการโทรทัศน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตื่นเต้นกับอะไรที่สุด

ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยตื่นเต้นแล้วนะ เป็นการอัพเดตมากกว่าเพราะไปมา 2 – 3 ปีแล้ว แต่ช่วงนี้อยากเจอสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นมากๆ เลยขอบอก เพราะ 3 – 4 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราอยู่ที่เดิมเพราะโลกมันย่ำอยู่ที่เดิม ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยนะ นี่เราพูดถึงทั้งโลก

ก็หวังว่าจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีก็จะทำให้มี คุณเต้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีพื้นที่อยู่ในเวทีโลก นั่นหมายความว่าไม่ได้คิดแค่ประเทศไทย แต่อยากทำอะไรกับภูมิภาคและระดับโลกได้ เพราะเราก็ไม่อยากจะซื้อรายการของชาวบ้านตลอดไป อยากจะขายบ้าง หรือผลิตร่วมกับคนอื่นบ้าง

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

คุณคิดยังไงกับ Content is king

คนดูยุคนี้ไม่ได้เป็นคนถูกเลือก เขาเป็นคนเลือกเรา เพราะฉะนั้น ทำเถอะ ทำเลย และทำอย่างตั้งใจ จนออกมาดีและแข็งแรง ถ้าคนดูเห็น เขาจะมาเอง แต่พอเขามาแล้วเราต้องสื่อสารโต้ตอบกับเขา เพื่อจะเก็บเขาไว้ให้อยู่กับเรานานที่สุด นี่เป็นหัวใจ

แล้วเคยท้อใจกับตัวเลขน้อยๆ บ้างมั้ย

ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าตัวเลขของคุณผู้ชมวัดได้จากหลายช่องทาง ขอยกตัวอย่างในช่วงเวลา 3 เดือนที่ The Face Thailand Season 3 ออกอากาศ มีจำนวนคนดูใน YouTube ทั้งสิ้น 98 ล้านวิว ขณะที่ตัวเลขจากช่องทางอื่นคือ 1 – 2

สิ่งที่เราจะบอกคือ เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้น อดทนหน่อย

ถ้ามีโจทย์ให้คิดและทำโปรเจกต์ที่ไม่มีตัวเงินหรือตัวเลขมาเกี่ยวข้อง โปรเจกต์นั้นของคุณจะมีหน้าตาหรือรูปแบบเป็นยังไง

ตัวคุณเต้ลึกๆๆๆ (เน้นเสียง) แล้วชอบร้องเพลง ทุกคนรู้อยู่แล้ว ชอบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ถ่ายทอดเสียงและความรู้สึกออกมา แต่ไม่ถนัดร้องเพลงในที่คนเยอะๆ จะมีบ้างปีละครั้งที่ร้องสดๆ บนเวที ถ้าให้ทำโปรเจกต์ก็คงเกี่ยวกับเรื่องร้องเพลง แต่คงไม่ทำแล้วเพราะแก่เกิน

ต้องบอกว่าคุณเต้จะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องออกมาแสดง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นจากเวทีมันต่างจากคนอื่นๆ เรามองเห็นกระบวนการทำงานและเตรียมความพร้อมในทุกอย่าง แสง สี เสียง คนดู ลำดับคิว และคิดแทนไปทั้งหมด ไม่สามารถเลิกคิดถึงเรื่องนั้น แล้วปล่อยใจให้ร้องถ่ายทอดเพลงออกมาได้อย่างตอนร้องเพลงในพื้นที่ส่วนตัว

เราจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งนั้นมั้ยคะ

คงจะยาก เพราะถ้าทำแล้วไม่ดีเราก็ไม่อยากทำ

ใครๆ ก็มองว่าคุณเต้เป็น perfectionist มีมุมไหนหรือเหตุการณ์แบบไหนที่คุณยอมให้ตัวเองไม่เพอร์เฟกต์บ้างมั้ย

ก่อนอื่นขอคำจำกัดความคำว่า perfectionist ก่อน คุณเต้ยอมรับว่าคุณเต้เป็น perfectionist แต่พยายามจะไม่พูดคำนี้ ในความหมายของคุณเต้ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นคนที่ต้องการให้ทุกสิ่งที่ทำออกมาสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันทำให้กดดันตัวเองมากไป

คุณเต้อยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีที่สุด ซึ่งเหตุการณ์ที่จะยอมให้ตัวเองไม่เฟอร์เฟกต์ก็คือ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ทำดีที่สุดแล้ว ทำด้วยตัวเอง พลาดด้วยเอง เราจะยอม

เรื่องยากที่สุดในการบริหารคน

ทำยังไงดีคนนั่งอยู่ตรงนี้เต็มไปหมดเลย (หัวเราะ)

เรื่องยากที่สุดก็คือการบริหารอารมณ์ตัวเราเองนี่แหละ เราทุกคนมีรักโลภโกรธหลงทั้งนั้น ถ้าจะหวังให้เขาเข้าใจเราก็คงยาก ก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

คนทำงานเก่งในสายตาของคุณ

เป็นคนแบบคุณพ่อจาฤก กัลย์จาฤก มีคนรัก มีคนเคารพ มีคนจงรักภักดี

ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นที่รักและเป็นที่นับถือ

คุณเต้ขอเลือกเป็นคนที่ทำงานได้ดี

คุณเต้คิดว่าถ้าเราทำ และไม่ได้ทำร้ายใคร มีเป้าหมาย มีทีมเวิร์ก คุณเต้โอเค ไม่เป็นไร ไม่รักก็ได้ แต่อย่าทำร้ายกันเลยนะ

คนแบบไหนที่อยากทำงานด้วย

คนเก่ง คนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแตกต่าง เป็นผู้นำแต่ก็พร้อมที่จะรับฟัง

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

เราชอบที่คุณลงมาเล่นเกมเองด้วย คุณได้คิดถึงข้อดีข้อเสียของการที่ผู้บริหารลงมาเล่นเกมนี้ด้วยยังไงบ้าง

ไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดียังไง รู้แต่ว่าสนุก อยากทำ จะเห็นว่าปีนี้เราจะเงียบๆ หน่อย เป็นไปตามจังหวะ ตามสัญชาตญาณซึ่งหลายครั้งก็ผิด มีคนพูดถึงเรา ก็มองว่าดีนะ อย่างน้อยยังพูดถึงเราแปลว่าเราไม่น่าเบื่อ ดูไปด่าไปก็ขอให้ดู

จนถึงทุกวันนี้ คุณยังรู้สึกหงุดหงิดที่โดนตัดสินหรือจัดกลุ่มอยู่บ้างมั้ย

คุณเต้ไม่ได้เจอแต่ความกดดันสังคมอย่างเดียว คุณเต้เจอเรื่อง LGBT อีก และในยุคนั้น LGBT เป็นเรื่องแปลก ประหลาด มหัศจรรย์อยู่

คุณเต้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้างคะ

ปล่อยวางและให้อภัย อย่าเพิ่งตัดสินกัน ให้รู้จักกันก่อน รู้จักแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่งกันแค่นั้นเอง มันง่ายมากเลยนะ แต่มันก็คงไม่เป็นอย่างนั้นไง มีความซับซ้อนบางอย่างอยู่ ชีวิตมันไม่แฟร์ แล้วแต่คนเลยว่าจะแข็งแรงและอยู่บนโลกนี้แค่ไหน

การเกิดมาอยู่วงการนี้ทำให้เราเข้าใจวัฏจักร เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ดัง-ดับ นี้ดี วนเวียนแบบนั้น เห็นมาทั้งชีวิต ดังนั้น ตัวเราเองก็เช่นกัน วันนี้คุณเต้มีคนสนใจ ทำรายการแล้วมีคนชอบ วันหนึ่งเราก็ล้มได้ ล้มมาบ้างแล้วเพียงแต่คนไม่ค่อยรู้ ดังนั้น ทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดก่อน

ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่ชินกับการประสบความสำเร็จเร็วๆ คุณเต้มีคำแนะนำยังไงบ้าง

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอถามกลับไปก่อน คิดว่าคุณเต้ประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

สำหรับคุณเต้ คุณเต้คิดว่าเร็วนะ เกินความคาดหมาย แต่คำว่าประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าดี ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลา 3 – 5 ปีถึงทำ The Face ประสบความสำเร็จ แต่บังเอิญมีคนสนใจและรักรายการนี้ตั้งแต่ซีซั่นที่ 2 นั่นหมายความว่าเร็ว ดีมั้ย ดีนะ แต่หยุดไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดว่าคุณเป็นตำนานแล้ว คุณประสบความสำเร็จแล้ว คุณเต้คิดว่านั่นอันตราย เพราะคุณจะเริ่มเข้าใจว่า งั้นหยุดก็ได้ จะแน่ใจได้ยังไงว่านี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุด พอใจแล้วใช่ไหม ถ้าพอใจแล้วโอเค แต่เราเอง เราคิดว่า 5 – 10 ปีนี้เรายังไม่จบ เรายังมีสิ่งที่อยากนำเสนออีก และยังมีอะไรที่เราอยากเห็นอีก ยังสนุกอยู่ ยังมีแรงที่ทำต่อก็ขอให้ทำต่อไป

เราเห็นความยากลำบากของทุกคนในครอบครัว แต่ละยุคไม่ง่าย ก็เลยเข้าใจชีวิตว่า 3 เดือนหน้าก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว หยุดคิดเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น วันนี้เราทำดี พรุ่งนี้มีคนมาทำเหมือนเราเลยเพราะเห็นว่าดีเลยทำด้วย แต่เขาต้องทำดีกว่า นั่นไง ถ้าหยุดคิดปุ๊บเราก็ตาย

เพราะฉะนั้น ง่ายมากเลย ก็คือต้องอดทนและไม่หยุดคิด

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง
7 Questions

Answered by Vice President and Executive Producer of Kantana Group 

  1. เพลงที่ฟังบ่อยช่วงนี้: ช่วงนี้กำลังอินกับเพลงของ Céline Dion และ John Legend เพราะกำลังจะมา ขอบอกเลยว่า ซื้อตั๋ว! คนแรก! ที่สุด! โดยเฉพาะ John Legend เพราะชอบมาก ส่วน Céline Dion ชีวิตนี้เราพลาดคอนเสิร์ต Céline Dion มาตลอดแม้ว่าจะอยู่เมืองนอกตลอด ไม่เคยดูเลยและอยากดูมาก เป็นศิลปินที่รักที่สุดคนนึง
  2. เครื่องดื่มโปรดที่มีติดอยู่ในทุกปาร์ตี้: Prosecco เชื่อหรือไม่ ของโปรดมาก คุณเต้ชอบกลางๆ แต่กินได้เรื่อยๆ
  3. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: โห รายการของคนอื่น ไม่ไปได้มั้ยอะ (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ เราเป็นคนชอบรู้และเข้าใจให้ได้ทุกเรื่อง มากกว่าจะรู้เรื่องบางเรื่องลึกๆ ไปเลย พอรู้เสร็จ บางทีก็ไม่ได้เก็บเอาไว้เพราะไม่ยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับเรื่องที่ชอบมากๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อที่สนใจอยู่ดี เช่น ชอบเรื่องแฟชั่น แต่ไม่ได้ยึดติดกับดีไซเนอร์คนไหนเป็นพิเศษ หรือต้องรู้เรื่องลึกๆ ขนาดนั้น
  4. เวลาหมดแรงหรือรู้สึกว่าวันนี้ไม่ใช่วันของเราคุณจะบอกตัวเองว่า…: นอนก่อน ตื่นมาแล้วค่อยเริ่มใหม่ พ่อสอนตั้งแต่เด็กว่าถ้ารับมือไม่ไหวให้ไปนอนแล้วตื่นมาคิดต่อ
  5. ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชีวิต: เป็นเรื่องบังเอิญที่หนังเรื่องนี้เข้ามาในจังหวะของชีวิตพอดี นั่นคือ Moulin Rouge! (2001,Baz Luhrmann) เป็นมิวสิคัลที่ชอบ มีดาราที่ชอบ มีความเก๋ไก๋ที่มหัศจรรย์ รวมเพลงที่ชอบของยุคนั้น รวมทุกสิ่งอย่าง และถ่ายทอดออกมาเป็นเรามากที่สุดจนถึงทุกวันนี้
  6. ความสนใจของคุณตอนอายุ 18, 28 และปัจจุบัน: ตอน 18 เป็นช่วงค้นหาตัวเอง ตอน 28 เริ่มอิ่มตัวกับแอลเอและนิวยอร์ก เริ่มสนใจกลับมาทำงานที่ไทย ส่วนปัจจุบัน อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คิดว่ายังหยุดทำงานไม่ได้ ยังต้องทำอะไรต่อไปอีก คนอาจจะเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับเรายังเบบี้อยู่ เช่น The Face คนอาจจะคิดว่าปีที่ 4 แล้วอยู่ตัวแล้ว สำหรับเราเขาเหมือนขึ้นมัธยมปลายอยู่เลย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณเต้ยังไม่ส่งเขาเข้ามหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก คุณเต้ถึงจะยอมรับว่าแข็งแรงมากพอที่คุณเต้จะปล่อย
  7. กิจกรรมบันเทิงที่สุดช่วงนี้: ปกติคือคุยกับเพื่อน อยู่บ้าน แต่กิจกรรมใหม่ตอนนี้คือ เล่นกับหลานทั้งสองคน น้องตน กับน้องตู

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load