5 กุมภาพันธ์ 2564
2K

โรคมะเร็งคือภัยร้ายภายในร่างกายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นสาเหตุอันดับ 1

ในแต่ละปี มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไทยราว 120,000 คน

ด้วยความสลับซับซ้อนของโรค ผู้ป่วยอาจต้องผ่านกระบวนการรักษาที่ยาวนาน ยืดเยื้อ เจ็บปวด ใช้ทุนทรัพย์สูงในการรักษา พลิกชีวิตของทั้งครอบครัวอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม

ข้อเท็จจริงเหล่านี้เพียงได้ยินก็ชวนให้หดหู่ หวั่นใจ มะเร็งจึงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ชีวิตที่ผู้ป่วยต้องอาศัยกำลังใจชุดใหญ่ เพื่อยืนหยัดต่อสู้ อดทนให้ผ่านพ้น

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

ออย-ไอรีล ไตรสารศรี เข้าใจช่วงเวลาเช่นนี้ดี ในวัยเพียง 27 ปี ก่อนเดินทางไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ 1 สัปดาห์ เธอตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 โดยปราศจากอาการใดมาตักเตือนให้ทันเตรียมใจ

แม้เจ็บปวด แต่เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ออยทบทวนเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ และก่อตั้งโครงการ Art for Cancer หยิบวิชาศิลปะที่เธอชื่นชอบมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อระดมทุนสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งที่ยากลำบาก พร้อมทำกิจกรรมเยียวยาจิตใจให้พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์ลำพัง

แม้ศิลปะไม่อาจรักษามะเร็งให้หาย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

นั่นคือสิ่งที่ออยทุ่มเททำมาตลอด 10 ปี ผ่านโครงการที่อายุพอๆ กับจำนวนวันที่เธอรู้ว่าเป็นมะเร็ง

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

“ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานอีกเท่าไร เลยมีแรงอะไรไม่รู้ที่ท่วมท้นมากที่สุดในชีวิต เพราะก่อนตายก็อยากทำอะไรทิ้งไว้ให้ดีที่สุด” หญิงวัย 37 ปีเกริ่นที่มาของ Art for Cancer ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้วิสาหกิจเพื่อสังคม ‘Art of Life’ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส ภายในห้องที่มีผลงานศิลปะประดับรายล้อม

ศิลปะมอบพลังให้แก่ชีวิตในช่วงเปราะบางอย่างไร ชีวิตที่พบเจอผู้ป่วยมะเร็งอยู่เสมอมอบวิชาอะไรให้เธอบ้าง

ขอชวนคุณมาสำรวจการเดินทางระยะไกลของศิลปินคนนี้ไปด้วยกัน

ระยะที่ 1 : ศิลปะการระดมทุน

“ตอนแรกคิดแค่ว่าชวนเพื่อนมาทำอะไรที่พอทำได้” ผู้ตรวจพบมะเร็งเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อ พ.ศ. 2554

ออยเรียนจบด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยศิลปากร มีหมู่เพื่อนที่สร้างสรรค์ผลงานเก็บสะสมไว้จำนวนมาก เมื่อเธอเห็นว่ามีผู้ป่วยมะเร็งหลายรายต้องเผชิญกับความยากลำบากด้านทุนทรัพย์ระหว่างกระบวนการรักษาของตัวเอง จึงเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชวนเพื่อนมาขายงานศิลปะที่วางไว้เฉยๆ เหล่านั้นให้กลายเป็นเงินบริจาค พร้อมทั้งผลิตของที่ระลึกและอุปกรณ์เครื่องใช้จำหน่าย 

เช่น สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง ที่ออกแบบสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โดยทีมผู้ป่วยมะเร็ง เปิดเข้าไปจะมีข้อมูลความรู้ ข้อความน่ารักๆ พื้นที่ว่างสำหรับจดบันทึกการรักษาและความรู้สึก และกล่องพลังใจ เป็นของขวัญมอบให้ผู้ป่วยมะเร็ง

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ออยได้รับเงินสนับสนุนเกิน 1 ล้านบาท จากผู้ที่เห็นเรื่องราวของออยและยินดียื่นมือช่วยเหลือ

“รู้ตัวอีกทีก็ตกใจ เพราะมันเยอะมากสำหรับเรา ปีแรกทำให้เรามองเห็นว่าศักยภาพที่มีอยู่รอบตัวสามารถสร้างประโยชน์กับสังคม” ศิลปินหญิงกล่าว เธอพบว่าแม้ศิลปะอาจดูเข้าถึงคนทั่วไปยากในบริบทสังคมไทย แต่ความเกื้อกูลกันยังเป็นสิ่งที่มีอยู่ และช่วยผลักดันให้โครงการนี้เป็นไปได้

รายได้จากน้ำใจอันดีงามนี้ ออยนำบริจาคเข้า 3 มูลนิธิ คือ ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิรามาธิบดี และมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยมีการแจกแจงเงินอย่างเปิดเผยเพื่อสร้างความโปร่งใส

ในขณะเดียวกัน ช่วง 5 ปีแรกนั้น ออยดำเนินการรักษาโรคมะเร็ง กลับไปเรียนต่อ Design Management ที่สหราชอาณาจักร จนสำเร็จการศึกษา และทำงานในสายครีเอทีฟ ควบคู่ไปกับการดูแลโครงการด้วยตัวเองเป็นหลัก โดยมีครอบครัวและจิตอาสาแวะเวียนเข้ามาเป็นกำลังเสริม 

ก่อนที่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่จะเข้ามาในชีวิตเธอ

ระยะที่ 2 : Art of Life

พ.ศ. 2560 เมื่อ Art for Cancer เข้าสู่ปีที่ 6 ออยได้รับแจ้งข่าวร้าย

มะเร็งกลับมาลุกลามในชีวิตเธออีกครั้ง คราวนี้เป็นระยะที่ 4

“ก่อนหน้านี้เรายังประมาทบ้าง แต่คราวนี้มันใกล้เข้ามามากๆ เรายิ่งมีแรงผลักดันในการทำให้โครงการอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีโมเดลที่ชัดเจน และทีมรับช่วงต่อได้” 

แม้เผชิญความท้าทาย แต่เธอมีสติมากกว่าเคย และตั้งใจจะใช้ชีวิตทุกวันให้เป็นประโยชน์ที่สุด 

เมื่อรู้ว่ารีรอไม่ได้ ออยนำความรู้ด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่เรียนและทำวิจัยถึงแนวทางการพัฒนา Art for Cancer ตอนปริญญาโทมาปรับใช้ ประจวบเหมาะกับการเจอคู่คิดอย่าง เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยกาญจน์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย จึงร่วมกันก่อตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในชื่อ Art of Life ด้วยความเชื่อว่าศิลปะอยู่ได้ทุกหนแห่งของชีวิต 

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

Art for Cancer มีเป้าหมายหลัก 3 อย่างที่ชัดเจนขึ้นคือ

หนึ่ง สนับสนุนผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์ บางรายจำเป็นต้องใช้เงินหลักแสนเพื่อรักษา

สอง ให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง สอดแทรกในผลิตภัณฑ์และกิจกรรม เพราะยังมีคนที่เข้าถึงข้อมูลที่ทำให้รักษาไม่ตรงจุดอยู่

สาม ให้แรงบันดาลใจ การเยียวยาทางจิตใจ เช่น การเข้าไปทำกิจกรรมให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลร่วมกับนักศิลปะบำบัด และการทำโปรเจกต์ร่วมกับกล่องดินสอ ชวนคนตาบอดกับคนทั่วไปมาวาดลวดลายตกแต่งหอผู้ป่วยมะเร็งที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 

ทั้งหมดนี้ใช้ศิลปะและความสร้างสรรค์เป็นสะพานเชื่อมผู้คนเข้าหากัน ต่อมากิจกรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงผู้ป่วยมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเริ่มขยายต่อไปยังบุคคลทั่วไปด้วย เช่น พนักงานองค์กร 

“เรามองว่าศิลปะเป็นภาษาสากลที่ทรงพลัง มันอยู่กับตัวเราทุกคนตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นเราอาจถูกจำกัดว่าศิลปะต้องสวย เป็นไปตามสเกล ในเชิงเทคนิคก็ถูกต้องแล้ว แต่ในชีวิตจริง มันไม่ได้มีขอบเขตเลย” 

เมื่อทำต่อเนื่องและชัดเจน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ความสนใจร่วมมือเป็น CSR (Corporate Social Responsibility) ด้วย ทำให้ Art for Cancer มีพันธมิตรทั้งศิลปิน ชุมชนขนาดย่อย และองค์กรใหญ่

ล่าสุด พ.ศ. 2562 Art for Cancer เป็นแกนนำจัดงาน Cancel Cancer Festival ที่ได้รับการสนับสนุนจนระดมทุนเข้ามูลนิธิได้มากถึง 11 ล้านบาท

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

ระยะที่ 3 : ศิลปะดูแลใจ

ศิลปะทำให้มนุษย์คุยกันมากขึ้น ทั้งคุยกับภายในตัวเองและคนรอบข้าง

เมื่อ 2 ปีก่อน ออยเริ่มทำกิจกรรมในโรงพยาบาลร่วมกับนักศิลปะบำบัดที่เป็นผู้ออกแบบกระบวนการ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีพื้นที่สื่อสารเรื่องราวและแต่งแต้มจินตนาการ ภายในบรรยากาศห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยเตียงนอนและผู้ป่วย

“ปกติพยาบาลจะพยายามหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำอยู่แล้ว แต่บางทีก็ไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไรดี ศิลปะบำบัดเป็นตัวช่วยเข้ามาทำให้คนตระหนักรู้อารมณ์ และมองเห็นบางอย่างในชีวิต” นักศิลปะบำบัดฝึกหัดที่กำลังเรียนอย่างจริงจังด้วยตัวเองเล่าให้ฟัง

กระบวนการมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องวาดรูปเลยก็ได้ หนึ่งในวิธีคือการชวนกลุ่มผู้ป่วยมาแบ่งปันเรื่องราว ผ่านอุปกรณ์ง่ายๆ เช่นการ์ดที่มีภาพวัตถุหรือลวดลายนามธรรม ให้เลือกสรรมาแทนความรู้สึกตัวเอง ขั้นตอนนี้ช่วยในการเปิดบทสนทนาได้เป็นอย่างดี 

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง
Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

“บางคนนอนอยู่เตียงข้างกันแต่ไม่เคยคุยกันเลย พอหยิบการ์ดขึ้นมา ก็พูดคุยแบ่งปันกันได้เป็นชั่วโมง เป็นคนที่เผชิญอะไรคล้ายกันมาให้กำลังใจกัน

“มันไม่ได้ทำให้มะเร็งหายไป แต่มีเปเปอร์ต่างๆ ยืนยันว่าศิลปะบำบัดเป็นตัวช่วยเสริมในการรักษา ให้คนได้ระบายปลดปล่อย บางคนไม่เคยกล้าร้องไห้ เพราะกลัวครอบครัวไม่สบายใจเลยอั้นเก็บไว้ แต่ต่อให้เข้มแข็งแค่ไหน ธรรมชาติมนุษย์เราก็ต้องการพื้นที่อ่อนแอเหมือนกัน

“บางคนเห็นเพื่อนที่รักษามาด้วยกันเสียชีวิตไปก่อน บางคนผ่าตัด สูญเสียอวัยวะ เห็นร่างกายตัวเองเต็มไปด้วยร่องรอยก็รู้สึกสะเทือนใจจนเศร้า การมีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้ทำงานภายใน และเพื่อนร่วมทางที่ช่วยโอบอุ้มกันจึงสำคัญมาก”

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง
Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

จากประสบการณ์นี้ Art for Cancer จึงต่อยอดร่วมกับพันธมิตรด้านศิลปะบำบัด พัฒนา ‘ชุดศิลปะดูแลใจ’ เป็นกล่องอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยเล่นได้ด้วยตัวเอง (แต่ถ้ามีนักศิลปะบำบัดด้วย จะช่วยให้เกิดกระบวนการเล่นเป็นกลุ่ม) ภายในมีการ์ด สี กล่องโฟม แท่งไม้ และหนังสือเล่มหนาที่ออกแบบให้น่ารักน่าใช้ แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 สี รวมทั้งหมด 12 กิจกรรม เหมาะแก่การนั่งเปิดทบทวนชีวิตอย่างลึกซึ้ง (เปิดจำหน่ายเร็วๆ นี้)

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง
Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

ระยะที่ 4 : ศิลปะ ธุรกิจ สังคม

10 ปีที่ผ่านมา Art for Cancer ระดมทุนและบริจาคเข้ามูลนิธิไปแล้วราว 20 ล้านบาท มีการขยายทีมเพิ่มมากขึ้นเพื่อมาทำงานร่วมกันที่โฮมออฟฟิศย่านศาลายา จังหวัดนครปฐม บางคนเลือกลาออกจากบริษัทใหญ่เพื่อมาทำงานนี้ เพราะเห็นตรงกันกับพันธกิจขององค์กรที่มีต่อสังคม

แต่เมื่อเติบโตขึ้น โจทย์ที่ท้าทายตามมาคือการวัดผลลัพธ์ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในฐานะ Social Enterprise

“มีคนเคยพูดบั่นทอน เข้าใจผิดว่าเราหากินกับผู้ป่วย ทำไมต้องทำเป็นธุรกิจ แต่เมื่อเติบโตขึ้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืน และมันมีความยากอยู่ เพราะต้องมีโมเดลสร้างรายได้ที่ตรงกับเป้าหมายทางสังคมด้วย ต้องวางแผนมากขึ้น เราก็พยายามแปรผล ช่างน้ำหนักให้เกิดความสมดุลและกลับมาทบทวนตัวเองบ่อยๆ

“ไม่ใช่ทุกอย่างที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจกลับมาด้วย แต่ถึงจะมากจะน้อย เราจะทำเท่าที่เราทำได้ เพราะตอนเริ่มก็ไม่ได้คิดว่าต้องใหญ่โตแค่วันหนึ่งช่วยผู้ป่วยมะเร็ง 1 คนให้มีกำลังใจได้ก็มีค่ามาก

“เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แค่นี้ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ถ้าโตได้ก็ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยคนอื่นได้มากขึ้นอีก” ออยยิ้มในฐานะผู้ริเริ่มและทุ่มเทให้ Art for Cancer มาตลอดทั้ง 10 ปี พร้อมบอกว่าไม่เคยมีวันใดที่คิดจะเลิกทำสิ่งนี้เลย

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง
Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

ศิลปะการใช้ชีวิต

“เราเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะที่สี่ที่โชคดีมาก” ออยเล่าถึงสุขภาพตัวเองในช่วงนี้ แม้มีผลข้างเคียงบางประการจากการรักษา แต่เธออยู่ร่วมกับมะเร็งได้เป็นอย่างดีแล้ว

“จะพูดว่าไม่เป็นอะไรเลยก็คงไม่ใช่ แต่ไม่ได้ต่อต้านหรือทุรนทุราย มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราที่ต้องยอมรับและเรียนรู้จะอยู่ด้วยกันมากกว่า” 

จากประสบการณ์ต่อสู้และอยู่ร่วมกับมะเร็งมาร่วม 10 ปี ความฝันก้าวต่อไปของออยคือ การต่อยอดศิลปะและการออกแบบที่เธอรักมาตั้งแต่สมัยเด็ก ให้ไปผสมผสานอยู่ในเรื่องอื่นที่ได้ช่วยเหลือสังคมไปด้วย พร้อมกับการเดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งที่เข้มแข็งในประเทศไทย

จากเนื้อร้ายที่เล่นงานชีวิต วันนี้ มะเร็งกลายเป็นโรคที่ทำให้ออยค้นพบเหตุผลของตัวเองในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

Art for Cancer : 10 ปีของ SE ที่ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็ง

สนับสนุนผลงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งและติดตาม Art for Cancer ได้ที่

Facebook : Art for Cancer

Website : Art for Cancer

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load